<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>22145</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/11/2018 09:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/11/2018 09:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้สูงอายุ-คนพิการเฮ คลังอนุมัติแจกบัตรสวัสดิการเพิ่ม 3.1 ล้านราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คลังเปิดผลตีทะเบียนคนจนรอบพิเศษ สำหรับกลุ่มผู้พิการ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียงและผู้ที่ไม่สามารถเดินทางมาลงทะเบียนรอบปกติ ทั้งสิ้น 4.5 ล้านราย ผ่านคุณสมบัติ 3.1 ล้านราย สามารถรับบัตรสวัสดิการได้ช่วงกลางเดือน ธ.ค. นี้ และเริ่มสตาร์ทใช้บัตรได้ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลได้มีการเปิดลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มเติม ภายใต้โครงการไทยนิยม ยั่งยืน ในกลุ่มผู้พิการ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และผู้ที่ไม่สามารถเดินทางมาลงทะเบียนในรอบปกติได้ ระหว่างวันที่ 15 พ.ค. &amp;ndash; 30 มิ.ย. 2561 พบว่ามีผู้มาลงทะเบียนทั้งสิ้น 4.5 ล้านราย และมีผู้ผ่านคุณสมบัติได้รับสิทธิจำนวน 3.1 ล้านคน คิดเป็น 68% ของผู้มาลงทะเบียนทั้งหมด และสามารถรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้ในช่วงกลางเดือน พ.ค. 2561 เริ่มใช้บัตรได้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2562 เป็นต้นไป ส่วนผู้ที่ไม่ผ่านสิทธิสามารถยื่นอุทธรณ์ต่อหน่วยงานที่ไม่ผ่านสิทธิโดยตรงระหว่างวันที่ 16-30 พ.ย. นี้ โดยกระทรวงการคลังจะประกาศผลการอุทธรณ์อีกครั้งในช่วงกลางเดือน ธ.ค. 2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความคืบหน้ามาตรการชดเชยเงินให้แก่ผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยใช้ข้อมูลจากภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภาษีแวต) ว่า ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ พ.ย. 2561 โดยมีข้อมูลการใช้จ่ายระหว่างวันที่ 1- 14 พ.ย. 2561 อยู่ที่ 5.57 แสนราย คิดเป็นเงิน 145 ล้านบาท มีจำนวนภาษีแวตกว่า 9 ล้านบาท โดยพร้อมในการจ่ายเงินชดเชยดังกล่าว จำนวน 5% เข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) ให้แก่ผู้มีสิทธิผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อนำไปใช้จ่ายต่อไป และเงินชดเชยอีก 1% เพื่อการออมเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารชนิดพิเศษที่กรมบัญชีกลางให้ธนาคารเปิดให้แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ความคืบหน้าของร้านธงฟ้าประชารัฐ ร้านประชารัฐของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ร้านค้าเอกชนอื่นที่จดทะเบียนภาษีแวต และสมัครเข้าร่วมมาตรการดังกล่าว มีจำนวน 4.24 พันร้านค้า โดยผู้มีสิทธิจะได้รับเงินชดเชยต่อเมื่อชำระราคาสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ทั้งจากวงเงินกระเป๋าสวัสดิการ 200-300 บาทแล้วแต่กรณี และวงเงินที่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเติมเองใน e-Money ที่ร้านธงฟ้าประชารัฐ ร้านประชารัฐของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองที่จดทะเบียนภาษีแวต และรับชำระราคาสินค้าผ่านเครื่องชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ (EDC) ที่เชื่อมต่อกับอุปกรณ์เครื่องบันทึกการเก็บเงิน (Point of Sale : POS) ภายใต้โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี 2560 แล้วเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ร้านค้าเอกชนอื่นที่สมัครเข้าร่วมมาตรการ ให้สังเกตสัญลักษณ์สติ๊กเกอร์ &amp;ldquo;จ่ายด้วยบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จากกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money PromptCard)&amp;rdquo; โดยผู้มีสิทธิสามารถใช้ได้เฉพาะส่วนของเงินใน e-Money เท่านั้นในการชำระราคาสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก็จะได้รับเงินชดเชยคืนเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ร้านค้าที่พร้อมเข้าร่วมโครงการ จำนวน 4.24 พันร้านค้านี้ มีทั้งร้านธงฟ้าประชารัฐ และร้านค้าเอกชน แต่หากดูในรายละเอียดแล้วจะพบว่า ปัจจุบันมีร้านธงฟ้าประชารัฐ จำนวน 3.06 หมื่นร้านค้า แต่เป็นร้านค้าที่มีการจดทะเบียนภาษีแวต และมีคุณสมบัติพร้อม เพียง 3.88 พันร้านค้าเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีร้านธงฟ้าขนาดเล็กที่ตอบรับการติดเครื่อง POS เพียง 940 ร้านค้าเท่านั้น จากทั้งหมด 2.31 พันร้านค้า โดยส่วนใหญ่ปฏิเสธ และให้เหตุผลว่ายังไม่พร้อม รวมถึงกลัวโดนตรวจสอบภาษีด้วย&amp;rdquo; นายลวรณ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22145</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายลวรณ แสงสนิท, บัตรสวสดิการแห่งรัฐ, ผู้ป่วยติดเตียง, ผู้พิการ, ผู้สูงอายุ, ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง, โครงการไทยนิยม ยั่งยืน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181113/image_big_5bea220dd560c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20493</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/10/2018 09:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/10/2018 09:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศรีทนไม่ได้!อ้างประชาชนร้องเรียน&#039;ไทยนิยมยังยืน&#039;เหลว ซูเอี๋ยตั้งแต่จังหวัดยันตำบล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ต.ค.61-นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวว่า โครงการไทยนิยมยั่งยืนไม่ได้สวยหรูเหมือนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช. และพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ในฐานะเลขานุการโครงการระบุไว้ว่าเป็นโครงการที่สร้างรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำในพื้นที่ เพราะข้อเท็จจริงแล้วมีประชาชนร้องเรียนมายังสมาคมจำนวนมาก อาทิ ที่ จ.เพชรบูรณ์ บางพื้นที่ทำโครงการซื้อโต๊ะจีนเพื่อให้ประชาชนเช่าแล้วนำกำไรมาไว้ในส่วนกลาง แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้เห็นโต๊ะดังกล่าวแต่อย่างใด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หรือที่ จ.บุรีรัมย์ ที่ทำโครงการเครื่องสูบน้ำด้วยโครงการโซล่าเซลล์แต่กำนันในพื้นที่กลับนำไปใช้เป็นของส่วนตัว &amp;nbsp;หรือการเรียกประชุมชาวบ้านเพื่อให้ลงมติจะเอาโครงการอะไร ชาวบ้านส่วนใหญ่เลือกการจัดซื้อจัดหาเครื่องครัวเพื่อนำไปใช้ในงานบุญต่างๆของหมู่บ้าน แต่พองบประมาณตกมากลับให้ติดตั้งเสียงตามสายแทน ทั้งๆที่ระบบเสียงตามสายในชุมชนมีอยู่แล้ว ที่สำคัญโครงการศาลาเอนกประสงค์ ที่เมื่อทำเสร็จแล้วไม่ให้ประชาชนเข้าไปใช้งาน จนชาวบ้านทนไม่ไหว นำหมาเน่าไปทิ้งในศาลาดังกล่าว ที่สำคัญโครงการดังกล่าวไม่ได้มีการตรวจสอบว่าสิ่งที่ทำไปนั้นสำเร็จมากน้อยเพียงใด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า การที่ประชาชนในพื้นที่ต่างจังหวัดเดินทางมาร้องเรียนยังตน ใช้เวลาและระยะทางในการเดินทางไม่ใช่น้อย จึงสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนพึ่งพาหน่วยงานตรวจสอบในพื้นที่เช่นศูนย์ดำรงธรรมในพื้นที่ไม่ได้ อาจเป็นเพราะหน่วยงานในพื้นที่ที่ร่วมทำโครงการดังกล่าว ทั้งระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล ซูเอี๋ยกันหรือไม่ ดังนั้นในเดือน พ.ย. ตนจะลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวเพื่อหาข้อเท็จจริงมาบอกกล่าวสังคมต่อไป.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20493</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายศรีสุวรรณ จรรยา, ประชาชนร้องเรียน, เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย, โครงการไทยนิยม ยั่งยืน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180117/image_big_5a5edc9fad007.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18713</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2018 09:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2018 09:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;บิ๊กตู่&quot; อึดอัด &#039;มหาดไทย&#039;ประชาสัมพันธ์ไทยนิยมฯเหลวชาวบ้านไม่รู้จัก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; อึดอัดหลังกระทรวงมหาดไทยประชาสัมพันธ์ไทยนิยมฯเหลวชาวบ้านไม่รู้จัก หวั่นเป็นตัวถ่วงรัฐบาลฉุดกระแสเลือกตั้งกพ.62&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 29 กย.แหล่งข่าวจากคสช.รายงานว่าโครงการไทยนิยมยั่งยืนที่กระทรวงมหาดไทยรับผิดชอบและจัดให้มีคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ระดับตำบลลงพื้นที่พบประชาชนถึง 4 ช่วงตั้งแต่เดือนก.พ.ถึงเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา แต่ยังมีประชาชนจำนวนมากที่ยังไม่เข้าใจเกี่ยวกับโครงการ เพราะการประชาสัมพันธ์ของกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่สามารถสร้างความเข้าใจที่แท้จริงได้ ทำให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช. เป็นห่วงเรื่องดังกล่าวเนื่องจากตั้งเป้ากับโครงการนี้ไว้มากหวังให้ชาวบ้าน8หมื่นกว่าแห่งทั่วประเทศรับทราบ จึงต้องสั่งให้กระทรวงมหาดไทย เร่งประชาสัมพันธ์โครงการดังกล่าว เพราะอีกไม่กี่เดือนที่จะถึงจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 24 กพ.62 ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นว่ากระทรวงมหาดไทยที่ต้องทำหน้าที่สร้างคะแนนนิยมให้รัฐบาลจะกลายเป็นตัวถ่วงรัฐบาลแทน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ขณะนี้ข้าราชการในกระทรวงมหาดไทยถูกสั่งการให้ดำเนินการทั้งสองเรื่องเป็นการด่วน แต่ก็ยังไม่เป็นที่พอใจของนายกฯเท่าที่ควร เพราะมองว่าหน่วยงานภายในกระทรวงมหาดไทยที่รับผิดชอบงานประชาสัมพันธ์ทำงานเชิงรับจนเกินไป&amp;quot;แหล่งข่าวจากคสช.กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18713</URL_LINK>
                <HASHTAG>#คสช., กระทรวงมหาดไทย, คนไม่รู้จัก ไทยนิยม, นายกรัฐมนตรี, ประชาสัมพันธ์, โครงการไทยนิยม ยั่งยืน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180927/image_big_5bac8f35e5553.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17377</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/09/2018 11:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/09/2018 11:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฟุ้งไทยนิยมฯช่วยประหยัดค่ารักษาพยาบาลหมื่นกว่าล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.ย.61- รมว.สนพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข &amp;nbsp; กล่าวถึงงานดูแลสุขภาพประชาชน ตามกรอบ&amp;ldquo;ไทยนิยม ยั่งยืน&amp;quot; เพื่อร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข มี 4 กิจกรรมได้แก่ &amp;nbsp;1.โครงการ อสม. 4.0 เพื่อพัฒนาให้มีความรู้มีศักยภาพเพิ่มมากขึ้น ในการดูแลประชาชน โดยพัฒนาอสม.ทั่วประเทศ 1,030,000 คน ให้สามารถปฏิบัติงาน ด้านสาธารณสุขในชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากเป็นบุคลากรที่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด &amp;nbsp; &amp;nbsp;2.โครงการมหัศจรรย์ 1,000 วัน ส่งเสริมพัฒนาการเด็กผ่านเครือข่ายชุมชนเพราะเด็กคืออนาคตที่สําคัญของประเทศ &amp;nbsp;ต้องได้รับการพัฒนาเด็กไทยให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเครือข่ายชุมชนในการค้นหา คัดกรอง และกระตุ้นพัฒนาการเด็กล่าช้าให้ได้รับการกระตุ้น ให้เด็กไทยฉลาดขึ้น เติบโตสมวัย สมส่วน
&amp;nbsp;
3.โครงการสร้างอาชีพสําหรับผู้ลงทะเบียนรายได้น้อย ผ่านการอบรมนวดไทย 5,000 คน เพิ่มพูนความรู้ทักษะความสามารถด้านการนวดไทยเพื่อสุขภาพ และสร้างอาชีพ สร้างรายได้ สร้างคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถนําไปประกอบอาชีพ รวมทั้งการสร้างผู้ช่วยพยาบาล 5,000 คน เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานในการดูแลผู้ป่วยในโรงพยาบาลให้ผู้ป่วยได้รับการบริการที่ทั่วถึงมากยิ่งขึ้น &amp;nbsp;และ 4. โครงการติดตามผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติดให้มีประสิทธิภาพ โดยกลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิต และระบบสุขภาพอําเภอ หรือ พชอ. เพื่อเพิ่มประสิทธิผลการติดตามผู้เสพ ผู้ติดยาเสพติดในระบบสมัครใจ &amp;nbsp; ทั้งนี้มั่นใจว่าโครงการจะเข้าถึงและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีสุขภาพแข็งแรง มีครอบครัวที่อบอุ่น มีสังคมที่ปลอดภัย นําพาประเทศสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนได้เพิ่ม
&amp;nbsp;
&amp;quot;4 กิจกรรมได้ ดำเนินการแล้ว เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงบริการที่มี คุณภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ แก้ปัญหาตามบริบทของพื้นที่ คือโครงการหมอครอบครัว ซึ่งผลการวิจัยพบว่า การจัดให้มีหมอประจํา ครอบครัวจะสามารถลดระยะเวลาการรอคอยในโรงพยาบาลใหญ่จาก 172 นาที ถึง 44 นาที ลดการตายในทารกแรกเกิดได้ร้อยละ 10-40 ลดค่าเดินทางของประชาชนไปโรงพยาบาลได้1,655 บาท/คน &amp;nbsp; รวมทั้งลดค่าใช้จ่ายสุขภาพได้ถึงร้อยละ 25-30 ประหยัดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศปีละ 50,000 ล้านบาท &amp;nbsp;และโครงการ พชอ. ที่ส่งเสริมการทํางานแบบประชารัฐ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ให้ดีขึ้น โดยเน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยเฉพาะกลุ่มเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ขยะและสิ่งแวดล้อม&amp;quot;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17377</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่ารักษาพยาบาล, งบประมาณ, นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร, รมว.สาธารณสุข, โครงการไทยนิยม ยั่งยืน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180221/image_big_5a8d6071a414d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15475</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/08/2018 19:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/08/2018 19:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สนพ.ยันกองทุนอนุรักษ์ไร้การแทรกแซง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สนพ.ยันกองทุนอนุรักษ์พลังงานไร้การแทรกแซง แต่ระดมคนเข้าไปช่วยทำงาน ดูแลโครงการเบิกงบปี 62 ตามระเบียบใหม่ ที่ยุ่งยากกว่า ชี้ไม่มีเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณา ขั้นตอนอนุมัติต้องผ่าน 3 คณะทำงาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ส.ค. 2561 - นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) เปิดเผยถึงกรณีการจัดการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ปีงบประมาณ 2562 ว่ายืนยันว่าไม่มีการแทรงแซงการทำงานของหน่วยงานเดิม ที่มีสำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน(ส.กทอ.) ดำเนินการอยู่ แต่เป็นการระดมคนเข้าไปช่วยทำงานเพื่อบริหารจัดการกองทุนฯ เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบใหม่ของการใช้เงินกองทุน โดยจะแบ่งเป็น 2 ทีม ได้แก่ทีมที่ 1 คือ ส.กทอ. ที่จัดการรับผิดชอบกองทุนฯ งบปี 2561 ส่วนเพิ่มเติมภายใต้ &amp;ldquo;โครงการไทยนิยม ยั่งยืน&amp;rdquo; และทีมที่ 2 รับผิดชอบในส่วนกองทุน ของปีงบประมาณ 2562 ที่จะต้องผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ตามระเบียบใหม่ของกองทุนฯ กำหนดว่า หน่วยงานที่ต้องการขอใช้งบกองทุนจะต้องมายื่นเสนอกับ ส.กทอ. โดยตรง จากเดิมที่ต้องผ่านหน่วยกู้เบิกที่ประจำอยู่ สนพ. และกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) และจะต้องใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ในการยื่นเสนอ ที่มีขั้นตอนเยอะกว่าเนื่องจากตองมีการเตรียมเอกสารควบคู่กันไป จึงส่งผลให้รองรับปริมาณโครงการได้เยอะขึ้น โดยกำหนดใช้กับการเบิกของบในปี 2562 เป็นต้นไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้อำนาจในการพิจารณากลั่นกรองต้องผ่าน 3 คณะทำงานหลัก ได้แก่ คณะกรรมการกลั่นกรองงและพิจารณากองทุนที่มี ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน ก่อนจะส่งให้อนุกรรมการกองทุนฯ ที่มี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน และให้คณะกรรมการกลั่นกรองกองทุนฯ ที่มีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งยืนยันว่าไม่มีบริษัทเอกชน เข้ามามีส่วนเกี่ยวของกับการพิจารณากองทุน ซึ่งยืนยันว่าไม่มีบริษัทเอกชน เข้ามามีส่วนเกี่ยวของกับการพิจารณากองทุน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จากที่มีการอ้างชื่อบริษัทเอกชนว่าเข้ามามีบทบาทในการพิจารณากองทุน ที่จริงแล้วเป็นที่ปรึกษาที่ สนพ. จ้างเข้ามาเพื่อติดตาม ประเมินผล และเตรียมเอกสาเพื่อทำการเบิกจ่ายงบในโครงการที่ได้รับการอนุมัติแล้วเท่านั้น แต่ไม่มีสิทฺที่จะเข้ามามีอำนาจใรการพิจารณากองทุน&amp;rdquo;นายทวารัฐ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามที่ผ่านมามีการเปิดรับสมัครโครงการที่จะเข้ามาใช้งบประมาณปี 62 แล้วประมาณ 3 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 19 ก.ค. เป็นต้นมา มีโครงการที่เสนอมาทั้งสิ้น 956 โครงการ จาก 343 หน่วยงาน ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีโครงการใดตกการตรวจสอบไป ซึ่งการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์จะเข้ามาช่วยให้เกิดประสิทธิภาพในการติดตามโครงการต่าง ๆ ได้มากขึ้น ทั้งนี้ในอนาคตยืนยันว่าไม่มีความเป็นจำเป็นที่จะต้องมีทีมทำงานด้านกองทุน 2 ทีมแล้ว ซึ่งอาจจะเหลือทีมเดียวเหมือนเดิมก็คือ ส.กทอ. โดยจะมีการอนุมัติงบประมาณต้นปีวันที่ 1 ต.ค. และงบกลางปีในวันที่ 1 มี.ค. ของทุกปี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15475</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุนอนุรักษ์พลังงาน, ทวารัฐ สูตะบุตร, สนพ., สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน, โครงการไทยนิยม ยั่งยืน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180130/image_big_5a7098a9cde82.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
