<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>107559</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/06/2021 06:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/06/2021 06:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอศิริราช&#039;ไขข้อข้องใจประสิทธิภาพวัคซีนซิโนแวค ระดับภูมิคุ้มกัน เข็ม3ต้องฉีดไหม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
25 มิ.ย.64-แฟนเพจเฟซบุ๊ก Infectious ง่ายนิดเดียว เผยแพร่บทความวิชาการ เรื่อง วัคซีน 7 ข้อ&amp;nbsp; โดย ศ.พญ. กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล&amp;nbsp; มีเนื้อหาดังนี้
ช่วงนี้มีคำถามเข้ามาจากเพื่อนๆและน้องๆหลายท่าน เกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนซิโนแว็กซ์ รวมทั้งความจำเป็นที่จะต้องฉีดเข็มที่สาม มีความกังวลใจว่าที่ฉีดไปแล้วนั้นโอเคหรือไม่ จึงขอรวบรวมคำถามทั้งหมดและมาตอบในบทความสั้นสั้นอันนี้นะคะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำถามที่ 1. วัคซีนซิโนแว็กซ์มีประสิทธิภาพดีพอไหม โดยเฉพาะต่อสายพันธุ์อินเดียซึ่งมีทีท่าจะระบาดเพิ่มมากขึ้น?
คำตอบ: วัคซีนซิโนแว็กซ์ผลิตจากเชื้อตายซึ่งเป็นเทคโนโลยีเก่า ระดับภูมิคุ้มกัน RBD-IgG ที่วัดได้หลังฉีดไม่ได้สูงเท่าวัคซีนที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ใหม่เช่น mRNA และจำเป็นต้องฉีดอย่างน้อยสองเข็มจึงจะเห็นระดับภูมิคุ้มกันที่สูงขึ้นอย่างชัดเจน และ เมื่อตรวจด้วยวิธี live virus neutralizing antibody (NT) ก็พบระดับที่สูงประมาณพอควรต่อเชื้อดั้งเดิมและมีระดับ NT ต่อสายพันธุ์ UK มีระดับลดลงประมาณ 10 เท่า แต่ยังอยู่ในระดับที่ป้องกันได้ ส่วน NT ต่อสายพันธุ์อินเดีย ยังอยู่ระหว่างการศึกษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ต้องเข้าใจก่อนว่าการวัดระดับภูมิคุ้มกันนั้น เป็นตัวแทนบ่งชี้การตอบสนองของร่างกาย แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่ทราบแน่นอนว่าระดับภูมิคุ้มกันที่วัดด้วยวิธีที่แตกต่างกันแต่ละวิธีนี้ ต้องมีระดับเท่าใดจึงจะป้องกันโรคได้ และที่ไม่ทราบว่าระดับเท่าใดจึงจะป้องกันโรครุนแรงและเสียชีวิตได้ แต่คาดว่าไม่จำเป็นต้องใช้ระดับสูงมาก เป็นที่ทราบจากการศึกษาระยะที่ 3 ทุกวัคซีนป้องกันการป่วยหนักและเสียชีวิตได้สูงเกือบ 100% แต่ป้องกันการติดเชื้อรวมๆได้แตกต่างกัน ซึ่งสัมพันธ์กับระดับ NT ดังนั้น แม้แต่การตรวจ NT ซึ่งตรวจได้ยากเย็น ทำเฉพาะในงานวิจัย ยังไม่สามารถบอกประสิทธิภาพในการป้องกันโรครุนแรงและเสียชีวิตได้เลย ซึ่งต้องใช้การศึกษาใน phase 3, 4 หรือเมื่อมีการใช้จริง ส่วนใหญ่เป็น case-control study จึงจะบอกประสิทธิผลในเรื่องนี้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำถามที่ 2. แล้วการตรวจเลือดที่มีในโรงพยาบาลทั่วๆไป พอจะบอกภูมิคุ้มกันได้หรือไม่ และควรตรวจหลังฉีดวัคซีนไหม?
คำตอบ: การตรวจที่มีที่ใช้ทั่วๆไปในโรงพยาบาลต่างๆ เป็นเทคนิคที่ออกแบบมาเพื่อใช้วินิจฉัยโรค ทำให้ไม่แม่นยำในการจะมาบอกว่ามีภูมิคุ้มกันที่ปกป้องการติดเชื้อ หรือป้องกันโรครุนแรงได้หรือไม่ มีหลายคนฉีดวัคซีนแล้วไปตรวจภูมิคุ้มกันที่มีใช้ตามโรงพยาบาลต่างๆแล้วพบว่าไม่มีภูมิ ซึ่งน่าจะเกิดจากการตรวจไม่ไวพอ เกิดผลลบปลอม เกิดความกังวลโดยไม่จำเป็น ทั้งนี้ในโครงการวิจัยต่างๆนั้นพบว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้ววัด NT ได้เกือบ 100% จึงขอแนะนำว่าไม่ควรไปตรวจระดับภูมิคุ้มกันที่มีโฆษณาตามโรงพยาบาลต่างๆ เพราะไม่แม่นยำ ทำให้ท่านเกิดความกังวลไปคิดว่าวัคซีนที่ฉีดนั้นเป็นน้ำเปล่าหรือเปล่า และกระวนกระวายที่จะไปฉีดวัคซีนเพิ่มเติมโดยไม่จำเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำถามที่ 3. แล้วหากไม่ตรวจระดับภูมิคุ้มกันจะรู้ได้อย่างไรว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพ?
คำตอบ: อันนี้ต้องอาศัยการศึกษาในประชากรที่ฉีดวัคซีนแล้วว่ามีโอกาสเกิดโรคหรือเกิดโรครุนแรง น้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ฉีดวัคซีนหรือไม่ ซึ่งในขณะนี้มีผลการศึกษาที่พบว่าวัคซีนซิโนแว็กซ์ป้องกันการเจ็บป่วยรุนแรงได้ 100% ในการศึกษาในบราซิล และป้องกันการเข้าไอซียูได้ 89% ในชิลี ซึ่งทั้งสองประเทศนี้มีสายพันธุ์กลายพันธุ์ P1 ซึ่งถือเป็นสายพันธุ์ที่ค่อนข้างดื้อตัวหนึ่ง
สำหรับการป้องกันสายพันธุ์อังกฤษนั้น มีข้อมูลซึ่งฉีดในวงกว้างที่เกาะภูเก็ตประเทศไทยเรานี่เอง และพบว่ามีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคการติดเชื้อได้ประมาณ 90% และไม่มีใครป่วยหนักหรือเสียชีวิตในโครงการนั้น แต่คาดว่าน่าจะป้องกันรุนแรงได้มากกว่า 90% แน่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แล้วกับสายพันธุ์อินเดียล่ะ ต้องรอข้อมูลจากประเทศที่มีสายพันธุ์อินเดียระบาดและใช้วัคซีนซิโนแว็กซ์เป็นหลัก ได้แก่ อินโดนีเซียและจีน ซึ่งมีข้อมูลออกมาเบื้องต้นว่าที่ประเทศอินโดนิเซียนั้นบุคลากรทางการแพทย์ที่ฉีดวัคซีนซิโนแว็กซ์ไปแล้ว แม้มีติดเชื้อก็มีอัตราป่วยที่ลดลงมาก ในประเทศจีนมีรายงานเบื้องต้นว่า ซิโนแวกซ์สามารถป้องกันการนอน รพ จากสายพันธุ์อินเดียได้ 96% แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียด สำหรับประเทศไทยเรานั้นสายพันธุ์อินเดียยังระบาดในวงไม่กว้างนัก ทำให้ยังไม่สามารถคำนวณประสิทธิผลจากวัคซีนซิโนแว็กซ์ต่อสายพันธุ์อินเดียได้ แต่หากดูตัวอย่างในประเทศอังกฤษสำหรับวัคซีนแอสตร้าและไฟเซอร์ พบว่าแม้ที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคต่อสายพันธุ์อินเดียจะต่ำกว่าต่อสายพันธุ์อังกฤษไปบ้าง แต่พบว่าประสิทธิภาพในการป้องกันการนอน รพ ซึ่งหมายถึงรุนแรง ยังคงมีประสิทธิภาพที่สูงมากและพอๆกัน (92% และ 96%) ผลทั้งหมดนี้ บ่งชี้ไปในทางที่ว่า ถ้าวัคซีนป้องกันสายพันธุ์อังกฤษได้ ก็น่าจะป้องกันสายพันธุ์อินเดียได้ โดยเฉพาะต่อโรครุนแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำถามที่ 4.&amp;nbsp; แล้วเข็มที่ 3 ต้องฉีดไหม?
คำตอบ: แม้ว่าวัคซีนซิโนแว็กซ์น่าจะป้องกันสายพันธุ์กลายพันธุ์ โดยเฉพาะชนิดรุนแรงได้ดี แต่ประสิทธิภาพนี้ จะอยู่ได้ไม่นานมาก เนื่องจากระดับภูมิคุ้มกันจะตกลงตามระยะเวลา ต้องเข้าใจกันก่อนว่าวัคซีนทุกชนิดจะต้องมีการฉีดกระตุ้นหลังจากครบ 2 เข็มแล้วอย่างแน่นอน วัคซีนที่ทำให้สร้างภูมิเริ่มต้นที่ระดับสูงหน่อย ช่วงเวลาก่อนที่จะต้องฉีดซ้ำก็อาจจะทิ้งช่วงได้ยาวกว่า มีการคำนวณว่าค่าครึ่งชีวิตของระดับภูมิคุ้มอยู่ที่นาน 108 วัน สำหรับวัคซีนซิโนแวกซ์ซึ่งให้ระดับ NT ไม่สูงมาก ถ้าต้องการให้ระดับ NT คงอยู่ในระดับเดิม ควรฉีดกระตุ้นหลังจากเข็มที่ 2 แล้ว อย่างน้อย 3-4 เดือน ซึ่งการกระตุ้นภูมิคุ้มกันจะมีผลดีในการป้องกันกลายพันธุ์ซึ่งมีระดับ NT ตั้งต้นจะต่ำกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิมด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะนี้วัคซีนทุกชนิดกำลังมีการพัฒนารุ่นใหม่ให้สามารถป้องกันเชื้อกลายพันธุ์ได้ ก็เหมือนที่เราต้องฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ที่ต้องอัพเดทสายพันธุ์ทุกปีเช่นกัน แต่จากการศึกษาเบื้องต้นโดยวัคซีน mRNA พบว่า ใช้วัคซีนรุ่นเดิมฉีดเป็นเข็มที่ 3 ก็สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ครอบคลุมไปยังเชื้อกลายพันธุ์ได้มากขึ้นได้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำถามที่ 5. แล้วควรใช้อะไรฉีดกระตุ้นดีควรสลับหรือเปลี่ยนชนิดของวัคซีนไหม?
คำตอบ: ในเบื้องต้นตอบได้ว่า การเปลี่ยนชนิดวัคซีนน่าจะทำให้ร่างกายเก่งขึ้นในการสร้างภูมิคุ้มกันที่นำเสนอในหลายรูปแบบ และสำหรับวัคซีนซิโนแว็กซ์จะมีการกระตุ้นภูมิคุ้มกันระบบเซลล์ไม่ค่อยดี ดังนั้นการเปลี่ยนชนิดน่าจะช่วยในเรื่องนี้ได้ด้วย แต่ว่าจะใช้วัคซีนชนิดใดมากระตุ้นดีกว่ากันยังเป็นคำถามวิจัย น่าจะได้คำตอบใน 1-2 เดือนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำถามที่ 6.&amp;nbsp; ควรสลับชนิดของวัคซีนตั้งแต่เข็มที่ 2 เลยจะดีกว่าไหม?
คำตอบ: การสลับชนิดของวัคซีนในเข็มที่ 2 อาจจะทำให้ภูมิคุ้มกันสูงกว่าการใช้วัคซีนชนิดเดิม ซึ่งผลการศึกษาเบื้องต้นบ่งชี้ไปในทางนั้น แต่ยังต้องรอข้อมูลการศึกษาให้มากขึ้นโดยเฉพาะข้อมูลประสิทธิผล และการสลับว่าเอาวัคซีนใด วัคซีนฉีดก่อน วัคซีนใดฉีดหลัง จึงจะให้ผลการกระตุ้นภูมิที่ดีกว่ากัน เพราะผลการกระตุ้นภูมิคุ้มกันเมื่อฉีดในอันดับที่แตกต่างกันอาจไม่เหมือนกัน&amp;nbsp; รวมทั้งต้องมาดูวิธีการบริหารจัดการว่า หากมีการฉีดสลับจะสามารถทำได้โดยไม่มีข้อผิดพลาดหรือไม่ และระยะห่างของเข็มที่ 1 และ 2 ควรเป็นอย่างไรถ้าสลับชนิดกัน จำเป็นต้องรอผลการศึกษาก่อนจะมีคำแนะนำออกมาอย่างเป็นทางการ องค์การอนามัยโลกยังไม่แนะนำให้เปลี่ยนชนิดของวัคซีนในเข็มที่ 1 และ 2 จนกว่าจะมีข้อมูลการศึกษามากกว่านี้ แต่สำหรับผู้ที่มีอาการข้างเคียงรุนแรงหรือแพ้วัคซีนตัวแรก ก็สามารถเปลี่ยนชนิดของวัคซีนในเข็มที่ 2 ได้เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำถามที่ 7. อย่างนี้เราควรไปจองวัคซีนสำหรับเข็ม 3 เอาไว้เลยไหม?
คำตอบ: ตอนนี้ยังมีวัคซีนมีจำกัด ควรให้ความสำกคัญกับการให้ทุกคนได้รับการฉีด 2 เข็มก่อน ซึ่งจะทำให้ทุกคนมีความปลอดภัยระดับหนึ่งก่อน แล้วค่อยมาคิดถึงเข็มกระตุ้นเข็มที่ 3 ซึ่งยังพอมีเวลา ผู้ที่ฉีดวัคซีนแอสตรา 2 เข็ม อาจจะทิ้งช่วงได้นานกว่าสักหน่อยก่อนจะต้องฉีดเข็มที่ 3 ทุกท่านที่ฉีดซิโนแว็กซ์ไปแล้ว 2 เข็ม ขอให้สบายใจว่าอย่างน้อยเรามีเกราะที่ป้องกันโรคได้แล้วชั้นหนึ่งแล้ว ค่อยมาคิดเรื่องฉีดเข็มที่ 3 กัน ซึ่งไม่จำเป็นต้องรีบมาก โดยน่าจะห่างจากเข็มที่ 2 อย่างน้อย 3-4 เดือน หลังเข็มที่สอง เราก็ยังพอมีเวลาเพื่อรอให้ผลการศึกษาต่างๆออกมาก่อน แล้วมาวางแผนกันอย่างเป็นระบบ แต่ในระหว่างนี้ ผู้รับผิดชอบต้องรีบจองวัคซีนเผื่อไว้เลย เพราะวัคซีนเป็นสิ่งที่ต้องจองนาน และควรจองให้มีหลากหลายชนิดไว้ก่อน เพื่อให้เป็นตัวเลือกในการฉีดต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อทำให้ทุกคนปลอดภัยไปด้วยกันค่ะ
ศ.พญ. กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107559</URL_LINK>
                <HASHTAG>กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ, ฉีดวัคซีนเข็มที่่ 3, ภูมิคุ้มกัน, วัคซีนซิโนแวค, โควิดสายพันธุ์อังกฤษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210625/image_big_60d518319956a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103748</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/05/2021 21:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/05/2021 21:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตั้งสติ! &#039;ดร.วรัชญ์&#039; เผยยังไม่มีหลักฐานบ่งชี้ &#039;โควิดสายพันธุ์อินเดีย&#039; รุนแรงกว่าเดิม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 พ.ค.64 - ผศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต รองคณบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.)&amp;nbsp; โพสต์เฟซบุ๊กเรื่องโควิดสายพันธุ์อินเดียว่า เท่าที่มีข้อมูล&amp;nbsp;มีแนวโน้มที่จะแพร่กระจายได้ง่ายขึ้นกว่าสายพันธุ์อังกฤษ (ซึ่งก็แพร่กระจายง่ายกว่าสายพันธุ์อู่ฮั่นอยู่แล้ว) แต่ไม่น่าจะเกิน 50% ผู้เชี่ยวชาญคิดว่าน่าจะอยู่ประมาณ 25%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อังกฤษเชื่อว่าวัคซีนป้องกันได้ โดยมีการวิจัยของอินเดีย พบว่า AZ ป้องกันได้ 97% ส่วนซิโนแวค ยังไม่มีการนำไปใช้จริง แต่ผู้เชี่ยวชาญศึกษาโครงสร้างของไวรัสแล้วเชื่อว่าวัคซีนต่างๆน่าจะป้องกันได้เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยังไม่มีหลักฐานที่บ่งชี้ว่าผู้ป่วยสายพันธุ์นี้จะมีอาการรุนแรงมากกว่าเดิม ที่อังกฤษกำลังศึกษา (เพราะก็โดนอยู่เหมือนกัน) และน่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนขึ้นในอาทิตย์หน้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนตัวคิดว่า สายพันธุ์แอฟริกาใต้ น่ากลัวที่สุดครับ เพราะมีการศึกษาจริงแล้วว่าวัคซีนประสิทธิภาพลดลงไปเยอะมาก แต่แม้ว่าจะลดไปเยอะยังไง วัคซีนก็ยังป้องกันการเจ็บป่วยและเสียชีวิตได้เกือบ 100% อยู่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103748</URL_LINK>
                <HASHTAG>นิด้า, ผศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต, โควิดสายพันธุ์อังกฤษ, โควิดสายพันธุ์อินเดีย, โควิดสายพันธุ์แอฟริกา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210521/image_big_60a6f213e2d2b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100001</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/04/2021 19:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/04/2021 19:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอโอภาส&#039; เผยเชื้อโควิดดุกว่าเดิม สัปดาห์นี้จะเห็นคนป่วยหนักในไอซียูมากขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 เม.ย.64 - ผศ.นพ.โอภาส พุทธเจริญ หัวหน้าศูนย์โรคอุบัติใหม่ทางคลินิก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า ระลอกนี้เชื้อดุกว่าเดิม จากเคส 200 กว่ารายของระลอกนี้ที่โรงพยาบาล 1.ปกติโดยทั่วไปถ้าเป็นเชื้อระลอกแรก 7 วันไปแล้ว เชื้อจะน้อยลงแม้ว่าตรวจ PCR บวกแต่จะเพาะเชื้อไม่ขึ้น แต่เชื้อของระลอกนี้ 10 วันแล้วยังเพาะเชื้อขึ้นอยู่ แสดงว่าเชื้ออยู่ในร่างกายได้นานขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. รอบก่อนๆ ไม่ค่อยเห็นวัยรุ่นที่สุขภาพแข็งแรงเกิดปอดอักเสบ แต่รอบนี้พบมากขึ้นกว่าเดิม&amp;nbsp;3. หลังจากที่ติดเชื้อไปแล้วประมาณ 1 สัปดาห์ คนที่มีความเสี่ยงเกิดอาการรุนแรงจะเริ่มมีอาการให้เห็น แต่รอบนี้เร็วกว่าเดิม ไม่ถึงสัปดาห์ก็เริ่มมีอาการมากขึ้น การอักเสบเกิดขึ้นเร็ว การให้ยาต้านไวรัสกับยาสเตียรอยด์ต้องพร้อม การวินิจฉัยปอดอักเสบต้องทำได้เร็ว&amp;nbsp;4. ปริมาณเชื้อในโพรงจมูกและเสมหะมีมากกว่าเดิม เชื้อกระจายได้ง่าย&amp;nbsp;5. สัปดาห์นี้เป็นต้นไป เราจะเห็นเคสหนักในไอซียูมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากที่เห็นก็น่าจะสอดคล้องกับข้อมูลในประเทศอังกฤษ ที่มีสายพันธุ์ B117 ระบาด พบว่าควรมีวิธีเพื่อลดอัตราการเสียชีวิต ได้แก่ การป้องกันการแพร่เชื้อในชุมชน ด้วยมาตรการต่างๆรวมถึงการกระจายวัคซีนที่เป็นสิ่งที่สำคัญในการลดความรุนแรงของโรค&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100001</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผศ.นพ.โอภาส พุทธเจริญ, รพ.จุฬาฯ, โควิด19, โควิดสายพันธุ์อังกฤษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210215/image_big_602a6dca38ffd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99792</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/04/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/04/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘สายพันธุ์อังกฤษ’ยึดไทย!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั่วประเทศยังพบผู้ป่วยโควิดเพิ่มต่อเนื่อง &amp;quot;หมอยง&amp;quot; เผยการระบาดครั้งนี้ 98% เป็นสายพันธุ์อังกฤษ เหลือเพียงไม่ถึง 2% เป็นสายพันธุ์ดั้งเดิมหรือที่ได้รับมาจากพม่าที่สมุทรสาคร&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชลบุรีน่าห่วง เจออีก 155 ราย ขณะที่นครปฐมพบ 26 ราย โคราชอีก 23 คน จากสถานบันเทิง คลัสเตอร์หมูกระทะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 17 เมษายน สถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศยังคงพบผู้ป่วยอย่างกว้างขวางหลายจังหวัด ทั้งนี้ ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยว่า จากการตรวจวินิจฉัยที่ศูนย์ที่ทำอยู่ขณะนี้ มากกว่า 300 ราย พบการระบาดครั้งนี้ 98 เปอร์เซ็นต์ เป็นสายพันธุ์อังกฤษ เหลือเพียงไม่ถึง 2 เปอร์เซ็นต์เป็นสายพันธุ์ดั้งเดิมหรือที่ได้รับมาจากเมียนมาที่สมุทรสาคร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สายพันธุ์นี้ติดต่อได้ง่ายกว่าเดิม จึงได้แพร่กระจายไปมากมายอย่างที่คิดไว้แล้วตอนต้น ไม่ได้เกินความคาดหมาย การจะยับยั้งการกลายพันธุ์ต่อไป จะต้องหยุดการระบาดของไวรัสนี้ให้เร็วที่สุด ซึ่งสามารถทำได้ด้วยระเบียบวินัย การปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัด ที่ทุกคนรู้ และการให้วัคซีนอย่างรวดเร็ว เพื่อทำให้มีภูมิต้านทานในการป้องกันการติดเชื้อให้มากที่สุด ไวรัสนี้คงอยู่กับเราอีกนาน หรือตลอดไป เราจะต้องปรับตัวให้ได้ และหาวิธีในการป้องกันให้ได้มากที่สุด เพื่อลดความรุนแรงของโรคนี้ลงให้ได้&amp;quot; ศ.นพ.ยงกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชลบุรี รายงานสถานการณ์โควิด-19 ระลอกใหม่ในพื้นที่ว่า มีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นอีก 155 ราย ดันยอดป่วยสะสมเฉพาะเดือน เม.ย.64 มีจำนวน 1,065 รายแล้ว ขณะนี้สถานการณ์การระบาดระลอกใหม่มาจากคลัสเตอร์สถานบันเทิงในกรุงเทพฯ ที่แพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่นเดียวกับคลัสเตอร์สถานบันเทิงใน จ.ชลบุรี ที่แพร่เชื้อสู่ผู้สัมผัสใกล้ชิดและคนในครอบครัวอย่างรวดเร็วเช่นกัน ซึ่งการแพร่ระบาดระลอกนี้ ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มสถานบันเทิงเขต อ.เมืองฯ และ อ.บางละมุง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ที่จังหวัดนครปฐม พบผู้ป่วยยืนยันรายใหม่ 26 ราย รวมยอดผู้ป่วยสะสมระลอกใหม่ 350 ราย ผู้ป่วยยังคงรักษาอยู่ 166 ราย ผู้ป่วยรักษาหายแล้ว 182 ราย เสียชีวิตสะสม 2 ราย (รายที่ 80 และ 171) ผู้ป่วยรายที่ 264 ได้รับการใส่ท่อช่วยหายใจ เนื่องจากมีภาวะปอดติดเชื้อผู้สัมผัสเสี่ยงสูง และผู้ป่วยทุกรายได้รับการกักกันและดำเนินการตามมาตรการกระทรวงสาธารณสุขแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สสจ.นครปฐมยังคงค้นหาผู้ติดเชื้อในกลุ่มผู้มีความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง มีผู้ได้รับการตรวจหาเชื้อแล้วรวม 42,836 ราย ไทม์ไลน์อยู่ระหว่างการดำเนินการสอบสวนโรค โปรดหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง กิจกรรมเสี่ยง ช่วงเวลาเสี่ยง บุคคลเสี่ยง โดยยังคงทำการค้นหาผู้ติดเชื้อในกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงสูงอย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม พร้อมด้วย นพ.มานพ ฉลาดธัญญกิจ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครพนม (สสจ.ฯ), นายพรต ภูภักดิ์ ปลัดจังหวัด และนายสมลักษ์ ยกน้อยวงษ์ นายอำเภอเมืองนครพนม ร่วมแถลงข่าวการตรวจพบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (covid-19) ระลอกที่ 3 สายพันธุ์อังกฤษ ที่มีฤทธิ์รุนแรงกว่าสายพันธุ์อู่ฮั่น (ระลอกแรก) หรือสายพันธุ์อิตาลี(ระลอกสอง) ที่แพร่มาจากแรงงานชาวเมียนมา เพิ่ม 8 ราย รวมยอดสะสม 26 ราย ณ ห้องประชุมพระธาตุนคร ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดนครพนม ซึ่งการค้นพบผู้ป่วยในจำนวน 8 รายนี้ ใน 7 ราย เป็นพนักงานที่ทำงานในสถานบันเทิงชื่อดังของจังหวัด ที่เหลือ 1 รายเป็นนักท่องเที่ยวหญิงวัย 23 ปีที่มาจากอำเภอเรณูนคร ได้นั่งกินดื่มในสถานที่ดังกล่าว รวมคลัสเตอร์สถานบันเทิงแห่งนี้มีผู้ป่วยที่พบแล้ว 10 ราย ส่วนที่เหลืออยู่ในระหว่างการสอบสวนโรค
โคราชเจออีก 23 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จังหวัดมุกดาหาร พบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 1 ราย เป็นรายที่ 7 ในการระบาดระลอกใหม่เดือนเมษายน 2564 ซึ่งผู้ป่วยโควิด-19 รายนี้เป็นเพศชาย อายุ 28 ปี อยู่ที่อำเภอหนองสูง มีอาชีพเป็นพนักงานโรงงานในจังหวัดระยอง และเป็นสามีของผู้ป่วยรายที่ 4 ที่เดินทางมาด้วยกัน ขณะนี้รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลอำเภอหนองสูง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่จังหวัดนครราชสีมา นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ประธานคณะกรรมการโรคติดต่อ จ.นครราชสีมา พร้อมด้วยนายแพทย์ชาญชัย บุญอยู่ รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา ร่วมแถลงข่าวว่า ล่าสุดพบผู้ป่วยเพิ่มอีกจำนวน 23 ราย และอยู่ระหว่างการสอบสวนโรค รวมมีผู้ป่วยระลอกใหม่สะสมแล้วจำนวน 218 ราย
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยผู้ป่วยรายใหม่ 23 ราย ส่วนใหญ่ติดเชื้อมาจากการสัมผัสกับผู้ป่วยรายก่อนหน้า ที่ติดเชื้อมาจากคลัสเตอร์ปาร์ตี้วันเกิดในพูลวิลล่าพื้นที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา และผู้ป่วยรายใหม่บางส่วนก็ติดเชื้อมาจากตามแหล่งสถานบันเทิงในพื้นที่ นอกจากนี้ ทางโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาได้ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ที่เดินทางไปรับประทานหมูกระทะร้านน้ำหวานหมูกระทะ ซอย 30 กันยา ตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน 2564 ไปตรวจหาเชื้อเพิ่มเติม โดยล่าสุดในจำนวนนี้มีจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 โดยมียอดมาตรวจจากคลัสเตอร์หมูกระทะ จำนวน 875 คน ซึ่งเบื้องต้นยังไม่มีการติดเชื้อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิเชียรกล่าวว่า หลังจากที่ในพื้นที่ จ.นครราชสีมามียอดผู้ป่วยเกินกว่า 200 รายแล้ว ทางจังหวัดจะต้องมีมาตรการในการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เพิ่มเติม นอกเหนือจากที่ทาง ศบค.ส่วนกลางได้กำหนดไว้ โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.ปากช่อง ซึ่งเป็นพื้นที่การแพร่ระบาดของโรค ทำให้เกิดคลัสเตอร์ต่อเนื่อง ซึ่งในจำนวนผู้ป่วยใหม่ 23 ราย วันนี้เป็นผู้ป่วยติดเชื้อจากคลัสเตอร์ อ.ปากช่อง 13 ราย, อ.เมืองฯ 5 ราย, อ.สีคิ้ว 2 ราย, อ.บ้านเหลื่อม 1 ราย, อ.พระทองคำ 1 ราย, อ.ครบุรี 1 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา&amp;nbsp; &amp;nbsp;
โดยเฉพาะคลัสเตอร์จากการเลี้ยงวันเกิดขึ้นในพื้นที่ อ.ปากช่อง นั้น ผู้ป่วยรายใหม่ทั้ง 13 ราย เป็นผู้ป่วยจากการกระจายวงแพร่ระบาดเป็นวงที่ 3 เข้าสู่วงที่ 4 ทั้งนี้ ได้สั่งการให้ทีมสาธารณสุขลงพื้นที่เข้าไปสืบสวนโรคอย่างต่อเนื่อง เพื่อค้นหาผู้ป่วยเชิงลึกจากคลัสเตอร์นี้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนคลัสเตอร์จากร้านหมูกระทะและคลัสเตอร์จากชาวญี่ปุ่น 5 รายร้านคาราโอเกะนั้น ได้มีการนำตัวผู้สัมผัสเสี่ยงมาตรวจหาเชื้อ และกักตัวได้เกือบทั้งหมดแล้ว เชื่อจะสามารถควบคุมการแพร่ระบาดจากคลัสเตอร์หมูกระทะและชาวญี่ปุ่นได้ แต่คลัสเตอร์ใน อ.ปากช่อง ต้องยอมรับว่ายังควบคุมได้ยาก และทำให้เกิดผู้ป่วยรายใหม่ต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิเชียรกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังพบว่ามีนักเรียนนายสิบรุ่นที่ 11 ติดเชื้อมาจาก กทม. หลังพักการฝึกตั้งแต่วันที่ 2 เม.ย. ได้เดินทางไปสถานบันเทิงที่ กทม. หลังจากกลับมาไม่มีอาการ วันที่ 15 เม.ย.64 ได้รับแจ้งจากเพื่อนที่ กทม.ว่ามีผู้ติดเชื้อในสถานบันเทิง จึงเดินทางไปตรวจหาเชื้อที่ รพ.มหาราชนครราชสีมา วันที่ 15 เม.ย.64 พบติดเชื้อ จึงรักษาตัวที่ รพ.ทันที &amp;nbsp;
ภาคใต้โยงสถานบันเทิง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกลุ่มเสี่ยงที่สัมผัสกับนักเรียนนายสิบคนนี้ สัมผัสเสี่ยงสูง 40 คน ครูฝึก 10 คน จากการตรวจเชื้อยังไม่พบผู้ติดเชื้อเพิ่ม ส่วนนักเรียนนายสิบอีกกว่า 60 คนเป็นผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำ จึงได้มีการกักตัวทั้งหมด 100 คนทั้งเสี่ยงสูงเสี่ยงต่ำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่จังหวัดชัยนาท นพ.พัลลภ ยอดศิรจินดา นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดชัยนาท รายงานพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในจังหวัดชัยนาท รายใหม่จำนวน 1 ราย นับเป็นผู้ป่วยยืนยันรายที่ 16 ของจังหวัดชัยนาท โดยเป็นชาย อายุ 31 ปี เป็นนักเรียนโรงเรียนนายทหารชั้นประทวน กรมยุทธศึกษาทหารอากาศ กรุงเทพมหานคร ที่เดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านที่ ต.กะบกเตี้ย อ.เนินขาม จ.ชัยนาท ซึ่งมีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยยืนยันจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่เป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนเดียวกัน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศูนย์อำนวยการบริหารสถานการณ์โรคติดเชื้อโควิด-19&amp;nbsp; จังหวัดกระบี่ ได้รายงานสถานการณ์การแพร่เชื้อโควิด-19 ในจังหวัดกระบี่ ระลอกใหม่ ตั้งแต่วันที่ 1-16 เม.ย.64 พบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อเพิ่มอีก 3 ราย จากเดิม 21 ราย รวมเป็น 24 ราย รอผลตรวจอีก 50 ราย ทีมสอบสวนโรค สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกระบี่ อยู่ระหว่างลงพื้นที่ติดตามผู้สัมผัสเสี่ยงสูงมาตรวจคัดกรองหาเชื้อ โดยไทม์ไลน์ ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ยังคงเป็นกลุ่มที่เดินทางกลับมาจากจังหวัดที่มีการแพร่ระบาดรุนแรง อาทิ กทม.&amp;nbsp; เชียงใหม่ ประจวบคีรีขันธ์ เป็นต้น และมีความเชื่อมโยงกับสถานบันเทิง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 จ.พัทลุง ได้พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังจากที่ตรวจพบผู้ป่วยโควิด-19 ในวันแรกเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2564 จำนวน 2 ราย ซึ่งเป็นนักเรียนนายสิบตำรวจที่มาฝึกงานที่ สภ.ตะโหมด จ.พัทลุง ที่ติดเชื้อมาจากมารดาที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และมาติดเพื่อนนักเรียนนายสิบตำรวจที่มาฝึกงานด้วยกันใน สภ.ตะโหมดอีก 1 ราย รวมเป็น 2 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักงานสาธารณสุข จ.พัทลุง ได้รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ว่ามีการนำผู้ใกล้ชิดและผู้สัมผัสกับผู้ป่วยทั้ง 11 คน ไปตรวจหาสารคัดหลั่ง จำนวน 72 ราย ซึ่งผลการตรวจได้พบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มอีก 10 ราย ประกอบด้วย อ.ควนขนุน 7 ราย ( รวมเป็น 9 ราย),&amp;nbsp; อ.เมืองฯ จ.พัทลุง 1 ราย (รวมเป็น 2 ราย), อ.ปากพะยูน 1 ราย (รวมเป็น 6 ราย) และ อ.ป่าบอน 1 ราย (รวมเป็น 2 ราย)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่งผลให้ขณะนี้ จ.พัทลุง มีผู้ป่วยในวันเดียวกันนี้ วันที่ 17 เม.ย. 2564&amp;nbsp; เพิ่มขึ้น 10 ราย ประกอบด้วย อ.ควนขนุน 9 ราย, อ.เมืองพัทลุง 2 ราย, อ.ตะโหมด 2 ราย, อ.ปากพะยูน 6 ราย และ อ.ป่าบอน จำนวน 2 ราย รวมทั้งสิ้น 21 ราย โดยผู้ป่วยรายใหม่ดังกล่าวทั้ง 10 คนเป็นผู้ป่วยที่ตรวจเฝ้าระวังเชิงรุกที่สัมผัสกับผู้ป่วยยืนยันเดิม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99792</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ผู้ป่วยโควิดเพิ่มต่อเนื่อง, สายพันธุ์อังกฤษ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โควิด 19, โควิด-19, โควิดสายพันธุ์อังกฤษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210407/image_big_606d9f9d7fe0b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99722</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/04/2021 08:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/04/2021 08:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอยง&#039; พบโควิดรอบใหม่ 98% เป็นสายพันธุ์อังกฤษ แพร่เชื้อง่าย อนาคตจะครองโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 เม.ย.64 - ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Yong Poovorawan ว่า&amp;nbsp;โควิด-19 สายพันธุ์อังกฤษ B.1.1.7 แพร่กระจายได้ง่ายและเร็ว วิวัฒนาการของไวรัสเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เราทราบดีว่าสายพันธุ์ที่เริ่มต้นจากประเทศจีนเป็นสายพันธุ์ S และ L สายพันธุ์ S มาระบาดในประเทศไทย ในระยะรอบแรก สายพันธุ์ Lไปบุกยุโรป แล้ววิวัฒนาการเป็นสายพันธุ์ V และ G&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สายพันธุ์ G &amp;nbsp;แพร่ระบาดได้ง่ายกว่าจึงกระจายไปทั่วโลกมาแทนที่สายพันธุ์เกือบทั้งหมด ติดง่ายกว่า สายพันธุ์ G &amp;nbsp;วิวัฒนาการต่อไป เป็น GH และ GR&amp;nbsp;สายพันธุ์ G จึงมาระบาดในประเทศไทยที่สมุทรสาครด้วยเช่นเดียวกัน (GH) การระบาดในยุโรปเป็นสายพันธุ์ GR เป็นส่วนใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และก็วิวัฒนาการต่อไป เป็นสายพันธุ์อังกฤษ B.1.1.7 หรือเรียกว่าสายพันธุ์ GRY ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงของกรดอะมิโนในตำแหน่งที่ 501 (N501Y) หรือเปลี่ยนจาก asparagine ไปเป็น tyrosine ซึ่งเป็นตำแหน่งที่จะเกาะกับเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจของมนุษย์ได้ง่ายขึ้น ทำให้สามารถติดต่อได้ง่ายและแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อติดต่อได้ง่ายและแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว สายพันธุ์นี้จึงระบาดอย่างกว้างขวางโดยเริ่มจากอังกฤษเข้าสู่ยุโรปและอเมริกา เข้าสู่ญี่ปุ่นมีแนวโน้มจะมากขึ้น และเข้าสู่เขมรมาสู่ประเทศไทย และในอนาคต สายพันธุ์นี้จะครองโลก จนกว่าจะมีสายพันธุ์ที่แพร่กระจายง่ายกว่านี้อีกก็จะมาแทนที่ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในประเทศไทยการระบาดรอบใหม่หรือจะเรียกว่าระลอก 3 ก็ได้ เริ่มจากสถานบันเทิง และกระจายไปทั่วประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการตรวจวินิจฉัยที่ศูนย์ ที่ทำอยู่ขณะนี้มากกว่า 300 ราย พบการระบาดครั้งนี้ 98% เป็นสายพันธุ์อังกฤษ เหลือเพียงไม่ถึง 2 เปอร์เซ็นต์ เป็นสายพันธุ์ดั้งเดิมหรือที่ได้รับมาจากพม่าที่สมุทรสาคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สายพันธุ์นี้ติดต่อได้ง่าย กว่าเดิม จึงได้แพร่กระจายไปมากมาย อย่างที่คิดไว้แล้วตอนต้น ไม่ได้เกินความคาดหมาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การจะยับยั้งการกลายพันธุ์ต่อไป จะต้องหยุดการระบาดของไวรัสนี้ให้เร็วที่สุด ซึ่งสามารถทำได้ด้วยระเบียบวินัย การปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัด ที่ทุกคนรู้ และการให้วัคซีนอย่างรวดเร็ว เพื่อทำให้มีภูมิต้านทานในการป้องกันการติดเชื้อให้มากที่สุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไวรัสนี้คงอยู่กับเราอีกนาน หรือตลอดไป เราจะต้องปรับตัวให้ได้ และหาวิธีในการป้องกันให้ได้มากที่สุดเพื่อลดความรุนแรงของโรคนี้ลงให้ได้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99722</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.ยง ภู่วรวรรณ, โควิดสายพันธุ์อังกฤษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210311/image_big_604993d5c5cdf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99081</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/04/2021 23:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/04/2021 20:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รองหน.พรรคกล้า เปิดโปงเบื้องหลังกรุงเทพฯแตก ระบบราชการป่วยโยงธุรกิจสีเทาในเขมร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 เม.ย.64 - นายพงศ์พรหม ยามะรัต รองหัวหน้าพรรคกล้า โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กว่า คืนนี้จะคุยสั้นๆที่พูดไว้ว่ากรุงเทพฯจะแตกเพราะเล้าจน์มาตลอดหลายเดือนเพราะมันมีเหตุครับ เหตุนี้มันเกี่ยวกับความป่วยระบบราชการไทย กับความเชื่อมโยงธุรกิจสีเทาใน &amp;ldquo;เขมร&amp;rdquo;&amp;nbsp;ตรงไปตรงมา ทำไมสายพันธุ์ที่ติดถึงเป็นสายพันธุ์อังกฤษจาก &amp;ldquo;เขมร&amp;rdquo;? สงสัยมั้ยครับ จริงๆคนในวงการไม่มีใครแปลกใจเลย ต่อกัน 100:1 มาตั้งแต่แรก ว่าเป็นสายพันธุ์อังกฤษในเขมรแน่ สายพันธุ์เขมรนี้ อยู่ๆมันไม่ได้ลอยมาเองครับ แต่มันมี &amp;ldquo;อภิสิทธิ์ชน&amp;rdquo; ที่ทำให้มันเข้ามาได้อย่างราบรื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่บอกว่าจะพูด &amp;ldquo;สั้นๆ&amp;rdquo; แต่แรก เพราะลงรายละเอียดยาก ผมเลยจะใช้วิธีฝากท่านนายกดีกว่าครับ&amp;nbsp; ถ้าท่านนายกต้องการปฏิรูปจริง ต้องอย่าปล่อยให้เหล่ามาเฟียธุรกิจสีเทามากล้าตั้งศูนย์บัญชาการกันอยู่กลางเมือง เน้นนะครับ ศูนย์บัญชาการไม่ได้แปลว่าต้องเป็น &amp;ldquo;คริสตัล&amp;rdquo; แต่เป็นเครือข่ายของเหล่าธุรกิจสีเทานี้ จะรวม หรือไม่รวมคริสตัลก็ได้ ผมไม่ทราบ ใครสงสัยก็ลองไปตามเส้นทางเงินดูเอา&amp;nbsp;แต่ที่ชัดๆตอนนี้ ทำไมสายพันธุ์ที่ลุกลามในกรุงเทพตอนนี้ถึงมาจากเขมร? อยากให้ท่านนายกมาช่วยตอบครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาเฟียธุรกิจเทาจากเขมรมาทำอะไรกันกลางกรุง? ประชุมกันที่ไหน? มีข้าราชการเอี่ยวยังไง ผมพูดลอยๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เด็กเล้านจ์ที่แห่กันติด เกี่ยวอะไรกับเด็กเอ็นเตอร์เทนไทยที่ข้ามแดนไปเขมรกันอยู่เป็นเรื่องปกติ ไปบ่อนกันที 30-40 คน รับแขกนักการเมืองไทย-เทศ แขกมาเฟีย กลับมาทีมี Herm&amp;egrave;s กันได้ทุกคน
ผมก็พูดลอยๆอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธุรกิจสีเทากลางกรุงเทพมหานคร เกี่ยวอะไรกับบ่อนเขมรที่มีทั้งไทย ทั้งเขมรเป็นเจ้าของ นี่ผมก็พูดลอยๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทำไมพนันออนไลน์บ้านเราจึงปราบยากปราบเย็น นี่ก็ลอยๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมแค่อยากฝากท่านนายกว่าหากท่านต้องการปฏิรูปจริง ผมคือคนๆนึงที่จะช่วยปฏิรูปแบบถวายหัว แต่ท่านต้องสัญญาว่าจะไม่ปล่อยระบบราชการ-นักการเมือง-มาเฟีย มาจับมือกันทำสังคมพังแบบนี้
ปิดพรมแดนแล้ว แต่ Covid เขมรมาแพร่กลางกรุงได้ยังไง ท่านนายกไม่โกรธเหรอครับ ทำเศรษฐกิจประเทศพัง ทำพี่น้องคนไทยป่วย หรืออาจจะมีตาย เป็นผม ผมจะเชิญข้าราชการ-นักการเมืองแถวนั้นมาคุยให้หมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่ไม่นับมาเฟียยาเสพติดที่ผมยังไม่ได้พูดถึง ตอนนี้ซื้อได้ถึงบุคคลระดับใหญ่ไปมากแล้ว ผมหละกลัวว่าวันนึงเมืองไทยจะเป็นเม็กซิโกซะจริงๆ เพราะมันเริ่มจากระบบราชการ-การเมืองที่เป็นมะเร็งแบบเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99081</URL_LINK>
                <HASHTAG>คริสตัลคลับ, พงศ์พรหม ยามะรัต, พรรคกล้า, สถานบันเทิงทองหล่อ, โควิด19, โควิดสายพันธุ์อังกฤษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210405/image_big_606b099b57cc4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98996</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/04/2021 07:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/04/2021 07:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอยง&#039; กางหลักฐานคอนเฟิร์มโควิด-19 สายพันธุ์อังกฤษที่พบในไทยเหมือนในกัมพูชา!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 เม.ย.64 - ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยา คลินิกภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กว่า &amp;quot;โควิด-19 สายพันธุ์ อังกฤษ ที่พบในไทยเหมือนสายพันธุ์ที่พบในกัมพูชา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ที่แสดงให้เห็นว่า สายพันธุ์ โควิด 19 ที่พบในประเทศไทย เป็นสายพันธุ์เดียวกับที่พบในกัมพูชา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความเหมือนรหัสพันธุกรรมในส่วนของ spike ของเชื้อที่พบในสถานบันเทิง มีความเหมือนกับสายพันธุ์กัมพูชา &amp;nbsp;100% &amp;nbsp;ดังแสดงในรูป เมื่อเปรียบเทียบกับสายพันธุ์อังกฤษที่พบในประเทศอื่นๆ และที่ศูนย์ฯ ของเราเคยตรวจสอบไว้ จะเห็นว่ารหัสพันธุกรรมไม่เหมือนกันร้อยเปอร์เซ็นต์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลดังกล่าวจึงสนับสนุนว่าสายพันธุ์ที่พบในประเทศไทย กับสายพันธุ์ที่พบในกัมพูชา มีความเหมือนกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไวรัสนี้ระบาดที่กัมพูชาก่อนถึง 6 สัปดาห์ จึงมาตรวจพบในประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงเป็นการยืนยันได้ว่า สายพันธุ์จากประเทศไทยที่สถานบันเทิง เกี่ยวเนื่องและสัมพันธ์กันกับสายพันธุ์กัมพูชาอย่างแน่นอน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98996</URL_LINK>
                <HASHTAG>ยง ภู่วรวรรณ, โควิด19, โควิดสายพันธุ์อังกฤษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210410/image_big_6070f735d9ebf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
