<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>97046</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/03/2021 19:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/03/2021 19:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.ขยาย 2 ล้านสิทธิ &#039;เราเที่ยวด้วยกัน&#039; สิ้นสุด 31 ส.ค.นี้ เพิ่มระบบยืนยันตัวตน-บทลงโทษทุจริต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 มี.ค.64 - นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า​ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี​ (ครม.)​อนุมัติปรับปรุงรายละเอียด &amp;ldquo;โครงการกำลังใจ&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;โครงการเราเที่ยวด้วยกัน&amp;rdquo; ดังนี้ &amp;ldquo;โครงการกำลังใจ&amp;rdquo; ขยายระยะเวลาการเบิกจ่ายงบประมาณโครงการกำลังใจ จากเดิมที่จะสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2564 เป็นวันที่ 30 มิถุนายน 2564 เพื่อให้ททท. มีระยะเวลาในการรวบรวมหลักฐานจากผู้ประกอบการบริษัทนำเที่ยว เพื่อให้การจ่ายเงินเป็นไปด้วยความรัดกุมและถูกต้อง สำหรับผลการดำเนินโครงการกำลังใจ ณ 8 มี.ค. 64 มี อสม. ที่เดินทางและจ่ายเงินแล้ว 680,794 คน และที่เดินทางและอยู่ระหว่างการตรวจสอบ โดยยังไม่เบิกจ่ายอีก &amp;nbsp;6,183 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โครงการเราเที่ยวด้วยกัน&amp;rdquo; ยกเลิกการจัดกิจกรรมกระตุ้นการเดินทางในรูปแบบ Consumer Fair จำนวน 3 ครั้ง วงเงิน 8.08 ล้านบาท ขยายสิทธิเพิ่ม 2 ล้านสิทธิ (จาก 6 ล้านเป็น 8 ล้านสิทธิ) ตั้งแต่ พ.ค. 64 และขยายเวลาสิ้นสุดโครงการเป็น&amp;nbsp;31 ส.ค.64&amp;nbsp;เพิ่มเติมมาตรการเพื่อป้องกันการทุจริต ดังนี้ ขอความร่วมมือกระทรวงมหาดไทยนำส่งข้อมูลจำนวนห้องพักของโรงแรมที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และขอสิทธิในการเข้าถึงฐานข้อมูล ภาพใบหน้าของประชาชนเพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการยืนยันตัวตนของผู้ใช้สิทธิในโครงการฯ ด้วยการสแกนใบหน้าเมื่อทำการเช็คอินห้องพัก เพื่อให้ธนาคารฯ สามารถเชื่อมโยงเข้าถึงฐานข้อมูลดังกล่าวได้ เป็นการยกระดับการยืนยันตัวตนของผู้ใช้สิทธิในโครงการฯ ให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ OTOP และผู้ประกอบการบริการที่เข้าร่วมโครงการเราเที่ยวด้วยกัน ต้องตกลงให้ความยินยอมในการยอมรับหลักเกณฑ์ เงื่อนไข (Consent) ของโครงการฯ ที่จะจัดทำขึ้นใหม่&amp;nbsp;เพิ่มเงื่อนไขความรับผิดชอบและบทลงโทษกรณีมีการกระทำผิดเงื่อนไขหรือการกระทำทุจริตด้วย ปรับระยะเวลาการจองห้องพักล่วงหน้าจาก 3 วันเป็น 7 วัน ปรับวิธีการชำระเงินค่าห้องพัก โดยให้ชำระผ่านแอปฯ &amp;ldquo;เป๋าตัง&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ถุงเงิน&amp;rdquo; เพิ่มระบบการยืนยันตัวตนของผู้ใช้สิทธิโครงการฯ โดยผู้ใช้สิทธิต้องทำการสแกนใบหน้าเมื่อทำการเช็คอินห้องพัก&amp;nbsp;ปรับมูลค่าของ e-voucher ในลักษณะร่วมจ่ายในอัตราร้อยละ 40 แต่ไม่เกิน 600 บาทต่อห้องต่อคืน (ราคาเดียวกันทั้งวันธรรมดาและวันหยุด) ยกเลิกการใช้สิทธิในจังหวัดภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้าน ให้ใช้ e-voucher ในพื้นที่จังหวัดอื่นที่ไม่ใช่จังหวัดในทะเบียนบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ครม. ยังมอบหมายให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยประสานธนาคารกรุงไทยฯ เร่งพัฒนา/ปรับปรุงระบบและแอปพลิเคชันต่างๆ ให้สามารถเชื่อมโยงเข้าถึงฐานข้อมูล ยกระดับการยืนยันตัวตนของผู้ใช้สิทธิ์ในโครงการฯ ให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น โดยนำเทคโนโลยีการระบุตำแหน่ง (GPS) มาใช้เพื่อระบุตำแหน่งในการยืนยันตัวตน ซึ่งจะช่วยให้การดำเนินโครงการฯ มีความโปร่งใส รองรับการติดตาม ตรวจสอบ รวมทั้ง กำหนดเงื่อนไขให้ประชาชนไม่สามารถใช้สิทธิ์โครงการฯ พร้อมกันกับโครงการทัวร์เที่ยวไทยในการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงเวลาเดียวกัน เพื่อให้เกิดการกระจายสิทธิ์แก่ประชาชนอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม สำหรับการชำระค่าบริการของทั้ง 2 โครงการจะต้องดำเนินการผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังค์เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสจากการดำเนินโครงการของรัฐในทางมิชอบด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97046</URL_LINK>
                <HASHTAG>อนุชา บูรพชัยศรี, เป๋าตัง, เราเที่ยวด้วยกัน, โครงการเราเที่ยวด้วยกัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210302/image_big_603e04c71112c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89602</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/01/2021 18:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/01/2021 18:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ครม.เคาะยกเว้นภาษีเงินได้จากมาตรการเยียวยาโควิดของภาครัฐ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ม.ค.2564 &amp;nbsp;นางสมหมาย ศิริอุดมเศรษฐ ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกิจพลังงาน) ในฐานะโฆษกกรมสรรพากร เปิดเผยว่า &amp;ldquo;เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2564 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินสนับสนุนและประโยชน์อื่นใดที่ประชาชนได้รับในปีภาษี 2563 จากมาตรการหรือโครงการที่ประชาชนได้รับจากรัฐบาลรวม 4 มาตรการ ประกอบด้วย โครงการ&amp;ldquo;เราไม่ทิ้งกัน&amp;rdquo; ชดเชยรายได้ให้แก่ลูกจ้างของสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบหรือผู้ได้รับผลกระทบอื่น ๆ ของการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) &amp;ldquo;โครงการเราเที่ยวด้วยกัน&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;ldquo;โครงการกำลังใจ&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;โครงการคนละครึ่ง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในครั้งนี้ &amp;nbsp;เป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรีและกระทรวงการคลังเห็นชอบมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เพื่อเป็นการกระตุ้นให้การบริโภคภายในประเทศขยายตัว เป็นผลดีต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ อีกทั้งเป็นการช่วยบรรเทาภาระภาษีให้แก่อาสาสมัครสาธารณสุข อาสาสมัครกรุงเทพมหานคร และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล รวมถึงช่วยสนับสนุนภาคการท่องเที่ยว ภาคธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค และภาคธุรกิจอื่น &amp;nbsp; ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89602</URL_LINK>
                <HASHTAG>ยกเว้นภาษีเงินได้, สมหมาย ศิริอุดมเศรษฐ, เราไม่ทิ้งกัน, โครงการกำลังใจ, โครงการคนละครึ่ง, โครงการเราเที่ยวด้วยกัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201221/image_big_5fe073f1c16a8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>87013</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/12/2020 12:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/12/2020 12:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผงะ!ททท.แจ้งความเอาผิด312โรงแรม202ร้านค้าโกงเราเที่ยวด้วยกัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ธ.ค.2563 &amp;nbsp;- &amp;nbsp;ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ &amp;nbsp;นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินทางเข้ายื่นหนังสือเพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษ กรณีพบความผิดปกติของธุรกรรมทางการเงินส่อทุจริตในโครงการ &amp;ldquo;เราเที่ยวด้วยกัน&amp;rdquo; กับ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายยุทธศักดิ์เปิดเผยว่า ททท. ตรวจพบธุรกรรมที่ต้องสงสัยมีแนวโน้มไปในทางฉ้อโกงหลายรูปแบบ ซึ่งมีผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นโรงแรม ร้านค้า และประชาชนที่ร่วมขบวนการ พบว่า มีโรงแรมที่เข้าข่ายพฤติกรรมต้องสงสัยจำนวน 312 แห่ง ร้านค้า 202 ราย แต่ผู้ที่ใช้สิทธิตามโครงการยังคงสามารถเข้าพักหรือใช้สิทธิต่างๆ ตามเงื่อนไขได้เช่นเดิม โดยการยื่นหนังสือเพื่อดำเนินคดีการทุจริตครั้งนี้ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและป้องกันการกระทำผิด
ในส่วนของการขยายจำนวนและเวลาการใช้สิทธิของโครงการนี้ในเฟส 2 ต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับวิธีการทุจริตในโครงการ &amp;ldquo;เราเที่ยวด้วยกัน&amp;rdquo;ในการวิเคราะห์ข้อมูลการทำธุรกรรมในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา พบว่าทั้งในส่วนของผู้ประกอบการโรงแรม และร้านค้าที่รับชำระผ่านคูปองใช้จ่าย โดยรูปการทำธุรกรรมที่เกิดขึ้น ได้แก่ 1.เข้าเช็กอินในโรงแรมราคาถูก แต่ไม่ได้เข้าพักจริง ซึ่งจะได้ประโยชน์ในการใช้สิทธิคูปองใช้จ่ายวันธรรมดา 900 บาท วันเสาร์-อาทิตย์ 600 บาท 2.โรงแรมขึ้นราคาค่าห้องพัก โดยร่วมมือกับร้านอาหาร หรือร้านค้าที่รับชำระคูปอง ซึ่งกรณีนี้ถือเป็นการซื้อขายสิทธิการใช้ห้องพัก แต่ไม่ได้เกิดการเดินทางจริง ซึ่งสาเหตุที่ก่อให้สามารถกระทำลักษณะดังกล่าวได้ เป็นเพราะที่ผ่านมามีการปลดล็อกเงื่อนไขให้สามารถใช้สิทธิเดินทางท่องเที่ยวได้ในภูมิลำเนาของตนเอง โดยเป็นการกระทำในแบบผู้ได้สิทธิร่วมมือกับโรงแรม ส่งเลขบัตรประชาชน 4 หลักสุดท้าย และเบอร์โทรศัพท์ ซึ่งสามารถใช้รับรหัสโอทีพียืนยัน ถือเป็นการโอนสิทธิได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.จองแล้วยังไม่ได้เช็กอิน และยังไม่ชำระเงิน 4.มีการใช้ส่วนต่างของคูปองเพื่อรับส่วนต่างเต็มจำนวนกรณีร้านค้าเพิ่มราคาอาหารไปมากกว่ามูลค่าอาหาร 5.มีการเข้าพักจริง แต่เข้าพักแบบเป็นกรุ๊ปเหมา โดยตั้งราคาห้องพักในระดับสูง และสามารถรับเงินส่วนต่างที่ตกลงกันไว้ เป็นการร่วมมือกันระหว่างโรงแรมและผู้เข้าพัก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกรณีที่จองตรงกับโรงแรม และ 6.โรงแรมที่เปิดขายห้องพักเกินจำนวนจริงที่มี อาทิ มีห้องพักจริง 100 ห้อง แต่เปิดขาย 300 ห้อง ซึ่งจำนวนห้องที่เกินมาจะนำไปขายต่อให้กับโรงแรมอื่น เพื่อรับประโยชน์จากเงินส่วนต่าง ธุรกรรมที่ต้องสงสัยมีผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นโรงแรม และร้านค้า จากข้อมูลที่มีพบว่า มีโรงแรมที่เข้าข่ายพฤติกรรมต้องสงสัยจำนวนประมาณ 312 ราย ร้านค้ามีประมาณ 202 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กล่าวว่า ได้รับมอบหมายจาก พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ให้มารับหนังสือ โดยทราบว่าโครงการเราเที่ยวด้วยกัน ได้รับความนิยมจากประชาชนเป็นจำนวนมาก โดยทางเจ้าของแอพพลิเคชั่น รวมถึงสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ได้ตรวจสอบเส้นทางการเงินพบการกระทำความผิดที่เข้าข่ายฉ้อโกงเงินของรัฐบาล จึงได้ส่งเอกสารมาให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติตรวจสอบผู้เข้าข่ายกระทำความผิด เบื้องต้นพบว่ามีหลายโรงแรม ร้านค้าๆ เข้าข่ายกระทำความผิด ทั้งนี้ทาง ตร. จะมอบหมายให้กองบังคับการปราบปราม(บก.ป.) เป็นผู้รับผิดชอบคดี และเสนอให้ ผบ.ตร. ตั้งคณะทำงานสืบสวนสอบสวนในนาม ตร. เพื่อให้พนักงานสอบสวนทั่วประเทศ ทุกพื้นที่ที่มีร้านค้าหรือโรงแรมที่เกี่ยวข้อง ได้เป็นพนักงานสอบสวนร่วมในการดำเนินคดี ซึ่งตำรวจจะเร่งทำการตรวจสอบและนำตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กล่าวอีกว่า เป็นเรื่องที่ตำรวจต้องดำเนินคดีอาญา เราพยายามทำให้เร็วที่สุด เนื่องจากไม่อยากให้โครงการเฟสใหม่ชะลอลงไป และไม่อยากให้มีการทุจริตเกิดขึ้นอีก ทั้งนี้ฝากเตือนผู้ประกอบการร้านค้า และประชาชน ที่อาจกระทำโดยเจตนาหรือไม่เจตนา เพราะตำรวจมีวิธีการสืบสวนสอบสวน ซึ่งท่านจะหนีไม่พ้นความผิด ทั้งนี้โรงแรมหรือร้านค้าใด ต้องการเข้ามาพูดคุยเป็นการส่วนตัว ตนก็ยินดี สามารถทำได้ เนื่องจากเป็นความผิดฐานฉ้อโกง เป็นความผิดส่วนตัว แต่รัฐเป็นผู้เสียหาย หากผู้เสียหายยินยอม อาจจะถอนคำร้องทุกข์ได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87013</URL_LINK>
                <HASHTAG>ททท., ทุจริต, นายยุทธศักดิ์ สุภสร, ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, โครงการเราเที่ยวด้วยกัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201216/image_big_5fd99986ed47e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86944</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/12/2020 17:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/12/2020 17:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;คลัง&#039;ประสานก.ท่องเที่ยวฟันโกง &#039;เราเที่ยวด้วยกัน&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ธ.ค. 2563 นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การทุจริตทั้งในโครงการเราเที่ยวด้วยกัน เป็นเรื่องที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาต้องไปจัดการ เพราะเป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลมาตรการโดยตรง กระทรวงการคลังมีหน้าที่โอเปอเรเตอร์ให้เท่านั้น ซึ่งถ้าพบความผิดปกติ ทุจริต กระทรวงการคลัง และธนาคารกรุงไทย ก็จะแจ้งให้กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ไปดำเนินการ ซึ่งเรื่องนี้มีการประสานงานกันตลอดเวลา โดยล่าสุดได้รับรายงานว่าสิทธิ์จองห้องพักในระยะแรกที่จำนวน 5 ล้านสิทธิ์ ได้ใช้เต็มไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ยืนยันว่าการทุจริตทั้งในโครงการเราเที่ยวด้วยกันและโครงการคนละครึ่ง ธนาคารกรุงไทยมีข้อมูลทั้งหมด สามารถตรวจสอบได้ โดยที่ผ่านมาพฤติกรรมการทุจริตก็มีหลายรูปแบบ แต่ไม่ว่าจะเป็นการทุจริตในกิจกรรมใด ๆ ก็ตาม ก็จะเกิดเป็นรูปแบบ หรือ แพทเทิร์น ในการทุจริตขึ้นมา ซึ่งบางแพทเทิร์น ก็เป็นการทุจริตในช่วงเวลาสั้น ๆ บางแพทเทิร์นที่คนทุจริตมั่นใจว่าได้ผล ก็ทำนานหน่อย แต่ตรวจสอบได้หมด ซึ่งธนาคารกรุงไทย ก็จะส่งข้อมูลให้กระทรวงการคลัง และ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาไปดำเนินการ ซึ่งคงบอกไม่ได้ว่า แพทเทิร์นการทุจริต เป็นรูปแบบใดบ้าง เพราะมีการปรับเปลี่ยนตลอดเวลา เพื่อป้องกันการจับได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในส่วนของมาตรการคนละครึ่งที่ผ่านมา ได้ตรวจสอบพบการทุจริต ทั้งในฝั่งร้านค้าและผู้ได้สิทธิ์ รวมกว่า 700 กรณี ถือว่าไม่มาก เมื่อเทียบกับจำนวนผู้ได้รับสิทธิ์ในโครงการ 10 ล้านคน และใช้จ่ายจริงแล้ว 9.5 ล้านคน โดยกระทรวงการคลัง จะประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินการเอาผิด เรียกค่าเสียหายคืนกับ ผู้ที่ทุจริตทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ในวันที่ 16 ธ.ค.2563 จะเป็นวันแรกที่เปิดให้ลงทะเบียนมาตรการ &amp;ldquo;คนละครึ่งเฟส 2&amp;rdquo; อีก 5 ล้านคน ผ่านเว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com ตั้งแต่เวลา 06.00-23.00 น. โดยธนาคารกรุงไทยยืนยันว่า ระบบมีความพร้อม ไม่มีปัญหาระบบล่ม สามารถรองรับปริมาณการลงทะเบียนได้สูงสุด 5 แสนรายการต่อนาที แต่ในทางปฏิบัติ อาจจะระบบมีหน่วง ๆ อยู่บ้าง แต่จะไม่มีปัญหาอะไร สามารถลงทะเบียนได้ครบ จากนั้นให้รอเอสเอ็มอียืนยัน เพื่อโหลดแอพลิเคชันเป๋าตัง และเริ่มใช้สิทธิ์ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-31มี.ค.2564 ส่วนผู้ที่ได้รับสิทธิ์ไปแล้วในรอบแรก 10 ล้านคน ก็สามารถกดยืนยันสิทธิ์เพื่อรับเงินเพิ่มอีก 500 บาท ผ่านเป๋าตัง ในวันที่ 16 ธ.ค.2563 เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวกุลยา กล่าวอีกว่า หากมีการลงทะเบียนเต็ม 5 ล้านคนอย่างรวดเร็วในเฟส 2 และจะมีการขยายจำนวนผู้รับสิทธิ์หรือไม่ จะต้องขอรอดูผลการลงทะเบียนก่อน และฝ่ายนโยบายจะต้องเป็นผู้ตัดสินใจ แต่จากข้อมูลการลงทะเบียนในเฟส 1 ที่ผ่านมา เชื่อว่าตัวเลขที่เพิ่มขึ้นอีก 5 ล้านคนเป็นตัวเลขที่เหมาะสม เพราะจากการเปิดลงทะเบียนเก็บตกในเฟส 1 อีก 2.5 ล้านคน มีผู้มารอลงทะเบียน 7 ล้านคน และ เก็บตกรอบ 3 อีก 7 แสนคน มีผู้มารอลงทะเบียนเพียง 4 ล้านคนเท่านั้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น หากโครงการได้รับความนิยม ก็เชื่อว่าจะมีผู้มารอลงทะเบียนเพิ่มขึ้นได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86944</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฤษฎา จีนะวิจารณะ, ทุจริตโครงการเราเที่ยวด้วยกัน, โครงการเราเที่ยวด้วยกัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180325/image_big_5ab749bb71256.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83162</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/11/2020 13:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/11/2020 13:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลชวนคนไทยใช้จ่ายผ่านโครงการรัฐท่องเที่ยวกระตุ้นศก.ปลายปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 พ.ย.63- น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า &amp;nbsp;รัฐบาลขอเชิญชวนประชาชนออกมาท่องเที่ยวในช่วงปลายปี ซึ่งเป็นช่วงที่มีวันหยุดค่อนข้างมาก ตั้งแต่เดือน พ.ย. และ เดือน ธ.ค. ทั้งนี้ประชาชนสามารถท่องเที่ยวโดยใช้จ่ายผ่านโครงการของรัฐหลากหลายโครงการ เช่น โครงการเราเที่ยวด้วยกัน ที่ปัจจุบันข้อมูล ณ วันที่ 8 พ.ย.2563 เหลือจำนวนสิทธิที่พัก 2,275,361 สิทธิ , เหลือสิทธิตั๋วเครื่องบิน 1,828,842 สิทธิ โครงการกําลังใจ โดยรัฐสนับสนุนเงินให้คนละ 2,000 บาท แก่อาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมู่บ้าน (อสม.) อาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร และ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบล (รพ.สต.) เป็นค่าใช้จ่ายให้เที่ยวในประเทศ 2 วัน 1 คืน นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายจากการท่องเที่ยว ยังสามารถนำไปลดหย่อนภาษีในโครงการช้อปดีมีคืนได้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ไตรศุลีกล่าวว่า ในเดือน พ.ย. มีวันหยุดตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นกรณีพิเศษ ในวันที่ 19-20 พ.ย.2563 ซึ่งตรงกับวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ จึงจะทำให้มีวันหยุดต่อเนื่องกันตั้งแต่วันที่ 19 - 22 พ.ย. รวม 4 วัน ขณะที่เดือน ธ.ค.2563 มติ ครม.ได้ให้เลื่อนวันหยุดชดเชยวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษารัชกาลที่ 9 จากวันจันทร์ที่ 7 ธ.ค.เป็นวันศุกร์ที่ 11 ธ.ค.63 ซึ่งจะทำให้มีวันหยุดราชการต่อเนื่องรวม 4 วัน คือ ตั้งแต่วันที่ 10-13 ธ.ค.63 ทั้งนี้ เพื่อหวังจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการจับจ่ายใช้สอย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สำหรับโครงการเราเที่ยวด้วยกัน รับสิทธิส่วนลดค่าที่พัก 40% สูงสุดไม่เกิน 3,000 บาทต่อคืน รวมไม่เกิน 10 ห้องหรือ 10 คืน , รับคูปองมูลค่าสูงสุด 900 บาทต่อวัน เพื่อใช้เป็นค่าอาหาร ค่าเข้าสถานที่ท่องเที่ยวที่เข้าร่วมโครงการ , คืนเงินค่าตั๋วเครื่องบิน 40% โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) กำลังพิจารณาแนวทางการปรับปรุงโครงการให้ประชาชนได้รับความสะดวกสูงสุด พร้อมเพิ่มแรงจูงใจในการเข้าร่วมโครงการมากยิ่งขึ้น โดยหวังให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย มีเม็ดเงินกระจายลงสู่ผู้ประกอบการและคนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างทั่วถึง เพราะการท่องเที่ยว ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย การฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวจะช่วยให้เศรษฐกิจในภาพรวมดีขึ้น จึงขอเชิญชวนให้ประชาชนออกมาเที่ยวในช่วงปลายปี โดยรัฐมีหลายมาตรการสนับสนุน&amp;quot;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83162</URL_LINK>
                <HASHTAG>ท่องเที่ยว, น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล, รัฐบาล, โครงการเราเที่ยวด้วยกัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201006/image_big_5f7c6da33e2a7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72050</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/07/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/07/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขู่ฟันผู้ประกอบการ โกงเราเที่ยวด้วยกัน ธปท.ชี้2ปีศก.ปกติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; คลังฮึ่ม! จ่อลงดาบผู้ประกอบการฉวยโอกาสฟันค่าบริการ &amp;quot;โครงการเราเที่ยวด้วยกัน&amp;quot; ชี้ได้ไม่คุ้มเสียส่งผลธุรกิจในอนาคต จ่อชง ครม.ขยายเฟส 2 หากมีงบฯ เหลือ ขณะที่ผู้ว่าฯ ธปท.ชี้สถานการณ์จ้างงาน &amp;quot;ภาคท่องเที่ยว-บริการ&amp;quot; น่าห่วงสุดกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานโลกใหม่ไม่ได้ ประเมิน 2 ปีเศรษฐกิจเข้าสู่สถานการณ์ปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวถึงภาพรวมการดำเนินโครงการเราเที่ยวด้วยกันว่า ในภาพรวมมีผลตอบรับตามเป้าหมาย มีผู้ประกอบธุรกิจที่พักสนใจเข้าร่วมแล้ว 6 พันราย โดยหลังจากที่ได้เปิดให้ประชาชนจองที่พักภายใต้โครงการเราเที่ยวด้วยกันตั้งแต่วันที่ 18 ก.ค.63 พบว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ทำให้ประชาชนสามารถวางแผนและเดินทางท่องเที่ยวในประเทศได้โดยมีค่าใช้จ่ายที่ลดลง ในขณะที่ผู้ประกอบการจะเริ่มมีรายได้เข้ามาหล่อเลี้ยงธุรกิจในช่วงที่ขาดนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ ก่อให้เกิดบรรยากาศการท่องเที่ยวในประเทศที่มีสัญญาณบวกมากที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการแพร่ระบาดของโควิด-19
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ดังนั้นเพื่อรักษาแรงส่งต่อการฟื้นตัวของภาคธุรกิจท่องเที่ยว ซึ่งมีสัดส่วนเกือบ 1 ใน 5 ของเศรษฐกิจไทย จึงขอความร่วมมือผู้ประกอบธุรกิจที่พักที่เข้าร่วมโครงการเราเที่ยวด้วยกันส่วนน้อยบางราย ซึ่งอาศัยโอกาสปรับราคาสูงขึ้นในช่วงนี้ ขอให้เว้นจากการดำเนินธุรกิจตามแนวทางดังกล่าว เนื่องจากผลประโยชน์ในระยะสั้นอาจได้ไม่คุ้มเสียทั้งชื่อเสียงและโอกาสธุรกิจในอนาคต เพราะผู้บริโภคในปัจจุบันมีการหาข้อมูลวางแผนการเดินทาง และมีเทคโนโลยีช่วยในการเปรียบเทียบราคาและคุณภาพการบริการจากหลายแหล่ง ทำให้สามารถเลือกรับบริการจากผู้ประกอบการที่มีคุณภาพในราคาที่เป็นธรรมได้ ทั้งนี้กระทรวงการคลังจะมีการติดตามประเด็นดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง และจะมีการพิจารณามาตรการที่เหมาะสมมากำกับดูแลต่อไป&amp;quot; นายลวรณระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายลวรณกล่าวต่อไปว่า โครงการเราเที่ยวด้วยกันของรัฐบาลมีเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 โดยการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ซึ่งรัฐบาลจะสนับสนุนค่าที่พักในสัดส่วน 40%&amp;nbsp; ของค่าที่พัก สูงสุด 3,000 บาทต่อห้องต่อคืน สนับสนุนค่าอาหารและค่าเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยว 600&amp;nbsp; บาทต่อห้องต่อคืน และสนับสนุนค่าบัตรโดยสารสายการบินในสัดส่วน 40% ของค่าบัตรโดยสาร สูงสุด 1,000 บาทต่อที่นั่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่ากำลังเตรียมการพิจารณาโครงการเราเที่ยวด้วยกันในระยะแรก หลังจากเปิดให้ประชาชนเข้าจองห้องพักในวันแรกเมื่อวันที่ 18&amp;nbsp; ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งมียอดชำระเงินค่าห้องพัก 87,960 สิทธิ์ จึงขอเวลาพิจารณาอีก 2 สัปดาห์ หรือประมาณต้นเดือน ส.ค. ก่อนที่จะเสนอ ครม.ให้ขยายโครงการระยะที่ 2 หากมีวงเงินในโครงการเหลือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนาวิชาการ ธปท. สำนักงานภาค ประจำปี 2563 ในหัวข้อ &amp;quot;ก้าวต่อไป...ทิศทางเศรษฐกิจหลังยุคโควิดภิวัตน์&amp;quot; ว่า แม้ว่าประเทศไทยจะได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิด-19 แต่ยืนยันว่าในครั้งนี้ไทยไม่จำเป็นต้องขอรับความช่วยเหลือทางการเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เนื่องจากปัจจุบันระบบการเงินมีความแข็งแกร่งจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูง มีทุนสำรองระหว่างประเทศระดับสูง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิรไทกล่าวต่อว่า ขณะที่การกู้เงินจากต่างประเทศอยู่ในระดับต่ำ กลไกการกำกับดูแลสถาบันการเงินมีความเข้มแข็งมาก มีการบริหารจัดการความเสี่ยงได้ดีกว่าช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 แม้ว่าในภาคเศรษฐกิจจริงได้รับผลกระทบรุนแรงไม่แพ้วิกฤติต้มยำกุ้ง แต่ในภาคการเงินถือว่าแตกต่างมาก&amp;nbsp; เพราะปัจจุบันเศรษฐกิจมหภาคของไทยมีความเข้มแข็งมาก สถานะของไทยไม่ได้เป็นเหมือนปี 2540
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;มุมมองของ ธปท.มองว่าเศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้วในช่วงไตรมาส 2/2563 ที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งของไทยและทั่วโลกหยุดชะงัก หลังจากนี้เศรษฐกิจไทยจะมีลักษณะค่อยๆ ทยอยฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป คงไม่ได้ฟื้นตัวได้เร็วอย่างก้าวกระโดด ในคาดการณ์ของ ธปท.หากไม่มีการระบาดรุนแรง ประเมินว่าเศรษฐกิจจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติเหมือนช่วงก่อนเกิดวิกฤติโควิด-19 ได้ประมาณปลายปี 2564 หมายความว่าจะใช้เวลาเกือบ 2 ปีที่เศรษฐกิจจะค่อยๆ ฟื้นตัวกลับขึ้นมา&amp;quot; นายวิรไทกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิรไทกล่าวอีกว่า ประเด็นที่น่าเป็นห่วงที่สุดหลังจากนี้คือ เรื่องการจ้างงาน เพราะสถานการณ์โควิด-19 กระทบกับไทยแรงมาก โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวและบริการ รวมถึงภาคการผลิต ซึ่งทั้ง&amp;nbsp; 2 ส่วนมีการจ้างงานในระดับสูง การระบาดของโควิด-19 ที่มาแบบไม่ทันตั้งตัว ทำให้หลายคนตกงานจำนวนมาก ที่สำคัญถ้ามองระยะยาวหากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลง เชื่อว่าหลายคนจะไม่สามารถกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานในโลกใหม่ได้ เพราะตลาดแรงงานโลกใหม่จะต่างจากก่อนเกิดการระบาดด้วยหลายปัจจัย คือกำลังการผลิตส่วนเกินในโลกที่สูงมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ส่วนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวคงคาดหวังให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาปีละ 40 ล้านคนเหมือนเดิมไม่ได้&amp;nbsp; ดังนั้นแรงงานจำนวนมากในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องจะกลับมาได้ รูปแบบของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาก็จะแตกต่างไปจากเดิม ดังนั้นจะต้องไปดูทักษะของแรงงานที่ตกงานว่าจะต้องมีการปรับตัวอย่างไร เพื่อทำให้มีโอกาสกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานโลกใหม่&amp;quot; นายวิรไทระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังระบุถึงความความคืบหน้าของมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจากผลกระทบโควิด-19 ของ ธปท. วงเงิน 5 แสนล้านบาทนั้น ขณะนี้มีการปล่อยสินเชื่อไปกว่าแสนล้านบาทแล้ว ซึ่งมาตรการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์สำคัญ 2 ส่วน คือ เยียวยาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ในเบื้องต้น และช่วยเรื่องของการฟื้นฟูหลังสถานการณ์แพร่ระบาดคลี่คลายลง โดยแม้จะกำหนดระยะเวลาไว้ว่าสิ้นสุดเดือน ธันวาคม 2563 แต่สามารถต่ออายุมาตรการได้อีก 2 ครั้ง ครั้งละ 6 เดือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จะเสนอให้มีการต่ออายุมาตรการออกไปจนถึงสิ้นปี 2564 ซึ่งจะช่วยให้ซอฟต์โลนที่ยังมีวงเงินเหลืออยู่นี้ช่วยในเรื่องการฟื้นฟูได้ เป็นต้นทุนดอกเบี้ยต่ำให้ภาคธุรกิจในช่วงฟื้นฟูเมื่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมา อาจมีบรรษัทค้ำประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาร่วมด้วย เพราะตาม พ.ร.ก.การชดเชยความเสียหายจะอยู่ในช่วง 2 ปีแรกในช่วงที่มีความไม่แน่นอนสูง สถาบันการเงิน และผู้ประกอบการจึงเห็นว่า หากมีการค้ำประกันสินเชื่อได้ระยะยาวขึ้นก็จะเป็นประโยชน์ เป็นแนวทางที่กำลังพิจารณา&amp;quot; นายวิรไทกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้าน พล.อ.วิทวัส รชตะนันทน์ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาคำร้องขอให้ตรวจสอบการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับว่า ขณะนี้ได้รับหนังสือชี้แจงจากนายกรัฐมนตรีแล้ว ซึ่งชี้แจงถึงความจำเป็นที่ต้องออกกฎหมายดังกล่าวเป็นพระราชกำหนด ว่าหากไม่มีเอกสารสถาบันการเงินก็จะเกิดความไม่มั่นใจว่ารัฐบาลจะดำเนินการจริงหรือไม่ และกฎหมายรองรับหรือไม่ หากรอพระราชบัญญัติต้องผ่านกระบวนการพิจารณาของรัฐสภา ซึ่งรัฐบาลไม่สามารถไปกำหนดได้ว่าจะเสร็จสิ้นเมื่อไร&amp;nbsp; รวมทั้งความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องกู้เงินเพื่อนำมาใช้ในการแก้ปัญหาโควิด-19 เช่น เรื่องการจัดตั้งสถานกักกันที่รัฐจัดให้ หากล่าช้าก็จะเกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามคิดว่าภายในสัปดาห์นี้คิดว่าผู้ตรวจฯ น่าจะมีคำวินิจฉัยเรื่องนี้ออกมาได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72050</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตลาดแรงงาน, ผู้ประกอบการฉวยโอกาส, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เศรษฐกิจ, โครงการเราเที่ยวด้วยกัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200720/image_big_5f15a2a63179f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
