<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>79674</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/10/2020 18:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/10/2020 18:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ทนายยิ่งลักษณ์&#039; ถามรัฐบาลถังแตกแล้วหรือถึงไล่บี้เอาค่าเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ต.ค.63 -&amp;nbsp;นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงกรณีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับโครงการรับจำข้าวได้สั่งติดตามค่าเสียหายจากจำนำข้าวเป็นกรณีพิเศษว่า&amp;nbsp;ในฐานะทนายความในคดีจำนำข้าว ขอเรียนว่า คดีดังกล่าวในชั้นการพิจารณาคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีพยานหลักฐานชัดแจ้งว่า การใช้จ่ายเงินในโครงการรับจำนำข้าวอยู่ภายใต้กรอบวงเงิน 5 แสนล้านบาท ตามมติคณะรัฐมนตรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนรวิชญ์ กล่าวว่า คำพิพากษาของศาลฎีกา ไม่มีข้อความตอนใดระบุว่า การดำเนินโครงการรับจำนำของรัฐบาลขาดทุนหรือเสียหายเลย&amp;nbsp;พลเอกประยุทธ์ ไม่จำต้องมาเสียเวลากับการติดตามเรื่องนี้เป็นพิเศษ ควรเอาเวลาไปคิดว่า จะทำอย่างไรให้ประชาชนที่ตกงาน อดอยากปากแห้งมาเป็นเวลานานจากภาวะเศรฐกิจตกต่ำอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบหลายสิบปีให้มีงานทำ และได้อยู่ดี กินดีบ้าง ไม่เฉพาะแต่นายทุนเท่านั้นที่มีรายได้และอยู่ดี กินดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ในเรื่องข้าวมีเรื่องที่พลเอกประยุทธ์ควรต้องติดตามเป็นพิเศษคือ ภายหลังที่มีการรัฐประหารปี 2557&amp;nbsp;รัฐบาลในช่วงนั้นมีการนำข้าวที่เก็บไว้ในโกดัง ประมาณ 2.9 ล้านตัน มูลค่าประมาณ 2 แสนกว่าล้านบาท ไปจัดเกรดข้าวเป็น A, B, C, D, และนำออกขาย ทั้งที่กระทรวงพาณิชย์ไม่เคยมีการจัดเกรดข้าวเป็น &amp;nbsp;A ,B, C ,D ขายมาก่อน ทำให้ขายข้าวได้ราคาต่ำกว่าความเป็นจริงเป็นอย่างมาก ในการขายข้าวในครั้งนั้นยังมีข้อเคลือบแคลงสงสัย จากสื่อมวลชน&amp;nbsp;ประชาชน และผู้เกี่ยวข้องว่า นำข้าวดีไปขายเป็นข้าวเน่า เพื่อเป็นอาหารสัตว์หรือไม่ แม้ต่อมามีการยกเลิกการขายข้าวแบบจัดเกรด A, B, C, D แต่รัฐเสียหายไปแล้ว ซึ่งในเรื่องนี้ พลเอกประยุทธ์ควรติดตามให้มีผู้รับผิดชอบในความเสียหาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ขอถามพลเอกประยุทธ์ว่า ที่มาพูดเรื่องนี้เป็นเพราะรัฐบาลถังแตกหาเงินที่ใหนไม่ได้แล้วหรือ จึงจะมาเอากับโครงการรับจำนำข้าว&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79674</URL_LINK>
                <HASHTAG>นรวิชญ์ หล้าแหล่ง, ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, โครงการรับจำนำข้าว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190122/image_big_5c468a92e8bbb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67276</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/05/2020 15:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/05/2020 15:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอาแล้ว!คกก.กฤษฎีกาแจงยิบปมหักกลบลบหนี้ตามสัญญาตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาล </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 พ.ค.63 - นายนพดล &amp;nbsp;เภรีฤกษ์&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีปัญหาขององค์การคลังสินค้าเกี่ยวกับการหักกลบลบหนี้ตามสัญญา ตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาล ว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตามที่สื่อมวลชนได้รายงานข่าวกรณี องค์การคลังสินค้า ได้ชี้แจงข่าวว่า ขอหารือปัญหาเกี่ยวกับการหักกลบลบหนี้ในสัญญา ตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาล ระหว่างองค์การคลังสินค้าและผู้ประกอบการที่ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการ โดยได้หารือมาที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว และยังไม่ได้มีการตีความในเรื่องนี้ชัดเจน นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ขอชี้แจงข้อเท็จจริงดังกล่าวว่า องค์การคลังสินค้าได้มีหนังสือขอหารือเรื่องดังกล่าวมายังสำนักงานฯ เมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๖๑ และสำนักงานฯ ได้พิจารณาแล้วปรากฏว่า ข้อหารือดังกล่าวเป็นเรื่องที่อยู่ระหว่างการฟ้องร้องเป็นคดีอยู่ในศาล ตามข้อ ๙ (๑) แห่งระเบียบคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าด้วยการรับปรึกษาให้ความเห็นทางกฎหมายของคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. ๒๕๒๒ ได้กำหนดไว้ว่า กรรมการกฤษฎีกาจะไม่พิจารณาให้ความเห็นทางกฎหมายในเรื่องที่มีการฟ้องร้องเป็นคดีอยู่ในศาล สำนักงานฯ จึงไม่อาจรับข้อหารือดังกล่าวไว้พิจารณาได้ โดยได้มีหนังสือตอบกลับไปยังองค์การคลังสินค้า เมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๖๒ ดังนั้น ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้คือ สำนักงานฯ ไม่ได้มีการตีความในเรื่องนี้แต่อย่างใด &amp;nbsp;จึงเรียนมาเพื่อความเข้าใจในข้อเท็จจริงที่ถูกต้องตรงกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67276</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฤษฎีกา, ข้าวเปลือก, คลังสินค้า, นพดล  เภรีฤกษ์, โครงการรับจำนำข้าว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200529/image_big_5ed0ce0d340ce.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38609</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/06/2019 07:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/06/2019 07:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โกงข้าวอ่วมแน่!ทยอยฟ้องศาลเรียกค่าเสียหาย335คดี อัยการลั่นไม่มีขาดอายุความแน่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 มิ.ย.62 -&amp;nbsp;นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินคดีทางแพ่ง เรียกค่าเสียหายจากผู้ที่เกี่ยวข้องในโครงการจำนำข้าวและการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ทั้งนักการเมือง, เจ้าหน้าที่รัฐ และเอกชน ภายหลังที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาตัดสินจำคุก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี, นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ รวมทั้งนักการเมืองในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ กับเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐสังกัดกรมการค้าต่างประเทศ และกลุ่มเอกชนไปเมื่อปี 2560 ว่า ตามที่นายเทพสิทธิ์ รักไตรรงค์ อธิบดีอัยการสำนักงานคดีปกครอง เคยแจ้งให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ทราบเมื่อเดือน ธ.ค. 2561 ว่าสำนวนคดีจาก อคส. จำนวน 246 คดี และจาก อ.ต.ก. จำนวน 89 คดี รวม 335 คดี ซึ่งเป็นเรื่องต่อเนื่องจากโครงการรับจำนำข้าว ที่ทั้งสองหน่วยงานขอให้พนักงานอัยการสำนักงานคดีปกครอง ดำเนินการพิจารณาฟ้องเอกชนคู่สัญญาที่ผิดสัญญาฝากเก็บรักษาข้าวสาร และสัญญาตรวจสอบคุณภาพข้าวสาร รวมมูลค่าหลายแสนล้านบาท เอกสารยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปรากฏว่าตั้งแต่เดือน ม.ค. 2562 อคส. และ อ.ต.ก. ได้รวบรวมเอกสารและพยานหลักฐานเพิ่มเติมส่งกลับมาให้คณะทำงานอัยการสำนักงานคดีปกครอง ซึ่งคณะทำงานอัยการคดีปกครองทยอยพิจารณาสำนวนกว่า 300 คดีอย่างต่อเนื่อง และได้ทยอยยื่นฟ้องคดีในนาม อคส. และ อ.ต.ก. ต่อศาลปกครองกลางแล้ว ซึ่งการฟ้องเรียกค่าเสียหายให้กับ อคส. และ อ.ต.ก.นี้ ขอให้สบายใจได้ว่าไม่เกิดความเสียหายในชั้นพนักงานอัยการกับปัญหาเรื่องอายุความดำเนินคดีแน่นอน อย่างไรก็ดี สำหรับคดีที่ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งกับกลุ่มเอกชนนั้นทยอยฟ้องไป อยู่ในระหว่างรอศาลไต่สวน ยังไม่มีคดีใดที่ศาลมีคำตัดสิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีที่อัยการยื่นฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนทางแพ่งกับกลุ่มเอกชนนั้น ทยอยเข้าสู่ศาลปกครองกลางมาตั้งแต่ช่วงต้นปีนับ 100 คดี ซึ่งในส่วนสำนวนคดี อคส.ล่าสุดได้ยื่นฟ้องเพิ่มเมื่อวันที่ 13 มิ.ย.ที่ผ่านมา กรณีบริษัทผิดสัญญาฝากเก็บรักษาข้าวสาร โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปีการผลิต 2555 ซึ่งศาลรับไว้เป็นคดีหมายเลขดำ 1247/2562&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนสำนวนคดี อ.ต.ก. ยื่นฟ้องเอกชนเพิ่มเติมด้วย เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. ที่ผ่านมา เป็นคดีหมายเลขดำ 1248/2562 กรณีผิดสัญญาจ้างตรวจสอบและรับผิดชอบคุณภาพชนิด และน้ำหนักข้าวสาร โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปี 2555 กับอีกคดีล่าสุดยื่นฟ้องเพิ่มวานนี้ (14 มิ.ย.) ซึ่งศาลรับไว้เป็นคดีหมายเลขดำ 1260/2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการบังคับคดีทางแพ่งเพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทน ทั้งในส่วนที่กระทรวงการคลังมีคำสั่งทางปกครองบังคับคดีให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ชดใช้มูลค่า 35,717,273,028.23 บาท (คดีอาญาถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งให้จำคุก 5 ปีไม่รอลงอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ไม่มีการยื่นอุทธรณ์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และส่วนที่กระทรวงพาณิชย์ ให้ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ชดใช้ 1,768,973,012.66 บาท (ศาลฎีกาฯ พิพากษาจำคุก 42 ปี ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาหรือฮั้วประมูล โครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี คดีรอฟังผลอุทธรณ์), นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ จำนวน 2,242,571,739.68 บาท (ศาลฎีกาฯ พิพากษาจำคุก 36 ปี ความผิดเดียวกัน คดีรอฟังผลอุทธรณ์), นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (ศาลฎีกาฯ พิพากษาจำคุก 40 ปี ความผิดเดียวกัน คดีรอฟังผลอุทธรณ์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทิฆัมพร นาทวรทัต อดีตรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ซึ่งขณะเกิดเหตุเป็น ผอ.สำนักการค้าข้าวต่างประเทศ (ศาลฎีกาฯ พิพากษาจำคุก 32 ปี ความผิดเดียวกัน คดีรอฟังผลอุทธรณ์), นายอัครพงศ์ (หรืออัฐฐิติพงศ์) ช่วยเกลี้ยงหรือทีปวัชระ อดีต ผอ.สำนักการค้าข้าวต่างประเทศ ซึ่งขณะเกิดเหตุเป็นเลขานุการกรมการค้าต่างประเทศ (ศาลฎีกาฯ พิพากษาจำคุก 24 ปี ความผิดเดียวกัน คดีรอฟังผลอุทธรณ์) ที่ถูกออกคำสั่งให้ร่วมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐด้วยรายละ 4,000 ล้านบาทนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ยิ่งลักษณ์ และกลุ่มผู้ได้รับคำสั่งทางปกครองให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนทางละเมิดทั้ง 6 รายดังกล่าว ได้ยื่นฟ้องกลับ รมว.คลัง และกระทรวงการคลัง เป็นคดีปกครองต่อศาลปกครองกลาง เพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าว พร้อมกับยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดี ซึ่งในส่วนคำขอทุเลาการบังคับคดีนั้น ก่อนหน้านี้ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งยกคำร้องทั้งหมด โดยส่วนคำฟ้องที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และกลุ่มผู้ได้รับคำสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหาย ได้ขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองเรื่องการชดใช้ค่าสินไหนทดแทนนั้น ขณะนี้คดีอยู่ในชั้นพิจารณาของศาลปกครองกลาง.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38609</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีทูจี, ชดใช้ค่าเสียหาย, ระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ, สินไหมทดแทน, โครงการรับจำนำข้าว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190615/image_big_5d043ce8bc657.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30306</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/03/2019 18:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/03/2019 15:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>งานนี้มีคนสะดุ้ง!ปปช.ตีตกคดี&#039;บุญทรง&#039;ปมตั้งกก.สอบขายข้าวจีทูจีเพื่อปกปิดความจริงที่ต้องเปิดเผย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 มี.ค.62 -&amp;nbsp;นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.มีมติ ให้ตีตกข้อกล่าวหานายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในกรณีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงการจำหน่ายข้าวสารในสต็อกของรัฐบาล เพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบสัญญาขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ G to G &amp;nbsp;โดยเฉพาะบริษัท GSSG IMP. AND EXP. CORP. รัฐวิสาหกิจของจีน ทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนปกปิดความจริงที่ต้องเปิดเผย ไปเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2561 เนื่องจากคดีดังกล่าวเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับคดีที่นายบุญทรงถูกศาลพิพากษาจำคุกกรณีทุจริตระบายข้าวแบบจีทูจี ที่ศาลได้ตัดสินไปแล้ว โดยนายบุญทรง ได้ตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมาเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการต่อสู้คดีในชั้นศาล คณะกรรมการป.ป.ช.จึงเห็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับคดีก่อน จึงให้ข้อกล่าวหาตกไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า มติดังกล่าวอาจถูกวิจารณ์ว่าเกี่ยวข้องกับกรณีที่บุตรชายนายบุญทรง ย้ายพรรคหรือไม่ เลขาธิการป.ป.ช. &amp;nbsp;ยืนยันว่า การทำคดีของป.ป.ช.เป็นไปตามพยานหลักฐาน บุตรชายใครจะอยู่พรรคไหนไม่เกี่ยวข้องกับป.ป.ช.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงรายงานข่าวในก่อนหน้านี้ที่ระบุว่าป.ป.ช.มีมติไต่สวนผู้ถูกกล่าวหาเพิ่มคือ คือ นายทักษิณ ชินวัตร นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ นายวรวิทย์ กล่าวว่า ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30306</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีจีทูจีข้าว, ทักษิณ ชินวัตร, นายบุญทรง เตริยาภิรมย์, ปปช., ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, เจ๊แดงเยาวภา, โครงการรับจำนำข้าว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190302/image_big_5c7a3c6c461aa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29771</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/02/2019 16:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/02/2019 16:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เข็ดแล้วโครงการรับจำนำข้าว &#039;ชัชชาติ&#039; ปัดพัลวันเพื่อไทยไม่มีนโยบาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.พ.62 -&amp;nbsp;นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในบัญชีของพรรคเพื่อไทย และ น.ส.ลีลาวดี วัชโรบล ผู้สมัคร ส.ส. พรรคเพื่อไทย เขต 1 (พระนคร-ป้อมปราบฯ-ดุสิต) หมายเลข 9 เดินทางมาหาเสียง พูดคุยกับชมรมตลาดผลไม้สะพานขาวสี่แยกมหานาค ผู้รับซื้อและค้าส่งผลไม้ทั่วประเทศ โดดยเปิดเผยว่า พ่อค้าหลายรายยอมรับว่าการค้าขายจาก 100% ลดลงเหลือ 5% เนื่องจากเศรษฐกิจระดับฐานรากตกต่ำประชาชนไม่มีกำลังซื้อ พ่อค้าแม่ค้าผลไม้ปลีกจากต่างจังหวัดที่เคยมาซื้อที่ตลาดมหานาคก็ลดลง ประกอบกับการจัดระเบียบที่จอดรถริมถนนและการจัดระเบียบทางเท้าทำให้การจอดรถซื้อขายผลไม้ลดลงอีก ซึ่งพ่อค้าต้องการให้พรรคเพื่อไทยเตรียมนโยบายที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัชชาติ กล่าวว่า อันดับแรกคือต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา เพื่อให้เกิดการลงทุน เพราะทุกวันนี้เงินในระบบมีเยอะ แต่คนไม่กล้าลงทุน เพราะไม่มั่นใจในเสถียรภาพทางการเมือง พร้อมทั้งพัฒนาระบบเศรษฐกิจฐานราก เช่น เกษตรกร ให้ได้ราคาสินค้าที่ดีขึ้น มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเพื่อให้มีกำลังซื้อ ขณะเดียวกันต้องพึ่งพาการลงทุนจากต่างประเทศให้น้อยลง แต่พึ่งพาเศรษฐกิจภายในประเทศให้มากขึ้น ได้แก่ การลงทุนในระดับเส้นเลือดฝอย, การบริโภคภายในประเทศ และการเกษตร ขณะเดียวกันจะต้องช่วยเหลือคนตัวเล็กให้มีแหล่งกู้ยืมเงินลงทุนและใช้จ่ายหมุนเวียน ประกอบกับรัฐบาลจะต้องสนับสนุนเทคโนโลยีและให้ความรู้ในการใช้จ่ายเงินลงทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัชชาติ ยังกล่าวเสริมว่า เดิมประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมแต่ยังไม่มีการพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพของการเกษตรให้ดีขึ้น กลับไปเริ่มต้นอุตสาหกรรมและพัฒนาอุตสาหกรรมก่อน สิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นแรงงานราคาถูก และราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ในขณะที่โครงสร้างเศรษฐกิจโลกเริ่มเปลี่ยนไป ดังนั้นต้องเพิ่มประสิทธิภาพของเกษตรให้ดีขึ้น เพิ่มความต้องการซื้อในตลาด พัฒนาและแปรรูปสินค้าเพื่อเพิ่มราคา พัฒนาระบบชลประทานเพื่อให้เกษตรกรสามารถปลูกพืชทางเลือกได้เพิ่มมากขึ้น พร้อมทั้งพัฒนาเทคโนโลยีทางการเกษตร ลดต้นทุนแรงงานให้น้อยลงเพิ่มรายได้ให้มากขึ้น ส่วนการช่วยเหลือคนจนเป็นนโยบายระยะสั้นที่ต้องดูเป็นรายกรณี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการจัดระเบียบทางเท้า นายชัชชาติ มองว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่สำหรับคนหาเช้ากินค่ำไม่ใช่เรื่องง่าย รัฐบาลต้องช่วยประสานกับเอกชนเพื่อหาพื้นที่ให้ผู้ค้าหาบเร่แผงลอยขายสินค้าแทนที่เก่า และกำหนดช่วงเวลาค้าขายตามทางเท้า นอกจากนี้การจัดระเบียบสถานบริการให้ปิดก่อนเที่ยงคืน กระทบกับผู้ค้าอาหารและบริการอื่นๆ ตามมา ดังนั้นการจัดระเบียบสร้างความเรียบร้อยแต่กระทบวิถีชีวิตของคน รัฐบาลจึงต้องคืนโอกาสให้กับประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีประชาชนพูดถึงเรื่องร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม นายชัชชาติ น้อมรับและพร้อมปรับปรุงไม่ให้เกิดขึ้นอีก พร้อมกล่าวว่าอยากให้ทุกคนถอดเสื้อทุกสีแล้วใส่เสื้อประเทศไทย หลังการเลือกตั้งหากใครได้เป็นรัฐบาลตนก็พร้อมที่จะทำงานไปด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อประชาชนถามว่าหากนายชัชชาติได้เป็นนายกรัฐมนตรีจะแก้ปัญหาได้เป็นเรื่องแรก นายชัชชาติ ตอบว่าจะสร้างความมั่นใจให้ธุรกิจเดินไปข้างหน้า ให้ประเทศเดินไปข้างหน้าอย่างสามัคคีและยุติความขัดแย้ง ลำดับต่อมาคือการปราบปรามคอรัปชั่นโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมผ่านทางออนไลน์และแอพพลิเคชั่นต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนนโยบายดีๆ นายชัชชาติ เห็นว่าควรสานต่อเพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง เช่น โครงการ EEC และ นโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ตนก็จะไม่ยกเลิก เนื่องจากภาครัฐได้เตรียมเงินช่วยเหลือไว้แล้วและเป็นการช่วยเหลือคนจน แต่เรื่องจะเพิ่มเงินช่วยเหลือหรือไม่ต้องศึกษาพิจารณาอย่างละเอียด แต่สิ่งสำคัญคือต้องเพิ่มประสิทธิภาพการใช้บัตรให้ครอบคลุมการใช้บริการโครงสร้างพื้นฐานให้มากขึ้น ขณะเดียวกันประชาชนต้องสามารถกดเงินสดเพื่อไปซื้อของเล็กๆ น้อยๆในตลาดได้เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนของเงินในระบบซึ่งเป็นหัวใจของบัตรคนจน และในอนาคตจะต้องรวมบัตรนี้ไว้กับบัตรประชาชนใบเดียว ไม่ต้องพกบัตรคนจนเพราะทุกคนคือคนไทยเหมือนกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณีที่หลายพรรคการเมืองเสนอนโยบายรัฐสวัสดิการช่วยเหลือเงินให้กับประชาชนที่ยากจน, ผู้สูงอายุ, มารดาและเด็กแรกเกิด นายชัชชาติเห็นว่า ประเทศไทยยังไม่ใช่รัฐสวัสดิการแบบประเทศที่พัฒนาแล้ว เนื่องจากปัจจุบันเก็บภาษีได้เพียงร้อยละ 14 - 16% ขณะที่ประเทศที่พัฒนาแล้ว เก็บภาษีได้มากกว่า 25% ดังนั้นจึงต้องใช้เงินอย่างชาญฉลาด ไม่เน้นการแจกเงินแต่เน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ถาวรวัตถุเพื่อให้เกิดประโยชน์ระยะยาว รวมทั้งนำเงินไปพัฒนาโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคให้ดียิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมกันนี้นายชัชชาติ ยังปฏิเสธกรณีพรรคเพื่อไทยจะเอาไว้ทำโครงการรับจำนำข้าวต่อ แต่จะมีโครงการอื่นเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว พร้อมทั้งกล่าวย้ำว่าไม่อยากให้คนไทยเลือกพรรคเพื่อไทย เพราะสัญญาว่าจะให้ราคาสินค้าดี แต่อยากให้เลือกพรรคเพื่อไทยเพราะเห็นว่าพรรคเพื่อไทยมองเห็นปัญหา มองเห็นอนาคต และมีผู้บริหารมืออาชีพที่จะแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29771</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์, นโยบายพรรคเพื่อไทย, โครงการรับจำนำข้าว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190223/image_big_5c710cee4435b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
