<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>107798</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/06/2021 14:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/06/2021 14:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เชียงใหม่ผวาทั้งเมือง! โควิดเดลต้าอินเดียโผล่ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 มิ.ย.64 - สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ที่่จังหวัดเชียงใหม่ หลังพบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มมาอีก 10 รายเมื่อวานนี้ ซึ่งเป็นผลจากการติดเชื้อของคลัสเตอร์ครอบครัวที่ไปร่วมพิธีศพจังหวัดสตูลติดกลับมาและทำให้ครอบครัวมีผู้ติดเชื้อเพิ่ม คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดเชียงใหม่ได้มีการประชุมและเร่งดำเนินการตรวจคัดกรองอย่างเข้มข้น พร้อมแจ้งพื้นที่เสี่ยงในไทม์ไลน์ของผู้ติดเชื้อ โดยยังไม่มีการประกาศล็อกดาวน์ เพราะเห็นว่ายังอยู่ในการควบคุมได้ แต่ก็สร้างความหวาดผวาให้กับประชาชนในพื้นที่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่นเดียวกับโรงเรียนต่างๆที่กำลังอยู่ในช่วงการเปิดภาคเรียน ต้องเลื่อนการเปิดแบบ on site ไปอีกครั้งและให้เด็กๆเรียนแบบออนไลน์ไปอีกอย่างน้อย 1 สัปดาห์ และจังหวัดต้องแจ้งย้ำหลังกรุงเทพฯ​มีการล็อกดาวน์​เชียงใหม่​ก็เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญที่จะมีการกลับมาอยู่ภูมิลำเนาซึ่งกก.โรคติดต่อมีข้อวิตกเรื่องการใช้รถส่วนตัวเดินทางจากพื้นที่เสี่ยงเพราะมีกรณีตัวอย่าง​ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ป่วยรายใหม่ส่วนใหญ่เป็นเคสนำเข้าจากต่างจังหวัดและใข้รถส่วนตัวทั้งหมดแม้จะกักตัวเองอยู่แต่ในบ้านแต่สุดท้ายก็ติดเชื้อ​และทำให้​ครอบครัว​ติดเพิ่มด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดกรณีครอบครัว​ที่ไปงานศพที่สตูลติดเชื้อ​สายพันธุ์​เดลต้าของอินเดีย​กลายเป็นข้อกังวลของประชาชนอีกครั้งขณะที่​จังหวัด​เชียงใหม่​เพิ่งผ่อนคลาย​มาตรการไม่ถึงสัปดาห์​ หลายโรงเรียน​ กำลังจะเปิดแบบ on-site หลังจาก เรียนออนไลน์มา 1 เดือน ก็ต้องประกาศขยายเวลาเพื่อเรียนออนไลน์ต่อไปอีกอย่างน้อย1​ สัปดาห์​ ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายเจริญ​ฤทธิ์​ สงวน​สัตย์​ ​ผู้​ว่าราชการ​จังหวัด​เชียงใหม่ ​กล่าวว่า​ &amp;nbsp;แม้ยังควบคุมได้แต่ต้องไม่ประมาทเพราะปัจจัยเสี่ยงในช่วงนี้พบว่ามีการนำเชื้อเข้ามาจากต่างจังหวัด เพิ่มมากขึ้นทุกวัน จนนำเชื้อไปสู่ครอบครัวและสถานที่ทำงาน จึงขอเน้นย้ำให้ผู้ที่เดินทางเข้ามาสแกน CM-CHANA และกักตนเองอย่างเคร่งครัด เพื่อลดการสัมผัสและลดการแพร่เชื้อ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107798</URL_LINK>
                <HASHTAG>เชียงใหม่, โคิวิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210627/image_big_60d82bbe8f709.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60616</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/03/2020 14:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/03/2020 14:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรรมการสิทธิฯแถลงเรียกร้อง ประชาชนควรแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการปฏิบัติตามคำสั่ง หรือข้อเสนอ หรือมาตรการของรัฐบาล ทีมแพทย์ และหน่วยงานของรัฐ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 มี.ค. 63 - คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ออกแถลงการณ์เรื่อง สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 (ฉบับที่ 2) ระบุว่า ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้ออกแถลงการณ์เรื่องสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 (COVID-19) เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2563 โดยมีข้อห่วงใยและมีข้อเสนอต่อทุกภาคส่วนเพื่อประโยชน์ในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคติดต่ออันตราย รวมทั้งการเยียวยาความเสียหาย ซึ่งทุกภาคส่วนก็ได้พยายามช่วยกันสกัดกั้นการแพร่ระบาดของโรคนี้อย่างเต็มที่ พร้อมทั้งสร้างการรับรู้อย่างกว้างขวางให้แก่ประชาชนส่วนใหญ่ได้ตระหนักถึงวิธีการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันอันตรายอันเกิดจากการติดเชื้อโรคโควิด 19 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ในประเทศไทยกลับขยายตัวสูงขึ้น อันเนื่องจากสถานการณ์เฉพาะหน้าที่เปลี่ยนแปลงไป คล้ายกับสถานการณ์ในหลายประเทศ และเพื่อป้องกันมิให้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคดังกล่าวลุกลามมากยิ่งขึ้น อันจะส่งผลกระทบโดยเฉพาะต่อสิทธิในการมีสุขภาพที่ดีของประชาชนคนไทย และสิทธิด้านแรงงาน ซึ่งพึงได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) ที่ประเทศไทยเป็นภาคีและมีพันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตาม &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กสม. ขอเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาของประเทศในสถานการณ์ปัจจุบัน ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.นายกรัฐมนตรีควรมีอำนาจเต็มในการแก้ไขปัญหา ควรบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาให้มีแนวทางการจัดการในทิศทางเดียวกัน ควรวางแนวทางการจัดการ &amp;ldquo;การสื่อสารในภาวะวิกฤติ&amp;rdquo; &amp;nbsp;อย่างเป็นระบบ การเผยแพร่คำสั่ง หรือมาตรการใด ๆ ควรออกมาจากแหล่งเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นส่วนกลางหรือส่วนภูมิภาค เพื่อป้องกันมิให้ประชาชนสับสนจนนำไปสู่ความตื่นตระหนก และควรกำหนดมาตรการในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคอย่างรัดกุมและเป็นเอกภาพ ตลอดจนการวางแผนในการแก้ปัญหาในกรณีมีการระบาดในวงกว้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. แม้ผู้ว่าราชการจังหวัดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด หรือผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร จะมีอำนาจในการสั่งปิดสถานที่เป็นการชั่วคราว ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ก็ตาม ก็พึงกระทำด้วยความรอบคอบ และไม่เลือกปฏิบัติ &amp;nbsp;พร้อมกำหนดมาตรการเยียวยาอย่างเป็นธรรมแก่ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง เช่น ผู้ใช้แรงงานซึ่งต้องหยุดงานตามคำสั่ง ทั้งไม่ก่อให้เกิดผลกระทบในทางตรงข้าม เป็นเหตุให้ผู้ใช้แรงงานจำนวนมากเดินทางกลับภูมิลำเนาในต่างจังหวัด อันสุ่มเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรคนี้ไปยังคนใกล้ชิดในท้องถิ่น แม้กรมควบคุมโรคจะมีหนังสือขอความร่วมมือในการจัดทำแผนปฏิบัติการค้นหา เฝ้าระวัง และป้องกันโรค ระดับอำเภอและหมู่บ้านแล้วก็ตาม ทั้งยังไม่มีหลักฐานที่ชัดแจ้งว่า ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า หรือคอมมูนิตี้มอลล์เป็นแหล่งแพร่กระจายของเชื้อโรคโควิด 19 จนถึงกับต้องสั่งปิดสถานประกอบการดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ในสถานการณ์ปัจจุบัน หากรัฐบาลจะพิจารณานำยุทธการปิดเมือง (Lockdown ) มาใช้ในพื้นที่และช่วงเวลาที่กำหนด พึงระมัดระวังผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยุทธการดังกล่าว และควรวางแผน &amp;quot;ยุทธบริการ&amp;quot; อย่างรอบคอบ ตั้งแต่กระบวนการผลิต รวบรวม และจัดส่งอาหารให้ถึงทุกวัน การเข้าถึงบริการขนส่งสาธารณะที่ปลอดภัย และการเข้าถึงการรับบริการสาธารณสุขของรัฐ โดยเฉพาะในกลุ่มคนยากจนในเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. ประชาชนควรแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการปฏิบัติตามคำสั่ง หรือข้อเสนอ หรือมาตรการของรัฐบาล ทีมแพทย์ และหน่วยงานของรัฐ เพื่อร่วมมือกันป้องกันและควบคุมการระบาดของโรคโควิด 19 เช่น มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) &amp;nbsp;และ &amp;ldquo;อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ&amp;rdquo; และควรให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามมาตรการของรัฐเพื่อป้องกันและลดการแพร่กระจายของโรคอย่างเคร่งครัด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเชื่อมั่นว่า ด้วยการดำเนินการของรัฐบาลอย่างจริงจังและด้วยความร่วมมือของประชาชนทุกคน จะช่วยกันป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ในประเทศไทยได้อย่างแท้จริง เพื่อให้เราผ่านพ้นวิกฤติการณ์อันยากลำบากในครั้งนี้ไปด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60616</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสม., คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, โควิด-19, โคิวิด-19, ไวรัสโคโรนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200323/image_big_5e785eff9d502.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
