<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>29049</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/02/2019 16:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/02/2019 16:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตือน&quot;โคลนพุ&quot; กิน-ดื่ม เสี่ยงตาย เจอโรคติดเชื้อไข้ดิน- ฉี่หนู </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
13ก.พ.62-นพ.กิตติ์พงศ์ สัญชาตวิรุฬห์ ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 นครราชสีมากล่าวว่า โรคติดต่อจากการสัมผัสดิน โคลนพุ น้ำ ที่ปนเปื้อนเชื้อโรค โดยเฉพาะโรคติดต่อสำคัญได้แก่ โรคเมลิออยโดสิสหรือโรคไข้ดิน เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในดินและน้ำ จากการสัมผัสเชื้อในดินหรือน้ำ การกินอาหารหรือดื่มน้ำที่มีเชื้อปนเปื้อน และผ่านทางการหายใจ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีไข้สูง มีอาการคล้ายปอดอักเสบติดเชื้อ โรคเลปโตสไปโรสิสโรคไข้ฉี่หนู สามารถติดต่อสู่คนจากการสัมผัสดิน โคลน น้ำ ที่ปนเปื้อนเชื้อ โดยเชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนังตามรอยแผล รอยขีดข่วน เยื่อบุตา จมูก ปาก หรือผิวหนังปกติที่แช่น้ำเป็นระยะเวลานาน รวมถึงการรับประทานสิ่งที่ปนเปื้อนเชื้อ ผู้ป่วยที่ติดเชื้อโรคไข้ฉี่หนูจะมีไข้ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อโดยเฉพาะน่อง อาจมีเลือดออกใต้เยื่อบุตาขาว เชื้อโรคอาจเข้าไปทำลายอวัยวะภายในเช่น ไต ทำให้ไตวายและเสียชีวิตได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.กิตติ์พงศ์ สัญชาตวิรุฬห์ กล่าวต่อไปว่า จากกรณีโคลนผุดกลางทุ่งนาแล้วชาวบ้านนำดินโคลนไปพอกตัว รักษาโรคปวดเมื่อย พอกหน้า รวมถึงดื่มกิน ตามความเชื่อว่าเป็นโคลนวิเศษสามารถรักษาโรคต่างๆ&amp;shy;&amp;shy;&amp;shy; ได้นั้น อาจทำให้ติดเชื้อโรคไข้ดิน โรคไข้ฉี่หนู ซึ่งเป็นโรคติดต่อที่ทำให้เสียชีวิตได้ ไม่ควรนำมาดื่มกินหรือสัมผัสดินโคลน รับประทานอาหารที่สุก ร้อน สะอาด ดื่มน้ำต้มสุก สวมถุงมือยางและรองเท้าบูททุกครั้งเมื่อจำเป็นต้องสัมผัสดิน โคลน น้ำ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29049</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.กิตติ์พงศ์ สัญชาตวิรุฬห์, สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 นครราชสีมา, โคลนพุ, โรคฉี่หนู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190213/image_big_5c63e6ba57d52.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29037</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/02/2019 14:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/02/2019 14:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักธรณีวิทยาเตือน! &#039;โคลนพุ&#039; ค่าด่างสูงเทียบเท่าผงซักฟอก อย่าดื่มหรือทาตัว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักทรัพยากรธรณี เผยปรากฏการณ์โคลนพุ &amp;nbsp;ผุดกลางทุ่งนา ที่ &amp;nbsp;จ.นครราชสีมา เกิดจากน้ำใต้ดินทำปฏิกิริยากับแร่ในดินแล้วเกิดการพองตัวดันผ่านรอยแตกของพื้นดิน ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่ามีค่าความเป็นด่างสูง เทียบเท่าผงซักฟอก เตือนอย่านำไปกินหรือหากนำไปทาตัวทาหน้าอาจเกิดอาการแพ้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.พ.62 - ที่สำนักงานทรัพยากรณีเขต 2 จ.ขอนแก่น นายประดิษฐ์ นูเล นักธรณีวิทยาชำนาญการ สำนักงานทรัพยากรธรณีเขต 2 (ขอนแก่น) กรมทรัพยากรธรณี ให้สัมภาษณ์ว่า&amp;nbsp;จากปรากฏการณ์ &amp;ldquo;โคลนพุ&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;โคลนผุด&amp;rdquo; ที่เกิดขึ้นกลางทุ่งนาในพื้นที่บ้านหนองกุงน้อย ต.โคกกระเบื้อง อ.บ้านเหลื่อม จ.นครราชสีมา ขณะนี้นักทรัพยากรธรณีได้ลงพื้นที่ตรวจสอบแล้วพบว่ามีลักษณะของโคลนไหลออกมาจากรู หรือรอยแยกบนผิวดินกว่า 20 จุด คณะทำงานได้เก็บตัวอย่างน้ำมาตรวจวิเคราะห์แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประดิษฐ์ กล่าวว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวเรียกว่า &amp;ldquo;โคลนพุ&amp;rdquo; เกิดจากปัจจัย 3 ส่วนประกอบด้วยน้ำบาดาล หรือน้ำใต้ดินที่มีแรงดันหลังทำปฏิกิริยากับแร่ดิน ส่วนใหญ่เป็นดินชนิดมอนต์มอริลโลไนต์ ที่มีทั้งโซเดียมมอนต์มอริลโลไนต์ แคลเซียมมอนต์มอริลโลไนต์ และแคลไซต์มอนต์มอริลโลไนต์ ที่มีคุณสมบัติเมื่อถูกน้ำจะพองตัว ประกอบกับเจอรอยแตกแยกของพื้นดินจึงผุดขึ้นมา ซึ่งในภาคอีสานพบเจอหลายแห่ง สังเกตได้จากชื่อหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ ที่มักมีคำว่า &amp;quot;น้ำผุด&amp;quot; ต่อท้ายชื่อสถานที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประดิษฐ์ กล่าวอีกว่า สำหรับประชาชนในพื้นที่ที่นำโคลนไปดื่มกินนั้น ไม่ขอแนะนำและไม่สมควรอย่างยิ่ง เพราะจากการวิเคราะห์ค่ากรดด่างขอน้ำในจุดดังกล่าวพบว่ามีค่าด่างค่อนข้างสูง ถึง 9.7 ขณะที่บางคนนำไปทาตัวแล้วบอกว่ารักษาอาการเจ็บป่วยได้นั้นถือเป็นความเชื่อ เพราะผลวิเคราะห์ในเบื้องต้นที่มีสารมอนต์มอริลโลไนต์ที่เมื่อถูกน้ำจะพองแห้งจะตึง จึงเชื่อกันว่าจะทำให้ผิวหนังเต่งตึง อย่างไรก็ตามขอย้ำว่าไม่แนะนำให้ทาตัวเพราะน้ำโคลนนี้มีความเป็นด่างค่อนข้างสูงเทียบเท่าผงซักฟอก ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29037</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทรัพยากรธรณี, ปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยา, ปรากฏการณ์โคลนพุ, สำนักงานทรัพยากรณีเขต 2 จ.ขอนแก่น, โคลนผุดกลางทุ่งนา, โคลนพุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190213/image_big_5c63c941a6719.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
