<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>99751</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/04/2021 13:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/04/2021 13:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอทวีศิลป์&#039; เทียบสถิติโควิดระบาด &#039;3 ระลอก&#039; รอบ เม.ย.กระจายมากขึ้นครบ 77 จังหวัด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17&amp;nbsp;เม.ย.64 -&amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค. แถลงสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทย ตอนหนึ่งว่า&amp;nbsp;ผู้ป่วยระลอกเดือนเม.ย.64&amp;nbsp;ตั้งแต่วันที่&amp;nbsp;1-17&amp;nbsp;เม.ย.มีผู้ติดเชื้อสะสม&amp;nbsp;11,722&amp;nbsp;ราย เสียชีวิต&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ราย จึงมีการนำข้อมูลเปรียบเทียบอัตราป่วยและอัตราการเสียชีวิตของโควิด-19&amp;nbsp;ที่แบ่งเป็น&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ระลอก 1.ระลอก ม.ค.63&amp;nbsp;ช่วง ม.ค.-14&amp;nbsp;ธ.ค.63&amp;nbsp;ระยะเวลา&amp;nbsp;11&amp;nbsp;เดือนครึ่ง มีผู้ป่วย&amp;nbsp;4,237&amp;nbsp;ราย เสียชีวิต&amp;nbsp;60&amp;nbsp;ราย คิดเป็น&amp;nbsp;1.42&amp;nbsp;เปอร์เซ็นต์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ระลอก ธ.ค.63&amp;nbsp;คือระหว่าง&amp;nbsp;15&amp;nbsp;ธ.ค.63 - 31 มี.ค.64&amp;nbsp;ระยะเวลา&amp;nbsp;3&amp;nbsp;เดือนครึ่ง มีผู้ป่วย&amp;nbsp;24,626&amp;nbsp;ราย เสียชีวิต&amp;nbsp;34&amp;nbsp;ราย คิดเป็น&amp;nbsp;0.14&amp;nbsp;เปอร์เซ็นต์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ระลอก เม.ย.64&amp;nbsp;วันที่&amp;nbsp;1-13&amp;nbsp;เม.ย. ระยะเวลา&amp;nbsp;13&amp;nbsp;วัน มีผู้ป่วย&amp;nbsp;5,712&amp;nbsp;ราย เสียชีวิต&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ราย คิดเป็น&amp;nbsp;0.05&amp;nbsp;เปอร์เซ็นต์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากข้อมูลตรงนี้จะเห็นได้ว่าการป่วยระลอก เม.ย.64&amp;nbsp;จะเห็นผู้ป่วยรอบนี้กระจายมากขึ้น แต่ความรุนแรงยังไม่มากเท่าเดิม เราควรตระหนัก แต่อย่าตื่นตระหนก ใครที่มีอาการป่วยขอให้เข้าสังเกตอาการที่โรงพยาบาล ซึ่งขณะนี้มีหลายรูปแบบ ทั้งโรงพยาบาลรวมถึงโรงพยาบาลสนาม ซึ่งในปัจจุบันโรงพยาบาลสนามจะเป็นคำตอบ เพราะเดิมเมื่อมีผู้ป่วยจะไปแอดมิดที่โรงพยาบาล แต่วันนี้คนป่วยเดินไปไหนมาไหนได้ ดังนั้นเตียงโรงพยาบาลควรให้คนป่วยที่อาการปานกลางถึงอาการหนัก และโรงพยาบาลสนามไม่ได้เลวร้ายอะไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บางคนบอกชอบเพราะได้พูดคุยสังสรรค์ ที่สำคัญโรงพยาบาลสนามจะประหยัดทรัพยากรบุคคลในการดูแลคนป่วย ขอให้ทุกคนเข้าใจและให้ความร่วมมือ เพราะโรงพยาบาลทุกแห่งมีศักยภาพในการดูแลประชาชน และถ้าเราดูกราฟตัวเลขจะเห็นว่า สัปดาห์นี้มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเกือบ&amp;nbsp;1&amp;nbsp;หมื่นคน และกระจายตัวไป&amp;nbsp;77&amp;nbsp;จังหวัด ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทำให้เห็นว่าการกระจายตัวของเชื้อรอบนี้กระจายมากขึ้น แต่ความรุนแรงไม่มากเท่าเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ป่วยแล้วไม่ได้หมายความว่าต้องไปโรงพยาบาลอย่างเดียว ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลสนามได้ แต่คนที่ป่วยต้องเข้าระบบแยกกัก ก่อนหน้านี้เราใช้โรงพยาบาลมาก่อน ตอนนี้มียอดเพิ่มขึ้นหลายเท่า ยืนยันโรงพยาบาลทั้งหมดคำนึงถึงความปลอดภัยประชาชนทั้งสิ้น&amp;quot;นพ.ทวีศิลป์กล่าว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99751</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน, โควิด19, โควิดระลอกสาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210408/image_big_606eb1b39ca8b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98872</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/04/2021 09:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/04/2021 09:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซีไอเอ็มบี ไทยประเมิน โควิด-19 ระลอกใหม่ส่งผลสั้นแค่ช่วงเดือนเมษายน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
9 เมษายน 2564 นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ประเมินสถานการณ์ในช่วงต้นเดือนเมษายนนี้ว่า &amp;nbsp;เราพบจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มขึ้นมาอีกระลอกในหลากหลายคลัสเตอร์ ซึ่งกำลังมีความเป็นไปได้สูงที่ทางภาครัฐจะประกาศการจำกัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจบางส่วนอีกครั้ง ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องดีในการลดจำนวนผู้ติดเชื้อ แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าเราจะเกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจเป็นรอบที่ 3 ซึ่งภาพบรรยากาศทางเศรษฐกิจตอนช่วงก่อนสงกรานต์นี้แตกต่างอย่างชัดเจนจากช่วงสัปดาห์ก่อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยช่วงปลายเดือนมีนาคมเราสังเกตเห็นกำลังซื้อในประเทศที่คึกคักขึ้น และโดยปกติในเทศกาลสงกรานต์ ร้านค้ามักจะตุนสต๊อกสินค้า ยอดขายกลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม เสื้อผ้า ของใช้ต่างๆ มักขยับสูงขึ้นกว่าช่วงก่อนหน้า กลุ่มโรงแรม ร้านอาหารจะได้อานิสงส์จากการเดินทางในประเทศ แม้ในอดีตกลุ่มโรงแรมจะมองเป็นช่วงโลว์ซีซันเพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติมาน้อย แต่ก็พอประคองได้จากนักท่องเที่ยวในประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตอนนี้หลังจำนวนยอดผู้ติดเชื้อมีมากขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ผมนึกถึงบรรยากาศการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในช่วงปลายปีก่อนเทศกาลวันคริสต์มาสที่คนเตรียมฉลองและท่องเที่ยว แต่สุดท้ายกิจกรรมทางเศรษฐกิจสะดุดด้วยการพบจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในจังหวัดสมุทรสาครและลามไปทั่ว จนรัฐมีมาตรการควบคุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจบางส่วนเพื่อลดจำนวนผู้ติดเชื้อ แต่ได้นำไปสู่ภาวะการชะลอทางเศรษฐกิจ ผมกำลังมองภาพคล้ายกันว่าเราอาจกำลังเผชิญภาพคริสต์มาสในเดือนเมษายนนี้อีกรอบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ หากเกิดการระบาดที่มากขึ้น รัฐจะเลือกใช้การจำกัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจบางส่วนคล้ายกับที่ใช้ในช่วงปลายปี เช่น ปรับเวลาการปิดร้านอาหารให้เร็วขึ้น ไม่อนุญาตให้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านอาหาร ปิดสถานที่บริการที่อาจเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ เช่น ฟิตเนสและร้านนวด ซึ่งไม่ใช่มาตรการที่เข้มงวดมากและไม่น่าส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจเทียบกับช่วงการระบาดในรอบแรก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ทางบริษัทและธุรกิจต่างๆ น่าจะเพิ่มสัดส่วนพนักงานที่ทำงานที่บ้านมากขึ้นเพื่อลดความแออัดของพื้นที่ และโดยรวมอาจส่งผลต่อธุรกิจในกลุ่ม อาหาร เครื่องดื่ม เสื้อผ้า การขนส่ง ขณะที่ธุรกิจโรงแรมที่กำลังรอต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวไทยในช่วงวันหยุดยาวก็กำลังลุ้นว่าจะมีใครยกเลิกการจองห้องพักมากน้อยเพียงไร ช่วงก่อนสงกรานต์นี้หากยังไม่มีมาตรการใดออกมา เราอาจเห็นธุรกิจเร่งระบายสต๊อกสินค้าด้วยการลดราคาสินค้าและบริการ เพราะเกรงว่าจำนวนผู้ติดเชื้อจะยิ่งเพิ่มขึ้นหลังผู้คนกลับมาจากท่องเที่ยวในช่วงสงกรานต์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงความกังวลเหล่านี้ ผมอยากชวนให้เรากลับไปนึกภาพเศรษฐกิจไทยในช่วงเดือนมกราคม ช่วงนั้นมีการระบาดต่อเนื่อง แต่จำนวนผู้ติดเชื้อรายวันก็ปรับตัวลดลงในที่สุด มาตรการที่เข้มงวดในการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสก็ผ่อนคลายลง ดัชนีภาคการบริโภคก็หดตัวเทียบเดือนต่อเดือนในแทบทุกหมวดหมู่ในเดือนมกราคมก่อนฟื้นตัวบ้างในเดือนถัดมา ซึ่งน่าจะพอเป็นภาพที่เราจะเห็นในลักษณะคล้ายกันว่า หากมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นในเดือนเมษายนและอาจมีมาตรการจำกัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจบางส่วนจริงจนส่งผลให้การใช้จ่ายของคนไทยลดลงในเดือนนี้ แต่หากควบคุมได้ดีขึ้น กิจกรรมทางเศรษฐกิจก็จะกลับมาเปิดมากขึ้น การใช้จ่ายก็จะดีขึ้นในเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป แต่ผมขอมองต่อไปว่า แม้จะสิ้นสุดรอบ 3 นี้ การบริโภคก็ยังเสี่ยงโตช้าด้วยปัจจัยอื่น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้การบริโภคภาคเอกชนจะเริ่มฟื้นขึ้น แต่ผมมองว่าการใช้จ่ายจะยังไม่เร่งแรง และอาจต้องระวังความเสี่ยงที่การบริโภคจะโตช้ากว่าที่เคยเห็นในช่วงก่อนโควิด แต่ถ้านึกกันดีๆ ช่วงก่อนโควิดในหลายปี การบริโภคภาคเอกชนก็โตต่ำกว่าการเติบโตของจีดีพี เรียกง่ายๆ ว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตจากภายนอกมากกว่าภายใน ปีนี้ก็เช่นกัน หากดูการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ในแต่ละสำนัก ก็จะเห็นภาพคล้ายคลึงกัน นั่นคือการบริโภคเอกชนโตต่ำกว่า 3% &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่เศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนผ่านการส่งออกสินค้าที่มองว่าอาจโตได้มากกว่า 10% และยังไม่นับการกระจายตัวของเศรษฐกิจอีกที่ดีเพียงด้านกลาง-บน ซึ่งต่อให้ไม่มีรอบ 3 นี้ การบริโภคก็เสี่ยงโตช้าด้วย 4 ปัจจัยดังต่อไปนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ขาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ &amp;nbsp;แน่นอนว่ากำลังซื้อปีนี้จะดีกว่าปีก่อน เพราะช่วงไตรมาสสองปีก่อนก็ล็อกดาวน์ และจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงไปเฉียดศูนย์ แต่ที่เรากำลังคิดต่อคือจะให้กำลังซื้อกลับเป็นปกติก่อนวิกฤติโควิด ซึ่งหากขาดนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างมากเราก็ฟื้นได้ด้วยกำลังซื้อคนไทย ซึ่งยังมีข้อจำกัดหลายอย่าง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ขาดการลงทุน &amp;nbsp;โดยปกติแล้ว หากเอกชนขายสินค้าได้มากขึ้น โดยเฉพาะรอบนี้ที่การส่งออกเริ่มฟื้นตัว โรงงานต่างๆ ก็จะมีการผลิตที่มากขึ้น จะมีการเพิ่มชั่วโมงการทำงาน ให้พนักงานทำโอที คนงานได้เงินเพิ่มขึ้น มีกำลังซื้อไปจับจ่ายซื้อของได้มากขึ้น เศรษฐกิจไทยก็จะคึกคักขึ้น แต่ผมกลับมองว่าเอกชนยังชะลอการลงทุน นั่นเพราะโรงงานต่างๆ อาจยังเลือกที่จะระบายสต๊อกสินค้าก่อนเร่งผลิตของ หรือแม้กำลังการผลิตได้เพิ่มขึ้นแต่ก็ยังต่ำกว่าช่วงก่อนโควิด ทำให้การลงทุนใหม่ๆ ยังเลื่อนออกไปได้ ซึ่งเราน่าจะเห็นในช่วงไตรมาสสามมากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ขาดความเชื่อมั่น &amp;nbsp;โดยปกติคนจะจับจ่ายใช้สอยมากขึ้นเมื่อมีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ กล้านำเงินออมออกมาใช้ แต่รอบนี้เรายังเห็นคนออมเงินกันค่อนข้างมาก ซึ่งแม้เป็นเรื่องดี แต่ก็สะท้อนภาพความเชื่อมั่นในการใช้จ่าย เรื่องการออมที่เพิ่มขึ้นอาจไม่ชัดเจนในกลุ่มคนรายได้น้อย เพราะโดยมากก็มักใช้เงินเดือนชนเดือนอยู่แล้ว แต่ที่น่าจะชัดเจนน่าจะเป็นกลุ่มคนพอมีเงิน มีฐานะที่ดี กลุ่มนี้กลับลังเลที่จะใช้เงิน อาจห่วงภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นไม่เต็มที่ ซึ่งความเชื่อมั่นจะมีผลต่อสินค้าคงทน มากกว่ากลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม หรือแม้แต่เสื้อผ้าดังที่กล่าวไปข้างต้น กลุ่มเฟอร์นิเจอร์ รถยนต์ ของตกแต่งบ้านอาจไม่ฟื้นเต็มที่ โดยเฉพาะตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ยังอ่อนแอ มีผลต่อการใช้จ่ายในสินค้าเกี่ยวเนื่องนี้ คงหวังให้มีมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของคนกลุ่มนี้มากขึ้น เช่นการเพิ่มการลดหย่อนภาษี หรือการลดภาษีรายได้ไปเลย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. ขาดมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย &amp;nbsp;มาตรการรัฐในการลดค่าครองชีพและกระตุ้นการบริโภคผ่านเงินโอนจากรัฐบาลกำลังจะสิ้นสุดลงภายในวันที่ 31 พฤษภาคม และหากไม่มีการต่ออายุมาตรการเหล่านี้และให้เงินเพิ่มเติม ผมเกรงว่าคนจะไม่ใช้จ่ายมากเท่าที่เป็นอยู่ เรียกง่ายๆ ว่าภาพที่เห็นบางส่วนอาจเป็นภาพลวงตา กำลังซื้อของคนยังไม่ฟื้นเต็มที่ แต่มาจากรัฐช่วย หากรัฐถอนมาตรการเหล่านี้แล้ว แน่นอนว่าบางส่วนอาจไม่มีรายได้มากพอที่จะใช้จ่ายได้เท่าเดิม โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เราอาจต้องรอดูว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นได้ดีขึ้นจนคนกลุ่มอื่นๆ ใช้จ่ายมากขึ้นในช่วงปลายไตรมาสสอง และอาจพอชดเชยบางกลุ่มที่การใช้จ่ายอาจลดลงไปบ้าง แต่แน่นอนว่าการใช้จ่ายคงไม่ลดลงไปหมดแม้สิ้นสุดมาตรการเงินโอนจากรัฐตามเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นได้บ้าง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การระบาดรอบนี้มีผลต่อการบริโภคที่อาจชะลอในเดือนเมษายนในแทบทุกหมวด แต่หมวดอาหาร เครื่องดื่มอาจไม่ลดลงแรงเท่ากลุ่มอื่น เพราะได้อานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นการบริโภคจากรัฐบาล และเชื่อว่าภาวะเศรษฐกิจน่าจะฟื้นตัวได้ดีขึ้นในเดือนพฤษภาคม แต่ที่น่าห่วงสำหรับเศรษฐกิจไทยคือ การใช้จ่ายของคนไทยยังเติบโตช้าด้วยปัจจัยอื่นนอกจากโควิด ซึ่งน่าจะมีผลให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ต่ำอยู่ในปีนี้&amp;rdquo; นายอมรเทพ จาวะลา กล่าวสรุป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98872</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย, อมรเทพ จาวะลา, เศรษฐกิจไทย, โควิดระลอกสาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210325/image_big_605c19583bb55.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98587</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/04/2021 08:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/04/2021 08:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ต้องอ่าน!หมอวีระศักดิ์เขียนบทความ’โควิดระลอกสามโมเมนตัมของโรคระบาดและการเมือง’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 เม.ย.2564 - &amp;nbsp;ศ.นพ.วีระศักดิ์ &amp;nbsp;จงสู่วิวัฒน์วงศ์ ประธานหลักสูตร สาขาวิชาระบาดวิทยา คณะแพทยศาสตร์ ม.อ. และที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เขียนบทความบนโพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ &amp;ldquo;โควิดระลอกสาม โมเมนตัมของโรคระบาดและของการเมือง&amp;rdquo; มีเนื้อหาว่า หลังจากสงบจากการะบาดในระลอกแรกราวครึ่งปี โควิดก็เริ่มระบาดระลอกสองจากสมุทรสาครออกไปจังหวัดต่างๆ ลักษณะการระบาดคล้าย ๆ มะเร็งที่ลุกลามเฉพาะพื้นที่และอวัยวะใกล้เคียง ไม่กระจายพรวดเดียวออกไปไกลเหมือนระลอกแรก ด้วยความเข้มแข็งของระบบสาธารณสุขและความร่วมมือของประชาชน โควิดระลอกสองก็ค่อยสงบลงจนแทบจะไม่เป็นปัญหา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความสำเร็จของการควบคุมการระบาดสองระลอก และการเริ่มเข้ามาของวัคซีน ทำให้รัฐบาลและประชาชนเริ่มรู้สึกผ่อนคลาย มองโลกสวยว่าเราน่าจะเริ่มฟื้นฟูเศรษฐกิจกันได้แล้ว เริ่มต้นจากการผ่อนคลายความเข้มงวดในประเทศ และเตรียมรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่การระบาดรอบสองยังไม่สะเด็ดน้ำดี คลื่นระบาดระลอกสามก็แสดงตน จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มอย่างน้อยสองเท่าในช่วงข้ามวัน ฐานของการระบาดย้ายจากสมุทรสาครเข้าสู่กรุงเทพมหานครและหัวเมืองต่าง ๆ คราวนี้โทษแรงงานต่างชาติไม่ได้แล้ว การแพร่กระจายเชื้อเที่ยวนี้เกิดจากลูกหลานไทยเราเองที่แสวงหาความบันเทิงหลังจากเคร่งเครียดมานาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรานำเข้าวัคซีนมาสองเดือนแล้ว อีกไม่กี่สัปดาห์เราก็จะได้ใช้วัคซีนที่ผลิตในประเทศเรา แต่อัตราความเร็วของการนำเข้าและการผลิตรวมกันเทียบไม่ได้เลยกับอัตราความเร็วของการแตกตัวของโรคระบาดในระลอกนี้ สัปดาห์หน้าบ้านเราจะเข้าสู่เทศกาลสงกรานต์ซึ่งมีการเดินทางของผู้คนทั่วประเทศ เป็นโอกาสที่เชื้อจะเพิ่มโมเมนตัม (ความเร็วคูณด้วยมวล) แพร่ได้เร็วและหนักหน่วงยิ่งขึ้นเหมือนเทศกาลตรุษจีนปีกลายช่วยแพร่เชื้อจากหวู่ฮั่นไปยังภาคส่วนต่าง ๆ ของจีนเมื่อปีกลาย ทั้งโมเมนตัมของผู้คนที่เคลื่อนที่และโมเมนตัมของเชื้อแรงมาก ตามกฎข้อที่สองของนิวตันที่ว่าโมเมนตัมจะไม่สูญหายและไม่เปลี่ยนทิศนอกจากมีแรงกระทำจากภายนอก ดังนั้นเราคงจะเห็นรัฐบาลออกแรงมหาศาลหลังสงกรานต์ในการลดพลังของโมเมนต้มของการระบาด เราคงหลีกไม่ได้ที่จะต้องสกัดกั้นการเดินทางระหว่างจังหวัด และบางแห่งอาจจะต้องเคอร์ฟิวและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวพักผ่อนคงต้องถูกแช่แข็งอีกรอบ แผนการที่จะเปิดประเทศให้นักท่องเที่ยวเข้ามาในเดือนกรกฎาคมอาจจะต้องเลื่อนออกไป เนื่องจากความไม่พร้อมภายในของเรา และที่สำคัญคือความไม่พร้อมของนักท่องเที่ยวขาใหญ่จากประเทศจีนที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าบ้านเรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขออนุญาตเล่าเรื่องกรณีศึกษาที่กำลังจะเกิดขึ้นในจังหวัดสงขลาในช่วงนี้ ซึ่งน้อง ๆ สาธารณสุขในพื้นที่กำลังกังวลมาก กล่าวคือจะมีการจัดแข่งขันชกมวยรายการใหญ่ที่ให้คนเข้าชมฟรีสองวันติดต่อกันในครึ่งหลังของสัปดาห์นี้ น้อง ๆ บอกว่าอาจารย์ครับ อาจารย์ช่วยหาทางบอกให้ผู้ใหญ่ระดับสูงของประเทศช่วยแนะนำคณะผู้จัดซึ่งเป็นผู้ใหญ่ของบ้านเมืองช่วยยกเลิก หรือเปลี่ยนเป็นมวยตู้ที่ไม่ต้องมีคนชมในสนามแทน เพราะผู้ใหญ่ด้านมหาดไทยในพื้นที่และผู้ใหญ่ในกระทรวงส่วนกลางเองเกรงใจผู้ใหญ่ที่จัดมาก ผมปรึกษาไปแล้วท่านได้แต่กำชับทางสาธารณสุขให้เข้มงวดอย่าให้มีการระบาด เหตุผลหนึ่งที่ท่านไม่กล้าสั่งการพิเศษในขณะนี้ คือ ยังไม่พบผู้ป่วยในพื้นที่จังหวัดสงขลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมไม่สนิทกับผู้ใหญ่ท่านใดเป็นพิเศษหรอกครับ สิ่งที่จะช่วยได้คือการเขียนบทความชิ้นนี้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้อ่านเท่านั้น ความเห็นของผมอาจจะถูกหรืออาจจะผิด ใครจะเอาไปปฏิบัติต่อหรือไม่ก็ต้องไปพิจารณากันเอง ใครที่ใกล้ชิดกับท่านผู้ใหญ่ก็คงจะเอาไปให้ท่านอ่านเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเชื่อว่าผู้ใหญ่ที่จัดส่งเสริมการชกมวยครั้งนี้ทำด้วยความปรารถนาดี เพื่อทำให้ประชาชนในพื้นที่ได้มีกิจกรรมร่วมกัน เป็นการส่งเสริมความเข้มแข็งทางสังคมและเศรษฐกิจ ท่านและที่ปรึกษาของท่านก็มีความรับรู้เรื่องความเสี่ยงของการแพร่ระบาดไม่น้อยกว่าน้อง ๆ ชาวสาธารณสุข&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การแข่งขันชกมวยครั้งนี้ที่สำคัญไม่ได้อยู่ที่การพนันขันต่อระหว่างค่ายมวยและเซียนมวยจากจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ แต่เป็นการเดิมพันทางการเมืองทางด้านชื่อเสียงและหน้าตาของท่านผู้ใหญ่ผู้จัด ท่านก็เป็นชาวสงขลา รักคนสงขลาไม่น้อยกว่าชาวสาธารณสุขสงขลา ท่านผู้ใหญ่ท่านนั้นคงคิดอย่างดีแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความรับผิดชอบในฐานะของนักการเมืองมากกว่าความรับผิดชอบของข้าราชการประจำที่ต้องทำตามนโยบายและมาตรฐานการปฏิบัติราชการ อย่างไรก็ตาม ชาวสาธารณสุขก็จะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่พ้น ถ้าไม่ได้ทำตามหน้าที่ในวิชาชีพของตน กล่าวคือถ้าทางสาธารณสุขไม่แจ้งประธานการควบคุมโรคติดต่อของจังหวัดว่าเรื่องนี้เป็นความเสี่ยงของประชากรจำนวนมาก ก็น่าจะถือได้ว่าสาธารณสุขบกพร่องในหน้าที่ ถ้าสาธารณสุขแจ้งประธานควบคุมโรคติดต่อประจำจังหวัดไปแล้วท่านไม่รายงานต่อผู้บังคับบัญชาขั้นสูงขึ้นไปว่าทางแพทย์ให้ความเห็นมาแบบนี้ ก็น่าจะถือได้ว่าท่านประธานควบคุมโรคบกพร่องในหน้าที่ ถ้าได้ทำตามนี้แล้วผู้บังคับบัญชาระดับกระทรวงหรือการเมืองยังสั่งการอนุญาตให้จัด เมื่อมีโรคระบาดเกิดขึ้นผู้บังคับบัญชาระดับกระทรวงหรือการเมืองก็ต้องรับผิดชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จุดอ่อนของระบบราชการอย่างหนึ่ง คือ ความเกรงใจเจ้านาย เพราะเจ้านายเป็นผู้ตัดสินชะตาชีวิตราชการของข้าราชการชั้นรองลงไป ไม่กล้าเสนอข้อเท็จจริงทางวิชาการด้วยกลัวว่าจะไปขัดใจกับเจ้านายทางการเมือง ผมคิดว่าความเกรงใจแบบนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากความเข้าใจผิด ในปัจจุบันนักการเมืองซึ่งเป็นเจ้านายของข้าราชการล้วนเป็นคนมีการศึกษาและมีเหตุมีผล การให้ความเห็นทางวิชาการด้วยความบริสุทธิ์ใจเป็นการป้องกันอนาคตทางการเมืองของเจ้านายไม่ให้เจ้านายตัดสินใจด้วยข้อมูลทีผิด เจ้านายควรจะพอใจและมอบหมายหน้าที่การงานให้รับผิดชอบในเรื่องที่ใหญ่ขึ้นในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับท่านที่อยู่ฝ่ายวิชาการควบคุมโรค ผมขอให้ความเห็นว่าแนวโน้มการระบาดในระลอกนี้เกิดขึ้นรวดเร็วกว่าระลอกที่สอง การที่ไม่มีรายงานผู้ป่วยในพื้นที่จังหวัดสงขลาไม่ได้แสดงว่าไม่มีผู้ติดเชื้ออยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงนี้มีการเดินทางที่สะดวกและผู้คนต่างชะล่าใจ การรอให้เกิดการระบาดเสียก่อนแล้วจึงป้องกันทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าเสี่ยงมาก เป็นการตัดสินใจที่ผิด ผลประโยชน์ทางความบันเทิงและเศรษฐกิจในช่วงไม่กี่วันจะไม่คุ้มกับความเสี่ยงจากการจัดการแข่งขันชกมวยที่มีคนเข้าร่วมจำนวนมาก ซึ่งมีหลักฐานชัดเจนในอดีตแล้วว่าการจัดการแข่งขันชกมวยขนาดใหญ่เป็น super spreading event&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้การสั่งการให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขคอยควบคุมอย่าให้เกิดความเสี่ยงเป็นการสั่งการที่นำไปปฏิบัติได้ยาก เนื่องจากการแข่งขันชกมวยเป็นเหตุการณ์ที่เร้าอารมณ์ผู้เข้าชมยากแก่การควบคุม การจัดการลดจำนวนผู้เข้าชมจากเป้าหมายของการโฆษณาเดิมที่ห้าพันคนเข้าชมฟรีให้เหลือไม่เกินสามร้อยคนจะนำมาซึ่งความไม่พอใจของผู้คนที่ต้องการเข้าชมจำนวนมาก ความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมสถานการณ์กับฝูงชนอาจจะนำมาซึ่งความรุนแรงอื่น ๆ ในพื้นที่ซึ่งเคยมีประวัติเรื่องความรุนแรงเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอาละครับ มาถึงตรงนี้ ผมและน้องอาจจะคิดมากไปเอง ขณะที่ท่านผู้อ่านอ่านบทความนี้อยู่ ท่านผู้ใหญ่อาจจะเข้าใจและสั่งการยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงในการเป็นมวยตู้ล้วน ๆ แล้ว หรือ ยิ่งไปกว่านั้น เราอาจจะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์เบื้องบนคุ้มครอง ถึงแม้จะจัดไป ชาวบ้านและชาวเราก็อาจจะยังโชคดีที่ไม่มีโรคระบาดก็ได้ แต่อย่างที่คุยไว้ตั้งแต่ตอนต้นแหละครับ โมเมนตัมของโรคกำลังมาแรง การเปลี่ยนแปลงโมเมนตัมการเมืองต้องใช้แรงมหาศาลอยู่เหนือความสามารถของเรา หลังสงกรานต์แล้วเราก็จะได้เห็นกันว่าเราจะโชคดีหรือหนีไม่พ้นกฎทางวิทยาศาสตร์ระบาดวิทยา เตรียมตัวเตรียมใจอยู่กับผลงานของโควิดระลอกสามกันเถอะครับ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98587</URL_LINK>
                <HASHTAG>ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, บทความ, ศ.นพ.วีระศักดิ์  จงสู่วิวัฒน์วงศ์, เฟซบุ๊ก, โควิดระลอกสาม, โมเมนตัม, โรคระบาด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210407/image_big_606d0822ae5cd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
