<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>76460</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/09/2020 07:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/09/2020 07:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอมนูญ&#039;เผยโรคไวรัสโควิด-19 เป็นแล้วเป็นซ้ำได้อีก-กลายพันธุ์อยู่ตลอด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
4 ก.ย.63- นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC ว่า มีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โรคไวรัสโควิด-19 เป็นแล้วเป็นซ้ำได้อีก รายงาน 3 คนแรกเป็นครั้งที่ 2 อาการน้อยกว่าครั้งแรก เพราะร่างกายมีภูมิต้านทานจากการติดเชื้อครั้งแรก ทำให้มีอาการน้อย หรือไม่มีอาการเลย ยกเว้นรายงานล่าสุด
ผู้ป่วยชายชาวอเมริกันอายุ 25 ปี ปกติแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว วันที่ 25 มีนาคม มีอาการไอ เจ็บคอ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ ท้องเสีย วันที่ 18 เมษายน ตรวจรหัสพันธุกรรมพบว่าติดเชื้อโรคไวรัสโควิด-19 วันที่ 27 เมษายน หายเป็นปกติ วันที่ 9 และ 26 พฤษภาคม ตรวจรหัสพันธุกรรมซ้ำให้ผลเป็นลบ ผู้ป่วยสบายดี หายเป็นปกติ จนกระทั่งวันที่ 31 พฤษภาคม มีอาการไข้ ไอ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ ท้องเสีย เอกซเรย์ปอดปกติ แพทย์ให้กลับบ้าน วันที่ 5 มิถุนายน กลับมารพ.อีก ด้วยอาการไอ เหนื่อย ปวดกล้ามเนื้อ เอกซเรย์ปอดครั้งนี้พบปอดอักเสบทั้งสองข้าง วัดระดับออกซิเจนในเลือดต่ำ ต้องให้ออกซิเจน ตรวจรหัสพันธุกรรมพบติดเชื้อไวรัสโควิด-19&amp;nbsp; รหัสพันธุกรรมของเชื้อไวรัสโควิดครั้งที่ 2 แตกต่างกับครั้งแรก แพทย์วินิจฉัยว่าผู้ป่วยรายนี้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ครั้งที่ 2 ห่างจากการติดเชื้อครั้งแรก 48 วัน
หลังการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 คนส่วนใหญ่จะสร้างภูมิต้านทาน แต่ภูมิอาจอยู่ได้ไม่นาน ทำให้มีโอกาสเป็นซ้ำได้อีก แต่อาการจะน้อยกว่าครั้งแรก ที่น่าเป็นห่วงผู้ป่วยรายนี้เป็นซ้ำ แต่อาการหนักกว่าเดิม ทำให้สงสัยว่าภูมิต้านทานที่เกิดขึ้นจากการติดเชื้อครั้งแรกอาจส่งเสริมทำให้อาการติดเชื้อครั้งที่ 2 รุนแรง เหมือนกับไข้เลือดออกเป็นครั้งที่ 2 จะหนักกว่าครั้งแรก ทำให้มีความวิตกกังวลว่าการฉีดวัคซีนไวรัสโควิด-19 อาจทำให้คนที่ได้รับเชื้อไวรัสโควิด-19 ครั้งแรก มีอาการหนักกว่าคนที่ไม่เคยได้วัคซีน เหมือนกับวัคซีนไข้เลือดออกที่ถูกถอนออกจากประเทศฟิลิปปินส์หลังเริ่มใช้ได้ไม่นาน แต่ประเทศไทยยังให้ใช้วัคซีนไข้เลือดออกนี้อยู่
เชื้อไวรัสโควืด-19 กลายพันธุ์อยู่ตลอด เราต้องรอการศึกษาความปลอดภัยและประสิทธิภาพของวัคซีนโควิดระยะที่ 3 ในอาสาสมัครจำนวนหลายหมื่นคนซึ่งต้องใช้เวลาหลายเดือน เพื่อพิสูจน์ว่าวัคซีนที่ผลิตขึ้น ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพป้องกันได้อย่างน้อยร้อยละ 50 ถึงจะอนุญาตนำมาใช้กับคนทั่วไปได้ ระหว่างรอวัคซีนคนไทยทุกคนต้องปฏิบัติตัวในยุคนิวนอร์มัล สวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง และล้างมือบ่อยๆเหมือนเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76460</URL_LINK>
                <HASHTAG>การแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19, นพ. มนูญ ลีเชวงวงศ์, โควิด-19กลายพันธุ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200521/image_big_5ec67499796d4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68831</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/06/2020 12:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/06/2020 11:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เพจแพทย์ไทยฯ เผย2สถาบันวิจัยผู้ค้นพบ&quot;ซาร์ส&quot;ยันเชื้อโควิด-19 กลายพันธุ์ตั้งแต่มี. ค.จากนั้นโจมตีอิตาลี-นิวยอร์กอย่างโหดเหี้ยม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16มิ.ย.63-เพจแพทย์ไทยไอเดียสุด ได้รายงานว่า 2สถาบันในสหรัฐ ที่เคยค้นพบความลับชองโรค SARs ตัวแรก &amp;nbsp;ออกมาระบุว่า โคโรนาไวรัส สายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือโควิด -19 &amp;nbsp;ได้มีการกลายพันธุ์ ตั้งแต่เดือนมี.ค.ที่ผ่านมาดังนี้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เปิดเผยครั้งแรก​ ​!! เจอหลักฐาน Covid19​ กลายพันธุ์ล่าสุด​หลังเริ่มระบาด ​จนอาจทำให้โจมตีทั้งสหรัฐ​ อิตาลีอย่างรวดเร็ว​ รุนแรง​ และโหดเหี้ยม​ ​... สื่อระดับโลก​ Reuters​ ตีข่าวนักวิจัย​ 2​ คู่หูของสถาบัน​ Scripps Research​ ของสหรัฐที่เคยวิจัย​เจอความลับของ SARS​ ตัวแรกเมื่อปี 2003 กลับมาเจอความลับที่สำคัญอีกอย่างของ​ SARS-COV-2​ อีกครั้ง​
.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;#ความลับCovid19​ ตอนที่​ 11​ -​ สิ่งที่เคยคิดไว้​ เป็นจริงจนได้​ &amp;quot;มันกลายพันธุ์&amp;quot; เป็น​ 1​ ในเหตุผลที่โจมตีในแต่ละที่​ แต่ละประเทศ ไม่เหมือนกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไวรัสก็พยายามปรับตัวเพื่ออยู่รอด !! &amp;hellip; มันพยายามมี New Normal เหมือนกัน
เราคนไทย​อย่าไปยอมไวรัส เรามีจุดได้เปรียบคืิ​อ​ &amp;quot;เราสามารถมีสติ​ ก่อเกิดปัญญาในการปรับตัว&amp;quot; ได้​ เราจะเป็น​ ​... &amp;quot;New​ Normal​ แบบมีสติ&amp;quot; ... กัน​ ดีไหมครับ​ !?!
.
SARS-CoV-2 มีการกลายพันธ์ที่ตำแหน่งยีน D614G จนทำให้ส่วนปลายของไวรัส หรือที่เรียกว่า Viral Spike (S) Protein ทำให้สามารถบุกเข้าจู่โจมเซลล์ของคนได้ง่ายขึ้น ทำให้สามารถโจมตีอิตาลี และสหรัฐได้ดีกว่าตอนแรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการเพาะเชื้อไวรัสที่มีการกลายพันธ์จะมีคุณสมบัติในการทำให้ติดเชื้อง่ายขึ้น โดยการเพิ่มจำนวนของ functional spikes บนผิวของไวรัส 4-5 เท่าทำให้เข้าเซลล์ได้ง่ายขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Spike ที่ทำให้ไวรัสตัวนี้มีรูปร่างคล้ายมงกุฎ (Corona) นั้นจะเป็นตัวจับตัวรับบนเซลล์มนุษย์ที่ชื่อ ACE2 โดย D614G จะทำให้แกนของ Spike เพิ่มความยืดหยุ่น ทำให้ไวรัสสามารถออกจากเซลล์ที่ติดเชื้อไปแล้ว เพื่อบุกเข้าเซลล์เป้าหมายโดยพลาดเป้าหมายน้อยลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลของวิจัยนั้นชัดเจนที่ว่า ไวรัสนั้นคงอยู่ได้แน่นอนกว่าจากการกลายพันธ์นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่อย่างไรก็ตาม ต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในการศึกษาทางระบาดวิทยามากขึ้นเพื่อยืนยันผลการทดลองในการสังเกตุจากการเพาะเชื้อในห้องทดลอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่โชคดีที่ภูมิคุ้มกันจากเลือดของผู้ติดเชื้อนั้นยังสามารถยับยั้งเชื้อได้ทั้งแบบปกติกับกลายพันธ์ได้ผลพอ ๆ กัน ทำให้วัคซีนนั้นยังมีความหวังอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Dr. Choe และ Dr. Farzan ได้ศึกษาเชื้อ coronaviruses มาประมาณ 20 ปีตั้งแต่ ทั้ง 2 คนคือผู้ค้นพบว่าเชื้อ SARS ตัวแรกเมื่อปี 2003 นั้น บุกเข้าเซลล์โดยผ่านทาง ACE2 receptor ซึ่ง SARS-CoV-2 ก็ยังใช้เส้นทางเดียวกันตัวแรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;SARS-CoV-2 มีปลายแหลม หรือ Spikes แบบ 2 ปลาย ซึ่งแตกต่างจาก SARS ตัวแรกที่มีปลายเดียว โดยเรียกว่า S1 และ S2 ในช่วงแรก ปลายทั้ง 2 ที่แตกออก ทำให้ยังไม่แข็งแรงมาก แต่หลังจากกลายพันธ์ Spikes แตกตัวมาเป็น 2 ปลายน้อยลง ทำให้ Spikes ที่พร้อมทำงานมีมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การกลายพันธ์ D614G นั้น ทำให้มีการเปลี่ยนตัว amino acid จาก aspartic acid ไปเป็น glycine ทำให้มีความอ่อนตัวได้ดีขึ้น โดยเริ่มพบการกลายพันธ์ครั้งแรกในเดือนมีนาคมจากการตรวจไวรัสที่เก็บไว้ในธนาคารพันธุกรรม GenBank database โดยในเดือนกุมภาพันธ์นั้น ยังไม่เจอการกลายพันธ์ เดือนมีนาคมเจอประมาณ 1 ใน 4 พอในเดือนพฤษภาคมเจอถึง 70 %&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไวรัสก็พยายามปรับตัวเพื่ออยู่รอด !! &amp;hellip; มันพยายามมี New Normal เหมือนกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่า การกลายพันธ์ทำให้ไวรัสก่อโรคได้รุนแรงขึ้น หรือเพิ่มอัตราการเสียชีวิต แต่พบว่ามีรายงานจากตัวอย่างที่พบจากคนไข้ใน ICU ทั้งจาก New York และหลาย ๆ แห่ง ส่วนใหญ่เป็นไวรัสตัวที่กลายพันธ์
.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิจัยตัวเต็มตามอ่านได้ที่นี่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;The D614G mutation in the SARS-CoV-2 spike protein reduces S1 shedding and increases infectivity
https://www.scripps.edu/&amp;hellip;/20200611-choe-farzan-sars-cov-2-s&amp;hellip;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;*** อ่านถึงตรงนี้​ คือ​ ได้ &amp;quot;รู้เขา&amp;quot; ​ รู้จักไวรัสมากขึ้น​
*** ถ้าอยาก​ &amp;quot;รู้เรา&amp;quot; ​ ให้มากขึ้น​ ตามอ่านตรงนี้อีก
https://www.facebook.com/100912971593787/posts/157888822562868/&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2​ ข้อนี้​ รวมกัน​ อาจจะทำให้เรา​เป็น​ 1​ ในประเทศที่โชคดี​ ที่ได้จุดเด่นจากทั้ง​ 2​ ข้อมารวมกัน​ เชื้อเลยอาจจะกระจายช้ากว่าบางประเทศก็เป็นได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ทั้งนั้น​ คงรวมถึงความร่วมมือของทุกฝ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมถึงมาตรการต่างๆ​ ที่ออกมาค่อนข้างไว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ใส่มาส์ก​ ล้างมือ​ ถือตัว&amp;quot; (ไม่เข้าใกล้-แตะต้องตัวกัน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68831</URL_LINK>
                <HASHTAG>SARS-COV-2​, Scripps Research​, เพจแพทย์ไทยไอเดียสุด, โควิด-19กลายพันธุ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200616/image_big_5ee847bae6978.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
