<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>105033</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/06/2021 13:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/06/2021 13:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อีสานโพลชี้ชัดโควิดระลอด3ผลงานบริหารรัฐบาลผิดพลาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;02 มิ.ย.2564 - &amp;nbsp;ผศ.ดร.สุทิน เวียนวิวัฒน์ หัวหน้าโครงการอีสานโพล ศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจอีสาน (ECBER) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง &amp;quot;คนอีสานกับโควิดระลอก 3&amp;rdquo; &amp;nbsp;ที่เป็นการสำรวจความคิดเห็นคนอีสานต่อเหตุการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอก 3 ตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน ที่ผ่านมา โดยได้ทำการสำรวจ จากกลุ่มตัวอย่างอายุ18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,122 ราย ในเขตพื้นที่ภาคอีสาน 20 จังหวัดภาคอีสานพบว่ากลุ่มตัวอย่างเห็นว่าโควิดระลอก 3 เกิดจากการบริหารจัดการของรัฐบาลเป็นหลัก การที่ไม่คุมเข้มในช่วงสงกรานต์มีผลต่อการควบคุมการระบาด 2 ใน 3 พร้อมฉีดวัคซีนที่รัฐจัดหาให้ ส่วนกลุ่มที่ยังไม่กล้าฉีดต้องการฉีดไฟเซอร์ แอสตร้าเซนเนก้า และโมเดอร์นา ตามลำดับ &amp;nbsp;ส่วนใหญ่รายได้ลดลงมากเมื่อเทียบกับช่วงต้นปี ต้องการให้รัฐฉีดวัคซีนให้มีภูมิคุ้มกันหมู่ให้เร็วที่สุด ขอเงินเยียวยาเพิ่ม และลดรายจ่ายของรัฐที่ไม่จำเป็น &amp;nbsp;โดยรวมมีความพึงพอใจปานกลางถึงน้อยที่สุดในการการแก้ปัญหาโควิดและการจัดหาวัคซีนของรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เมื่อสอบถามว่า ท่านคิดว่าการระบาดของโควิดระลอก-3 เป็นเพราะสาเหตุใดเป็นหลัก พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 46.4 ชี้ว่าเกิดจากการบริหารจัดการของรัฐบาลเป็นหลัก รองลงมา คือ ร้อยละ 35.2 เกิดจากการทำงานของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องเป็นหลัก และร้อยละ 18.4 เกิดจากประชาชน บางส่วนที่ไม่มีวินัย ขณะที่มาตรการ คุมเข้มในช่วงสงกรานต์มีผลต่อการควบคุมการระบาด มากน้อย เพียงใด พบว่าคนอีสานตอบว่ามากที่สุด ร้อยละ 18.7 &amp;nbsp;รองลงมาคือร้อยละ 30.5 ปานกลาง ร้อยละ 37.9 &amp;nbsp;ตอบว่าน้อย ร้อยละ 9.3 และตอบว่า น้อยที่สุด ร้อยละ 3.5&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.ดร.สุทินกล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อสอบถามว่า ท่านพร้อมจะฉีดวัคซีนหรือยังตามที่รัฐบาลจัดหาวัคซีนให้พบว่า ส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 66.4 ตอบว่าพร้อมฉีดหรือฉีดแล้ว ขณะที่ ร้อยละ 33.6 ตอบว่ายังไม่กล้าฉีดและเมื่อสอบถามเฉพาะกลุ่มที่ยังไม่กล้าฉีดว่า หากเลือกได้ท่านต้องการฉีดวัคซีนยี่ห้อใดมากที่สุด พบว่า อันดับหนี่ง 1 &amp;nbsp;ร้อยละ 46.9 เลือกไฟเซอร์ รองลงมา ร้อยละ 17 เลือกแอสตร้าเซนเนก้า ตามมาด้วย ร้อยละ 11.5 เลือก โมเดอร์นา ร้อยละ 9.4 เลือก จอนห์สัน แอนด์จอนห์สัน ร้อยละ 8.5 ระบุ อะไรก็ได้ที่รัฐจัดหาให้ ร้อยละ 3.1 เลือก ซิโนฟารม์ ร้อยละ 1.9 เลือก สปุตนิก วีและร้อยละ 1.7 เลือกซิโนแวค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่คำถามที่ระบุว่าต้องการให้รัฐบาลแก้ปัญหาเศรษกิจช่วงโควิดอย่างไรมาก พบว่า อันดับ &amp;nbsp;1 &amp;nbsp;ร้อยละ 48.1 ต้องการให้ฉีดวัคซีนให้เร็วที่สุด รองลงมา ร้อยละ 24.0 ขอให้แจกเงินเยียวยาเพิ่ม ตามมาด้วย ร้อยละ 10.1 ขอให้ลดรายจ่ายภาครัฐที่ไม่จำเป็น ร้อยละ 9.4 ช่วยให้มีการจ้างงาน ร้อยละ 4.5 ขอเงินกู้สำหรับธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ ร้อยละ 3.1 ขอเงินกู้สำหรับคนที่เป็นหนี้นอกระบบ และ ความเห็นอื่นๆ ร้อยละ 0.8&amp;nbsp;และสุดท้ายเมื่อสอบถามว่า ท่านพึงพอใจในการแก้ปัญหาโควิดและการจัดหาวัคซีนของรัฐบาล มากน้อยเพียงใด พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ให้คะแนนอยู่ในช่วงปานกลางถึงพอใจน้อยที่สุด แยกเป็น พอใจปานกลางร้อยละ 38.6 พึงพอใจน้อย ร้อยละ 24.6 พึงพอใจน้อยที่สุด ร้อยละ 24.3 ขณะที่มีกลุ่มที่ ให้คะแนน พึงพอใจมาก ร้อยละ 11.5 ขณะที่ความพอใจมากที่สุด อยู่ที่ ร้อยละ 1 เท่านั้น
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105033</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะเศรษฐศาสตร์, ผศ.ดร.สุทิน เวียนวิวัฒน์, มข., มหาวิทยาลัยขอนแก่น, หัวหน้าโครงการอีสานโพล ศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจอีสาน, โควิดระลอก 3</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210602/image_big_60b720c7aa770.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104021</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/05/2021 19:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/05/2021 19:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดรอบ 3 &#039;เผาจริง&#039; คนชายขอบ เผยพนักงานบริการ ชาวเล แรงงานข้ามชาติเดือดร้อนสาหัส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 พ.ค.64 - นางนุชนาถ แท่นทอง ชาวชุมชนทองสุข ย่านแพรกษา จ.สมุทรปราการ และที่ปรึกษาเครือข่ายสลัม 4 ภาค เปิดเผยว่าการแพร่ระบาดของโควิด 19 ระลอก 3 &amp;nbsp;ชาวบ้านในสลัมลำบากกันมากกว่าโควิดระลอก 1 โดยตอนนี้เหมือนตกอยู่ในสถานการณ์สงคราม เพราะต้องระมัดระวังตัวทุกฝีก้าว ขณะที่ทุกคนต้องหาเช้ากินค่ำ พอออกไปไหนไม่ได้ ค้าขายไม่ได้ บางคนออกไปขายก็ไม่มีใครซื้อ แล้วเราจะอยู่กันอย่างไรในเมื่อไม่มีรายได้เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แม้มีคนช่วยเหลืออยู่บ้างแต่ไม่มากเหมือนโควิดระลอกแรกเพราะผู้ประกอบการเองต่างก็เดือดร้อนด้วยเช่นกัน ยิ่งชุมชนแออัดถูกมองว่าเป็นคลัสเตอร์ใหญ่ด้วย ทำให้เกิดความรู้สักกลัว และไม่มีใครอยากเข้ามาช่วยเหลือ ตอนนี้พวกเราต้องทำครัวแจกอาหารเพราะชาวบ้านไม่มีรายได้เลย โดยมีมูลนิธิแห่งหนึ่งที่ทำงานเรื่องลดขยะอาหาร ก่อนอาหารหมดอายุเขานำมาบริจาคให้ชุมชน เราก็นำมาปรุง ส่วนเครื่องปรุงก็มีคนเอามาช่วย ตอนแรกๆ ควักเงินจ่ายกันเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ปรึกษาเครือข่ายสลัม 4 ภาคกล่าวว่า ทุกวันนี้บรรยากาศในชุมชนต่างคนต่างอยู่บ้านของตัวเอง ไม่มีใครอยากออกจากบ้านเพราะกลัวติดโควิด แม้รัฐบาลเปิดให้มีการลงทะเบียนฉีดวัคซีน แต่บางคนก็ไม่อยากฉีดเพราะไม่ไว้วางใจวัคซีนบางตัว ขณะเดียวกันชุมชนก็ต้องเฝ้าระวังและช่วยเหลือกันเอง ด้วยสภาพที่ต้องอยู่กันอย่างแออัด หากใครเป็นกลุ่มเสี่ยงแต่ก็ไม่มีห้องแยกส่วนตัว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หลายชุมชนเลยคิดเรื่องใช้พื้นที่ศูนย์ของชุมชนเป็นที่กักตัว หากใครเป็นกลุ่มเสี่ยงก็ให้แยกไปกักตัว เราตั้งไว้ 13 จุด พวกเราไปอบรมและเป็นอาสาสมัครคอยประสานเอง มีเครื่องวัดออกซิเจนเอง ถ้าใครที่มีเค้าว่าได้รับเชื้อโควิดแน่ เราจะแจ้งหน่วยพยาบาลให้ช่วยวินิจฉัยอีกที หรือจะส่งไปที่โรงพยาบาลสนามหรือไม่&amp;rdquo; นางนุชนาถ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงสิ่งที่ต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนคืออะไร นางนุชนาถกล่าวว่า &amp;ldquo;เราพยายามทำให้เห็นว่าประชาชนพึ่งตัวเองแล้ว ดังนั้นรัฐต้องรีบเอาวัคซีนมาให้เร็วที่สุดเพื่อให้ชาวบ้านทำมาหากินได้&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ น.ส.ไหม จันตา ผู้ประสานงานเครือข่ายพนักงานบริการ มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ กล่าวว่า โควิดรอบแรกเป็นระยะแรกที่สถานบันเทิงถูกสั่งปิด แต่พนักงานบริการบางส่วนยังพอมีเงินเก็บอยู่บ้าง บางคนมีทองก็ขายทอง พอโควิดระลอก 2 เราไม่เหลือเงินเก็บแล้ว พอได้รับอนุญาตให้เปิดเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้วถึงเดือนมกราคมปีนี้ เรากลับไปทำงานแต่ไม่มีลูกค้า พนักงานบริการทำงานยังไม่ทันได้อะไรก็ต้องหยุดอีกในระลอก 3 ผลกระทบจึงมากเพราะพนักงานบริการไม่มีกินแล้ว โดยรอบแรกรัฐบาลยังจ่ายเงินเยียวยาให้ 1.5 หมื่นบาท &amp;nbsp;รอบสองจ่าย 7 พันบาท แต่มารอบนี้เหลือเพียง 2 พัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตอนนี้ติดต่อกับเพื่อนๆ ในต่างจังหวัดราว 600 คน เพื่อช่วยเหลือกัน บางคนเขาลำบากมากเพราะต้องหาเงินเลี้ยงครอบครัวและจ่ายค่าเช่าบ้าน อย่างกลุ่มแถวคลองหลอดในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่เป็นคนต่างจังหวัดที่เข้าไปทำมาหากินและเช่าบ้านอยู่ โควิดรอบแรกเขายังพอทำงานได้ แต่พอมารอบนี้ทำงานไม่ได้เลย เราจึงต้องช่วยเหลือเขาในเบื้องต้น&amp;rdquo; น.ส.ไหม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ประสานงานเครือข่ายพนักงานบริการกล่าวว่า การระบาดของโควิดในรอบ 3 กลุ่มที่ถูกทอดทิ้งยังคงเป็นกลุ่มแรงงานข้ามชาติและชาติพันธุ์ &amp;nbsp;โดยธุรกิจที่รัฐรัฐปิดนานที่สุดคือสถานบริการและรอบนี้ก็เหมือนกัน เพราะ คลัสเตอร์ ใหญ่ๆ อยู่ที่คริสตรัลคลับ ทำให้พนักงานบริการตกเป็นแพะในสังคมที่ถูกมองว่าเป็นแหล่งแพร่เชื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนนายสนิท แซ่ชั่ว ชาวเลชุมชนราไวย์ อ.เมือง จ.ภูเก็ต ที่ช่วงนี้ขายปลาได้ยากอีกแล้วตั้งแต่ปิดเมืองภูเก็ต โดยบุคคลที่จะเดินทางเข้ามาต้องตรวจโควิดหรือฉีดวัคซีนแล้ว ทำให้ไม่มีร้านอาหารเปิด ส่งผลให้ชาวเลขายปลาไม่ได้ และชาวบ้านมีปัญหาเรื่องขาดแคลนข้าวเหมือนเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตอนเดือนเมษายนมีข่าวว่าชาวเลราไวย์ติดโควิด แต่พอไปตรวจดูแล้วเขาไม่ได้เป็นชาวเลที่นี่ เขามีบ้านอยู่แถวแหลมพรหมเทพ ตอนนี้รัฐบาลเลยเร่งฉีดวัคซีนให้ชาวราไวย์ ตอนนี้ฉีดเข็มแรกไปเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม ฉีดไปได้ประมาณ 60% ของคนในหมู่บ้าน และจะฉีดเข็มสองในวันที่ 28 เดือนนี้&amp;rdquo; นายสนิท กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
เมื่อถามถึงความจำเป็นเร่งด่วน นายสนิทกล่าวว่า &amp;ldquo;ข้าวสาร&amp;rdquo; เพราะตอนนี้ชาวบ้านไม่มีรายได้ แถมยังหาปลาได้น้อยเนื่องจากเป็นฤดูมรสุม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ชาวเลเราหาเช้ากินค่ำและไม่มีเงินเก็บ ตอนโควิดรอบแรกหนักๆ ชาวเลที่ออกไปหางานทำที่อื่นก็ทยอยกลับมาอยู่บ้าน ทำให้คนเยอะขึ้น ตอนนี้ในชุมชนมีราวๆ 1,223 คน รัฐมีแผนเรื่องวัคซีนอย่างเดียว แต่แผนช่วยเหลืออื่นๆ ยังไม่มี ในเบื้องต้นเราอยากให้พัฒนาสังคมจังหวัดช่วยเหลือเรื่องอาหารการกินก่อน&amp;rdquo; นายสนิท กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายออง ทู (นามสมมุติ) แรงงานข้ามชาติจากจังหวัดสมุทรปราการ กล่าวว่าขบวนการค้าแรงงานยังคงเกิดขึ้นจนทุกวันนี้ถามว่าแรงงานเหล่านี้พูดภาษาไทยไม่ได้ แต่เขาสามารถเข้ามาถึงกรุงเทพ มหาชัย ปทุมธานี สมุทรปราการ ได้อย่างไรถ้าไม่มีคนพามา ทุกวันนี้ยังมีคนแอบเข้ามาเรื่อยๆ เพราะสถานการณ์ความไม่สงบในพม่าจึงหนีเข้าไทย พวกเขามีช่องทางเข้ามาเสมอ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;ldquo;พวกเราเห็นอยู่ว่ามีเพื่อนคนงานหน้าใหม่ๆ เข้ามา แต่เราก็ทำอะไรไม่ได้ ทั้งๆ ที่เราเองก็กลัวโควิด เราพูดอะไรไม่ได้ จะแจ้งเจ้าหน้าที่รัฐก็รู้สึกหวาดกลัว เราไม่รู้ว่าใครเป็นใคร&amp;rdquo; ออง ทู กล่าว และว่า &amp;ldquo; ทุกวันนี้พวกเรายังต้องอยู่กันอย่างแออัด หน้ากากและแอลกอฮอล์ล้างมือก็มีบ้าง ไม่มีบ้าง แม้พวกเราพยายามเซฟตัวเอง แต่ครั้งนี้ก็ไม่รู้ป้องกันอย่างไร หลายพื้นที่ที่ติดเชื้อเป็นชุมชนแออัดและติดกันเยอะมาก&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;ldquo;เราพักกันอยู่ในชุมชนแห่งหนึ่งที่มีแต่แรงงานข้ามชาติ เพื่อนผมครอบครัวหนึ่งทำงานอยู่ในโรงงานแถวบางนาตราด พอเขาติดโควิดและเมียก็ติดจากเขา เมียเขาทำงานอยู่ในโรงงานแถวนิคมอุตสาหกรรมบางพลี ทำให้คนงานแถวนั้นอีก 4-5 แห่งได้รับเชื้อไปด้วย และกลายเป็นคลัสเตอร์ใหญ่&amp;rdquo; นายออง ทู กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;ldquo;ที่น่าเป็นห่วงสุดคือเมื่อเป็นโควิดแล้วรักษาที่ไหน ทุกวันนี้ไม่มีใครให้ความรู้พวกเรา ไม่มีใครแนะนำ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับนายจ้าง แม้บางโรงงานมีการประชาสัมพันธ์ให้คนงานรับรู้อยู่บ้าง แต่ยังน้อยมาก ที่สำคัญหากพวกเราต้องหยุดงาน 14 วันเพื่อกักตัวหรือรักษาตัว เราไม่ได้รับค่าจ้าง ทุกวันนี้ใครที่ติดเชื้อต้องรับผิดชอบตัวเอง บางคนพอกักตัวเสร็จต้องตกงานเพราะนายจ้างไม่รับเข้าทำงานแล้ว เขากลัว แถมเจ้าของบ้านเช่าก็ไม่ให้อยู่ต่ออีกเพราะกลัวเราจะแพร่โรคเช่นกัน&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
เมื่อถามถึงความต้องการช่วยเหลือเร่งด่วนคืออะไร ออง ทู บอกว่าอยากให้รัฐบาลเจรจากับเจ้าของที่พักอาศัยเพื่อให้ลดค่าเช่าห้อง หรือรัฐช่วยประสานลดค่าน้ำค่าไฟให้บ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เชื่อมั้ยพวกเราส่งเงินสมทบให้สำนักประกันสังคมทุกเดือน แต่เราไม่เคยได้ใช้ประกันว่างงานเลย พอเราตกงานหากไม่มีนายจ้างใหม่แค่ 1 เดือนเราก็อยู่อย่างผิดกฎหมายแล้ว ไม่มีโอกาสได้ใช้ประกันว่างงาน สำนักงานประกันสังคมไม่เคยช่วยเหลือเราเลย แต่เก็บเงินเราไปทุกเดือน กรณีชราภาพก็เช่นกัน เราส่งเงินสมทบไปแต่ไม่มีใครได้ใช้หรอก เพราะเดี๋ยวพวกเราก็กลับประเทศ ไม่มีใครตั้งใจจะทำงานจนแก่หรอก&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าแรงงานข้ามชาติได้รับการติดต่อให้ฉีดวัคซีนป้องกันโควิดบ้างหรือไม่ นายออง ทู กล่าวว่ายังไม่เคยได้ยินจากทางการ แต่บางโรงงานก็ให้คนงานลงทะเบียนไว้ บางโรงงานนายจ้างก็เก็บเงินจากลูกจ้างโดยบอกว่าเป็นค่าใช้จ่ายในการประสานงานเรื่องวัคซีน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104021</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดสมุทรปราการ, วัคซีนโควิด, เครือข่ายสลัม 4 ภาค, แรงงานข้ามชาติ, โควิดระลอก 3</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210524/image_big_60ab98d6c21d8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103667</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/05/2021 10:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/05/2021 10:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส.อ.ท.ยอดผลิตรถยนต์กระทบ เจอปัญหาโควิด-ชิปขาดแคลน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 พ.ค. 2564 นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยว่ายอดผลิตรถยนต์เดือนเม.ย.2564 ผลิตได้ 104,355 คัน เพิ่มขึ้น 322.30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ฐานต่ำ เพราะมีการล็อกดาวน์ประเทศจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกแรกช่วงต้นปี 2563 และขอให้ประชาชนอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ ดังนั้นจึงเทียบกับเดือนเม.ย.2562 ที่เป็นภาวะปกติก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19 พบว่ายอดผลิตลดลง 30.44%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ส่วนยอดผลิตรถยนต์ 4 เดือนของปีนี้(ม.ค.-เม.ย.2564) อยู่ที่ 570,188 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 19.19% ทางกลุ่มรถยนต์ฯ จึงยังคงตั้งเป้าหมายการผลิตปี 2564 ไว้ที่ 1,500,000 คัน ซึ่งเป็นเป้าต่ำสุดที่มีโอกาสเป็นไปได้สูงว่าและอาจจะผลิตไปได้ถึง 1,700,000 คัน หากไทยสามารถควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศได้ การระบาดในต่างประเทศลดลง และปัญหาขาดแคลนชิพไม่รุนแรงมากไปกว่านี้ ทางกลุ่มรถยนต์ฯ จึงขอติดตามดูสถานการณ์อีก 2 เดือน ว่าจะปรับเป้าหมายเพิ่มขึ้นหรือไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขณะนี้ยังไม่มีการปรับเพิ่มเป้าการผลิตรถยนต์ เพราะยังกังวลเรื่องการระบาดของโควิด-19 ระลอกสามในประเทศที่พบผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้นว่าจะควบคุมการแพร่ระบาดได้หรือไม่ รวมถึงเรื่องปัญหาการขาดแคลนชิปที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้โรงงานผลิตรถยนต์ในไทยบางแห่งและทั่วโลกต้องหยุดผลิตชั่วคราวเป็นระยะๆ โดยผู้ผลิตในไทยต้องหยุดผลิตรถยนต์บางรุ่นตั้งแต่ 1 สัปดาห์ถึง 1 เดือน เพื่อนำชิปไปผลิตรถยนต์รุ่นยอดนิยมที่มียอดขายสูงก่อน คาดว่าปัญหานี้อาจยืดเยื้อไปอีก 2 ปี ซึ่งจากการประเมินเบื้องต้นคาดว่าจะทำให้การผลิตรถยนต์ทั่วโลกจะหายไปประมาณ 1 ล้านคันต่อไตรมาส คิดเป็นสัดส่วนที่หายไป 1% จากยอดการผลิตทั่วโลก 20 ล้านคันต่อไตรมาส&amp;rdquo;นายสุรพงษ์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยยอดผลิตเดือนเม.ย.2564 ที่เพิ่มขึ้น มาจากยอดผลิตเพื่อส่งออกผลิตได้ 59,684 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 335.24% รวม 4 เดือนผลิตเพื่อส่งออกได้ 330,379 คัน เพิ่มขึ้น 23.45% และยอดผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศผลิตได้ 44,671 คัน เพิ่มขึ้น 306.17% รวม 4 เดือนยอดผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศผลิตได้ 239,809 คัน เพิ่มขึ้น 13.77 ขณะเดียวกัน การส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เดือนเม.ย.2564 ส่งออกได้ 52,880 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 160.16% จากฐานปีที่แล้วต่ำเพราะมีการล็อกดาวน์เช่นกัน ลดลง 21.21% เทียบกับเดือนเม.ย.2562 มูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 30,071.59 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 142.73%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนเม.ย. 2564 มีจำนวนทั้งสิ้น 58,132 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 93.1% เทียบจากฐานปีก่อนต่ำ แต่ลดลง 23.45% เมื่อเทียบกับเดือนเม.ย.2562 เนื่องจากมีลูกค้าที่จองขอเลื่อนการรับรถยนต์ไปก่อน เพราะไม่มั่นใจเรื่องรายได้ในอนาคตจากการระบาดของโควิด-19 ประกอบกับบริษัทปล่อยสินเชื่อก็เข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อด้วย รวม 4 เดือนมียอดขายรถยนต์ในประเทศ 252,269 คัน เพิ่มขึ้น 9.6%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุรพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้นของประเทศคู่ค้า ทำให้ยอดขายของประเทศคู่ค้าในเดือนเม.ย.ที่ผ่านมาเติบโตอย่างโดดเด่นจากเดือนเดียวกันของปีก่อน เช่น ประเทศออสเตรเลียเติบโต 127% ญี่ปุ่นเติบโต 29% เวียดนามเติบโต 75% อินโดนีเซียเติบโต 1,002%&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103667</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชิปขาดแคลน, ยอดผลิตรถยนต์, โควิดระลอก 3</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210427/image_big_6087c2cb8b0e2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102033</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/05/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/05/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทัวร์นำเที่ยวเจ๊ง! ปิดแล้ว2หมื่นแห่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;lsquo;ทัวร์นำเที่ยว&amp;rsquo; ปิดกิจการแล้ว 20,000 บริษัท โควิดระลอก 3 ทำรายได้วูบ 95% เม็ดเงินหายไปแล้ว 5 หมื่นล้านต่อเดือน ส่วนอีก 10,000 แห่ง อาการร่อแร่ วอนรัฐช่วยให้นำทะเบียนรถแลกเงิน เผยแรงงานถูกเลิกจ้างเหลือไม่ถึง 20% ห่วงทุนต่างชาติฮุบธุรกิจหลังโควิดซา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 6 พ.ค. นายวสุเชษฐ์ โสภณเสถียร นายกสมาคมผู้ประกอบการรถขนส่งทั่วไป (สปข.) รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมธุรกิจทัวร์นำเที่ยวได้รับผลกระทบจากการระบาดโควิด-19 ตั้งแต่รอบแรก ช่วงเดือนมีนาคม 2563 ก่อนจะทำท่าฟื้นตัวได้บ้างในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน 2563 และทรุดตัวลงอีกครั้ง หลังจากเกิดการระบาดระลอก 2 ช่วงปลายปี 2563 ต่อเนื่องจนถึง 2 เดือนแรก (มกราคม-กุมภาพันธ์) ปี 2564 โดยผลกระทบจากการระบาดโควิดระลอก 2 ที่ผ่านมา ทำให้ธุรกิจไม่สามารถฟื้นตัวได้ แม้จะเห็นการเดินทางทยอยกลับมาในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพราะรัฐบาลผ่อนคลายมาตรการต่างๆ และสถานการณ์การระบาดไวรัสดูดีขึ้น แต่ต้องยอมรับว่าธุรกิจทัวร์นำเที่ยวยังไม่ได้รับอานิสงส์จากการกลับมาเดินทางเพิ่มขึ้น เนื่องจากพฤติกรรมของคนไทยไม่นิยมเดินทางท่องเที่ยวผ่านทัวร์ เพราะสามารถพูดคุยสื่อสารด้วยตัวเองได้ รวมถึงนิยมเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนบุคคลมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เรียกได้ว่า ตั้งแต่เริ่มต้นปี 2564 มาจนถึงปัจจุบัน ธุรกิจทัวร์นำเที่ยวแทบไม่เหลืออะไรแล้ว ขณะนี้รายได้หายไปกว่า 95% หรือคิดเป็นเม็ดเงินที่หายไปไม่ต่ำกว่า 50,000 ล้านบาทต่อเดือน&amp;ldquo; นายวสุเชษฐ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกสมาคมผู้ประกอบการรถขนส่งทั่วไปกล่าวต่อว่า แม้ธุรกิจทัวร์นำเที่ยวจะได้รับผลกระทบจากโควิดมากว่า 1 ปีเต็มแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือเยียวยาจากมาตรการของรัฐบาล ขออะไรไปไม่เคยได้ ต้องการให้รัฐบาลเร่งช่วยเหลือผู้ประกอบการทัวร์นำเที่ยวเพิ่มเติม แม้จะยังไม่มั่นใจว่ารัฐบาลจะสามารถออกมาตรการอะไรมาช่วยเหลือภาครถขนส่งโดยสารบ้าง ทั้งจากกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม หรือกระทรวงการคลัง เนื่องจากข้อเรียกร้องที่เคยขอไปยังไม่ได้รับการตอบรับกลับมาจากภาครัฐ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวสุเชษฐ์กล่าวต่อว่า มองว่ามาตรการโกดังเก็บหนี้ หรือ Asset Warehousing ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หากสามารถนำทะเบียนรถที่มีอยู่ ซึ่งยังไม่ได้ติดภาระหนี้สินต่างๆ นำเข้าเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน โดยไม่ต้องประเมินราคาในระดับสูงมากนักก็ได้ เบื้องต้นขอแค่ 7-8 แสนบาทต่อคันเท่านั้น เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำเงินสดออกมาใช้หมุนเวียนในธุรกิจก่อน รวมถึงการซ่อมบำรุงรถที่จอดสนิทอยู่ร่วม 1 ปีเต็มด้วย เพราะรถที่จอดอยู่นิ่งๆ ไม่สามารถนำมาใช้งานทันทีได้ ราคาในการซ่อมบำรุงรถแต่ละคัน ตกอยู่ประมาณ 2-3 แสนบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ที่ผ่านมาผู้ประกอบการทัวร์นำเที่ยวในตลาดรวม มีจำนวนประมาณ 50,000 ราย ขณะนี้เหลืออยู่เพียง 40% หรือ 20,000 รายเท่านั้น หากมีงานกลับมาก็สามารถดำเนินธุรกิจต่อได้ในภาวะที่เกิดวิกฤติขึ้น แต่ยังไม่มีมาตรการออกมาช่วยเหลือจากรัฐบาล ส่วนอีก 40% หรือ 20,000 ราย ปิดธุรกิจแบบถาวรไปแล้ว ส่วนอีก 20% หรือ 10,000 ราย อยู่ก้ำกึ่งระหว่างการปิดชั่วคราวและปิดถาวร&amp;ldquo; นายวสุเชษฐ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองประธาน สทท.กล่าวต่อว่า เมื่อธุรกิจทัวร์นำเที่ยวปิดตัวลงจำนวนมาก ส่งผลให้แรงงานในธุรกิจทัวร์นำเที่ยวถูกเลิกจ้างไปจำนวนมาก จากทั้งระบบมีประมาณ 1 แสนคน ขณะนี้คาดว่าเหลือไม่ถึง 20% เพราะการช่วยเหลือต่างๆ อาทิ สำนักงานประกันสังคม ยังไม่สามารถช่วยเหลือในการพยุงการจ้างงานได้ ที่ผ่านมาได้เสนอให้รัฐบาลช่วยเหลือในเรื่องการพักต่อทะเบียนรถ พักการตรวจสภาพรถ รวมถึงการขอวงเงินในการซ่อมแซมบำรุงรักษารถขนส่งที่มีอยู่ ทุกอย่างถือเป็นค่าใช้จ่ายหมด แต่ยังไม่ได้รับการพิจารณาและตอบรับในการช่วยเหลือแม้แต่รายการเดียว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;อยากเรียกร้องให้รัฐบาลหันมามองธุรกิจนี้บ้าง เนื่องจากหากนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาท่องเที่ยวในประเทศไทย ระบบขนส่งจะมีปัญหาแน่นอน เพราะผู้ประกอบการไม่เหลือรอดรอให้บริการในวันที่นักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาแล้ว จะเป็นการเปิดโอกาสให้นายทุนต่างชาติเข้ามาฮุบธุรกิจ และควบรวมธุรกิจในหลายบริการ เกิดเป็นผู้เล่นรายใหญ่กินส่วนแบ่งในตลาดที่ผู้เล่นเดิมไม่สามารถแข่งขันด้วยได้&amp;rdquo; นายวสุเชษฐ์กล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102033</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ทัวร์นำเที่ยว, ปิดกิจการ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์, โควิด 19, โควิด-19, โควิดระลอก 3</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210506/image_big_6093f91625f00.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
