<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>103094</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/05/2021 15:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/05/2021 15:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลบแอป “เป๋าตัง” ไม่วืดรับสิทธิ์ “เราชนะ” ได้ง่ายนิดเดียว!!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นอีกหนึ่งข่าวดีสำหรับประชาชนในช่วงวิกฤติจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 เมื่อการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 11 พ.ค.2564 ได้เห็นชอบสนับสนุนวงเงินสิทธิ์เพิ่มเติมให้แก่ผู้รับสิทธิ์ภายใต้โครงการเราชนะ และโครงการ ม33เรารักกัน อีกคนละ 1,000 บาท เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ รวมเป็นเงิน 2,000 บาท ซึ่งประชาชนที่เข้าร่วมทั้ง 2 โครงการจะได้รับการโอนวงเงินสิทธิ์ตามช่องทางที่เคยได้รับของแต่ละกลุ่มแบบอัตโนมัติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เริ่มที่ &amp;ldquo;โครงการเราชนะ&amp;rdquo; ก่อน โดยประชาชนที่รับสิทธิ์ผ่านทางแอปพลิเคชันเป๋าตัง ก็จะได้รับการโอนวงเงินสิทธิ์ในวันที่ 20 และ 27 พ.ค.2564 ส่วนประชาชนกลุ่มผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และประชาชนกลุ่มผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ หรือกลุ่มที่ไม่มีสมาร์ทโฟน ก็จะได้รับการโอนวงเงินสิทธิ์ในวันที่ 21 และ 28 พ.ค.2564 และสามารถใช้วงเงินสิทธิ์ตามโครงการได้ยาวไปจนถึงสิ้นเดือน มิ.ย.2564 นั่นเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนประชาชนที่อยู่ใน &amp;ldquo;โครงการ ม33เรารักกัน&amp;rdquo; จะได้รับวงเงินสิทธิ์ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังเช่นเดียวกัน โดยรัฐบาลจะทำการโอนวงเงินสิทธิ์ 1,000 บาทแรกให้ในวันที่ 24 พ.ค.2564 และอีก 1,000 บาทถัดไป ในวันที่ 31 พ.ค.2564 และเช่นเดียวกัน คือ สามารถใช้จ่ายผ่านร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการได้จนถึงวันที่ 30 มิ.ย.นี้ เช่นเดียวกับโครงการเราชนะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ก็มีประชาชนที่ได้สิทธิ์จากทั้ง 2 โครงการที่รับสิทธิ์ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ซึ่งได้มีการถอนการติดตั้ง (Uninstalling) หรือลบแอปพลิเคชันดังกล่าวออกไปแล้ว แม้ว่าระยะเวลาโครงการจะยังไม่สิ้นสุด อาจจะด้วยเหตุผลว่า ใช้วงเงินสิทธิ์ตามโครงการในช่วงแรกหมดแล้ว หรืออื่นๆ ในส่วนนี้ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่ได้รับสิทธิ์จากวงเงินสิทธิ์ 2,000 บาทที่รัฐบาลจะจ่ายเพิ่มเติมให้ในช่วงเวลาที่กำหนด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย กุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง ได้ออกมาไขข้อสงสัยก่อนที่จะกลายเป็นประเด็นตามมา ว่า ประชาชนกลุ่มที่รับสิทธิ์ผ่านทางแอปพลิเคชันเป๋าตังที่ได้ลบแอปพลิเคชันเป๋าตังออกไปแล้ว ยังสามารถรับสิทธิ์ได้เหมือนเดิม เพียงแค่ดาวน์โหลดและติดตั้งแอปพลิเคชันเป๋าตังใหม่ เพื่อใช้จ่ายวงเงินสิทธิ์ที่ได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมในครั้งนี้ ได้จนถึงระยะเวลาสิ้นสุดของโครงการเช่นเดียวกับประชาชนที่ได้รับสิทธิ์คนอื่นๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ &amp;ldquo;โครงการเราชนะ&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;โครงการม33 เรารักกัน&amp;rdquo; นั้น ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการที่ได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดี แต่โครงการเพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ผ่านการกระตุ้นการใช้จ่าย สนับสนุนให้เกิดการบริโภคนั้นไม่ได้มีเพียงเท่านี้ ยังมีโครงการสุดฮอตอย่าง &amp;ldquo;คนละครึ่ง&amp;rdquo; ที่ระยะแรกเปิดลงทะเบียน 10 ล้านคน และผลการลงทะเบียนในช่วงแรกๆ ดูจะไม่ค่อยเวิร์กเท่าไหร่ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะประชาชนยังไม่เข้าใจหลักการของโครงการคนละครึ่งเพียงพอ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่ง &amp;ldquo;โครงการคนละครึ่ง&amp;rdquo; คอนเซ็ปต์คือ การร่วมจ่าย (Co-Pay) ระหว่างประชาชนที่เข้าร่วมโครงการและรัฐบาล โดยรัฐบาลจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการซื้ออาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไป ไม่รวมสลากกินแบ่งรัฐบาล เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบและบริการต่างๆ ในอัตรา 50% ของราคาสินค้า แต่ไม่เกิน 150 บาทต่อวัน วงเงินรวม 3,000 บาทต่อคน ในระยะเวลาโครงการที่กำหนด โดยใช้จ่ายผ่าน G-Wallet แอปพลิเคชันเดิม แอปพลิเคชันเดียว อย่าง &amp;ldquo;เป๋าตัง&amp;rdquo; ส่วนร้านค้าก็รับจ่ายผ่าน G-Wallet เช่นกัน แต่เป็นแอปพลิเคชัน &amp;ldquo;ถุงเงิน&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โครงการคนละครึ่ง&amp;rdquo; ดำเนินการไปได้ระยะหนึ่ง ประชาชนเริ่มเข้าใจหลักการและวิธีการใช้จ่ายมากขึ้น โครงการก็ได้รับความนิยมมากขึ้นตามไปด้วย ทั้งจากฝั่งประชาชนผู้ใช้จ่ายและจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ เรียกว่าแฮปปี้กันทุกฝ่าย จนทำให้ต้องมีโครงการเฟส 2 ตามมา และล่าสุด &amp;ldquo;โครงการคนละครึ่ง เฟส 3&amp;rdquo; ก็กำลังจะเกิดขึ้นเช่นเดียวกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ &amp;ldquo;โครงการคนละครึ่งเฟส 3&amp;rdquo; นี้ จะครอบคลุม 31 ล้านคน แบ่งเป็น ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการอยู่แล้ว 15 ล้านคน และจะเปิดให้ลงทะเบียนใหม่ ซึ่งรอบนี้จะรับอีก 16 ล้านคน ส่วนเงื่อนไขการใช้จ่ายภายในโครงการก็ยังเป็น Co-Pay เหมือนเดิม โดยเบื้องต้นกระทรวงการคลังคาดว่าจะให้ลงทะเบียนได้ประมาณเดือน มิ.ย.2564 ซึ่งโครงการจะเริ่มดำเนินการ หรือเริ่มให้ใช้จ่ายได้ตั้งแต่ ก.ค.-ธ.ค.2564 นั่นเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประชาชนที่ยังไม่เคยเข้าร่วมโครงการ &amp;ldquo;คนละครึ่งเฟส 3&amp;rdquo; ก็ให้ลงทะเบียนตามกำหนดที่กระทรวงการคลังจะมีการประกาศในระยะต่อไป แต่ในส่วนประชาชนรายเดิมที่เข้าร่วมโครงการอยู่แล้วนั้น ก็ต้อง &amp;ldquo;ยืนยันตัวตนใช้สิทธิ์&amp;rdquo; ที่แอปพลิเคชันเป๋าตัง หรือว่าจะเลือก &amp;ldquo;สละสิทธิ์&amp;rdquo; ก็ได้ เพื่อไปใช้สิทธิ์ในมาตรการอื่นๆ ที่รัฐบาลเตรียมจะผลักดันออกมาในช่วงระยะเวลาเดียวกัน อย่าง &amp;ldquo;โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้&amp;rdquo; เพราะหลักเกณฑ์ของประชาชนที่จะเข้าร่วมโครงการ เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนและกระตุ้นการบริโภค คือ 1 คน 1 สิทธิ์ 1 โครงการเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนประชาชนที่จะรับสิทธิ์ในโครงการกระตุ้นการใช้จ่ายและบรรเทาภาระค่าครองชีพจากรัฐบาล ก็ต้องเลือกรับสิทธิ์ในแต่ละโครงการให้เหมาะสมกับตัวเองที่สุด ขณะที่ประชาชนที่ได้รับสิทธิ์ตามโครงการเดิมอยู่แล้วก็ไม่ต้องกังวล เพียงแค่ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และขั้นตอนที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดเพื่อรับสิทธิ์เท่านั้น!!.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103094</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, กุลยา ตันติเตมิท, คนละครึ่ง, แอปพลิเคชันเป๋าตัง, โครงการ ม33เรารักกัน, โครงการเราชนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210516/image_big_60a0d7bf137a2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96139</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/03/2021 17:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/03/2021 17:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังประกาศผลเราชนะกลุ่มช่วยเหลือพิเศษ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 มี.ค.2564 นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้าการคัดกรองคุณสมบัติสำหรับประชาชนกลุ่มผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการเราชนะ ระหว่างวันที่ 22 ก.พ. &amp;ndash; 5 มี.ค. 2564 ว่า ประชาชนกลุ่มดังกล่าวสามารถตรวจสอบสถานะการคัดกรองคุณสมบัติได้ทางเว็บไซต์ www.เราชนะ.com ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยผู้ที่ผ่านการคัดกรองคุณสมบัติจะได้รับวงเงินสิทธิ์ครั้งแรก จำนวน 6,000 บาท ในวันที่ 19 มี.ค. 2564 และสามารถใช้จ่ายวงเงินสิทธิ์ดังกล่าวผ่านบัตรประจำตัวประชาชนแบบอเนกประสงค์ (Smart Card) ได้ที่ผู้ประกอบการร้านค้าและผู้ให้บริการที่เข้าร่วมโครงการเราชนะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้ประกอบการร้านค้าและผู้ให้บริการที่สนใจเข้าร่วมโครงการเราชนะ สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการ ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 มี.ค. 2564 โดยสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ www.เราชนะ.com หรือติดต่อสาขาของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ความคืบหน้าของโครงการเราชนะ ณ วันที่ 15 มี.ค. 2564 พบว่า ประชาชนกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 13.7 ล้านคน ได้มีการใช้จ่ายตั้งแต่วันที่ 5 ก.พ. 2564 เป็นต้นมา จำนวน 49,451 ล้านบาท ส่วนประชาชนกลุ่มที่อยู่ในระบบฐานข้อมูลของแอปพลิเคชันเป๋าตัง ในโครงการเราเที่ยวด้วยกันและคนละครึ่ง และกลุ่มประชาชนทั่วไปที่ลงทะเบียนทางเว็บไซต์ www.เราชนะ.com ที่ผ่านการคัดกรองคุณสมบัติเบื้องต้นและยืนยันการใช้สิทธิ์ร่วมโครงการ แล้ว จำนวน 16.6 ล้านคน และมีการใช้จ่ายวงเงินสิทธิ์สะสมตั้งแต่วันที่ 18 ก.พ. 2564 เป็นต้นมา จำนวน 66,804 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนประชาชนกลุ่มผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษที่ผ่านการคัดกรองคุณสมบัติแล้ว จำนวน 0.5 ล้านคน มียอดใช้จ่ายวงเงินสิทธิ์สะสมตั้งแต่วันที่ 5 มี.ค. 2564 เป็นต้นมา จำนวน 2,049 ล้านบาท ทำให้มีผู้ได้รับสิทธิ์ในโครงการเราชนะแล้ว รวมทั้งสิ้นจำนวน 30.8 ล้านคน คิดเป็นมูลค่าการใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยแล้วกว่า 118,304 ล้านบาท โดยเป็นการใช้จ่ายผ่านผู้ประกอบการร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นที่มีแอปพลิเคชันถุงเงิน ร้านค้าคนละครึ่งที่ตกลงยินยอมเข้าร่วมโครงการเราชนะ รวมถึงผู้ประกอบการร้านค้าและผู้ให้บริการที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการเราชนะ จำนวนทั้งสิ้นมากกว่า 1.2 ล้านกิจการ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96139</URL_LINK>
                <HASHTAG>กุลยา ตันติเตมิท, สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.), โครงการเราชนะ, โฆษกกระทรวงการคลัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210210/image_big_60239e683c943.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95408</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/03/2021 17:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/03/2021 17:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เราชนะ&#039;ดันเงินสะพัด9.2หมื่นล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 มี.ค. 2564 กระทรวงการคลัง รายงานความคืบหน้าโครงการเราชนะ ณ วันที่ 8 มี.ค. 2564 ว่า ประชาชนกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 13.7 ล้านคน ได้มีการใช้จ่ายตั้งแต่วันที่ 5 ก.พ. 2564 เป็นต้นมา จำนวน 40,631 ล้านบาท &amp;nbsp;ขณะที่ประชาชนกลุ่มที่อยู่ในระบบฐานข้อมูลของแอปพลิเคชันเป๋าตัง และกลุ่มประชาชนทั่วไปที่ลงทะเบียนทางเว็บไซต์ www.เราชนะ.com ที่ผ่านการคัดกรองคุณสมบัติเบื้องต้นและยืนยันการใช้สิทธิ์ร่วมโครงการแล้ว มีจำนวนมากกว่า 16.5 ล้านคน และมีการใช้จ่ายวงเงินสิทธิ์สะสมตั้งแต่วันที่ 18 ก.พ. 2564 เป็นต้นมา จำนวน 50,838 ล้านบาท และประชาชนกลุ่มผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษที่ผ่านการคัดกรองคุณสมบัติแล้ว จำนวน 0.5 ล้านคน มียอดใช้จ่ายวงเงินสิทธิ์สะสมตั้งแต่วันที่ 5 มี.ค. 2564 เป็นต้นมา จำนวน 1,106 ล้านบาท ทำให้มีผู้ได้รับสิทธิ์โครงการเราชนะรวมทั้งสิ้นจำนวน 30.7 ล้านคน คิดเป็นมูลค่าการใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยแล้วกว่า 92,575 ล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95408</URL_LINK>
                <HASHTAG>บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, โครงการเราชนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210216/image_big_602b2b327cb67.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95223</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/03/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/03/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปลื้ม‘เราชนะ’! รับสิทธิ์30ล้าน ยัน‘ถังไม่แตก’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ปลื้มเราชนะ ประชาชนรับสิทธิ์แล้ว 30.7 ล้านคน จับจ่าย 77,579 ล้านบาท กระจายสู่ระดับคนเล็กคนน้อยทั่วประเทศ ยันรัฐบาลไม่ถึงแตก เตือนทุจริตซื้อ-ขายสิทธิ์เป็นเงินสดมีความผิด ตรวจสอบได้ พร้อมถูกบันทึกประวัติในฐานข้อมูล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 6 มีนาคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โพสต์เฟซบุ๊ก &amp;quot;ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut-chan-o-cha&amp;quot; ระบุว่า เราชนะไปด้วยกัน ผมได้รับรายงานจากกระทรวงการคลังว่า ได้ขยายเวลาการลงทะเบียนรับสิทธิโครงการ &amp;ldquo;เราชนะ&amp;rdquo; สำหรับประชาชนกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือพิเศษ ได้แก่ ผู้พิการ คนป่วยติดเตียง และคนชรา จากวันที่ 5 มีนาคม ออกไปจนถึงวันที่ 26 มีนาคม ผู้ที่อยู่ในกลุ่มนี้ขอให้ติดต่อกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือเจ้าหน้าที่ปกครองท้องถิ่น เพื่อประสานงานกับหน่วยรับลงทะเบียนเคลื่อนที่ของธนาคารกรุงไทย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และธนาคารออมสินได้เลยนะครับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมูลล่าสุดจนถึงวันที่ 5 มีนาคม มีผู้รับสิทธิ์โครงการ &amp;ldquo;เราชนะ&amp;rdquo; ไปแล้ว 30.7 ล้านคน ใช้จ่ายผ่านบัตรสวัสดิการ แอปเป๋าตัง และบัตรประชาชนรวมกัน 77,579 ล้านบาท เม็ดเงินจำนวนมากนี้กระจายไปสู่ร้านค้าในชุมชน ร้านธงฟ้า แผงลอยในตลาดสด รถเข็นขายผลไม้ ร้านอาหาร คนขับแท็กซี่ วินมอเตอร์ไซค์ ร้านตัดผม และอื่นๆ ที่เข้าร่วมโครงการมากกว่าหนึ่งล้านสองแสนราย ทั้งหมดนี้จะถูกกระจายต่อไปอีกหลายทอด หมุนเวียนอยู่ในเศรษฐกิจระดับฐานรากครับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นี่คือวัตถุประสงค์ของ &amp;ldquo;เราชนะ&amp;rdquo; ที่ให้เป็นสิทธิใช้จ่ายผ่านแอป&amp;nbsp; เพื่อให้เม็ดเงินลงไปถึงประชาชนทั่วไปในระบบเศรษฐกิจ ถ้าให้เป็นเงินสด ผู้ที่ได้รับสิทธิอาจจะสะดวก แต่ผมเชื่อว่าเม็ดเงินส่วนใหญ่จะไหลเข้าร้านสะดวกซื้อ หรือเอาไปใช้หนี้บัตรเครดิต ไม่ตรงเป้าที่เราอยากได้นะครับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขอบคุณเจ้าของร้านค้าที่ขายสินค้าในราคาปกติ เพราะตอนนี้มีร้านค้าบางรายฉวยโอกาสขึ้นราคา ซึ่งผมได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ตรวจสอบอย่างเร่งด่วน ขออย่าทำกันเลยครับ โครงการนี้ สร้างโอกาสให้ท่านได้ขายสินค้าได้มากขึ้น ผมไม่อยากให้ถูกใช้เป็นเครื่องมือเอารัดเอาเปรียบพี่น้องประชาชนครับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สิ่งที่ผมรับไม่ได้ก็คือ มีผู้ทุจริตรับซื้อสิทธิจากคนที่อยากได้เงินสด แล้วไปใช้สิทธิผ่านร้านค้าที่จัดตั้งกันขึ้นมา โดยไม่มีการซื้อขายจริง เพื่อเอาเงินที่รัฐบาลจ่ายให้ออกมาจากกระเป๋าถุงเงินของร้าน ผมขอเตือนว่า อย่าทำ มันคือการโกงเงินหลวง และสามารถตรวจสอบได้จากระบบที่จะเตือนเมื่อมีธุรกรรมที่ผิดปกติ การซื้อขาย โอนเงินทุกครั้งจะถูกบันทึกไว้ สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ มีหลักฐานว่าใครซื้อ ใครขาย ใครเอาเงินออกที่ร้านไหน และโอนเงินไปอยู่กับใคร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ผ่านมาโครงการ &amp;ldquo;คนละครึ่ง&amp;rdquo; จับคนทุจริตได้ 700 ราย มีร้านค้าถูกยกเลิกไปแล้ว 200 ราย โครงการ &amp;ldquo;เราเที่ยวด้วยกัน&amp;rdquo; จับคนทุจริตทั้งโรงแรม คนที่ขายสิทธิรวมกัน 9 พันกว่าราย ตอนนี้อยู่ระหว่างดำเนินคดีฉ้อโกง อายุความ 10 ปี ผิดทั้งคนซื้อสิทธิ คนขายสิทธิ และร้านค้า ซึ่งทุกคนจะถูกบันทึกประวัติไว้ในฐานข้อมูล เพราะฉะนั้นผมย้ำอีกครั้งนะครับ ว่าอย่าทำเลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมทราบจากสื่อว่ามีร้านค้าจำนวนมากมียอดขายเพิ่มขึ้นตั้งแต่มีโครงการ &amp;ldquo;คนละครึ่ง&amp;rdquo; ต่อเนื่องมาจนถึงโครงการ &amp;ldquo;เราชนะ&amp;rdquo; และอยากให้ขยายเวลาออกไปจนถึงสิ้นปี ผมดีใจที่ประชาชนได้ประโยชน์ตามเป้าหมายของโครงการ และขอให้ช่วยกันออกไปใช้สิทธิ์กันนะครับ การใช้สิทธิของท่านคือการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินไปข้างหน้า เป็นโครงการที่เราชนะไปด้วยกันครับ ขอบคุณครับ #รวมไทยสร้างชาติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวในรายการ PM PODCAST&amp;nbsp; ถึงการอัดฉีดเม็ดเงินผ่านมาตรการต่างๆ เพื่อรองรับผลกระทบจากโควิด-19 ว่าตนทราบดี และเข้าใจถึงความเดือดร้อนประชาชน เราจึงต้องบริหารให้เหมาะสมกับงบประมาณที่มีอยู่ ซึ่งหลายคนเป็นห่วงปัญหาเศรษฐกิจ ขอเรียนว่าไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย แต่ทั่วโลกได้รับผลกระทบทั้งหมด ที่มีสาเหตุมาจากโควิด โดยประเทศไทยได้รับข่าวดีจากบริษัท S&amp;amp;P Moody&amp;#39;s และ Fitch ซึ่งเป็นสถาบันจัดเครดิตแนวหน้าของโลก ยังคงอันดับความน่าเชื่อถือของเรา จากการมีเงินสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง เสถียรภาพและวินัยทางการคลังอยู่ในเกณฑ์ดี ฐานะทางการคลังของประเทศไม่ได้ถังแตกอย่างที่พูดกัน ระดับเงินคงคลังเมื่อสิ้นเดือน ธ.ค.63 อยู่ที่ 473,000 ล้านบาท มากกว่าปีงบประมาณก่อนถึง 49.6 เปอร์เซ็นต์ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวว่า หลังจากนี้ กระทรวงการคลังคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเริ่มขยายตัวดีขึ้น เพราะมีสัญญาณบวกจากการได้รับวัคซีนและมาตรการต่างๆ ที่มีผลปรากฏออกมา เช่น โครงการคนละครึ่ง เราชนะ เรารักกัน และช่วงตรุษจีนมีการใช้จ่ายคึกคัก ร้านค้าสะท้อนว่าได้ประโยชน์จากโครงการคนละครึ่งและเราชนะ ที่ทำให้ขายของได้สองเท่า สำหรับมาตรการทางเศรษฐกิจต่างๆ ที่รัฐบาลได้ออกมาตั้งแต่ปี 2563 ทั้งมาตรการเยียวยา มาตรช่วยเหลือเกษตรกร ฯลฯ ล่าสุดข้อมูลวันที่ 3 มี.ค.64 มีผู้ใช้สิทธิ์แล้ว 14.7 ล้านคน ยอดใช้จ่ายสะสม 92,412 ล้านบาท และมีร้านค้าเข้าร่วมโครงการกว่า 1,500,000 ร้านค้า ซึ่งตนอยากให้มีมากกว่า 2 ล้านร้านค้า. &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95223</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซื้อ-ขายสิทธิ์เป็นเงินสดมีความผิด, บันทึกประวัติในฐานข้อมูล, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เราชนะ, โครงการเราชนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210223/image_big_6035028c9a15f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95196</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/03/2021 15:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/03/2021 15:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯ เตือนทุจริตซื้อขายสิทธิโครงการรัฐมีความผิด จะถูกบันทึกประวัติในฐานข้อมูล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 มี.ค.64 - พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม โพสต์เฟซบุ๊ก &amp;quot;ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut-chan-o-cha&amp;quot; ระบุว่า เราชนะไปด้วยกัน ผมได้รับรายงานจากกระทรวงการคลังว่า ได้ขยายเวลาการลงทะเบียนรับสิทธิโครงการ &amp;ldquo;เราชนะ&amp;rdquo; สำหรับประชาชนกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือพิเศษ ได้แก่ ผู้พิการ คนป่วยติดเตียง และคนชรา จากวันที่ 5 มีนาคม ออกไปจนถึงวันที่ 26 มีนาคม ผู้ที่อยู่ในกลุ่มนี้ขอให้ติดต่อกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือเจ้าหน้าที่ปกครองท้องถิ่น เพื่อประสานงานกับหน่วยรับลงทะเบียนเคลื่อนที่ของธนาคารกรุงไทย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และธนาคารออมสินได้เลยนะครับ

ข้อมูลล่าสุดจนถึงวันที่ 5 มีนาคม มีผู้รับสิทธิ์โครงการ &amp;ldquo;เราชนะ&amp;rdquo; ไปแล้ว 30.7 ล้านคน ใช้จ่ายผ่านบัตรสวัสดิการ แอปเป๋าตัง และบัตรประชาชนรวมกัน 77,579 ล้านบาท เม็ดเงินจำนวนมากนี้กระจายไปสู่ร้านค้าในชุมชน ร้านธงฟ้า แผงลอยในตลาดสด รถเข็นขายผลไม้ ร้านอาหาร คนขับแท็กซี่ วินมอเตอร์ไซค์ ร้านตัดผม และอื่นๆ ที่เข้าร่วมโครงการมากกว่า หนึ่งล้านสองแสนราย ทั้งหมดนี้ จะถูกกระจายต่อไปอีกหลายทอด หมุนเวียนอยู่ในเศรษฐกิจระดับฐานรากครับ

นี่คือวัตถุประสงค์ของ &amp;ldquo;เราชนะ&amp;rdquo; ที่ให้เป็นสิทธิใช้จ่ายผ่านแอบ เพื่อให้เม็ดเงินลงไปถึงประชาชนทั่วไปในระบบเศรษฐกิจ ถ้าให้เป็นเงินสด ผู้ที่ได้รับสิทธิอาจจะสะดวก แต่ผมเชื่อว่าเม็ดเงินส่วนใหญ่จะไหลเข้าร้านสะดวกซื้อ หรือเอาไปใช้หนี้บัตรเครดิต ไม่ตรงเป้าที่เราอยากได้นะครับ

ขอบคุณเจ้าของร้านค้าที่ขายสินค้าในราคาปกติ เพราะตอนนี้มีร้านค้าบางรายฉวยโอกาสขึ้นราคา ซึ่งผมได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ตรวจสอบอย่างเร่งด่วน ขออย่าทำกันเลยครับ โครงการนี้ สร้างโอกาสให้ท่านได้ขายสินค้าได้มากขึ้น ผมไม่อยากให้ถูกใช้เป็นเครื่องมือเอารัดเอาเปรียบพี่น้องประชาชนครับ

สิ่งที่ผมรับไม่ได้ก็คือ มีผู้ทุจริตรับซื้อสิทธิจากคนที่อยากได้เงินสด แล้วไปใช้สิทธิผ่านร้านค้าที่จัดตั้งกันขึ้นมา โดยไม่มีการซื้อขายจริง เพื่อเอาเงินที่รัฐบาลจ่ายให้ออกมาจากกระเป๋าถุงเงินของร้าน ผมขอเตือนว่า อย่าทำ มันคือการโกงเงินหลวง และสามารถตรวจสอบได้จากระบบที่จะเตือนเมื่อมีธุรกรรมที่ผิดปกติ การซื้อขาย โอนเงินทุกครั้งจะถูกบันทึกไว้ สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ มีหลักฐานว่าใครซื้อ ใครขาย ใครเอาเงินออกที่ร้านไหน และโอนเงินไปอยู่กับใคร

ที่ผ่านมาโครงการ &amp;ldquo;คนละครึ่ง&amp;rdquo; จับคนทุจริตได้ 700 ราย มีร้านค้าถูกยกเลิกไปแล้ว 200 ราย โครงการ &amp;ldquo;เราเที่ยวด้วยกัน&amp;rdquo; จับคนทุจริตทั้งโรงแรม คนที่ขายสิทธิรวมกัน 9 พันกว่าราย ตอนนี้อยู่ระหว่างดำเนินคดีฉ้อโกง อายุความ 10 ปี ผิดทั้งคนซื้อสิทธิ คนขายสิทธิ และร้านค้า ซึ่งทุกคนจะถูกบันทึกประวัติไว้ในฐานข้อมูล เพราะฉะนั้น ผมย้ำอีกครั้งนะครับ ว่าอย่าทำเลย

ผมทราบจากสื่อว่า มีร้านค้าจำนวนมากมียอดขายเพิ่มขึ้นตั้งแต่มีโครงการ &amp;ldquo;คนละครึ่ง&amp;rdquo; ต่อเนื่องมาจนถึงโครงการ &amp;ldquo;เราชนะ&amp;rdquo; และอยากให้ขยายเวลาออกไปจนถึงสิ้นปี ผมดีใจที่ประชาชนได้ประโยชน์ตามเป้าหมายของโครงการ และขอให้ช่วยกันออกไปใช้สิทธิกันนะครับ การใช้สิทธิของท่านคือ การช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินไปข้างหน้า เป็นโครงการที่เราชนะไปด้วยกันครับ ขอบคุณครับ #รวมไทยสร้างชาติ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95196</URL_LINK>
                <HASHTAG>บิ๊กตู่, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, โครงการเราชนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210302/image_big_603df5b32bb4e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94766</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/03/2021 16:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/03/2021 16:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังเผย&#039;เราชนะ&#039;เงินสะพัดเฉียด7หมื่นล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 &amp;nbsp;มี.ค. 2564 นางสาวกุลยา &amp;nbsp;ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าของโครงการเราชนะ ณ วันที่ 2 มี.ค. 2564 ว่า ประชาชนกลุ่มผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษได้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการเราชนะ ตั้งแต่วันที่ 15 ก.พ. 2564 จนถึงปัจจุบันแล้ว จำนวน 1.9 ล้านคน ขณะที่ภาพรวมการใช้จ่ายผ่านโครงการเราชนะ ในส่วนของประชาชนกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 13.7 ล้านคน ได้มีการใช้จ่ายตั้งแต่วันที่ 5 ก.พ. 2564 เป็นต้นมา จำนวน 33,084.5 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วน ประชาชนกลุ่มที่อยู่ในระบบฐานข้อมูลของแอปพลิเคชันเป๋าตัง และกลุ่มประชาชนทั่วไปที่ลงทะเบียนทางเว็บไซต์ www.เราชนะ.com ที่ผ่านการคัดกรองคุณสมบัติเบื้องต้นและยืนยันการใช้สิทธิ์ร่วมโครงการเราชนะแล้ว มีจำนวนมากกว่า 16.2 ล้านคน และมีการใช้จ่ายวงเงินสิทธิ์สะสมตั้งแต่วันที่ 18 ก.พ. 2564 เป็นต้นมา จำนวน 35,939.2 ล้านบาท รวมมีผู้ใช้สิทธิ์โครงการฯ ทั้งสิ้นจำนวน 29.9 ล้านคน คิดเป็นมูลค่าการใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยแล้วกว่า 69,023.7 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เป็นการใช้จ่ายผ่านผู้ประกอบการร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นที่มีแอปพลิเคชันถุงเงิน ร้านค้าคนละครึ่งที่ตกลงยินยอมเข้าร่วมโครงการเราชนะ รวมถึงผู้ประกอบการร้านค้าและผู้ให้บริการที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการเราชนะ จำนวนทั้งสิ้นมากกว่า 1.1 ล้านกิจการ โดยจังหวัดที่มีผู้ประกอบการร้านค้าและผู้ให้บริการลงทะเบียนเข้าร่วมสูงสุด 5 ลำดับ ได้แก่ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ชลบุรี เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช และสงขลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการแก้ไขปัญหาผู้ประกอบการร้านค้าและผู้ให้บริการที่ใช้จ่ายวงเงินสิทธิ์ผิดวัตถุประสงค์โครงการเราชนะ เช่น การรับแลกวงเงินสิทธิ์เป็นเงินสด การขึ้นราคาสินค้าอย่างไม่เป็นธรรม เป็นต้น กระทรวงการคลังได้ประสานขอความร่วมมือกระทรวงพาณิชย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ประกอบการร้านค้าและผู้ให้บริการที่กระทำผิดเงื่อนไขโครงการแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบ ติดตาม ร้านค้าและผู้ให้บริการตามที่ได้รับแจ้งเบาะแส โดยหากพบว่ามีการกระทำผิดเงื่อนไขจริง จะระงับการใช้เครื่องรูดบัตรอิเล็กทรอนิกส์ (เครื่อง EDC) หรือแอปพลิเคชันถุงเงินของร้านค้าและผู้ให้บริการ ตลอดจนระงับการจ่ายเงินให้กับร้านค้าและผู้ให้บริการทันที รวมทั้งดำเนินการตามกฎหมายต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ประชาชนที่พบเห็นพฤติกรรมที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของโครงการสามารถแจ้งเบาะแสรวมถึงส่งหลักฐานการกระทำผิดเงื่อนไขโครงการเราชนะทางไปรษณีย์มาได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ถนนพระรามที่ 6 แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400 หรือทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Mail Account) wewin@fpo.go.th&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94766</URL_LINK>
                <HASHTAG>กุลยา  ตันติเตมิท, โครงการเราชนะ, โฆษกกระทรวงการคลัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210210/image_big_60239e683c943.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94263</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/02/2021 19:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/02/2021 19:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังเตือนฉวยขึ้นราคาสินค้าตรวจเจอระงับการจ่ายเงินให้ร้านค้าทันที</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ก.พ.2564 นางสาวกุลยา &amp;nbsp;ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้าของการแก้ไขปัญหาการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าและบริการของผู้ประกอบการร้านค้าและบริการรายย่อยที่เข้าร่วมโครงการเราชนะ (โครงการฯ) ว่า กระทรวงการคลังได้ขอความร่วมมือกระทรวงพาณิชย์ตรวจสอบผู้ประกอบการร้านค้าหรือผู้ให้บริการรายย่อยที่ขึ้นราคาสินค้าหรือบริการเกินควรซึ่งถือเป็นการเอาเปรียบประชาชนผู้บริโภค หลังจากที่ได้รับร้องเรียนจากประชาชนเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นพฤติกรรมดังกล่าวสามารถร้องเรียนผ่านสายด่วนกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ หมายเลขโทรศัพท์ 1569 หรือแจ้งข้อมูลของผู้ร้องเรียน พร้อมหลักฐานในการร้องเรียน รวมถึงช่องทางติดต่อกลับของท่านทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ 1569@dlt.go.th หากตรวจสอบพบว่ามีการกระทำผิดเงื่อนไขจริง กระทรวงการคลังจะระงับการใช้เครื่องรูดบัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือเครื่อง EDC และแอปพลิเคชัน &amp;ldquo;ถุงเงิน&amp;rdquo; ของร้านค้าตลอดจนระงับการจ่ายเงินให้กับร้านค้าทันที และจะดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ โฆษกกระทรวงการคลังเน้นย้ำว่า ในส่วนของผู้ประกอบการร้านค้าและผู้ให้บริการรายย่อยที่ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของโครงการฯ ที่กำหนดให้รับชำระค่าสินค้าและ/หรือบริการโดยตรงจากประชาชนตามราคาสุทธิของสินค้าและ/หรือบริการนั้น ๆ และมีการซื้อ-ขายสินค้าหรือรับบริการกันจริงโดยไม่เป็นการดำเนินการผ่านคนกลาง เช่น การสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชันบริการรับสั่งอาหาร (Food Delivery Service) เป็นต้น &amp;nbsp;หากตรวจสอบพบว่า มีผู้ประกอบการร้านค้าหรือผู้ให้บริการรายย่อยกระทำผิดเงื่อนไขดังกล่าว กระทรวงการคลัง จะดำเนินการระงับการใช้แอปพลิเคชัน &amp;ldquo;ถุงเงิน&amp;rdquo; ตลอดจนระงับการจ่ายเงินให้กับร้านค้าทันที และจะดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความคืบหน้าของโครงการฯ ณ วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564 มีดังนี้ ประชาชนกลุ่มผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษได้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 จนถึงปัจจุบันแล้ว &amp;nbsp;จำนวน 1.5 ล้านคน สำหรับประชาชนกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 13.7 ล้านคน ได้มีการใช้จ่ายตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นต้นมา จำนวน 24,283.4 ล้านบาท สำหรับประชาชนกลุ่มที่อยู่ในระบบฐานข้อมูลของแอปพลิเคชัน &amp;ldquo;เป๋าตัง&amp;rdquo; ในโครงการเราเที่ยวด้วยกันและคนละครึ่ง และกลุ่มประชาชนทั่วไปที่ลงทะเบียนทางเว็บไซต์ www.เราชนะ.com ที่ผ่านการคัดกรองคุณสมบัติเบื้องต้นและยืนยันการใช้สิทธิ์ร่วมโครงการฯ แล้ว มีจำนวนมากกว่า 15.6 ล้านคน และมีการใช้จ่ายวงเงินสิทธิ์สะสมตั้งแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นต้นมา จำนวน 20,930.3 ล้านบาท รวมมีผู้ใช้สิทธิ์โครงการฯ ทั้งสิ้นจำนวน 29.3 ล้านคน คิดเป็นมูลค่าการใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยแล้วกว่า 45,213.7 ล้านบาท ซึ่งเป็นการใช้จ่ายผ่านผู้ประกอบการร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นที่มีแอปพลิเคชัน &amp;ldquo;ถุงเงิน&amp;rdquo; ร้านค้าคนละครึ่งที่ตกลงยินยอมเข้าร่วมโครงการฯ รวมถึงผู้ประกอบการร้านค้าและผู้ให้บริการรายย่อยที่เข้าร่วมโครงการฯ ที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ จำนวนมากกว่า 1.1 ล้านกิจการ โดยภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นภูมิภาคที่มีการใช้จ่ายวงเงินสิทธิ์สูงสุดถึงร้อยละ 36 ของการใช้จ่ายวงเงินสิทธิ์รวม ตามมาด้วย กรุงเทพและปริมณฑล ภาคใต้ และภาคกลาง ตามลำดับ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94263</URL_LINK>
                <HASHTAG>กุลยา  ตันติเตมิท, โครงการเราชนะ, โฆษกกระทรวงการคลัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210210/image_big_60239e683c943.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
