<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118268</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดกระทุ้ง“ยากจน”พุ่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ความยากจน&amp;rdquo; เป็นอีกประเด็นที่เกิดเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วงการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี หลายส่วนจำเป็นต้องปิดตัวลงเพราะทนแรงเสียดทานไม่ไหว จึงกลายเป็นประเด็นให้เกิดปัญหา &amp;ldquo;การว่างงาน&amp;rdquo; ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ครัวเรือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุด&amp;nbsp;สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต&amp;nbsp;ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อกรณี &amp;ldquo;ภัยสังคมในยุคโควิด-19&amp;rdquo;&amp;nbsp;กลุ่มตัวอย่างจำนวน&amp;nbsp;1,172&amp;nbsp;คน ระหว่างวันที่&amp;nbsp;19-23&amp;nbsp;ก.ย.2564&amp;nbsp;พบว่า เมื่อเปรียบเทียบก่อนมีโควิด-19&amp;nbsp;กับในยุคโควิด-19&amp;nbsp;ประชาชนคิดว่าความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินแย่ลง&amp;nbsp;72.78%,&amp;nbsp;ค่อนข้างวิตกกังวล 54.46% ส่วนภัยสังคมที่ประชาชนคิดว่าน่าเป็นห่วงมากที่สุดคือ ภัยจากออนไลน์ 68.66%&amp;nbsp;โดยมองว่าปัญหาภัยสังคมที่มีเพิ่มมากขึ้น เพราะ ปัญหาความยากจน ว่างงาน ชีวิต&amp;nbsp;ความเป็นอยู่ลำบาก 89.31% เคยมีประสบการณ์ประสบกับปัญหาภัยสังคม&amp;nbsp;34.17%&amp;nbsp;จากภัยสังคมในปัจจุบันทำให้ความรู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจผู้อื่นลดลง&amp;nbsp;65.90%&amp;nbsp;จึงควรเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจและความยากจน&amp;nbsp;85.82%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;วีณัฐ สกุลหอม&amp;rdquo; คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต&amp;nbsp;ระบุว่า&amp;nbsp;ภัยสังคมในยุคโควิด-19 มีต้นเหตุมาจากปัจจัยหลักๆ คือ ปัญหาทางสังคม เช่น การเลิกจ้างงาน รายได้ไม่พอกับรายจ่าย ความเป็นอยู่ยากลำบาก พฤติกรรมบริโภคนิยม ก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรมที่พัฒนามาในรูปแบบออนไลน์ ภัยเงียบเหล่านี้เป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้คุณภาพชีวิตคนไทยต่ำลง ส่งผลให้ชีวิตไม่มีความสุข ซึมเศร้า วิตกกังวล หวาดระแวงจากผู้คนรอบข้าง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นภัยสังคมที่ต้องเร่งแก้ไข
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สอดคล้องกับข้อมูลของ &amp;ldquo;ธนาคารโลก&amp;nbsp;(เวิลด์แบงก์)&amp;rdquo;&amp;nbsp;ที่ระบุว่า ในปี 2564 ผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ทำให้ภาคครัวเรือน มีอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น และภาคธุรกิจเอสเอ็มอีขาดรายได้ ทำให้ในปีนี้ประเทศไทยจะมีผู้ที่มีความยากจนเพิ่มขึ้นอีก&amp;nbsp;1.7&amp;nbsp;แสนคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยหากย้อนไปดูรายงานของธนาคารโลก ในปี&amp;nbsp;2563&amp;nbsp;เกี่ยวกับประเด็นเรื่องความยากจน จะพบว่าอัตราความยากจนของประเทศไทยเพิ่มขึ้น ภาคครัวเรือนมีความเปราะบางจากภาวะการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงและสภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำ โดยในช่วงไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ การเติบโตของรายได้และการบริโภคของครัวเรือนได้หยุดชะงักทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งครัวเรือนที่อยู่ในกลุ่มรายได้ต่ำล่างสุดของระดับการกระจายรายได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และจากข้อมูลพบว่า ระหว่างปี&amp;nbsp;2558-2561&amp;nbsp;อัตราความยากจนของประเทศไทยเพิ่มขึ้นจาก&amp;nbsp;7.21%&amp;nbsp;เป็น&amp;nbsp;9.85%&amp;nbsp;และค่าสัมบูรณ์ของประชากรที่อยู่ในภาวะยากจนเพิ่มสูงขึ้นจาก&amp;nbsp;4.85&amp;nbsp;ล้านคน เป็นมากกว่า&amp;nbsp;6.7&amp;nbsp;ล้านคน โดยประชากรในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือยากจนเพิ่มขึ้นกว่าครึ่งล้านคน ในช่วงเวลาดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่การระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง &amp;ldquo;ธนาคารโลก&amp;rdquo; ก็ได้มีการประเมินว่า ปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวจะส่งผลทำให้คนไทยยากจนเพิ่มขึ้นอีก&amp;nbsp;1.5&amp;nbsp;ล้านคน ส่วนผลกระทบด้านแรงงาน ในช่วงไตรมาส&amp;nbsp;2/2563&amp;nbsp;โควิด-19&amp;nbsp;ทำให้งานหายไป&amp;nbsp;3.4&amp;nbsp;แสนตำแหน่ง ชั่วโมงการทำงานลดลง&amp;nbsp;2-3&amp;nbsp;ชั่วโมง การว่างงานในกลุ่มคนหนุ่มสาวเพิ่มขึ้น ขณะที่ค่าจ้างลดลง และแม้ว่าปัจจุบันสถานการณ์ต่างๆ อาจจะเริ่มคลี่คลายขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับว่าตลาดแรงงานของไทยยังเต็มไปด้วย &amp;ldquo;ความเปราะบาง&amp;rdquo; เหล่านี้จะเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบไปยังรายได้ในการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และจะสะท้อนออกมาในรูปของ&amp;nbsp;หนี้ครัวเรือน&amp;nbsp;ในที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี&amp;nbsp;สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม&amp;nbsp;(สศช.)&amp;nbsp;หรือสภาพัฒน์&amp;nbsp;ที่ปัจจุบันอยู่ระหว่างการขับเคลื่อนการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่&amp;nbsp;13&amp;nbsp;โดยยืนยันว่าฉบับนี้จะแตกต่างจากแผนเดิมๆ ที่ผ่านมา จะมีการกำหนดภารกิจที่ต้องทำให้สำเร็จภายใน&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ปี พัฒนาประเทศ สร้างภูมิคุ้มกัน สร้างภูมิต้านทานเพื่อรองรับความเสี่ยงหรือวิกฤตที่อาจจะรุนแรงกว่าโควิด-19&amp;nbsp;ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และแน่นอนว่าในแผนพัฒนาฯ&amp;nbsp;13&amp;nbsp;ดังกล่าว ได้มีการบรรจุเรื่องการแก้ไขปัญหาความยากจนเข้าไปด้วย โดยมุ่งเป้าหมายที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของครัวเรือนยากจน รวมทั้งให้ความสำคัญกับการจัดความคุ้มครองทางสังคมอย่างเพียงพอต่อการดำรงชีวิตให้แก่คนไทยทุกช่วงวัย.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครองขวัญ รอดหมวน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118268</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ครองขวัญ รอดหมวน, โควิดกระทุ้ง“ยากจน”พุ่ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
