<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>105613</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/06/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/06/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมวิทย์จับตาไวรัสกลายพันธุ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไทยติดเชื้อเพิ่ม 2,419 ราย คร่าอีก 33 ชีวิต&amp;nbsp; หายป่วยเกือบ 3 พัน กทม.เจอคลัสเตอร์ใหม่แคมป์ก่อสร้างคอนโดฯ รวดเดียว 347 ราย สมุทรปราการโผล่อีก 4 กลุ่ม กรมวิทยาศาสตร์ฯ จับตาไวรัสกลายพันธุ์ 3 สายพันธุ์ ห่วงลูกผสม-ติดเชื้อต่างสายพันธุ์ในคนเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน เวลา 12.30 น.&amp;nbsp; นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงสถานการณ์ประจำวันว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 2,419 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 2,296 ราย มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 1,347 ราย มาจากการค้นหาเชิงรุก 949 ราย เป็นผู้ติดเชื้อในเรือนจำ 91 ราย เป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 32 ราย ในจำนวนนี้มีผู้ลักลอบเข้าเมืองผ่านช่องทางธรรมชาติ 2 ราย โดยเป็นนักศึกษาไทย อายุ 17 ปี มาจากมาเลเซีย และหญิงไทย อายุ 26 ปี&amp;nbsp; มาจากการกัมพูชา ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อสะสม 179,886 ราย&amp;nbsp; หายป่วยเพิ่มเติม 2,999 ราย หายป่วยสะสม 129,516 ราย&amp;nbsp; อยู่ระหว่างรักษา 49,101 ราย อาการหนัก 1,233 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 355 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม 33 ราย เป็นชาย 15 ราย&amp;nbsp; หญิง 18 ราย อยู่ใน กทม. 19 ราย สมุทรปราการ 6 ราย&amp;nbsp; ฉะเชิงเทรา ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สงขลา สระบุรี&amp;nbsp; นนทบุรี สิงห์บุรี และสมุทรสาคร จังหวัดละ 1 ราย ทำให้มีผู้เสียชีวิตสะสม 1,269 ราย ขณะที่สถานการณ์โลกมีผู้ติดเชื้อสะสม 174,048,559 ราย เสียชีวิตสะสม 3,743,935 ราย &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับ 5 จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่สูงสุด ได้แก่&amp;nbsp; กทม. 943 ราย สมุทรปราการ 321 ราย เพชรบุรี 265 ราย&amp;nbsp; ตรัง 106 ราย สมุทรสาคร 96 ราย ขณะที่ทั่วประเทศมีคลัสเตอร์ใหม่เกิดขึ้น 6 คลัสเตอร์ ในจำนวนนี้อยู่ใน จ.สมุทรปราการ 4 คลัสเตอร์ ประกอบด้วย โรงงานน้ำแข็ง ต.แพรกษา อ.เมืองสมุทรปราการ มีผู้ติดเชื้อ 55 ราย โรงงานผลิตสายนำสัญญาณ อ.เมืองสมุทรปราการ 63 ราย โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าสำเร็จรูป อ.พระประแดง 21 ราย และชุมชนวัดสำโรงเหนือ อ.พระประแดง 29 ราย นอกจากนี้ยังพบที่โรงงานค้าไม้ อ.เมืองสมุทรสาคร 21 ราย และบริษัทผลิตภาชนะพลาสติก อ.เมืองชลบุรี 6 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พร้อมกันนี้ กองระบาดวิทยายังนำเสนอชุดข้อมูลการระบาดในเรือนจำพื้นที่ กทม.และนนทบุรี ในรอบ 7 วันที่ผ่านมา มีเรือนจำที่พบผู้ติดเชื้อเกิน 100 ราย 4 แห่ง คือ&amp;nbsp; เรือนจำกลางคลองเปรม 124 ราย ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง 520 ราย ทัณฑสถานหญิงธนบุรี 136 ราย และเรือนจำกลางบางขวางนนทบุรี 1,879 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์การแพร่ระบาดใน กทม.ในรอบ 14 วันที่ผ่านมา มีการระบาดที่เป็นกลุ่มก้อน 53 คลัสเตอร์ โดยแบ่งขนาดคลัสเตอร์ตามจำนวนผู้ติดเชื้อ พบว่าคลัสเตอร์ที่มีผู้ป่วย 500 รายขึ้นไป หรือไซส์แอลมี 6 คลัสเตอร์ คือ 1.ชุมชนแออัดคลองเตย 2.สี่แยกมหานาค สะพานขาว ตลาดผลไม้ เขตดุสิต 3.แคมป์คนงานก่อสร้างอิตาเลียนไทย ซอยไผ่สิงโต เขตคลองเตย 4.คลองถมเซ็นเตอร์ เสือป่า วงเวียน 22 วรจักร โบ๊เบ๊ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย 5.ตลาดบางกะปิ เดอะมอลล์บางกะปิ และ 6.ไซต์ก่อสร้างอาคารรัฐสภา บริษัท ซิโน-ไทย เขตดุสิต คลัสเตอร์ที่มีผู้ป่วยไม่เกิน 499 ราย หรือไซส์เอ็ม มี 16 คลัสเตอร์ ในจำนวนนี้มีคลัสเตอร์ใหม่เป็นโครงการก่อสร้างคอนโดมิเนียม&amp;nbsp; One9Five ถนนพระรามเก้า พบผู้ติดเชื้อ 347 ราย จากคนงานทั้งหมด 528 ราย โดย กทม.กำลังเข้าไปสอบสวนโรค และคลัสเตอร์ที่มีผู้ป่วยไม่เกิน 100 ราย จำนวน&amp;nbsp; 31 คลัสเตอร์ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์&amp;nbsp; อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า จากการระบาดระลอกเดือน เม.ย.ถึง พ.ค.64 กรมฯ ได้เฝ้าระวังสายพันธุ์ที่น่ากังวล 3 สายพันธุ์ ประกอบด้วย สายพันธุ์อัลฟา&amp;nbsp; (อังกฤษ) จำนวน 3,595 ตัวอย่าง สายพันธุ์เบตา (แอฟริกาใต้) จำนวน 26 ตัวอย่าง และสายพันธุ์เดลตา (อินเดีย) จำนวน 235 ตัวอย่าง พบว่า 1.สายพันธุ์อัลฟาเป็นต้นเหตุของการระบาดในเดือน เม.ย.และ พ.ค.64 พบเกือบทุกจังหวัด และเข้ามาแทนสายพันธุ์ที่เคยระบาดอยู่ในประเทศไทย ทั้งนี้พบรายงานครั้งแรกในแคมป์หลักสี่ กรุงเทพฯ และมีการระบาดออกไปในภาคเหนือและภาคอีสานตามกลุ่มแรงงานที่เดินทางกลับบ้าน โดยพบแล้ว 235 คน หรือคิดเป็น&amp;nbsp; 6% โดยพบสูงสุดใน กทม. 206 คน นนทบุรี 2 คน&amp;nbsp; พิษณุโลก 2 คน สระบุรี 2 คน ร้อยเอ็ด 1 คน อุดรธานี 17&amp;nbsp; คน นครราชสีมา 2 คน อุบลราชธานี 1 คน สมุทรสงคราม&amp;nbsp; 1 คน บุรีรัมย์ 1 คน โดยกรณี จ.อุดรธานีพบเป็นจำนวนมากจากงานบายศรีสู่ขวัญ ขณะนี้กำลังเร่งสอบสวนโรคว่าเชื่อมโยงกับแคมป์คนงานก่อสร้างหลักสี่อย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.สายพันธุ์เดลตา พบรายงานครั้งแรกในเขตกรุงเทพฯ&amp;nbsp; และมีการระบาดออกไปในภาคเหนือและภาคอีสานตามกลุ่มแรงงานที่เดินทางกลับบ้านจากกรุงเทพฯ ในช่วงระบาด&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และ 3.สายพันธุ์เบตา พบรายงานครั้งแรกในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากสายพันธุ์นี้ระบาดในรัฐกลันตันของประเทศมาเลเซีย พบได้จากกลุ่มบุคคลที่เดินทางข้ามพรมแดนไทยและมาเลเซีย ซึ่งต้องเฝ้าระวังใกล้ชิดสำหรับผู้ป่วยในจังหวัด ปัตตานี สงขลา และนราธิวาส โดยสายพันธุ์นี้ตรวจพบ 26&amp;nbsp; คน โชคดีที่เชื้อยังไม่กระจายออกนอก จ.นราธิวาส แต่ยังวางใจไม่ได้ ต้องควบคุมให้อยู่ในพื้นที่ให้นานที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ศ.ดร.วสันต์ จันทราทิตย์ หัวหน้าศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี&amp;nbsp; มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เชื้อกลายพันธุ์ส่วนใหญ่เป็นเชื้อที่นำเข้ามาจากประเทศอื่น ยังไม่พบการกลายพันธุ์ที่พบได้เฉพาะในประเทศไทย ซึ่งการระบาดครั้งนี้มีการติดเชื้อใหม่เป็นจำนวนมาก ต้องเฝ้าระวังการกลายพันธุ์ในประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการระบาดของไวรัสกลายพันธุ์ใหม่&amp;nbsp; ไวรัสลูกผสม และการติดเชื้อต่างสายพันธุ์ในคนเดียวกันที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สายพันธุ์ที่น่ากังวลเป็นสายพันธุ์ที่มีการกลายพันธุ์ในตำแหน่งที่หลบหลีกภูมิต้านทานได้ ทำให้ประสิทธิภาพของวัคซีนลดลง จึงต้องมีการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ สายพันธุ์ดังกล่าวคือ เบตาและแกมมา ขอฝากประชาชนที่จะจ้างแรงงานต่างด้าวที่ลักลอบผ่านชายแดนเข้ามา ควรให้ความร่วมมือกับภาครัฐแจ้งเบาะแสเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของสายพันธุ์ที่น่ากังวล เพราะเชื้อเหล่านี้จะทำให้เกิดการระบาดรุนแรงในประเทศไทยได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า มีผู้ต้องขังติดเชื้อรายใหม่จำนวน 91 ราย รักษาหายเพิ่ม&amp;nbsp; 842 ราย เสียชีวิต 4 ราย ทำให้มีผู้ต้องขังติดเชื้อที่ยังอยู่ในการดูแลของกรมราชทัณฑ์ 13,008 ราย ซึ่งพบการแพร่ระบาดในเรือนจำ 12 แห่งเท่าเดิม และยังคงเข้มมาตรการป้องกันเชื้อ ส่วนกรณีของผู้ต้องขังที่เสียชีวิต 4 ราย จำแนกเป็นผู้ต้องขังที่เสียชีวิตที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ 3&amp;nbsp; ราย และที่โรงพยาบาลเรือนจำกลางบางขวาง 1 ราย โดยทั้ง&amp;nbsp; 4 รายเป็นผู้ต้องขังในกลุ่มเปราะบาง คือมีโรคประจำตัว เป็นโรคเบาหวาน และบางรายเป็นผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะความเสี่ยงต่อความรุนแรงของโรคที่สูง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นพ.พรณรงค์ ศรีม่วง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสมุทรปราการ เปิดเผยว่า พบผู้ติดเชื้อจำนวน&amp;nbsp; 321 ราย เป็นผู้ป่วยในพื้นที่จำนวน 310 ราย และโรงพยาบาลเอกชนรับมารักษาต่อในสมุทรปราการจำนวน 11 ราย เสียชีวิต 6 ราย ดังนี้ 1.ชายไทย อายุ 56 ปี มีโรคประจำตัวความดันโลหิตสูง เบาหวาน 2.หญิงไทย อายุ 89&amp;nbsp; ปี มีโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน อัลไซเมอร์ 3.หญิงไทย อายุ 50 ปี มีโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน 4.ชายไทย อายุ 71 ปี&amp;nbsp; มีโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน 5.ชายไทย อายุ 53 ปี มีโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน และ 6.หญิงไทย อายุ 44 ปี มีโรคเบาหวาน รวมเสียชีวิตสะสม 100 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คลัสเตอร์ใหญ่วันนี้อยู่ในเขต อ.เมืองสมุทรปราการ มีโรงงานน้ำแข็งเอ็มซี ซอยพุฒสี จำนวน 55 ราย บริษัท เกรซแลนด์ จำนวน 63 ราย เขตอำเภอพระประแดง โรงงานไฮเทค จำนวน 21 ราย ส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง ซึ่งส่วนใหญ่ถูกส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลสนาม&amp;nbsp; และชุมชนสำโรงเหนืออีกจำนวน 29 ราย รวมผู้ป่วยสะสมระลอกใหม่จำนวน 8,760 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศูนย์ข้อมูล COVID-19 จ.นนทบุรี รายงานว่าพบผู้ติดเชื้อทั้งหมด 71 ราย (คัดกรองเชิงรุก 16 ราย) สาเหตุติดเชื้อที่สำคัญมาจากแคมป์คนงาน ครอบครัว สถานที่ทำงาน&amp;nbsp; และตลาด เพศหญิง 37 ราย เพศชาย 34 ราย ต่างชาติ 7&amp;nbsp; ราย (เมียนมา 2 ราย กัมพูชา 5 ราย)
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.ตรัง พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 109 ราย จากคลัสเตอร์โรงงานนาเมืองเพชรพาราวู้ด 106 ราย อยู่ในพื้นที่ตำบลนาเมืองเพชร อ.สิเกา 105 ราย และตำบลนาวง อ.ห้วยยอด 1&amp;nbsp; ราย (กักตัวในโรงงาน) จากคลัสเตอร์ และจากคลัสเตอร์ร้านภาสินี อ.เมืองตรัง 3 ราย รวมยอดผู้ป่วยโควิดสะสมระลอกใหม่ 1,183 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.นราธิวาส นายสังคม เกิดก่อ นายอำเภอตากใบ&amp;nbsp; เปิดเผยว่า จะมีการเปิดหมู่บ้านในตำบลเกาะสะท้อน&amp;nbsp; ประกอบด้วย หมู่ 1 หมู่ 2 หมู่ 3 หมู่ 4 หมู่ 7 หมู่ 8 และหมู่ 9 เนื่องจากสามารถควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้แล้วตั้งแต่วันที่ 9 มิ.ย.นี้เป็นต้นไป โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัย และปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด งดการรวมตัวพบปะสังสรรค์ภายในหมู่บ้าน ตำบล และห้ามให้บุคคลจากหมู่ 5 และ หมู่ 6 เข้าออกพื้นที่หมู่บ้านของตนเองอย่างเด็ดขาด เพราะยังพบการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างไรก็ตาม ได้ประสานนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะสะท้อนเตรียมนำถุงยังชีพไปแจกประชาชนในหมู่ 5 และหมู่ 6 แล้ว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105613</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, จับตาไวรัสกลายพันธุ์, ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด, ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19, นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน, ศบค., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โควิด, โควิด 19, โควิด-19, โควิดกลายพันธุ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210607/image_big_60be253ec72d4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104670</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/05/2021 15:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/05/2021 15:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผวา เวียดนามเจอไวรัสลูกผสมอังกฤษ-อินเดีย แพร่ในอากาศได้เร็ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัฐบาลเวียดนามประกาศว่า ตรวจพบไวรัสโควิดกลายพันธุ์โดยเป็นลูกผสมระหว่างสายพันธุ์อินเดียกับสายพันธุ์อังกฤษ ที่มีคุณสมบัติสามารถแพร่เชื้อในอากาศได้รวดเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เวียดนามเคยประสบความสำเร็จในการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เมื่อปีที่แล้ว แต่ในปีนี้ เวียดนามพบการแพร่เชื้อในประเทศหลายครั้ง โดยเฉพาะนับตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน ซึ่งมีผู้ติดเชื้อรายใหม่คิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ติดเชื้อในประเทศขณะนี้ ซึ่งอยู่ที่ 6,908 คนในวันอาทิตย์ที่ 30 พฤษภาคม เสียชีวิต 47 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข่าวรอยเตอร์และเอเอฟพีรายงานว่า เหงียน ทัญ ลอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวต่อที่ประชุมโรคระบาดแห่งชาติเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า เวียดนามค้นพบไวรัสโควิด-19 ลูกผสมพันธุ์ใหม่ที่รวมลักษณะพิเศษของไวรัสสายพันธุ์เดิมที่มีอยู่ 2 ชนิด ที่พบครั้งแรกในอินเดียและสหราชอาณาจักร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ลักษณะเฉพาะของสายพันธุ์นี้คือแพร่กระจายอย่างรวดเร็วในอากาศ การกระจุกตัวของไวรัสในของเหลวในลำคอเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และแพร่กระจายไปยังสภาพแวดล้อมโดยรอบอย่างรุนแรงมาก&amp;quot; สื่อของทางการเวียดนามอ้างคำกล่าวของเหงียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถาบันสุขอนามัยและระบาดวิทยากลางแห่งเวียดนามเปิดเผยผ่านแถลงการณ์ในวันเดียวกันว่า นักวิทยาศาสตร์ของสถาบันตรวจพบการกลายพันธุ์ของยีนในตัวอย่างจากคนป่วย 4 ใน 32 ตัวอย่าง ผ่านการหาลำดับทางพันธุกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขเวียดนาม ก่อนหน้านี้เวียดนามพบไวรัสแพร่เชื้อในประเทศ 7 สายพันธุ์ย่อย ได้แก่ B.1.222, B.1.619, D614G, B.1.1.7 หรือที่รู้จักว่าไวรัสสายพันธุ์อังกฤษ และ B.1.351, A.23.1 และ B.1.617.2 หรือไวรัสสายพันธุ์อินเดีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ลองกล่าวว่า เวียดนามจะเผยแพร่ข้อมูลจีโนมไวรัสที่เพิ่งระบุสายพันธุ์ใหม่นี้ลงในแผนที่สายพันธุ์พันธุกรรมโลกในไม่ช้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบัน องค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) จัดให้ไวรัส SARS-CoV-2 หรือไวรัสโคโรนาก่อโรคโควิด 4 สายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ที่น่าห่วงกังวล ซึ่งประกอบด้วยสายพันธุ์อินเดีย, อังกฤษ, แอฟริกาใต้ และบราซิล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาเรีย แวน เคอร์โคฟ หัวหน้าฝ่ายเทคนิคด้านโควิด-19 ของดับเบิลยูเอชโอ กล่าวผ่านถ้อยแถลงทางอีเมลว่า ณ เวลานี้ ยังไม่มีการประเมินสายพันธุ์ไวรัสที่มีรายงานในเวียดนาม &amp;quot;สำนักงานประจำเวียดนามกำลังทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขในเวียดนาม และคาดว่าจะได้รับข้อมูลเพิ่มเติมโดยเร็ว&amp;quot; เธอกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แวน เคอร์โคฟ กล่าวด้วยว่า จากความเข้าใจในปัจจุบันของดับเบิลยูเอชโอ ไวรัสสายพันธุ์ที่ตรวจพบในเวียดนามคือ B.1.617.2 หรือที่รู้จักโดยทั่วไปว่าไวรัสสายพันธุ์อินเดีย ที่เป็นไปได้ว่ามีการกลายพันธุ์เพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐมนตรีสาธารณสุขลองกล่าวว่า การเพาะเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้ในห้องแล็บแสดงให้เห็นว่าไวรัสเพิ่มจำนวนได้รวดเร็วมาก ซึ่งอาจอธิบายได้ว่าเหตุใดจึงพบผู้ติดเชื้อรายใหม่จำนวนมากในพื้นที่แตกต่างกันของประเทศในช่วงเวลาสั้นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กระทรวงสาธารณสุขกล่าวต่อที่ประชุมเมื่อวันเสาร์ด้วยว่า รัฐบาลกำลังจัดหาวัคซีน 10 ล้านโดสจากโครงการโคแวกซ์ รวมถึงจะซื้อวัคซีนไฟเซอร์เพิ่มอีก 20 ล้านโดส และวัคซีนสปุตนิกวีของรัสเซียอีก 40 ล้านโดส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถึงขณะนี้เวียดนามได้รับมอบวัคซีนแล้วเพียง 2.9 ล้านโดส และมีประชากรได้รับวัคซีนเพียงแค่ 1 ล้านคนเศษ จากประชากรเกือบ 98 ล้านคน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104670</URL_LINK>
                <HASHTAG>เวียดนาม, โควิด-19, โควิดกลายพันธุ์, ไวรัสสายพันธุ์ลูกผสม, ไวรัสสายพันธุ์อังกฤษ, ไวรัสสายพันธุ์อินเดีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210530/image_big_60b34ff752884.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102758</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/05/2021 09:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/05/2021 09:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯ สั่งเข้มป้องกันโควิดกลายพันธุ์ เฝ้าระวังผู้กักตัว 14 วันหลังเดินทางเข้าไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 พ.ค.64 - นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สั่งการให้ทุกหน่วยงานร่วมหารือ อย่างเคร่งครัด รัดกุม และอย่างทันท่วงที ถึงแนวทางการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 กลายพันธุ์ในกรณีที่พบว่ามาจากผู้ติดเชื้อที่เดินทางเข้ามาจากต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีไม่ได้นิ่งนอนใจต่อกรณีการพบเชื้อกลายพันธุ์นี้ในผู้ติดเชื้อที่อยู่ระหว่างการกักตัว 14 วัน หลังเดินทางเข้ามาในประเทศไทย และได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งกระทรวงการต่างประเทศดำเนินการออกมาตรการและระเบียบต่างๆโดยทันที ซึ่งที่ประชุมศูนย์ปฏิบัติการ ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค.) ได้มีมติเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา กำหนดให้กระทรวงการต่างประเทศในฐานะหน่วยงานหลักในการรับผิดชอบพิจารณาระงับการออกหนังสือรับรองการเดินทางเข้าประเทศไทย (Certificate of Entry - COE) สำหรับชาวต่างชาติที่มีต้นทางหรือมีถิ่นพำนักจากประเทศอินเดีย และพิจารณาระงับการออก COE เพิ่มเติมอีก 3 ประเทศ ได้แก่ ปากีสถาน บังกลาเทศ และเนปาล ซึ่งมาตรการดังกล่าวยังรวมถึงชาวต่างชาติทุกสัญชาติที่เดินทางออกจาก 4 ประเทศข้างต้นและเปลี่ยนเครื่อง (Transit) ในประเทศอื่น หรือชาวต่างชาติซึ่งเดินทางไปท่องเที่ยวหรือผ่านทางไปยัง 4 ประเทศข้างต้น จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าประเทศไทยเช่นกัน

โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวถือเป็นมาตรการชั่วคราวในช่วงที่ต้องเฝ้าระวังสกัดเชื้อโควิด-19 ทุกสายพันธุ์เข้าสู่และแพร่ระบาดในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวไม่ได้ห้ามคนไทย รวมถึงนักการทูตต่างชาติ และครอบครัวที่เข้ามาปฏิบัติงาน ตลอดจนผู้ที่มีถิ่นพำนักถาวรในประเทศไทย ซึ่งยังสามารถเดินทางเข้าประเทศไทยได้ แต่จะต้องปฏิบัติตามมาตรการทางสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด และเข้ารับการกักตัวเป็นเวลา 14 วันทุกกรณี เพื่อคัดกรองและควบคุมการแพร่ระบาดในประเทศไทยอย่างเข้มข้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102758</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, โควิด19, โควิดกลายพันธุ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210512/image_big_609b9ba8e712f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101568</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/05/2021 08:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/05/2021 08:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอดื้อ&#039;เคลียร์ข้อกังวลเรื่องสายพันธุ์โควิด ต้องดูว่าทำไมเกิดมีสายพันธ์เหล่านี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 พ.ค.64- ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊ก Thiravat Hemachudha ว่า กังวลเรื่องสายพันธุ์..ต้องดูว่าทำไมเกิดมีสายพันธ์เหล่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1-ทำไมเกิดสายเหล่านี้ &amp;nbsp;นั่นคือ เพราะมีการระบาดที่ไม่สามารถคุมได้ดี ทำให้สายพันธุ์ต่างๆ ผันตัวจากตัวกำเนิดแรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2-จะคุมได้ดี คือมาตรการบุคคล มาตรการสังคม รวมทั้งกระบวนการเชื่อมโยงสัมพันธ์กันทุกด้าน รวมทั้งการตรวจคัดกรองที่เข้าถึงทุกหัวระแหง และต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำครั้งเดียว ทั้งประชาชนและรัฐ ต่างฝ่ายต้องเข้มแข็งและผนวกกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3-การมีวัคซีนเป็นสิ่งที่เติมเสริมให้ตัวคนฉีด ผ่อนหนักเป็นเบา เป็นตัวช่วยให้การระบาดช้าลง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4-มาตรการบุคคล สังคม จะทำให้สู้กับสายพันธุ์ ที่วัคซีนขณะนี้ อาจคุมได้ไม่ดีนัก เช่นจาก อินเดีย แอฟริกา บราซิล&amp;nbsp;
ฟิลลิปปินส์ และแน่นอน มีตัวที่ผิดเพี้ยนเล็กๆน้อยๆเกิดขึ้นทุกครั้งที่ติดในแต่ละตนและมากขึ้นมหาศาลเมื่อผ่านคนเป็นร้อย เป็นพัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าเราพูดแต่สายพันธุ์ ติดง่าย แพร่ง่าย ตายง่าย โรครุนแรง วัคซีนจะไม่ได้ผล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทำไมเราไม่ช่วยกันผนึกกำลัง ระดับบุคคล สังคม ประเทศ และหน่วยงานรัฐ ทุก &amp;ldquo;หน่วย&amp;rdquo;ต้องเข้ม&amp;nbsp;
คนไทย ต้องไม่แพ้.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101568</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา, โควิดกลายพันธุ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210427/image_big_60876a2c2578c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>88083</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/12/2020 10:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/12/2020 10:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับตาโควิด-19 กลายพันธุ์ในอังกฤษอาจเป็นตัวเปลี่ยนเกมส์ทำให้ไวรัสระบาดได้มากขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
27 ธ.ค. 2563 รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความเกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 ลงบนเฟซบุ๊ก Thira Woratanarat ออกมาอัพเดทการกลายพันธุ์ของเชื้อโควิด-19 ของสหราชอาณาจักร ดังนี้
VUI202012/01 หรือ VOC202012/01
VUI = Variant under investigation&amp;nbsp;
VOC = Variant of concern&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดทีมวิจัยจากลอนดอนวิเคราะห์พบว่าสายพันธุ์นี้มีการกลายพันธุ์ทั้งหมด 17 ตำแหน่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ตำแหน่งจะเป็นการเปลี่ยนแปลงโปรตีนที่หนามบนเปลือกนอกของไวรัส ซึ่งเป็นส่วนที่ไวรัสใช้ในการจับกับเซลล์มนุษย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ตำแหน่งอาจมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นตัวเปลี่ยนเกมส์เพื่อให้ไวรัสระบาดได้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสายพันธุ์นี้ คำนวณแล้วพบว่าทำให้ไวรัสแพร่เร็วขึ้นกว่าเดิม 56%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ความรุนแรง หรืออัตราการป่วยนั้นเท่าๆ กับสายพันธุ์เดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน ว่าด้วยเรื่องยา Favipiravir...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในทางการแพทย์ ยานี้ยังจำเป็นต้องได้รับการพิสูจน์สรรพคุณตามขั้นตอนมาตรฐานสากลว่าจะได้ผลจริงหรือไม่ ข้อมูลในปัจจุบันนั้นยังไม่เพียงพอที่จะบอกได้ครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตอนนี้ที่ใช้กันอยู่ เพราะทางเลือกในการดูแลรักษานั้นจำกัดมาก ดังนั้นต้องป้องกันไม่ให้ติดเชื้อจะดีที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88083</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธีระ วรธนารัตน์, โควิดกลายพันธุ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201222/image_big_5fe140c215346.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77161</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/09/2020 19:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/09/2020 19:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จุฬาฯโชว์ผลสำเร็จวัคซีนโควิด จากใบยาสูบ ได้ผลดีแม้เชื้อกลายพันธุ์&quot;หมอธีระวัฒน์&quot;เผยดีเอ็นเอคนไทยมี&quot;ของดี&quot;ป้องกันและทำลายเชื้อโควิดได้เอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11ก.ย.63-จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนาวิชาการ Chula The Impact ครั้งที่ 1 ในหัวข้อ &amp;quot;จุฬาฯ - ใบยาวัคซีน นวัตกรรมไทย ไขวิกฤติ Covid-19&amp;quot;นำเสนอความก้าวหน้าการผลิตวัคซีนป้องกัน Covid-19 จากใบยาสูบ โดยบริษัท &amp;quot;ใบยา ไฟโตฟาร์ม&amp;quot; บริษัทสตาร์ทอัพสัญชาติไทยที่ได้รับการบ่มพาะจาก CU Innovation Hub &amp;nbsp;โดยมี &amp;nbsp;ศ.นพ.ดร.นรินทร์ หิรัญสุทธิกุล รองอธิการบดีจุฬาฯ ศนพ.ธีรวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ รพ. จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และ ผศ.ภญ.ดร.ธีร เตชคุณวุฒิ อาจารย์ประจำคณะเภสัชศาสตร์ และ CEO &amp;amp; Co Founder บริษัท ใบยา ไฟโตฟาร์ม จำกัด ผู้ร่วมคิดค้นวัคซีนป้องกันCovid-19 จากใบพืชตระกูลยาสูบ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.ภญ.ดร.สุธีรา เตชคุณวุฒิ กล่าวถึงความคืบหน้าของวัคซีนป้องกัน Covid-19 จากใบพยาสูบ สปีซีส์ &amp;quot;N, benthmion&amp;quot; ผลงานจากบริษัท ใบยา ไฟโตฟาร์ม จำกัด ว่าปัจจุบันได้พัฒนวัคซีนป้องกันโควิด ต้นแบบ 6 ชนิด &amp;nbsp;วัคซีนต้นแบบชนิดแรก &amp;quot;Baiya SARS-COV-2 Vax 1&amp;quot; ได้รับการนำไปฉีดในสัตว์ทดลองและดำเนินการเสร็จสิ้นในขั้นตอนของการทดลองในสัตว์ทดลองทั้ง 2 ชนิด ได้แก่หนูขาวและลิง ซึ่งผลที่ได้อยู่ในระดับที่น่าพอใจสามารถกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันในสัตว์ทดลองทั้ง 2 ชนิด ได้ในปริมาณสูงจากการฉีดวัดชีนเพียง 2 ครั้ง โดยขั้นตอนต่อจากนี้ จะมีการทดสอบวัคซีนในหนูอีกครั้ง เพื่อทดสอบความเป็นพิษหรือผลข้างเคียงต่ออวัยวะต่าง ๆ โดยละเอียด จากการทดสอบดังกล่าว ทำให้จะสามารถกำหนดปริมาณ และขนาดของวัคซีนที่จะนำไปใช้ศึกษาในมนุษย์ต่อไปได้ ทั้งนี้ จะมีการตรวจสอบภูมิคุ้มกันของลิงหลังจากได้รับวัคซีนไปแล้ว 6 เดือน เพื่อให้แน่ใจว่าลิงยังคงมีแอนติบอดี้ต่อเชื้อโควิด19 อยู่หรือไม่ ซึ่งจะนำไปสู่ข้อสรุปว่าวัคซีนดังกล่าวนี้ สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ในระยะยาวได้เป็นผลสำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ศ.นพ.ธีระวัฒน์&amp;nbsp;&amp;nbsp;กล่าวว่า ผลการทดสอบวัคซีน จากใบยาสูบ&amp;nbsp;&amp;nbsp;จากการทดลองในลิง ฉีดไป2เข็ม เมื่อดูจากเซลล์และน้ำเหลือง&amp;nbsp;&amp;nbsp;พบว่าทั้งในหนูและลิงสามารถยับยั้งไวรัสได้สูงพอๆกับการทดลองที่มีการรายงานในต่างประเทศ&amp;nbsp;&amp;nbsp;และวัคซีนดังกล่าวยังมีผลกระตุ้นระบบหน่วยความจำในร่างกาย เนื่องจากไวรัสโควิด เมื่อติดเชื้อจากร่างกาคนไปสู่อีกคน เช่น คนติดเชื้อคนแรกเป็นไวรัสเบอร์&amp;nbsp;&amp;nbsp;1 แต่มีการติดเชื้อไปเรื่อยๆ จนถึงเบอร์ 15&amp;nbsp;&amp;nbsp;ที่ถือว่าเป็นลูกหลานของไวรัสเบอร์แรก&amp;nbsp;&amp;nbsp;ถ้าหน่วยความจำจำไม่ได้ วัคซีนก็จะไม่มีผลในการป้องกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ถ้าวัคซีนไปกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่เป็นตัวยับยั้งไวรัส เหมือนกับเราได้พาสปอร์ต&amp;nbsp;&amp;nbsp;แต่พบว่า ภูมิคุ้มกันนี้ อาจอยู่ในร่างกายไม่นานไม่กี่เดือน แล้วก็จะลดลง หรือไม่มีแล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp;อันนี้ตรวจจากน้ำเหลืองได้ ถ้าภูมิคุ้มกันลดลง&amp;nbsp;&amp;nbsp;ฉะนั้นก็มีโอกาสที่จะติดเชื้อใหม่ได้&amp;nbsp;&amp;nbsp;หน่วยความจำ จึงมีความสำคัญมากกว่าน้ำเหลือง เช่น ถ้าฉีดวัคซีนไปแล้ว 4 เดือนภูมิคุ้มกันลด&amp;nbsp;&amp;nbsp;เมื่อได้รับเชื้อไวรัสใหม่ หน่วยความจำก็จะถูกปลุกขึ้นมา ต่อสู้กับไวรัสทันที&amp;nbsp;&amp;nbsp;ซึ่งคุณสมบัตินี้มีในวัคซีนใบยาสูบที่เรากำลังทำวิจัย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวอีกว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;นอกจากนี้ การทดลองในคน ที่จะมีขึ้นกลางปี64 หรือในอีก 9เดือนข้างหน้าถือว่า สร้างโอกาสให้คนไทย เพราะขณะนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp;ทั่วโลกกำลังทดสอบวัคซีน แต่ไม่รู้ว่าปลอดภัยหรือไม่ และครอบคลุมพันธุกรรมไวรัสที่ผันแปรหรือไม่ เพราะไวรัสโควิด เมื่อเข้าตัวมนุษย์ และไปสู่อีกคนจะมีการผันแปรพันธุกรรมให้ไม่เหมือนเเดิม ถ้าวัคซีนโควิดจำลูกหลานตัวเองไม่ได้ ฉีดแล้วก็ไม่มีผลการในการป้องกัน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;จูงมือเชื้อเข้าเซลล์&amp;nbsp;&amp;nbsp;เม็ดเลือดขาวในคนก็จะถูกกระตุ้น ทำให้ร่างกายเกิดการอักเสบ ตรงนี้ถือว่าอันตราย&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น หน่วยความจำจึงมีความสำคัญมาก ซึ่งพบว่าคนที่หายจากโควิด หลังจากนั้น60วันต่อมา แขนขาเกิดอัมพาต&amp;nbsp;&amp;nbsp;ตากรอกไม่ได้ ซึ่งเกิดในต่างประเทศหลายราย และในไทย1ราย ตอนนี้รักษาอยู่ที่รพ.จุฬาฯส่วนสาเหตุที่ป่วยภายหลัง เพราะโควิด ส่งผ่านล่อลวงร่างกาย ให้คิดว่าเส้นประสาทเป็นเชื้อโรค จึงทำลาย เส้นประสาท ดังนั้น วัคซีนที่ผลิตออกมาจะต้องป้องกันตรงนี้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;เพราะฉะนั้น การที่เรารอให้โลกผลิตวัคซีนออกมาก่อน แล้วค่อยทดลองในคนของเราในอีก 9เดือน ข้างหน้าถือว่าเป็นเรื่องดี เพื่อที่เราจะมีโอกาสพัฒนาวัคซีนได้เต็มที่ ดังนั้น ระหว่างนี้ &amp;nbsp;ประเทศไทยจะต้องไม่มีการระบาด ถ้าระบาดเราคงไม่มีทางเลือก ที่่จะเข็นวัคซีนออกมา ซึ่งจะอันตรายต่อผลข้างเคียง เราจึงต้องรักษาไม่ให้การ์ดตก ต้องรักษาระยะห่าง &amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;ศ.นพ.ธีระวัฒน์กล่าวอีกว่า จากการลงพื้นที่สำรวจของ ศ.นพ.ดร.นรินทร์ หิรัญสุทธิกุล รองอธิการบดีจุฬา ฯ พบว่าคนไทยมีของดีในตัว ซึ่งต้องยอมรับว่าไทยมีการติดเชื้ออยู่ระดับหนึ่งโดยไม่มีอาการ &amp;nbsp;ทีมของจุฬาฯ ได้ติดตามผู้ติดเชื้อในต่างจังหวัดกลุ่มหนึ่งตั้งแต่เดือนเมษายน-เดือนกันยายน ซึ่งพบคนกลุ่มนี้ ว่ามีการติดเชื้อแต่ไม่ได้แสดงอาการ และเชื้อหายไปเอง &amp;nbsp;ซึ่งสันนิษฐานว่าคนไทยน่าจะมีของดีอยู่ในตัว หรือได้รับเชื้อโควิด มาตั้งแต่สมัยปู่ย่ามาก่อน พอได้รับเชื้อ เชื้่อไม่เข้าร่างกายหรือถูกทำลายไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot; เรื่องนี้ เราไม่ได้มีพูดลอยๆ มีหลักฐานในพื้นที่หนึ่ง ซึ่งนักวิจัยต่างประเทศกำลังจับตา ว่าเรามีภูมิคุ้มกันหรือไม่ เพราะว่าคนไทยไม่เหมือนยุโรป สหรัฐอเมริกา หรือคนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อื่นๆ ฉะนั้น เรามีของดี จึงต้องรักษาของดีไว้&amp;quot; ศ.นพ.ธีระวัฒน์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ศ.นพ.ดร.นรินทร์ หิรัญสุทธิกุล กล่าวว่า ทุกขั้นตอนของการพัฒนาวัคซีนเราได้วางแผนหารือร่วมกั สถาบันวัคซีนแห่งชาติ องค์กรอาหารและยา (อย.) และคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ เพื่อให้ได้รับการรับรองอย่างถูกต้อง ตามมาตรฐานที่สามารถใช้เพื่อการวิจัยในมนุษย์ ระยะที่ 1 ตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้หากแต่ในขั้นตอต่อไปนั้น ยังอยู่ระหว่างการเจรจจัดหาโรงงานผลิตวัคซีนที่ได้มาตรฐาน ซึ่งหากบรรลุข้อตกลงจะนำไปสู่การพัฒนาโรงานผลิตวัคซีนจากใบพืชแห่งแรกของประเทศไทยและอาเซียน&amp;quot;ขอได้รับความขอบคุณจากศูนย์สื่อสารองค์กรจุฬาๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้านผศ.ภญ.ดร.สุธีรา &amp;nbsp;กล่าวเสริมว่า การทดลองในมนุษย์ จะต้องมีการออกแบบวิธีการประเมินผล ซึ่งต้องหารือกับศ.นพ.ธีระวัฒน์ ซึ่งในช่วง 9เดือนนี้ จะต้องมีองค์ความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับวัคซีนออกมาแน่ ซึ่งจุดที่เน้นในการทดลองคือความปลอดภัย &amp;nbsp;ส่วนการผลิตวัคซีนได้หารือกับทางไพล็อต แพลนท์ ของม.มหิดล ซึ่งหวังว่าสิ้นปีหน้าเราจะมีวัคซีนใช้เอง และแม้ว่าในระหว่างนี้ ที่เรายังทดลองไม่สำเร็จและในโลกมีวัคซีนออกมา เราก็จะยังเดินหน้าวิจัยต่อ เพราะเชื่อว่าคนทั้งโลก 6-7พันล้านมีความต้องการวัคซีน วัคซีนที่ประเทศอื่นผลิตอาจจะไม่มาถึงเรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;วัคซีนจากใบยาสูบมีจุดแข็ง ตรงที่ใช้พืชที่ไม่มีการตัดแต่งพันธุกรรม การผลิตง่าย ด้วยการใส่พันธุกรรมไวรัส เพื่อให้พืชผลิตโปรตีนออกมาแล้วเราสกัดโปรตีนนั้น มาเป็นวัคซีน &amp;nbsp;เราเชี่ยวชาญด้านเกษตร สามารถปลูกพืชนี้ได้เป็นพันเป็นหมื่นต้นได้ จึงได้เปรียบไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีต่างประเทศ เราทำเองตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และสามารถผลิตได้มาก เพียงแค่ในพื้นที่ปลูก 50 ตามรางเมตร ก็สามารถผลิตวัคซีนได้ 1.5หมื่นโด๊ส ถึง 2แสนโด๊ส จึงมั่นใจว่าเราจะสามารถขยายการผลิตได้&amp;quot;ผศ.ภญ.ดร.สุธีรากล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77161</URL_LINK>
                <HASHTAG>&quot;ใบยา ไฟโตฟาร์ม&quot;, #จุฬาฯ, #วัคซีน, Chula The Impact, นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา, ผศ.ภญ.ดร.สุธีรา เตชคุณวุฒิ, ศ.นพ.ดร.นรินทร์ หิรัญสุทธิกุล, โควิดกลายพันธุ์, ใบยาสูบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200911/image_big_5f5b68ff18b49.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
