<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>56888</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/02/2020 17:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/02/2020 17:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;หมอยง&quot; คาดจีนน่าใช้เวลาประมาณ 1 ปี กว่าจะคุมโคโรนาไวรัสได้อยู่หมัด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ก.พ. 63- ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย &amp;nbsp;-ในงานเสวนา &amp;ldquo;ตระหนัก ดีกว่า ตระหนก เรียนรู้ป้องกัน โคโรนาไวรัส 2019&amp;rdquo; ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ เผยว่า โคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่เกิดขึ้นในจีนตั้งแต่ช่วงต้นเดือน ธ.ค.2019 หลังจากพบผู้ป่วยมีอาการปอดบวมไม่ทราบสาเหตุ แต่ทางการจีนเพิ่งประกาศว่าเป็นไวรัสระบาดที่คล้ายกับโรคซาร์สในอดีต จนมีการเปิดเผยรหัสพันธุกรรมในช่วงต้นเดือน ม.ค.ในปีนี้ และมีการตั้งชื่อเป็นโคโรน่า เพราะจากการส่องกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน พบลักษณะของไวรัสคล้ายมงกุฏ จึงตั้งชื่อโคโรน่า ที่แปลว่ามงกุฏ ซึ่งไวรัสตัวนี้สามารถเกิดขึ้นทั้งในคนและสัตว์ทุกสปีชีส์ เช่น ในสุนัข, หมู จะเกิดอาการท้องเสีย ในหนูเกิดตับอักเสบ ในไก่เกิดหลอดลมอักเสบ ฯลฯ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ที่ผ่านมามีการตั้งข้อสงสัยมากมาย มีการเชื่อว่าการเกิดขึ้นของไวรัสนี้ เกิดในรุ่นที่ 4 ซึ่งหมายถึง จากต้นตอติดไปยังกลุ่มหนึ่ง แล้วกลุ่มนี้ ก็ไปติดอีกกลุ่มหนึ่งทำให้หาคนแรกหรือต้นตอยาก แล้วก็คาดกันว่าต้นเหตุมาจากตลาดแห่งหนึ่งในเมืองอู่ฮั่น แต่ผู้ป่วยรายแรกที่พบกลับไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับตลาดดังกล่าว แล้วก็คาดการณ์กันอีกว่าน่าจะมาจากหนู หรืองู จนกระทั่งค้างคาว เพราะตัวค้างคาวเป็นสัตว์บินได้น่าจะนำเชื้อโรคมา แต่คนที่จะติดได้ก็น่าจะเป็นคนที่กินค้างคาว หรือใกล้ชิดกับค้างคาว ทั้งนี้ ยังไม่ใช่ข้อมูลที่ชัดเจนว่าจริงๆ แล้วค้างคาวเป็นต้นเหตุ หรือเป็นเพียงตัวกลางนำเชื้อไวรัสมาสู่คนกันแน่ จนกระทั่งล่าสุดวันที่ 7 ก.พ.มีการสงสัยตัว &amp;lsquo;นิ่ม&amp;rsquo; ซึ่งซาร์สก็เคยสงสัยตัวนิ่มเช่นกัน เพราะนิ่มเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ที่ลำเลียงมาจากฝั่งใต้ประเทศเราอย่างมาเลเซีย &amp;nbsp;เข้าไปขายในจีน แล้วพบว่ามีลักษณะของรหัสพันธุกรรมใกล้เคียงกับรหัสพันธุกรรมของโคโรน่าไวรัสถึง 99% จากการทดสอบตัวอย่าง 1,000 ชิ้นที่ได้จากสัตว์ป่า และคนจีนบริโภคนิ่มก็เลยเข้าข่ายต้องสงสัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.นพ.ยง กล่าวอีกว่า ความเสี่ยงเสียชีวิตของโคโรนาไวรัสน่าจะน้อยกว่า 1% เพราะถ้าดูจากจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันในจีนจำนวนหลักหมื่น และเสียชวิตหลักพันคิดเป็นเปอร์เซ็นแค่ 2% จากจำนวนผู้ป่วยทั้งหมด ซึ่งในจำนวนผู้เสียชีวิตเป็นที่ทราบกันดีว่า &amp;nbsp;ส่วนใหญ่เป็นคนอายุมากและมีโรคแทรกซ้อน เช่น ความดัน เบาหวาน ฯลฯ และเด็กพบน้อยมาก จากรายงานแรกที่ออกมาของจีนมีผู้ป่วย สี่หมื่นกว่าราย มีเด็กเพียง 28 ราย เด็กที่ตรวจเจอคือใกล้ชิดกับผู้ป่วย ทั้งนี้ &amp;nbsp;ไวรัสตัวนี้ไม่ต่างจากไข้หวัดที่ลงปอด ทำให้ปอดบวม จึงเป็นไข้หวัดชนิดหนึ่งที่อาจจะหนักกว่าไข้หวัดใหญ่ ด้วยลักษณะอาการไม่มีทางแยกได้ต้องใช้วิธีตรวจในห้องปฏิบัติการ ช่วงนี้โรงพยาบาลเอกชนรับตรวจทางห้องปฏิบัติการเยอะมาก แต่ส่วนใหญ่เป็นเนกาทีฟหมด เพราะคนตระหนก อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ เชื้อไวรัสออกทางอุจจาระได้ &amp;nbsp;เพราะถ้าย้อนไปดูโรคซาร์สก็เคยจรวจพบในปัสสาวะและอุจจาระเช่นกัน แสดงว่าโคโรนาไวรัสอาจจะพบได้ แต่ไม่ต้องกังวลเพราะคงไม่มีใครไปสัมผัสโดยตรง หากจะเข้าห้องน้ำก็ปิดชักโครกแล้วกดน้ำเพื่อไม่ให้กระเด็น เพราะส่วนใหญ่จะอยู่กับทางเดินหายใจมากกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จากจำนวนผู้ป่วยในจีนช่วงแรกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้จำนวนผู้ป่วยค่อนข้างคงที่ อยู่วันละประมาณ 6% และมีแนวโน้มเหมือนจะลดลงเรื่อยๆ ซึ่งแสดงว่าจีนเริ่มควบคุมได้ มีมาตรการในการควบคุมแบบได้ผล แต่ถ้าจะหยุดได้จริงๆ คาดอาจจะใช้เวลานานกว่าซาร์ส ที่ใช้เวลา 9 เดือน ความน่าจะเป็นก็น่าจะประมาณ 1 ปี แต่จำนวนของผู้ป่วยมากกว่าซาร์สถึง 5 เท่า เพราะซาร์สมีป่วยประมาณ 8,000 คนในเวลา 9 เดือน ขณะที่โคโรนา สองเดือนกว่ามีมากกว่า 40,000 คน ที่มากกว่าเพราะโรคสองโรคนี้ต่างกันตรงที่ โคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ มีการแพร่ระบาดง่ายกว่า รวดเร็วกว่า ขณะที่อัตราตายก็น้อยกว่าซาร์สมาก&amp;rdquo; ศ.นพ.ยง กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หัวหน้าศูนย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านไวรัสวิทยาคลินิกฯ กล่าวสรุปอีกว่า สาเหตุส่วนหนึ่งที่ไวรัสกระจายง่ายเพราะช่วงนี้จีนอยู่ในฤดูหนาว สำหรับไทยอาจจะโชคดี เราอยู่ในเขตร้อน อากาศร้อนมากตลอดปี ไวรัสตัวนี้ไม่ชอบอากาศร้อน ถ้าอากาศยิ่งร้อนก็จะตายง่าย เพราะฉะนั้นโรคทางเดินหายใจ ในฤดูร้อนจะพบน้อยมาก แต่อย่างไรก็ตามเราจะต้องตระหนักในการควบคุม ป้องกัน แม้ว่าโรคจะน้อยลงไปแล้ว เราจะต้องดูแลไม่ให้เกิดขึ้น เพราะหลังจากฤดูร้อน เมื่อเข้าสู่ฤดูฝนจะเป็นฤดูกาลของโรคทางเดินหายใจที่พบบ่อยในประเทศไทย ด้วยเหตุนี้เรายังมีเวลาเตรียมตัว แต่ต้องไม่ประมาทให้เกิดการระบาดในฤดูร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ผศ.นพ.โอภาส พุทธเจริญ หัวหน้าศูนย์โรคอุบัติใหม่ด้านคลินิก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เผยว่า ตอนนี้ยังไม่มียาตัวไหนที่ใช้ในการรักษาโคโรนาไวรัสพันธุ์ใหม่ ดีที่สุดหรือยืนยันว่ามีประสิทธิภาพ จึงอยู่ในระหว่างการศึกษา คิดค้นยา และวัคซีน เพราะเป็นโรคใหม่ ส่วนการใช้แอนตี้บอดี้กับผู้ป่วยอาจจะได้ผล แต่ต้องตามดู &amp;nbsp;เพราะมีคนที่จะได้รับการรักษาแบบนี้ จะมีเพียงไม่กี่กรณี แต่น่าจะลอง เพราะในอดีตเคยมีการใช้เซรั่มจากคนที่ป่วยมาให้คนป่วยอีกคน &amp;nbsp; เพราะหลักการ คือ คนติดเชื้ออยู่ร่างกายมีการสร้างแอนตี้บอดี้ มาลดปริมาณเชื้อ แต่ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูล อาจจะต้องรอดูเป็นกรณีๆ ไป พื้นฐานของโรคไวรัสถ้าคนที่มีภูมิต้านทานมาก ก็อาจจะหายได้เอง หรือรักษาแบบประคับประคองตามอาการ ไม่ต้องใช้ยาพิเศษ เช่น เป็นไข้ก็ให้ยาลดไข้ ขาดน้ำ ถ้าดื่มไม่ได้ก็ต้องให้น้ำเกลือ ซึ่งคนไข้ส่วนใหญ่ที่มีอาการไม่รุนแรงจะหายเอง การใช้ยาบางตัวเช่น เสตียรอยด์ &amp;nbsp;ปกติปอดอักเสบจากไวรัส ใช้เสตียรอยด์อาจจะช่วย &amp;nbsp;แต่ในภาวะแบบนี้ แพทย์จะไม่แนะนำให้ใช้เลย เพราะการให้เสตียรอยด์ &amp;nbsp;อาจจะทำให้ไวรัสอยู่นานขึ้น ส่วนผู้ป่วยรุนแรงในทางรักษาที่ทำอยู่มีการใช้เครื่อง ECMO (แอคโม่) กับคนไข้ที่มีอาการหนัก มีอาการทางปอดมาก ปอดอักเสบ จะมีการแลกเปลี่ยนแก๊สไม่ได้ ตัวนี้จะมีการประคับประคองคนไข้ คือ ดึงเลือดออกมา อัดออกซิเจนเข้าไปแล้วฉีดเข้าไปใหม่ เพื่อให้ปอดพัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่ พญ.วรรษมน จันทรเบญจกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ คณะแพทยศาสตร์ จุฬา กล่าวว่า อย่างไรก็ตามทุกคนไม่ต้องตระหนกกับไวรัสตัวนี้มากเกินไป เพียงแต่รักษาสุขอนามัยเบื้องต้นเหมือนที่เคยทำ เช่น สวมใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือด้วยสบู่ หรือเจลล์แอลกอฮอร์ ฯลฯ ไอจามก็ให้ใช้สิ่งปิด ไม่ใช้มือ ซึ่งจริงๆ แล้ว การดูแลตนเองให้ดีที่สุดคือการล้างมือ ซึ่งปลอดภัยกว่าการสวมใส่หน้ากากอีก คนที่จะเสี่ยงคือคนที่มาจากจีน มีความใกล้ชิดกับผู้ป่วยโดยตรง หรือติดจากผู้ป่วยในสถานที่ไม่กว้างมาก อย่างในรถยนต์ หรือห้องเล็กๆ และไม่ต้องกังวลว่าเชื้อที่อยู่ภายนอกอย่างเสื้อผ้า สิ่งของ จะเป็นอันตราย เพราะแค่ซัก ล้าง ด้วยผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน ก็เพียงพอแล้ว มันเป็นสิ่งที่เราต้องดูแลตนเองในชีวิตประจำวัน เพราะฉะนั้นอย่าตระหนกมากเกินไป แต่ก็ควรตระหนักในการดูแลตนเองมากกว่าเดิม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56888</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่, ผศ.นพ.โอภาส พุทธเจริญ, พญ.วรรษมน จันทรเบญจกุล, ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ, โคโรนาไวรัวระบาดในจีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200211/image_big_5e42786dc1eab.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
