<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>84413</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/11/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตือนโคเคนผิดกม. ให้มีได้เฉพาะกลุ่ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองโฆษกฯ แจงครอบครองจำหน่ายโคเคน มอร์ฟีน ผิดกฎหมาย กฎกระทรวงสาธารณสุขล่าสุดเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์และราชการเท่านั้น อย่าหลงเชื่อข่าวลวงในโลกออนไลน์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายนนี้ ว่า จากประกาศกฎกระทรวงสาธารณสุข อนุญาตจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 (มอร์ฟีน โคเคน เป็นต้น) พ.ศ.2563 ขณะนี้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่ารัฐเปิดให้ครอบครองและจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ได้ จึงขอชี้แจงว่า กฎกระทรวงดังกล่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์และทางราชการเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเพื่อการรักษาหรือป้องกันโรคให้แก่ผู้ป่วยหรือสัตว์ป่วยในทางการแพทย์ เพื่อการวิเคราะห์หรือการศึกษาวิจัยทางการแพทย์หรือวิทยาศาสตร์ และประโยชน์ทางราชการอื่น โดยกฎกระทรวงนี้ไม่ได้เป็นการถอดมอร์ฟีน หรือโคเคน ออกจากรายการยาเสพติดให้โทษแต่อย่างใด จึงขอประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวลวงในโลกออนไลน์ และใช้ความละเอียดรอบคอบในการรับข้อมูลข่าวสาร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ไตรศุลีกล่าวว่า กฎกระทรวงสาธารณสุข การอนุญาตจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 มีผลบังคับใช้ภายใน 240 วันนับจากวันที่ 16 พ.ย.2563 ผู้จะขออนุญาตจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองต้องมีคุณสมบัติ 1.เป็นกระทรวง ทบวง กรม องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น กรุงเทพมหานคร สภากาชาดไทย หรือองค์การเภสัชกรรม 2.เป็นผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะระหว่างประเทศ 3.เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม ผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรม หรือผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ชั้นหนึ่ง โดยการขออนุญาตเป็นไปตามที่กฎกระทรวงกำหนดเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ในสังคมออนไลน์มีข้อถกเถียงเกี่ยวกับกฎกระทรวงนี้เป็นวงกว้าง นอกจากนี้ยังทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งเข้าใจว่ารัฐบาลเปิดให้สามารถครอบครองหรือจำหน่ายมอร์ฟีน โคเคน ได้แล้ว จึงขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง โดยกฎกระทรวงดังกล่าวมีไว้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์และราชการเท่านั้น ผู้ที่ครอบครองหรือจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 ยังมีความผิดตามกฎหมาย ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนใช้ความรอบคอบในการรับข้อมูลข่าวสาร และอย่าหลงเชื่อข่าวลวงว่าสามารถครอบครองหรือจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 ได้แล้ว&amp;rdquo; น.ส.ไตรศุลีกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84413</URL_LINK>
                <HASHTAG>มอร์ฟีน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โคเคน, ไตรศุลี ไตรสรณกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201119/image_big_5fb65e854dce3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75525</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/08/2020 17:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/08/2020 17:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลเพิกถอนหมายจับเดิม &#039;บอส อยู่วิทยา&#039; พร้อมออกหมายจับใหม่เพิ่มเสพโคเคนด้วย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ส.ค.63 - ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ถ.เจริญกรุง ร.ต.อ.ภิชาภัช ศรีคำขวัญ รองสารวัตร (สอบสวน) สน.ทองหล่อ ได้เดินทางไปศาลอาญากรุงเทพใต้ เพื่อยื่นหนังสือขอเพิกถอนหมายจับนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือบอส ทายาทเครื่องดื่มชูกำลังชื่อดัง ในฐานความผิดขับรถโดยประมาทโดยการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นหมายจับเดิมที่เหลืออยู่ข้อหาเดียว พร้อมทั้งยื่นคำร้องขอศาลออกหมายจับนายวรยุทธ ในฐานความผิดขับรถโดยประมาทโดยการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคคาอีน) โดยผิดกฎหมาย มีอัตราโทษสูงเกิน 3 ปี ภายในอายุความ 15 ปี (อายุความเดิม) เพื่อจะได้ดำเนินตามกฎหมาย ไม่เกินวันที่ 3 ก.ย. 2570 ทั้งนี้ ศาลได้อนุญาตเพิกถอนหมายจับเดิมและออกหมายจับใหม่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75525</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีบอส กระทิงแดง, บอส อยู่วิทยา, วรยุทธ อยู่วิทยา, ศาลอาญากรุงเทพใต้, โคเคน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200803/image_big_5f280e0025360.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74830</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/08/2020 18:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/08/2020 18:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตรียมออกหมายจับ &#039;บอส กระทิงแดง&#039; เสพโคเคนขณะขับรถ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ส.ค.63 - ผู้สื่อข่าวรายงาน กรณีพบโคเคนในร่างกายนายบอส หรือ วรยุทธ อยู่วิทยา ก่อนหน้านี้ที่พนักงานอัยการมีความเห็นสั่งการให้พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม 2 กรณี คือการตรวจวัดความเร็วรถ และการแจ้งข้อหาเพิ่มกรณีพบสารเสพติดประเภท 2 หรือโคเคนในร่างกาย โดยเฉพาะประเด็นพบสารเสพติดประเภท 2 (โคเคน)ในร่างกายนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในวันนี้ (18 ส.ค.) ที่กองบังคับการตำรวจนครบาล 5 (บก.น.5) มีการประชุมของคณะพนักงานสอบสวน บก.น.5 &amp;nbsp;และพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ เพื่อพิจารณาเตรียมการออกหมายจับนายบอส ข้อหา &amp;ldquo;เสพสารเสพติดประเภท 2 หรือโคเคนขณะขับรถ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74830</URL_LINK>
                <HASHTAG>บอส กระทิงแดง, บอส อยู่วิทยา, พบสารเสพติด, วรยุทธ อยู่วิทยา, สน.ทองหล่อ, ออกหมายจับ, โคเคน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200803/image_big_5f280e0025360.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73103</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/08/2020 13:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/08/2020 13:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไปกันใหญ่! กมธ.แฉตำรวจไร้ใบรับรองแพทย์ &#039;บอส&#039; ใช้ยามีส่วนผสมโคเคนรักษาฟัน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ส.ค.63 - นายณัฏฐชนน ศรีก่อเกื้อ ส.ส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย ในฐานะโฆษกกรรมาธิการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีฝ่ายตำรวจระบุกมธ.เข้าใจคลาดเคลื่อน นายวรยุทธ อยู่วิทยา ทายาทกระทิงแดง มีสารโคเคนในร่างกาย เนื่องจากการใช้ยารักษาฟันที่มีส่วนผสมโคเคนว่า ในวันที่กมธ.เรียกตำรวจมาชี้แจงนั้น ได้สอบถามประเด็นที่ไม่มีการแจ้งข้อหานายวรยุทธเรื่องการมีสารโคเคนในร่างกาย ตำรวจชี้แจงว่า การพบสารประกอบโคเคนในร่างกายนายวรยุทธมาได้จาก 2สาเหตุคือ 1.มีการเสพโคเคน เมื่อไปผสมกับแอลกอฮอล์ จึงเกิดสารประกอบโคเคนขึ้นมา 2.มาจากการให้ยาที่มีส่วนผสมโคเคนในการรักษาฟัน แต่ตำรวจไม่มีการแสดงใบรับรองจากแพทย์ที่เป็นคนรักษาว่า แพทย์คนใดเป็นผู้รักษา ให้ยาตัวใด และยาตัวนั้นมีส่วนผสมของโคเคนจริงหรือไม่ มาแสดงต่อกมธ. ไม่ยอมบอกว่ามีใบรับรองแพทย์ ที่ยืนยันว่ามีการใช้ยาที่มีส่วนผสมโคเคนอยู่ในสำนวนหรือไม่ กมธ.จึงขอให้ตำรวจไปเตรียมเอกสารตัวนี้ไว้ เพราะถึงอย่างไรกมธ.ชุดอื่นๆก็ต้องขอดูหลักฐานนี้ว่ามีจริงหรือไม่ จะพิสูจน์ได้ว่า พนักงานสอบสวนมีหลักฐานรับรองจริงๆ หรือเชื่อเพียงแค่คำพูดของแพทย์ โดยไม่มีหลักฐานมายืนยันแล้วนำไปใส่ในสำนวนคดี ถ้าพิสูจน์ว่ามีใบรับรองยืนยันจริงก็จบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า กมธ.จะเรียกทันตแพทย์ที่เป็นผู้รักษานายวรยุทธมาให้ข้อมูลหรือไม่ นายณัฏฐ์ชนน กล่าวว่า กมธ.ยังไม่ทราบว่า แพทย์คนนั้นคือใคร ต้องรอข้อมูลจากตำรวจก่อน ในการประชุม กมธ. วันที่ 6ส.ค. เวลา09.30น. จะเรียกอัยการมาให้ข้อมูล โดยคิดว่าน่าจะเริ่มเห็นภาพฝ่ายใดหย่อนประสิทธิภาพ หลังจากนั้นกมธ.จะพิจารณาเรียกพยานอื่นๆ เช่น อาจารย์มหาวิทยาลัยที่คำนวณความเร็วรถ แพทย์ ทันตแพทย์ ญาติตำรวจที่เสียชีวิต มาให้ข้อมูลกมธ.ต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73103</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีบอส, ณัฏฐชนน ศรีก่อเกื้อ, ตำรวจ, สั่งไม่ฟ้อง, อัยการ, โคเคน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200725/image_big_5f1bf7bd2d419.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73052</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/07/2020 17:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/07/2020 17:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตร.จ่อเรียกคุยทันตแพทยสภา แจงใช้โคเคนรักษาฟัน &#039;บอส อยู่วิทยา&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ก.ค.63 - ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ศตวรรษ หิรัญบูรณะ ที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีไม่เห็นแย้งอัยการสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ &amp;quot;บอส อยู่วิทยา&amp;quot; ที่ขับรถเฟอร์รารี่ชนด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ สายตรวจ สน.ทองหล่อ เสียชีวิตเมื่อปี 2555 ว่า วันนี้ได้เชิญตำรวจที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการทำสำนวนคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา มาซักถามเกี่ยวกับการทำสำนวนคดีดังกล่าว เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงตามกรอบที่วางไว้ 3 แนวทาง คือ การสอบสวนและความเห็นชั้นพนักงานสอบสวน&amp;nbsp;การสอบสวนเพิ่มเติมตามความเห็นของอัยการ และตรวจสอบการใช้ดุลยพินิจ ว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพื่อจะพิจารณาว่าการสอบสวนที่ผ่านมา ทำไปถูกต้องตามระเบียบหรือไม่ หรือมีความขาดตกบกพร่องอย่างไร นอกจากนี้ยังได้เชิญตัวแทนจากทันตแพทยสภามาซักถามข้อมูลเกี่ยวกับการใช้โคเคนในการรักษาฟัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.อ. ศตวรรษ กล่าวต่อว่ากรณีเกี่ยวกับการใช้โคเคนในการรักษาฟัน จากผลตรวจร่างกายนายบอส อยู่วิทยา แพทย์ยืนยันว่ามีการพบสารแปลกปลอมในร่างกาย 4 ชนิด โดย alprazolam ที่เป็นวัตถุออกออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทคือ ส่วนสาร benzoylecgoonine และ cocaethylene ที่พบในร่างกายไม่จัดเป็นยาเสพติด แต่เป็นเมตาบอไลต์ที่เกิดขึ้นในร่างกาย ตัวสุดท้ายที่พบคือ caffeine ไม่จัดเป็นยาเสพติดให้โทษ นอกจากนี้ทันตแพทย์ที่ให้การรักษานายบอส อยู่วิทยา ก็ได้ยืนยันว่าไม่ได้ให้ที่เกี่ยวข้องกับสารเสพติด แต่เพียงแค่ให้ยา อะม็อกซีซิลลิน ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะเพียงเท่านั้น

หลังจากนี้เจ้าหน้าที่จะต้องตรวจสอบให้ชัดเจนอีกครั้งว่าสารที่พบเกิดจากการเสพโคเคนร่วมกับแอลกอฮอล์หรือเกิดจากปฏิกิริยาของยาปฎิชีวนะ ถ้ามีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าสารทั้ง 2 ตัวเป็นสารเสพติด ทางคณะทำงานก็จะต้องพิจารณาเสนอให้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาเพิ่มต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.อ.ศตวรรษ เปิดเผยต่อว่า ส่วนกรณีพยาน 2 คนที่มาให้การเพิ่มเติมในปี 2562 ทั้งคู่เป็นพยานเดิมที่เคยให้การไปแล้ว คนแรกคือ นายจารุชาติ มาดทอง ซึ่งเคยให้การเมื่อปี 2555 ขณะนั้นมาให้ปากคำกับตำรวจเองหลังทราบข่าว โดยมีคำให้การตั้งแต่แรก แต่ในครั้งนั้นไม่ได้ให้การเกี่ยวกับเรื่องของความเร็ว โดยประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความเร็วนั้นเป็นการสอบเพิ่มเติมตามคำสั่งของอัยการที่มีคำสังให้สอบเพิ่มเติม&amp;nbsp; ขณะที่พยานอีกคนคือ พลอากาศโท จักรกฤช ถนอมกุลบุตร ที่ให้การแล้วเมื่อปี 2558 นั้นเป็นการสอบปากคำหลังพนักงานสอบสวนได้สั่งฟ้องนายบอสกรณีขับรถโดยประมาทไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนประเด็นการเสียชีวิตของนายจารุชาติ พล.ต.อ. ศตวรรษ เปิดเผยว่าไม่ส่งผลต่อการพิจารณาของคณะกรรมการชุดนี้ เพราะคณะทำงานจะตรวจสอบรายละเอียดในส่วนสำนวนคดีเก่าเท่านั้น ไม่ได้สอบสวนในประเด็นใหม่เพิ่มเติม โดยชายคนดังกล่าวจะเป็นคนเดียวกับพยานในคดีและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุหรือมีความผิดปกติใดหรือไม่ เป็นหน้าที่ของตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ในการตรวจสอบข้อเท็จจริง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73052</URL_LINK>
                <HASHTAG>บอส อยู่วิทยา, โคเคน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200731/image_big_5f23ef1c48247.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73050</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/11/-0001 00:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/11/-0001 00:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตร.จ่อเรียกคุยทันตแพทยสภา แจงใช้โคเคนรักษาฟัน &#039;บอส อยู่วิทยา&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ก.ค.63 - ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ศตวรรษ หิรัญบูรณะ ที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีไม่เห็นแย้งอัยการสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ &amp;quot;บอส อยู่วิทยา&amp;quot; ที่ขับรถเฟอร์รารี่ชนด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ สายตรวจ สน.ทองหล่อ เสียชีวิตเมื่อปี 2555 ว่า วันนี้ได้เชิญตำรวจที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการทำสำนวนคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา มาซักถามเกี่ยวกับการทำสำนวนคดีดังกล่าว เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงตามกรอบที่วางไว้ 3 แนวทาง คือ การสอบสวนและความเห็นชั้นพนักงานสอบสวน&amp;nbsp;การสอบสวนเพิ่มเติมตามความเห็นของอัยการ และตรวจสอบการใช้ดุลยพินิจ ว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพื่อจะพิจารณาว่าการสอบสวนที่ผ่านมา ทำไปถูกต้องตามระเบียบหรือไม่ หรือมีความขาดตกบกพร่องอย่างไร นอกจากนี้ยังได้เชิญตัวแทนจากทันตแพทยสภามาซักถามข้อมูลเกี่ยวกับการใช้โคเคนในการรักษาฟัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.อ. ศตวรรษ กล่าวต่อว่ากรณีเกี่ยวกับการใช้โคเคนในการรักษาฟัน จากผลตรวจร่างกายนายบอส อยู่วิทยา แพทย์ยืนยันว่ามีการพบสารแปลกปลอมในร่างกาย 4 ชนิด โดย alprazolam ที่เป็นวัตถุออกออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทคือ ส่วนสาร benzoylecgoonine และ cocaethylene ที่พบในร่างกายไม่จัดเป็นยาเสพติด แต่เป็นเมตาบอไลต์ที่เกิดขึ้นในร่างกาย ตัวสุดท้ายที่พบคือ caffeine ไม่จัดเป็นยาเสพติดให้โทษ นอกจากนี้ทันตแพทย์ที่ให้การรักษานายบอส อยู่วิทยา ก็ได้ยืนยันว่าไม่ได้ให้ที่เกี่ยวข้องกับสารเสพติด แต่เพียงแค่ให้ยา อะม็อกซีซิลลิน ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะเพียงเท่านั้น

หลังจากนี้เจ้าหน้าที่จะต้องตรวจสอบให้ชัดเจนอีกครั้งว่าสารที่พบเกิดจากการเสพโคเคนร่วมกับแอลกอฮอล์หรือเกิดจากปฏิกิริยาของยาปฎิชีวนะ ถ้ามีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าสารทั้ง 2 ตัวเป็นสารเสพติด ทางคณะทำงานก็จะต้องพิจารณาเสนอให้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาเพิ่มต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.อ.ศตวรรษ เปิดเผยต่อว่า ส่วนกรณีพยาน 2 คนที่มาให้การเพิ่มเติมในปี 2562 ทั้งคู่เป็นพยานเดิมที่เคยให้การไปแล้ว คนแรกคือ นายจารุชาติ มาดทอง ซึ่งเคยให้การเมื่อปี 2555 ขณะนั้นมาให้ปากคำกับตำรวจเองหลังทราบข่าว โดยมีคำให้การตั้งแต่แรก แต่ในครั้งนั้นไม่ได้ให้การเกี่ยวกับเรื่องของความเร็ว โดยประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความเร็วนั้นเป็นการสอบเพิ่มเติมตามคำสั่งของอัยการที่มีคำสังให้สอบเพิ่มเติม&amp;nbsp; ขณะที่พยานอีกคนคือ พลอากาศโท จักรกฤช ถนอมกุลบุตร ที่ให้การแล้วเมื่อปี 2558 นั้นเป็นการสอบปากคำหลังพนักงานสอบสวนได้สั่งฟ้องนายบอสกรณีขับรถโดยประมาทไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนประเด็นการเสียชีวิตของนายจารุชาติ พล.ต.อ. ศตวรรษ เปิดเผยว่าไม่ส่งผลต่อการพิจารณาของคณะกรรมการชุดนี้ เพราะคณะทำงานจะตรวจสอบรายละเอียดในส่วนสำนวนคดีเก่าเท่านั้น ไม่ได้สอบสวนในประเด็นใหม่เพิ่มเติม โดยชายคนดังกล่าวจะเป็นคนเดียวกับพยานในคดีและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุหรือมีความผิดปกติใดหรือไม่ เป็นหน้าที่ของตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ในการตรวจสอบข้อเท็จจริง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73050</URL_LINK>
                <HASHTAG>บอส อยู่วิทยา, โคเคน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200731/image_big_5f23ef1c48247.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17888</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เผยสถิติปีนี้จับยาบ้า65ล้านเม็ดไอซ์อีก6ตัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp; จับไม่มีหมด ล่าสุดตำรวจ ปส.ยึดยาบ้า 10 ล้านเม็ด ขนจากเชียงรายจะไปส่งให้ลูกค้าที่อยุธยา เผยรอบปีนี้จับยาบ้ากว่า 65 ล้านเม็ด ไอซ์ 6 ตัน เฮโรอีนเกือบตัน โคเคน กัญชาจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) วันที่ 18 กันยายนนี้ พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.สมหมาย กองวิสัยสุข แถลงจับกุมยาเสพติดล็อตใหญ่หลายเครือข่าย โดยรายแรกเป็นเครือข่ายของนายประวิทย์ แซ่ม้า กับพวกรวม 4 คน พร้อมของกลางยาบ้า 10 ล้านเม็ด และเฮโรอีน 37 กิโลกรัม จับกุมได้ที่ จ.สุโขทัย ขณะผู้ต้องหาขับรถกระบะบรรทุกยาเสพติดดังกล่าวจากจังหวัดเชียงราย จะไปส่งให้ลูกค้าที่ จ.พระนครศรีอยุธยา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนอีกคดี เจ้าหน้าที่ตำรวจ ปส.ร่วมกับเจ้าหน้าที่ศุลกากร จับกุมเครือข่ายยาเสพติดของนายธีรศักดิ์ แสนเสนาะ กับพวกรวม 6 คน พร้อมของกลางกัญชา 917 กิโลกรัม โดยพบรถยนต์ของผู้ต้องหา 3 คันขับตามกันมา ถึงบริเวณริมถนนมิตรภาพ อ.เมือง จ.อุดรธานี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังสามารถจับกุมเครือข่ายชาวแอฟริกาในประเทศไทยที่ลักลอบลำเลียงไอซ์กว่า 2 กิโลกรัม ซุกซ่อนในกระเป๋าเอกสาร เตรียมนำไปส่งให้ลูกค้าที่ประเทศนิวซีแลนด์ โดยจับกุมได้ที่โรงแรมแห่งหนึ่งย่านพระโขนง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ท.สมหมายเปิดเผยว่า ยาเสพติดส่วนใหญ่จะถูกลักลอบลำเลียงส่งไปขายในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย และออสเตรเลีย ดังนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามยาเสพติดของไทยจึงต้องร่วมมือกับหน่วยงานของประเทศต่างๆ เพื่อสกัดกั้นการลำเลียงและทลายแหล่งผลิตยาเสพติด เหมือนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไทยได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจมาเลเซีย ปิดโรงงานผลิตยาเสพติดที่เมืองปีนัง ประเทศมาเลเซีย ที่มีการนำเมตแอมเฟตามีนไปผลิตเป็นยาเสพติดไฟว์ไฟว์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับสถิติการจับกุมในรอบปีนี้สามารถจับกุมยาเสพติดได้ทั้งสิ้น 2,018 คดี ยาบ้ากว่า 65 ล้านเม็ด ไอซ์กว่า 6,000 กิโลกรัม เฮโรอีนกว่า 990 กิโลกรัม โคเคนกว่า 100 กิโลกรัม และกัญชาแห้งกว่า 9,300 กิโลกรัม โดยสำนักงาน ป.ป.ส.สามารถยึดอายัดทรัพย์สินได้กว่า 118 ล้านบาท และรอตรวจสอบอีกกว่า 1,300 ล้านบาท.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17888</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัญชา, ปส.ยึดยาบ้า 10 ล้านเม็ด, พล.ต.ท.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย, พล.ต.ท.สมหมาย กองวิสัยสุข, พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน, ยาบ้ากว่า 65 ล้านเม็ด, หนังสือพิมพ์, เฮโรอีนเกือบตัน, แถลงจับกุมยาเสพติดล็อตใหญ่, โคเคน, ไอซ์ 6 ตัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180918/image_big_5ba102690715e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
