<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113408</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/08/2021 19:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/08/2021 09:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> เร่งเพิ่มทักษะแรงงานลุยเมกะโปรเจ็กต์ รองรับลงทุน&quot;อีอีซี&quot;หลังโควิดคลี่คลาย      </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นโยบายส่งเสริมเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ถือเป็นหนึ่งในนโยบายหลักของภาครัฐที่ต้องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในระยะยาว ซึ่งเป็นการต่อยอดมาจากโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก หรืออีสเทิร์นซีบอร์ด เพื่อดึงดูดนักลงทุนและเปลี่ยนพื้นที่จังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา จากพื้นที่เกษตรกรรมและประมงสู่พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
จะเห็นว่าในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมานั้น ภาครัฐจะโหมประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง และดูเหมือนโครงการจะเดินหน้าไปอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพื่อรองรับการลงทุน แต่การแพร่ระบาดของไวรัฐโคโรนา-19 หรือโควิด-19 นั้นได้ส่งผลกระทบไปทุกภาคส่วน ดังนั้นการลงทุนของภาคเอกชนจะเป็นเครื่องยนต์ที่สำคัญในการฟื้นฟูประเทศหลังโควิด-19 รัฐบาลมีการตั้งเป้าหมายว่า ในช่วงแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 (2566-2570) การลงทุนของประเทศจะต้องอยู่ที่ประมาณ 6 แสนล้านบาทต่อปี โดยการลงทุนส่วนใหญ่ยังอยู่ในพื้นที่อีอีซีโดยตั้งเป้าปีละประมาณ 5 แสนล้านบาทต่อปี&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
ในเรื่องนี้ นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสด้านนโยบายเศรษฐกิจส่วนรวมและเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า การลงทุนในอีอีซีถือเป็นความพยายามที่ดี แต่ในช่วงที่เกิดการระบาดของไวรัสโควิด-19 สิ่งที่ต้องรีบดำเนินการเพิ่มเติมคือ ต้องหากิจกรรมมาเสริมในส่วนของอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบและมีความล่าช้า อย่างเช่น อุตสาหกรรมการบิน เพราะฉะนั้น หลักๆ เลยต้องคิดว่าจะสามารถนำกิจกรรมใดมาเสริมได้หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ขณะเดียวกัน ต้องเร่งที่จะลงทุนโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน (อินฟราสตรักเจอร์) เนื่องจากสิ่งเหล่านี้กว่าจะเห็นผลได้ต้องใช้เวลานานเป็นปีๆ โดยต้องหารือกับภาคเอกชนเพื่อที่จะดำเนินการในเรื่องของอินฟราฯ ให้เสร็จทัน พร้อมใช้ พร้อมสร้างรายได้ มองว่าภายใน 4-5 เดือนที่ภาครัฐสามารถคุมการระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้แล้ว ก็จะทำให้เริ่มโครงการได้ เช่น การสร้างโรงงาน และการสร้างถนน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่จะต้องเร่งผลักดันให้ได้ในขณะนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ อยากให้ภาครัฐเปิดมุมมองว่าไม่ควรจะจำกัดการลงทุนเฉพาะในพื้นที่อีอีซี หากชาวต่างชาติหรือคนไทยต้องการที่จะลงทุนในพื้นที่ใดก็ตาม ก็ควรจะได้รับการสนับสนุน แต่ต้องยอมรับสำหรับความพร้อมในระบบสาธารณูปโภคในพื้นที่ของอีอีซีที่มากกว่าพื้นที่อื่น ดังนั้นหากนักลงทุนมีความต้องการที่จะเข้าไปลงทุนในพื้นที่อื่น เช่น จังหวัดนครราชสีมา ลำพูน หรือจังหวัดอื่น ก็ต้องปล่อยให้มีการลงทุนได้ ไม่ควรปิดโอกาสที่จะเกิดการลงทุนในพื้นที่อื่นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เตรียมพร้อมบุคลากร
นายนณริฏ กล่าวว่า จากการประมาณการเศรษฐกิจของไทยในอีก 20 ปีข้างหน้านั้น หากโครงการอีอีซีสามารถเดินหน้าสำเร็จ จะทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ 3-5% แต่ถ้าไม่สำเร็จหรือมีความล่าช้า โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน และการชักชวนนักลงทุนเข้ามาลงทุนในอีอีซี การเติบโตทางเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จากปี พ.ศ.2568 ที่คาดว่าจะขยายตัวเฉลี่ยที่ 3.3% จนกระทั่งเหลือเพียง 1.76% เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยโตเฉลี่ย 3% หากจะเพิ่มการเติบโตให้ได้ 5% ต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อไม่ให้เราติดกับดักเชิงโครงสร้าง ด้วยการเพิ่มการลงทุน เพราะปัจจุบันมีบริษัทที่เป็นการลงทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมน้อย สังเกตจากบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ส่วนใหญ่ก็เป็นบริษัทที่เป็น Old Economy เช่น หุ้น น้ำมัน โรงกลั่น สินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะในพื้นที่อีอีซีที่มีความพร้อมเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน แต่ต้องเตรียมความพร้อม อาทิ เตรียมคน ต้องเร่งรัด ฝึกทักษะอาชีพที่จำเป็นเกี่ยวกับอุตสาหกรรมเป้าหมายด้วย ซึ่งต้องเร่ง เพื่อให้ประเทศเดินไปข้างหน้าได้ทันทีที่โควิดคลี่คลายลง&amp;quot; นายนณริฏ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
หนุนแลนด์บริดจ์-คลองไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนณริฏ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้รัฐบาลควรเตรียมความพร้อมในการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจ็กต์) โครงการอื่นๆ เพื่อเพิ่มโอกาสให้เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตมากขึ้น โดยเป็นโครงการใหม่ที่เชื่อมโยง มีความเกี่ยวข้องในด้านต่างๆ เกี่ยวกับโครงการอีอีซี ซึ่งพื้นที่ที่เหมาะสมที่จะมีการลงทุนโครงการใหม่ๆ โดยส่วนตัวมองว่ามีโครงการที่รัฐบาลอยู่ระหว่างศึกษาและตัดสินใจว่าจะลงทุน ได้แก่ โครงการเชื่อมโยงระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (แลนด์บริดจ์) โครงการคลองไทย และโครงการเชื่อมรถไฟไทย-จีน มองว่าโครงการเหล่านี้เป็นโครงการที่จะทำให้เกิดการลงทุนขนาดใหญ่และสนับสนุนธุรกิจการขนส่งและโลจิสติกส์ในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;เราต้องมีการเตรียมความพร้อม ตอนนี้ถ้ารอดชีวิตไปได้ ได้รับการฉีดวัคซีน หลังจากโควิด-19 คลี่คลายลง แน่นอนว่าสิ่งที่ทุกคนต้องการคือการเดินทางไปพักผ่อนหลังจากได้มีการทำงานและกักตัวมาโดยตลอด มองว่าหากสถานการณ์คลี่คลายจะมีดีมานต์เกิดขึ้นมหาศาล ดังนั้นทำยังไงที่จะสามารถรองรับความต้องการหลังจากผ่านวิกฤติโควิด-19 ไปได้&amp;quot; นายนณริฏกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังคงรุนแรง และส่งผลกระทบกับภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อ และหลายคนคาดการณ์ว่าการลงทุนน่าจะปรับลดลง ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ได้แจ้งว่า ภาวะการส่งเสริมการลงทุนในช่วง 6 เดือนแรก (ม.ค.-มิ.ย.) ปี 2564 มีโครงการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจำนวน 801 โครงการ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 14% มูลค่าเงินลงทุน 386,200 ล้านบาท ในจำนวนนี้การขอรับการส่งเสริมนพื้นที่อีอีซีจำนวน 232 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 126,640 ล้านบาท จังหวัดระยอง มีมูลค่าเงินลงทุนสูงสุด 64,350 ล้านบาท รองลงมาเป็นจังหวัดชลบุรี มูลค่าเงินลงทุน 40,860 ล้านบาท และจังหวัดฉะเชิงเทรา มูลค่าเงินลงทุน 21,430 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ลงทุนกว่า 1.6 ล้านล้านบาท
ด้าน นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) กล่าวว่า จากการดำเนินตามแผนการพัฒนาอีอีซี โครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ในโครงการลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) การบูรณาการ และการดึงการลงทุนเข้ามาของอุตสาหกรรมเป้าหมายตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา จากที่ได้กำหนดเป้าหมายการลงทุนในพื้นที่อีอีซีไว้ 1.7 ล้านล้านบาท ซึ่งขณะนี้รวมการลงทุนที่ได้อนุมัติไปแล้ว 1,594,282 ล้านบาท หรือประมาณ 94% ถือได้ว่าเป็นความสำเร็จอย่างมาก ทั้งการลงทุนโครงการร่วมลงทุนรัฐ-เอกชน ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งได้ผู้ลงทุน 4 โครงการหลัก มูลค่ารวม 633,401 ล้านบาท งบบูรณาการ ปี 2561-2564 อนุมัติไปแล้ว 82,000 ล้านบาท การออกบัตรส่งเสริมการลงทุน 878,881 ล้านบาท และอีกทั้งยังเหลือการลงทุนอีกไม่น้อยกว่า 600,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;จากแผนเดิมจะมีการลงทุนอยู่แล้วปีละ 300,000-400,000 ล้านบาท แต่ขณะนี้มี 4 อุตสาหกรรมใหม่ที่เริ่มเข้ามาแล้ว ที่จะช่วยเพิ่มการลงทุนได้อีกปีละอย่างน้อย 100,000 ล้านบาท ประกอบด้วย การลงทุนด้านเทคโนโลยี 5 จี อุตสาหกรรมทางการแพทย์แม่นยำ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่จะพลิกโฉมใหม่ และการลงทุนเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (บีซีจี) ทำให้แผนที่ปรับใหม่ สามารถเพิ่มการลงทุนได้ถึงปีละ 500,000 ล้านบาท โดยขอไปปรับปรุงแผนให้ชัดเจนก่อน และขอให้การแพร่ระบาดของโควิด-19 จบหรือคลี่คลายได้ภายในปีนี้ เมื่อไปรวมกับเศรษฐกิจในภาคอื่นๆ ก็จะผลักดันจีดีพีรวมของประเทศไทยขยายตัวได้ปีละ 4-5% หลังจากที่การระบาดของโควิด-19 ได้ทำให้เศรษฐกิจปีที่ผ่านมาและปีนี้สะดุดลง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ไฮสปีด-สนามบินอีอีซีคืบ
นายคณิศ กล่าวว่า โครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่อีอีซีขณะนี้มีความคืบหน้าอย่างมาก เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ระยะทาง 220 กม. วงเงิน 224,544 ล้านบาท ขณะนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. ได้ส่งมอบพื้นที่ให้กับบริษัท รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสามสนามบิน จำกัด (กลุ่มกิจการร่วมค้า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตร) หรือ CP ไปแล้วกว่า 86% และพร้อมส่งมอบทั้งหมดภายในเดือน ก.ย.2564 คู่ขนานไปกับการยกระดับแอร์พอร์ตเรลลิงก์โฉมใหม่ ที่ผู้โดยสารจะได้รับบริการที่สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ขณะที่ โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก วงเงิน 290,000 ล้านบาท ที่บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด หรือ UTA ประกอบด้วย บมจ.การบินกรุงเทพ, บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ เข้าพื้นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งเข้าสำรวจพื้นที่โครงการพร้อมก่อสร้างรั้วมาตรการเขตการบิน ความยาว 4.9 กิโลเมตร แล้วเสร็จ 95%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โครงการท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 ส่วนของท่าเทียบเรือ F วงเงิน 84,361 ล้านบาท ระยะเวลาสัมปทาน 35 ปี มีการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เป็นหน่วยงานเจ้าของโครงการ และมีกลุ่มกิจการร่วมค้า GPC เป็นเอกชนคู่สัญญา ปัจจุบันตัวร่างสัญญาอยู่ระหว่างการพิจารณาโดยอัยการสูงสุด
โดยในการประชุมคณะกรรมการคัดเลือกเมื่อวันที่ 20 เม.ย.2564 ได้มีมติให้กลุ่มกิจการร่วมค้า GPC เป็นผู้ผ่านการประเมินข้อเสนอซองที่ 4 ซึ่งได้เสนอผลประโยชน์ตอบแทนทางการเงินที่ภาครัฐได้รับ ตามที่ มติ ครม.ได้อนุมัติไว้ หลังจากล่าช้ามา 3 ปี ในขั้นตอนฟ้องร้องต่อศาล ขณะนี้ได้ข้อตกลงในร่างสัญญาร่วมลงทุนกับเอกชนเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างการพิจารณาจากสำนักงานอัยการสูงสุด โดยจะเร่งนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาและลงนามสัญญาในเดือน ส.ค.นี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113408</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ, ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, นณริฏ พิศลยบุตร, ระยอง, สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ), อีสเทิร์นซีบอร์ด, เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี), เมกะโปรเจ็กต์, โครงสร้างพื้นฐาน, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210815/image_big_61190ca8275cf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97996</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/04/2021 15:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/04/2021 15:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ไบเดน&#039;เปิดแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน2ล้านล้าน$</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ประธานาธิบดีโจ ไบเดน เปิดตัวแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (62.62 ล้านล้านบาท) เมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายปรับปรุงโครงข่ายคมนาคมที่ชำรุดทรุดโทรม สร้างงานหลายล้านตำแหน่ง และส่งมอบการลงุทน &amp;quot;ครั้งหนึ่งในคนรุ่นนี้&amp;quot; ที่จะทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐเอาชนะจีนได้ในเวทีโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 1 เมษายนว่า ประธานาธิบดีสหรัฐจากพรรคเดโมแครตประกาศแผนการลงทุนอันทะเยอทะยานครั้งนี้ระหว่างเดินทางเยือนเมืองพิตส์เบิร์กเมื่อวันพุธที่ 31 มีนาคม โดยเขาเปรียบเทียบแผนการ &amp;quot;เปลี่ยนแปลง&amp;quot; นี้กับโครงการอวกาศอันทะเยอทะยานของสหรัฐในทศวรรษ 1960 โครงการนี้จะช่วยส่งเสริมชีวิตความเป็นอยู่ของคนอเมริกันที่เป็นคนยากจนและชนชั้นกลาง พุ่งเป้าที่ภาวะโลกร้อน และใช้เงินสนับสนุนจากการขึ้นภาษีบริษัทขนาดใหญ่และคนรวย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;วันนี้ผมกำลังเสนอแผนสำหรับประเทศที่ให้รางวัลการทำงาน ไม่ใช่แค่ให้รางวัลกับความมั่งคั่งเท่านั้น มันจะสร้างเศรษฐกิจที่ยุติธรรมที่ให้ทุกคนมีโอกาสประสบความสำเร็จ มันจะสร้างเศรษฐกิจนวัตกรรมที่แข็งแกร่งที่สุดและยืดหยุ่นที่สุดในโลก&amp;quot; ไบเดนกล่าว และว่า นี่เป็นการลงทุนครั้งหนึ่งในชั่วชีวิตของคนในอเมริกา ไม่เหมือนกับสิ่งใดที่เคยเห็นหรือทำมาก่อนนับตั้งแต่สหรัฐสร้างระบบทางหลวงระหว่างรัฐและการแข่งขันในอวกาศเมื่อหลายสิบปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตามแผนการลงทุนนี้ สหรัฐจะปรับปรุงระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุมทั้งการคมนาคม, โทรคมนาคม และพลังงาน ซึ่งไบเดนกล่าวว่า จะเป็นทั้งการพลิกฟื้นเศรษฐกิจที่อ่อนแอของสหรัฐจากการระบาดของโควิด-19 และฟื้นฟูสามารถในการแข่งขันระดับโลกของสหรัฐ &amp;quot;เรารอช้าไม่ได้แม้แต่นาทีเดียว มันล่วงเลยมาเนิ่นนานแล้ว ประเทศอื่นในโลกกำลังใกล้เข้ามา และเข้ามาเร็วด้วย เราไม่อาจปล่อยให้เป็นอยู่อย่างนี้่ต่อไป&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แผนโครงสร้างพื้นฐานของไบเดน ซึ่งเป็นความริเริ่มใช้จ่ายงบประมาณก้อนโตครั้งที่ 2 ของรัฐบาลอายุ 10 สัปดาห์ของเขา ต่อจากกฎหมายบรรเทาผลกระทบจากโควิดมูลค่า 1.9 ล้านล้านดอลลาร์เมื่อต้นเดือนมีนาคม น่าจะต้องเผชิญการทดสอบหนักหน่วงในสภาคองเกรสที่วิตกเกี่ยวกับการขาดดุลงบประมาณที่เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน แผนนี้ยังรวมถึงการซ่อมแซมสะพานและถนนที่ชำรุดทรุดโทรม และงานสาธารณะอื่นๆ ทั่วสหรัฐ ที่หลายรัฐบาลที่ผ่านมาไม่ได้จัดการ ซึ่งจะเป็นการขยายบทบาทของรัฐบาลในเศรษฐกิจสหรัฐระดับที่ไม่เคยพบพานมาก่อนในรอบหลายทศวรรษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อันที่จริง มันเป็นการลงทุนสร้างงานชาวอเมริกันครั้งใหญ่ที่สุดนับแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 มันจะสร้างงานที่ค่าตอบแทนดีหลายล้านตำแหน่ง&amp;quot; ไบเดนคุย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขายังย้ำอีกว่า โครงการนี้จะให้รางวัลคนอเมริกันที่ &amp;quot;ทำงานหนัก&amp;quot; แทนที่จะตกรางวัลแก่พวกร่ำรวยในตลาดหุ้น ถือเป็นการตอบโต้เศรษฐกิจที่ &amp;quot;บิดเบี้ยวและไม่ยุติธรรม&amp;quot; โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เมื่อกฎหมายภาษีของทรัมป์ผ่านออกมา เงิน 83% กลายเป็นของพวก 1% ที่อยู่ยอดบนสุด&amp;quot; ไบเดนกล่าว และว่า นี่ไม่ใช่การจองเวร แต่เป็นการเปิดโอกาสให้แก่คนอื่นๆ ที่เหลือด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เงินลงทุนที่จะนำมาใช้ในโครงการเหล่านี้ ไบเดนเสนอให้ขึ้นภาษีบริษัทขนาดใหญ่และคนรวย ที่เขาบอกว่าไม่ได้จ่ายส่วนแบ่งที่เป็นธรรม โดยเขาจะขึ้นภาษีคนอเมริกันที่มีรายได้เกิน 400,000 ดอลลาร์ต่อปี (12,524,000 ล้านบาท) และจะเพิ่มเพดานภาษีนิติบุคคลจาก 21% เป็น 28%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมไม่ได้ต่อต้านเศรษฐีและมหาเศรษฐี ผมเชื่อในระบบทุนนิยมแบบอเมริกัน&amp;quot; ไบเดนกล่าว ทั้งยังเพ่งเล็งที่บริษัทขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เช่นแอมะซอน ด้วยว่าไม่ได้จ่ายภาษีเงินได้ให้แก่รัฐบาลกลางแม้แต่สตางค์เดียว เพราะช่องโหว่ที่เอื้อต่อบริษัทเหล่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำประกาศของไบเดนเมื่อวันพุธน่าจะเป็นการลั่นกระสุนนัดแรกของการต่อสู้ในคองเกรส ที่เดโมแครตครองเสียงข้างมากแบบปริ่มๆ และจะเผชิญการคัดค้านของรีพับลิกันที่โจมตีแผนนี้ว่าเป็นการใช้จ่ายภาครัฐที่มากเกินไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส.ว.มิตช์ แม็กคอนเนลล์ ผู้นำ ส.ว.รีพับลิกัน กล่าวถึงแผนของไบเดนว่าเป็น &amp;quot;ม้าโทรจัน&amp;quot; สำหรับพวกซ้ายสุดโต่ง ด้วยการขึ้นภาษีและสนับสนุนสหภาพแรงงาน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97996</URL_LINK>
                <HASHTAG>ลงทุน2ล้านล้านดอลลาร์, โครงสร้างพื้นฐาน, โจ ไบเดน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210401/image_big_606580b86f096.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83702</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/11/2020 08:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/11/2020 08:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สุพัฒนพงษ์&#039;เร่งปิดดีลโครงสร้างพื้นฐานในอีอีซีหวังเกิดการลงทุน 3แสนล้าน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 พ.ย. 2563 นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการบริหารพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กบอ.) ว่า ภายในปีนี้โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) ทั้งจะต้องคืบหน้าและสามารถจบโครงการได้ผู้ดำเนินโครงการทั้งหมด ซึ่งปัจจุบันยังเหลือท่าเรือแหลมฉบังที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ดังนั้นจะโครงการนี้จะต้องจบ เช่นเดียวกับ รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน(ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) ท่าเรือมาบตาพุดเฟส3 สนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบิน เพื่อให้ปี 2564 ไทยจะเดินหน้าด้านการลงทุนอย่างเต็มที่ให้เป็นปัจจัยหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หลังจากที่ปัจจุบันยังได้รับผลกระทบจากโควิด-19 จึงไม่สามารถพึ่งพาด้านการท่องเที่ยวมูลค่าถึง 2 ล้านล้านบาทได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ปี2564 รัฐบาลตั้งเป้าหมายให้เกิดการลงทุนจริงในพื้นที่อีอีซี ไม่ต่ำกว่า 3 แสนล้านบาท มาจากภาครัฐ 1 แสนล้านบาท และเอกชน 2 แสนล้านบาท มูลค่าดังกล่าวจะเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย&amp;quot; นายสุพัฒนพงษ์ กล่าว&amp;nbsp;
ทั้งนี้ที่ประชุม กบอ. ยังเห็นชอบความก้าวหน้าแผนพัฒนาการเกษตรในพื้นที่ อีอีซี ประกอบด้วย แผนพัฒนาการเกษตรในพื้นที่ อีอีซี ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป้าหมาย ยกระดับภาคเกษตร ใช้เทคโนโลยีให้ผลการผลิตสูงขึ้น เข้าถึงตลาดเพิ่มมูลค่าสินค้า เพิ่มรายได้เกษตร เทียบเท่ากลุ่มอุตสาหกรรมและบริการ รวมทั้งความก้าวหน้าการพัฒนาโครงข่าย 5จี ในพื้นที่ อีอีซี หลังจากสำนักงานคณะกรรมการบริหารการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(สกพอ.) ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ร่วมกับ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เดินหน้าให้บริการโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมรองรับ 5จี ใน อีอีซี เต็มรูปแบบ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมเริ่มก่อสร้างทันที คาดว่าจะแล้วเสร็จใน 3 เดือน เพื่อดึงดูดนักลงทุนทั่วโลกเข้ามาร่วมลงทุนใน อีอีซี เริ่มพื้นที่นำร่อง ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด &amp;nbsp;และอำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง โดยได้เตรียมบุคลากรด้านดิจิทัลรองรับ จำนวน 100,000 คน เพื่อขับเคลื่อนเทคโนโลยีดิจิทัลสู่ระดับชุมชน สร้างงาน สร้างโอกาส สร้างรายได้ และยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ อีอีซี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามการขับเคลื่อนแผนบูรณาการอีอีซี ปี 2565 อย่างต่อเนื่อง ผ่านกระบวนการความร่วมมือจากส่วนกลางและท้องถิ่น โดยมีผู้แทน 18 กระทรวง 103 หน่วยงาน ภารกิจขับเคลื่อน 5 แนวทาง พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสาธารณูปโภค ส่งเสริมการท่องเที่ยว พัฒนาบุคลากรการศึกษา งานวิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรม ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนรองรับการขยายตัวของเมือง และการพัฒนาเกษตรอัจฉริยะ กระตุ้นการจ้างงาน สร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์ชุมชน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ งบบูรณาการปี 2564 วางเป้าหมายให้เกิดการลงทุนในพื้นที่อีอีซี ไม่ต่ำกว่า 3 แสนล้านบาท โดยสกพอ. ใช้งบบูรณาการอย่างมีประสิทธิภาพประมาณ 20,000 ล้านบาท หรือเพียง 20 % ของงบประมาณรัฐ ที่เหลือเป็นเงินลงทุนจากเอกชน คาดว่าปี 2565 จะเกิดการลงทุนในพื้นที่มากยิ่งขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83702</URL_LINK>
                <HASHTAG>สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์, อีอีซี, โครงสร้างพื้นฐาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201008/image_big_5f7efa405a420.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24879</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/12/2018 18:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/12/2018 08:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทช.ลุยสร้างถนน เชื่อมอีอีซีหนุนพัฒนาชาติ (สถานีอีอีซี) </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
ทช.ลุยสร้างถนน&amp;nbsp;เชื่อมอีอีซีหนุนพัฒนาชาติ (สถานีอีอีซี)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลได้มีนโยบายในการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจฝั่งตะวันออกหรือโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) เพื่อเตรียมความพร้อมในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ โครงสร้างพื้นฐานด้านกฎหมาย กฎระเบียบ และสิทธิประโยชน์ที่ให้แก่นักลงทุนในเขตพื้นที่ 3 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ หนึ่งความสำคัญที่จะเชื่อมพื้นที่ในอีอีซีคงหนีไม่พ้นการก่อสร้างถนน &amp;nbsp;กรมทางหลวงชนบท ซึ่งมีนายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน เป็นอธิบดี &amp;nbsp;คือหนึ่งในหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบดูแลในเรื่องนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน อธิบดีกรมทางหลวงชนบท(ทช.) กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2561 กรมทางหลวงชนบทจึงได้ดำเนินการก่อสร้างถนนเพื่อสนับสนุน EEC จำนวน 7 เส้นทางด้วยกัน ดังนี้ 1.โครงการก่อสร้างขยายถนนทางหลวงชนบทสาย รย.3013 แยกทางหลวงหมายเลข 331 - ทางหลวงหมายเลข 3191 อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง ระยะทาง 17.324 กิโลเมตร ปัจจุบันผู้รับจ้างได้เริ่มเข้าพื้นที่ดำเนินงานเมื่อเดือนมีนาคม 2561 ที่ผ่านมา ขณะนี้อยู่ระหว่างการสำรวจแนวการก่อสร้างและแนวเวนคืน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
2.โครงการก่อสร้างถนนทางหลวงชนบทสาย รย.4058 แยกทางหลวงหมายเลข 3138 - ทางหลวงหมายเลข 344 อำเภอบ้านค่าย, วังจันทร์ จังหวัดระยอง ระยะทาง 32.807 กิโลเมตร ขณะนี้อยู่ระหว่างก่อสร้างชั้นรองพื้นทางลูกรัง ได้ระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร, 3 โครงการก่อสร้างขยายถนนสาย รย.5050 แยกตายนิคมสร้างตนเอง สาย 15-บ.ห้วยโป่ง อ.นิคมพัฒนาจังหวัดระยอง ระยะทาง 10.198 กิโลเมตร งบประมาณ 204 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 สายแยก ทล.7-ท่าเรือแหลมฉบัง จ.ฉะเชิงเทรา ระยะทาง 10 กิโลเมตร งบประมาณ 1,499 ล้านบาท ระยะเวลาก่อสร้างปี 63, 5.สะพานข้ามแยกถนนสาย ทช.ชบ.3027 เชื่อม &amp;nbsp;ทล.3138 อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี งบประมาณ 285 ล้านบาท แล้วเสร็จปี 63, 6.สาย รย.2015 แยก ทล.331 อ.ปลวกแดง จ.ระยอง ระยะทาง 11.465 กิโลเมตร คาดแล้วเสร็จปี 64 และ 7 สาย ฉช.3001 แยก ทล.314-ลาดกระบัง จ.ฉะเชิงเทรา, สมุทรปราการ ระยะทาง 20.328 กิโลเมตร งบประมาณ 3,801 ล้านบาท แล้วเสร็จปี 63&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับในปี 2562 มีโครงการพัฒนาทางหลวงชนบทเพื่อขับเคลื่อน EEC ได้แก่ ถนนสาย รย.2015 แยก ทล.36-ทล.311 &amp;nbsp;อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง ระยะทาง 11.465 กิโลเมตร งบประมาณก่อสร้าง 715 ล้านบาท, โครงการแก้ไขปัญหาจราจรในปริมณฑลและภูมิภาค ได้แก่ ถนนสาย สป. 1011 แยก ทล.3-เทพารักษ์ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ระยะทาง 3.875 กิโลเมตร งบก่อสร้าง 990 ล้านบาท, โครงการถนนสายแยก ทล.3097-ศูนย์ราชการจังหวัดนครปฐม จังหวัดนครปฐม ระยะทาง 3.217 กิโลเมตร งบก่อสร้าง 584 ล้านบาท ทั้งสามโครงการใช้งบผูกพัน 3 ปี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นอกจากนี้ ยังมีโครงการพัฒนาโครงข่ายสะพาน ได้แก่ โครงการข้ามคลองมะลัง อ.เมือง จ.สตูล ความยาวสะพาน 801 เมตร งบประมาณในการก่อสร้าง 510 ล้านบาท และโครงการสะพานข้ามคลองดู อ.ละงู จ.สตูล ความยาวสะพาน 1,320 เมตร งบประมาณในการก่อสร้าง 300 ล้านบาท ทั้งสองโครงการใช้งบผูกพันสามปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมศึกษารองรับการลงทุนอีอีซี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายพิศักดิ์ กล่าวว่า กรมมีแผนเข้าไปพัฒนาถนนในอีอีซี เพิ่มเติม ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสม ว่าเส้นทางไหนบ้างที่จะสามารถนำเข้ามาบรรจุในแผนการพัฒนาอีอีซี ปัจจุบันทางรัฐบาลมีแนวคิดที่จะขยายพื้นที่อีอีซีไปทางจังหวัดสระแก้วและปราจีน ซึ่งตอนนี้กำลังปรับปรุงแผน และศึกษาเพิ่มเติมเพื่อให้สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
อย่างไรก็ตาม ในปี 62 ทางกรมทางหลวงชนบทจะทำการสำรวจว่ามีเส้นทางใดบ้างที่จะสามารถนำเข้าไปบรรจุในแผนของอีอีซี เช่น บางพื้นที่ผ่านนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ กรมทางหลวชนบทจะเอาเข้ามาพัฒนาและดูรายละเอียดของรถบรรทุกที่วิ่งในเส้นทางของกรม หากมีจำนวนรถบรรทุกวิ่งเป็นจำนวนมากก็อาจจะมีแนวโน้มการขยายช่องจราจรเป็นสี่ช่องจราจร &amp;nbsp;ปัจจุบันกรมมีแผนดำเนินเพิ่มเติมอีก 11 เส้นทาง โดยจะเริ่มดำเนินการในปี 64 มีสามรายการที่จะนำเข้าสู่แผนการก่อสร้าง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;คำว่า &amp;quot;อีอีซี&amp;quot; มีศักยภาพอยู่ในตัว โดยเฉพาะที่ จ.ระยองเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ การที่กรมทางหลวงชนบทเข้าไปพัฒนาพื้นที่นั้น เป็นโอกาสที่จะเข้าไปเพิ่มศักยภาพในแหล่งอุตสาหกรรมที่ให้ต่างชาติลงทุน ที่ให้ประเทศไทยสามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ ตามนโยบายรัฐบาลมองว่ามีโอกาสที่จะทำให้รัฐบาลและประเทศมีรายได้จากการลงทุนจากต่างประเทศ ดังนั้นในแง่ของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เข้าไป เฉพาะในส่วนของกรมทางหลวงชนบทอาจจะมีไม่มาก ซึ่งในพื้นที่อีอีซีเองมีงบประมาณเข้าไปลงทุน 750 ล้านบาท&amp;quot; นายพิศักดิ์กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นายพิศักดิ์กล่าวว่า ในปี 2564 กรมมีแผนที่จะดำเนินการก่อสร้าง 11 สายทาง ขณะนี้ได้มีการเตรียมการเรื่องของออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินเวนคืน (พ.ร.ฎ.) เรื่องการเวนคืนที่ดินแล้ว และมีแนวโน้มว่าในปี 63 ตั้งงบประมาณได้ก็จะมีสัก 2-3 เส้นทางที่มีความพร้อมเริ่มก่อสร้างได้ อย่างไรก็ตาม ต้องดูในส่วนของการเวนคืนมีปัญหามากน้อยแค่ไหน หากไม่มีปัญหาก็สามารถดำเนินการในปี 64&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;quot;ถือเป็นความโชคดีของกรมทางหลวงชนบทที่ได้มีการศึกษาเจ็ดเส้นทางโลจิสติกส์ไว้แล้ว เมื่อรัฐบาลประกาศพื้นที่อีอีซี ก็นำทั้งเจ็ดเส้นทางบรรจุไว้ในแผนเพื่อให้ความสำคัญมากยิ่งขึ้น เนื่องจากอยู่ในพื้นที่ของอีซีซีจึงสามารถดำเนินการได้เลย แต่ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากต้องใช้เวลา เพราะต้องมาดูว่าถนนที่มีสองช่องจราจรจำเป็นต้องขยายเป็นสี่ช่องจราจรหรือไม่&amp;quot; นายพิศักดิ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เร่งเวนคืนพัฒนาถนนกระจายความเจริญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นายพิศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับภาพรวมของงบประมาณปี 2562 กรมได้รับการจัดสรรงบ 46,700 ล้านบาท นอกจากเป็นงบผูกพันแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นค่าเวนคืน อาทิ โครงการเชื่อมต่อการขนส่งที่ จ.สมุทรปราการ โดยได้มีการเวนคืนที่สาย สป.4002 แยกทางหลวงสาย 3344 ถึงบ้านบางพลีใหญ่ ระยะทาง 8 กิโลเมตร ค่าเวนคืน 450 ล้านบาท, สายแยก ทล.3452ไปสี่แยกบ้านสร้าง อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี ระยะทาง 25 กิโลเมตร ค่าเวนคืน 500 ล้านบาท ทั้งสองโครงการจะดำเนินการภายในปี 62
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
อย่างไรก็ตาม จะเห็นว่างบประมาณในปี 2562 ส่วนใหญ่จะใช้ค่าเวนคืนค่อนข้างเยอะ เนื่องจากกรมได้เตรียมพร้อมเพื่อรองรับการขยายตัวของอีอีซี ซึ่งโดยรวมแล้วการก่อสร้างถนน 1 &amp;nbsp;เส้นทางจะใช้เวลาประมาณ 4-5 ปี เพราะต้องมีการสำรวจว่าจะใช้พื้นที่เท่าไรสำรวจเสร็จ ต้องออกกฤษฎีกาการเวนคืนอย่างน้อยใช้เวลาหนึ่งปี หลังจากนั้นถึงจะสำรวจพื้นที่ได้ ส่วนรายละเอียดเรื่องการจ่ายชดเชยก็ใช้เวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี จึงจะทำการออกแบบก่อสร้างได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;quot;โครงการในปี 62 จะเป็นการเวนคืนโดยส่วนใหญ่ ตรงไหนเวนคืนน้อยก็จะตั้งงบปี 63 ส่วนโครงการไหนเวนคืนมากก็ตั้งงบปี 64 ทำให้ปี 63 กรมจะไม่มีโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการบำรุงรักษาถนนในชนบท และอำนวยความปลอดภัยมากกว่า&amp;quot; นายพิศักดิ์ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นายพิศักดิ์ กล่าวว่า นโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจราจร ไม่ต้องการให้เป็นการขยายถนนบนถนนเดิมซึ่งมีชุมชนหนาแน่นอยู่แล้ว หรือไปตัดผ่านชุมชนหนาแน่น เพราะทำให้ประชาชนเดือดร้อน และพื้นที่แพงทำให้ค่าก่อสร้างสูง ทำไมเราไปตัดพื้นที่ที่ประชาชนน้อยค่าเวนคืนถูก สิ่งที่ตามมาจะมีการพัฒนาพื้นที่ เกิดการขยายเมืองออกไป จึงถือเป็นการกระจายการจราจรไปอีกด้านหนึ่ง แนวทางนี้ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากกว่า ดังนั้นสิ่งนี้ที่กำลังดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการสอดรับในส่วนการแก้ไขปัญหาจราจร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนุนท่องเที่ยวรองรับเอสอีซี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นายพิศักดิ์ กล่าวว่า จากนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองของรัฐบาล กรมจึงได้เร่งศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเลียบชายฝั่งทะเลตะวันตกของอ่าวไทย ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องจากโครงการไทยแลนด์ริเวียร่า &amp;nbsp;โดยจะดำเนินโครงการถนนเรียบชายฝั่งทะเลตะวันตก (The Royal Coast) จากจังหวัดเพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร และระนอง 515 กิโลเมตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นอกจากนี้ ยังได้รับการร้องขอจากกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยให้ดำเนินการต่อขยายถนนเลียบชายฝั่งทะเล เริ่มจากอำเภอละแม จังหวัดชุมพร ไปจนถึงอำเภอเทพา จังหวัดสงขลา &amp;nbsp;เพื่อเสริมศักยภาพการท่องเที่ยวตามแนวชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกให้มีความสมบูรณ์และใช้ประโยชน์ได้สูงสุด อีกทั้งสามารถเป็นเส้นทางสำรองของถนนสายหลักในกรณีฉุกเฉิน &amp;nbsp;แต่เนื่องจากเส้นทางช่วงดังกล่าวส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่อนุรักษ์และมีความอ่อนไหวต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างเช่นป่าชายเลน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น กรมทางหลวงชนบทได้ใช้งบประมาณเหลือจ่ายปี 2561 จำนวน 9.5 ล้านบาท เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเลียบชายฝั่งตะวันตกของอ่าวไทย &amp;nbsp;(ช่วงส่วนต่อขยาย) ครอบคลุมพื้นที่สี่จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชุมพร จ.สุราษฎร์ธานี จ.นครศรีธรรมราช และ จ.สงขลา ระยะทางทั้งสิ้น 578 กิโลเมตร โดยมีจุดเริ่มต้นที่ ต.ละแม อ.ละแม จ.ชุมพร และสิ้นสุดที่ ต.ปากบาง อ.เทพา จ.สงขลา ระยะเวลาดำเนินงาน 210 วัน เริ่มต้นสัญญาวันที่ 18 มิถุนายน 2561 สิ้นสุดสัญญาวันที่ 13 มกราคม 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ทางกรมยังอยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อเชื่อมกับเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (เอสอีซี) กับชุมชน แต่ต้องรอแนวคิดจากรัฐบาลก่อนว่ามีแนวคิดในเชิงภาคใต้อย่างไร แต่จากนโยบายที่ได้รับทราบมาจะนำโครงการไทยแลนด์ริเวียร่าเข้ามาในแผนดังกล่าว ในส่วนของกรมจะนำกรอบการท่องเที่ยวมาไว้ตรงนี้ และมองว่าหากนำมาไว้ในแผนการสนับสนุนงบประมาณจะมีมากกว่า แต่อย่างไรก็ตาม ต้องรอดูกรอบนโยบายจากรัฐบาลก่อน เนื่องจากยังไม่ได้กำหนดพื้นที่ที่ชัดเจน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;กัลยา ยืนยง รายงาน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24879</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทางหลวงชนบท, ชุมชน, ทช., พิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน, สิทธิประโยชน์, อีอีซี, เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้, เอสอีซี, โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก, โครงสร้างพื้นฐาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181223/image_big_5c1f6b3a34da8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22461</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/11/2018 19:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/11/2018 07:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>TPIPL ฟุ้งตลาดปูนปี 62 สดใส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;TPIPL ฟุ้งแน้วโน้มตลาดปูนซีเมนต์ปี 2562 สดใส รับปัจจัยบวกโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐเดินหน้าเต็มสูบ หนุนความต้องการใช้ปูนของตลาดเพิ่มขึ้น 15-20 ล้านตัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 พ.ย.62- นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ทีพีไอ โพลีน (TPIPL) ผู้ผลิตและจำหน่ายปูนซีเมนต์ เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดซีเมนต์ปี 62 คาดว่าจะเติบโตได้ดี เนื่องจากมีปัจจัยบวกจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ ทั้งโครงการที่กำลังก่อสร้าง และเตรียมเปิดการประมูลในเร็ว ๆ นี้ เช่น โครงการมอเตอร์เวย์บางปะอิน-โคราช, โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาเพื่อเป็นศูนย์กลางการบินในภาคตะวันออก, โครงการขยายสนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2, โครงการพัฒนารถไฟเชื่อม 3 สนามบิน, โครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงและส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายต่าง ๆ ส่งผลดีต่อความต้องการใช้ซีเมนต์ที่เพิ่มขึ้นอีก 15-20 ล้านตัน จากปัจจุบันความต้องการใช้ของตลาดในประเทศและส่งออกรวมปีนี้ 35-36 ล้านตัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ภาพรวมตลาดซีเมนต์ปีนี้ได้ผ่านช่วงชะลอตัวไปแล้วและกำลังเข้าสู่วัฏจักรขาขึ้น โดยบริษัทประเมินว่าในปีหน้าหากรัฐบาลสามารถเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานได้ตามแผนงานที่วางไว้ รวมทั้งการพัฒนาส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายต่าง ๆ จะทำให้เกิดการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ตามแนวรถไฟฟ้าและรอบสถานี ส่งผลให้มีความต้องการใช้ซีเมนต์เพื่อการก่อสร้างโครงการต่าง ๆ ปรับเพิ่มขึ้น&amp;rdquo; นายประชัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ปี 61 &amp;nbsp;บริษัทมีกำไรสุทธิ 477 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 264.82% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน 290 ล้านบาท ส่งผลให้ผลการดำเนินงาน 9 เดือนปีนี้ มีกำไรสุทธิ 772 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 248.10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีขาดทุน 521 ล้านบาท &amp;nbsp;ซึ่งมาจากปัจจัยมาจากยอดขายปูนซีเมนต์ในประเทศที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะงานก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐและโครงการก่อสร้างของภาคเอกชน เช่น โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายต่าง ๆ โครงการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ &amp;nbsp;และรายได้จากธุรกิจการขายไฟฟ้าของบริษัทย่อยที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22461</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทีพีไอ โพลีน, บางปะอิน-โคราช, ประชัย เลี่ยวไพรัตน์, ปูน, ปูนซีเมนต์, มอเตอร์เวย์, สนามบินอู่ตะเภา, โครงสร้างพื้นฐาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180529/image_big_5b0d55eb95344.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18344</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/09/2018 19:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/09/2018 19:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุยโครงสร้างพื้นฐานเปิดทาง&quot;อีอีซี&quot;  (สถานีอีอีซี)</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คอลัมน์สถานีอีอีซี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในโลกปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปแล้ว อุตสาหกรรมกลายเป็นอุตสาหกรรมอีกแบบ ซึ่งขณะนี้ได้เปลี่ยนไปผลิตหุ้นยนต์และทางด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ก็มีการพัฒนาไปอีกแบบ ดังนั้นหากประเทศไทยต้องก้าวไปอีกขั้น สิ่งที่รัฐบาลคิดและต้องกระโดดขึ้นไปให้ทันโลก โดยเป็นโลกดิจิทัลโลกของนวัตกรรม โดยเอาฐานเดิมแผนพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีสเทิร์นซีบอร์ด) มาต่อยอดให้เป็นไทยแลนด์ 4.0 ดังนั้นจะสังเกตว่าอีสเทิร์นซีบอร์ด หรืออีอีซีนั้น ได้ความคิดมาจาการต่อยอดของเดิมที่มีอยู่แล้ว ใช้ฐานเดิมที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เพื่อให้โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก &amp;nbsp;(อีอีซี) เดินไปสู่จุดหมายที่รัฐบาลต้องผลักดันให้เกิดขึ้น จึงต้องมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมารองรับภาคอุตสาหกรรมที่จะเข้ามาลงทุน ดังนั้นกระทรวงคมนาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องรับหน้าที่ดำเนินการเรื่องนี้ให้เกิดเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลัก ได้จัดทำแผน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ดังนั้น นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ผู้อำนวยการ สนข. เปิดเผยว่า อีสเทิร์นซีบอร์ดถือว่าประสบความสำเร็จเป็นกลไกสำคัญที่สร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่ประเทศ ถือว่าเป็นผลงานชิ้นโบแดง และเพื่อให้โครงการอีอีซีเดินหน้าต่อไป จึงจำเป็นต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับ
ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเกือบ 1 ล้านล้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมทำแผนโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคทั้งหมด 168 โครงการ ใช้งบลงทุนประมาณ 988,950 ล้านบาท แบ่งเป็น 3 ระยะ ในส่วนของ ระยะแรก 99 โครงการ ใช้เงินประมาณ 300,000 ล้านบาท ระหว่างปี 2560-2561 อาทิ โครงการพัฒนารถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (สนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินดอนเมือง) ซึ่งคาดว่าขณะนี้มีเอกชนสนใจเข้าซื้อซองร่างขอบเขตการประมูล หรือ TOR จำนวน 31 ราย คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จเปิดดำเนินการภายในปี 2566&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานที่อู่ตะเภา (MRO) การลงนามความร่วมมือด้านการลงทุนระหว่าง บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท แอร์บัส ภายใต้โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก สำหรับรูปแบบการลงทุน ทางการบินไทยและแอร์บัสจะใช้เงินลงทุนประมาณ 3,977 ล้านบาท เพื่อจัดหาและติดตั้งอุปกรณ์เท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ภาครัฐจะเป็นผู้ก่อสร้างอาคารศูนย์ซ่อมและอาคารประกอบทั้งหมด เงินลงทุนประมาณ 6,333 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้โครงการดังกล่าวมีอัตราผลตอบแทนที่ 14% ระยะเวลาคืนทุน 9 ปี โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการในเดือน &amp;nbsp;ก.ค.2565 อย่างไรก็ตาม โครงการนี้จะสามารถเริ่มงานก่อสร้างได้ในปลายปี 2561 ซึ่งจะช่วยให้การรื้อย้ายศูนย์ซ่อมเดิมและส่งมอบพื้นที่ให้ผู้ลงทุนอาคารผู้โดยสาร 3 ได้ ภายในปลายปี 2563 สามารถร่นระยะเวลาการเปิดให้บริการลงมาเป็นปี 2564 ทำให้ไม่กระทบกับแผนการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารแห่งที่ 3 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการซ่อมอากาศยานของการบินไทยไม่มาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา เพื่อเป็นเมืองการบินภาคตะวันออก มูลค่า 2 แสนล้านบาท หรือ 6 พันล้านดอลลาร์ในวันนี้แล้ว ขั้นตอนต่อไปจะประกาศเชิญชวนเอกชนร่วมลงทุนได้ภายในเดือน ต.ค.61 และให้ผู้สนใจยื่นข้อเสนอประมาณเดือน ม.ค.-ก.พ.62 จากนั้นจะประกาศผลการคัดเลือกได้ในช่วงประมาณเดือน ก.พ.62&amp;nbsp; โครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 คาดจะออก TOR ได้ในเดือนพฤศจิกายนปีนี้ กำหนดเสร็จปี 2567 และ ท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 จะออก TOR ได้ในเดือนกันยายนปีนี้ กำหนดเสร็จปี 2568
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยวัฒน์กล่าวว่า ในส่วนของท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3, ท่าเรือมาบตาพุดระยะที่ 3 รวมถึงโครงการมอเตอร์เวย์ก่อสร้างมอเตอร์เวย์ พัทยา-มาบตาพุด ระยะทาง 32 กิโลเมตร คาดว่าเปิดใช้ได้ภายในปี 2562 ที่จะเร่งดำเนินการภายในปีนี้ รวมถึงท่าเรือจุกเสม็ดทำแล้ว นอกจากนี้ยังมีถนนสายรองที่เป็นเส้นเลือดฝอย กระทรวงคมนาคมจะให้มีการเริ่มต้นภายในปีนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;quot;ทั้งหมดนี้ถือเป็นโครงการในระยะเร่งด่วน เป็นการเอาโครงการที่ทำมาแต่เดิมเอามาจับใส่เข้าไป แต่เลือกโครงการที่ส่งผลต่อกิจกรรมรองรับอุตสาหกรรมในอีอีซี ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานการท่องเที่ยว และเมืองสมาร์ทซิตี้ อย่างไรก็ตามทั้ง 99 โครงการนั้นได้มีการเดินหน้ามาตั้งแต่ปี 2560 โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องนำไปดำเนินการให้แล้วเสร็จ จะอ้างว่าไม่มีงบประมาณไม่ได้ เพราะอีอีซีเป็นเรื่องพิเศษของประเทศ สามารถไปเสนอของบประมาณได้ทั้งหมด&amp;quot; นายชัยวัฒน์กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแผนระยะกลาง ระหว่างปี 2562-2564 จะก่อสร้างรถไฟทางคู่เส้นทางแหลมฉบัง-มาบตาพุด และศรีราชา-ระยอง และเส้นทางแหลมฉบัง-ปราจีนบุรี เป็นประตูเชื่อมไปยังประเทศเพื่อนบ้านและภาคอีสาน โดยจะดึงแรงงานภาคอีสานไปที่โรงงานภาคตะวันออกให้ได้โดยไม่ต้องเข้ากรุงเทพฯ ซึ่งหลังจากนี้ภาคตะวันออกจะกลายเป็นอุตสาหกรรมโรงงานขนาดใหญ่ จึงจำเป็นที่ไทยจะต้องมีการพัฒนาฝีมือแรงงานไทย โดยในระยะกลางมี 62 โครงการใช้เงินประมาณ 400,000 ล้านบาท พร้อมทั้งก่อสร้างทางวิ่งที่ 2 ท่าอากาศยานอู่ตะเภา เพื่อรองรับการขยายตัวด้านการบินด้วย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการระยะยาวตั้งแต่ 2565 หลักการต้องการจะทำให้อีอีซียั่งยืน เมื่อทั้ง 2 ระยะที่ผ่านมาเกิดขึ้นหลังจากนั้นต้องมองว่าทำอย่างไรให้โครงการเกิดความยั่งยืน 50 ปีอยู่ได้ ดังนั้นโครงการกิจกรรมต่างๆ เช่น รถไฟเชื่อมทวาย เชื่อมกัมพูชาต่อไปสินค้าจากเมียนมา, เวียดนาม และลาว มาทางรถไฟรวมถึงจีน ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญ รวมถึงการขยายแอร์คาโก้ หลังจากนี้ไปสินค้าจะไม่ใช่มาแค่อีอีซีอย่างเดียว มาจากประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้นจะเห็นว่าเรามี 3 เกตเวย์ ได้แก่ &amp;nbsp;1.ท่าเรือแหลมฉบัง 2.ท่าเรือมาบตาพุด และ 3.สนามบินอู่ตะเภา ดังนั้นโครงการต่อไปจะเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ใช้มาก โดยมีทั้งสิ้น 7 โครงการ ใช้งบประมาณ 2.5 แสนล้าน&amp;nbsp;
เชื่อมอ่าวไทยกับฝั่งอันดามัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยวัฒน์กล่าวว่า ความพร้อมในการเชื่อมกับประเทศเพื่อนบ้านในระยะต่อไป จะทำระรางเชื่อมประเทศเพื่อนบ้านต่อไปถึงชายแดน เมื่อพูดถึงการขนส่งสินค้า สิ่งที่เกิดขึ้นคือมูลค่าในการขนส่งด้านโลจิสติกส์สูงมาก ดังนั้นจึงหันกลับมามองท่าเรืออ่าวไทยฝั่งตะวันตก เช่น ประจวบคีรีขันธ์, หัวหิน, ชุมพร, สุราษฎร์ธานี และสงขลา ทั้งหมดนี้อยู่ในฝั่งอ่าวไทย แต่เมื่อกลับไปดูในฝั่งอันดามัน พบว่าท่าเรือมีน้อยมาก ซึ่งก่อนหน้านี้มีแผนที่จะสร้างท่าเรือใหญ่ปากบาราที่สตูล แต่ก็ไม่สามารถทำได้เนื่องจากเกิดการต่อต้านสูงมาก จึงเป็นได้ยากที่ปากบาราจะเกิด ถือว่าเสียดายโอกาสมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เรามีท่าเรือระนองอยู่ เพราะว่ามีศักยภาพที่จะพัฒนาได้ ดังนั้นจะใช้ท่าเรือระนองเป็นฐานท่าเรือสินค้าฝั่งอันดามันที่จะไปทางด้านตะวันตก ซึ่งมองถึงส่งไปถึงแอฟริกา, อินเดีย, บังกลาเทศ, ศรีลังกา และปากีสถาน ซึ่งมีประชากรเท่ากับประเทศจีน และปรากฏว่าเศรษฐกิจดีมากกำลังซื้อมีมาก
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น จึงมีแนวความคิดว่าทำไมเราถึงไม่เจรจาเพื่อทำการค้ากัน อาศัยเขาเป็นทางเป็นตลาดใหญ่เพื่อเข้าไปสู่ทางด้านตะวันออกกลาง ตรงนี้คือโอกาสของประเทศไทยไม่ใช่แค่จีนเพียงเท่านั้น ยังมีช่องแคบทางตะวันตกเราสามารถค้าขายกับเขาได้แ ละสินค้าไทยเป็นสิ่งที่นิยม ดังนั้นจึงเป็นที่มาของยุทธศาสตร์ทางภาคใต้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม การเชื่อมยุทธศาสตร์ภาคใต้เข้ากับอีอีซี &amp;nbsp; ขณะนี้ได้ศึกษาแนวเส้นทางรถไฟสายใหม่ เชื่อมโยงฝั่งอ่าวไทยกับฝั่งทะเลอันดามันจากชุมพร-ระนอง สำหรับการคมนาคมขนส่ง ส่งเสริมการท่องเที่ยว 2 ฝั่งทะเล และเชื่อมโยงไปยังท่าเรือน้ำลึกระนอง โดยโครงการมีมูลค่าลงทุน 45,844 ล้านบาท สำหรับแนวเส้นทางอยู่บริเวณพื้นที่ทางใต้ของสถานีรถไฟชุมพร และอยู่ด้านเหนือของสถานีรถไฟแสงแดด ขนานไปกับถนนเพชรเกษม ผ่านพื้นที่เขต อ.เมือง จ.ชุมพร อ.กระบุรี อ.ละอุ่น และ อ.เมือง จ.ระนอง จนสิ้นสุดโครงการที่บริเวณท่าเรือน้ำลึกระนอง ระยะทาง 102.79 กม. &amp;nbsp;และจากสถานีท่าเรือระนองจะมีเส้นทางแยก หรือ spur line เข้าสู่เมืองระนอง สิ้นสุดที่สถานีระนอง รวมเป็น 109 กม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ทุกโครงการจะต้องเริ่มต้นให้ได้ภายในรัฐบาลชุดนี้ &amp;nbsp;คือต้องให้ได้เซ็นสัญญาเริ่มต้นเดินหน้าโครงการได้ ถ้าไม่ได้ลงมือทำวันนี้ ประเทศต้องแกว่งแน่ๆ ถามว่ารัฐบาลได้ประโยชน์จากการทำพวกนี้ไหม คำตอบคือประเทศได้ประโยชน์ เพราะฉะนั้นอย่ามาโจมตีกันเลยว่าทำไปรัฐบาลหาเสียง รัฐบาลได้ประโยชน์จากโครงการ ผมว่าไม่ใช่ ทั้งหมดคือผลประโยชน์ของประเทศชาติ เรานิ่งมานานมาก 10-20 ปี เวียดนามเขาจะแซงแล้ว ส่วนมาเลเซียเราตามไม่ทันแล้ว ดังนั้นจึงต้องคิดยุทธศาสตร์ของประเทศแบบนี้&amp;quot; นายชัยวัฒน์กล่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า &amp;quot;การทำอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ การทำระบบคมนาคมใหม่ของประเทศจำเป็นต้องทำ เพราะมันเป็นพื้นฐานที่สุดของเศรษฐกิจ ถ้าไม่ทำ เราไม่มีทางจะพัฒนาระบบเศรษฐกิจได้เลย แล้วถ้าเศรษฐกิจของประเทศไม่ดี อย่างหวังว่าประชาชนจะกินดีอยู่ดี ไม่มีทาง ไม่มีการจ้างงาน ไม่มีเศรษฐกิจของประเทศ คนไทยจะไปทำอะไรกิน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดจะเห็นได้ว่าอีอีซีถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญได้เริ่มขึ้นอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นแผนการดำเนินงานที่ชัดเจนของรัฐบาล จึงไม่แปลกถ้าจะใช้อีอีซีเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญของเศรษฐกิจไทยในอุตสาหกรรมยุคใหม่ และทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาคึกคักได้ เห็นได้จากความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ และการตอบรับเป็นอย่างดีที่จะเข้ามาลงทุนในไทย คาดการณ์ได้เลยว่าจากนี้ไปเศรษฐกิจไทยสดใสอย่างแน่นอน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;กัลยา ยืนยง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18344</URL_LINK>
                <HASHTAG>การบินไทย, รถไฟความเร็วสูง, สถานีอีอีซี, สาธารณูปโภค, อู่ตะเภา, แอร์บัส์, โครงสร้างพื้นฐาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180924/image_big_5ba8de797bd06.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17043</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/09/2018 19:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/09/2018 08:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> “อภิศักดิ์” หนุนประกันทำแผนแม่บทปิดช่องเบี้ยไหลออกนอกประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;อภิศักดิ์&amp;rdquo; หนุนธุรกิจประกันทำแผนแม่บทประกันภัยในประเทศ กำหนดทิศทางพัฒนาธุรกิจให้มีความพร้อมรับทำประกันในโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน วงเงิน 3 ล้านล้านบาท ในอีก 4-5 ปีข้างหน้า ปิดช่องเบี้ยประกันไหลออกนอกประเทศ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
08 ก.ย.61- นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.การคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ &amp;ldquo;มิติใหม่ประกันภัยไทยในยุคดิจิทัลเพื่อประชาชน&amp;rdquo; ในงานสัปดาห์ประกันภัย 2561 ว่า ต้องการให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และธุรกิจประกันภัยไปร่วมกันจัดทำแผนแม่บทประกันภัยในประเทศ เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาธุรกิจภัยให้มีความพร้อมเข้าไปรับทำประกันในโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล เม็ดเงินลงทุน 3 ล้านล้านบาท ในอีก 4-5 ปีข้างหน้า รวมถึงการลงทุนเอกชน การเข้าสู่สังคมสูงวัย ประกันสุขภาพ หรือประกันภัยพืชผลที่จะมีมาอีกเยอะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมได้คุยกับ คปภ.ว่าตอนนี้เป็นโอกาสของธุรกิจประกัน จะทำอย่างไรให้เบี้ยประกันเหล่านี้อยู่ในประเทศให้ได้ ไม่ใช่เพราะเราบริษัทเล็ก ประกันมาแล้วก็ต้องส่งเบี้ยประกันออกไปต่อให้บริษัทรับประกันต่างประเทศ ก็ถือเป็นเรื่องน่าเสียดาย ซึ่งเรื่องนี้เอกชน และคปภ.ต้องเร่งคุยกันไม่ให้เบี้ยประกันรั่วไหลออกไป รวมถึงควรสนับสนุนให้บริษัทประกันไทยที่เข้มแข็ง สามารถออกไปลงทุนแข่งนอกประเทศ เพราะตอนนี้ทั่วโลกเค้าเรียกร้องให้เปิดเสรีภาคการเงินกันหมดแล้ว เราจะมามัวปกป้อง และเห็นประกันภัยไทยแคระแกน โตแต่ในประเทศอย่างเดียว&amp;rdquo; นายอภิศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ปัจจุบันขนาดอุตสาหกรรมประกันภัยของไทยยังเล็กมาก &amp;nbsp;มีเบี้ยประกันทั้งระบบเพียง 3.9 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 28-29% ของจีดีพี ยิ่งเมื่อเทียบกับธุรกิจการเงินประเภทอื่นก็ยิ่งน้อย เช่น ธนาคาร หรือตลาดหุ้นซึ่งมีมูลค่าเกิน 120% ของจีดีพีไปหมดแล้ว ซึ่งแม้ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาจะมีความพยายามแต่ยังน้อยอยู่ อย่างไรก็ตามต่อไปธุรกิจประกันน่าจะโตได้ โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลกำลังลงทุนปรับเปลี่ยนประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอภิศักดิ์ กล่าวอีกว่า การวางแผนแม่บทตอนนี้จะไม่ใช่แค่การอนุญาตออกผลิตภัณฑ์ หรือกำกับดูแลธรรมาภิบาล จะต้องกำหนดทิศทางให้ตรงกับโลกที่เปลี่ยนไปได้ ทั้งเรื่องเทคโนโลยี การติดต่อสื่อสารของโลก ตัวอย่างเช่น แผนแม่บทของธนาคารพาณิชย์หลังเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ก็ทำให้ธนาคารไทยเข้มแข็งรับมือวิกฤตอื่นได้ แต่จุดอ่อนก็คือยังเน้นการโตแต่ในประเทศ ต่างจากมาเลเซีย สิงคโปร์ ที่กำหนดแผนแม่บทส่งเสริมให้มีธนาคารขนาดใหญ่ ออกไปแข่งขันในระดับภูมิภาค หรือระดับโลกได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17043</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลัง, ประกัน, ประกันภัยพืชผล, ประกันสุขภาพ, อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์, โครงสร้างพื้นฐาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180110/5a55bdeb39d89.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
