<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>72211</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/07/2020 17:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/07/2020 17:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ศุลกากร&#039;จัดประมูลรถหรูในรอบ 3 ปี หาเงินเข้าหลวง300ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ค.2563 นายชัยยุทธ คำคุณ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางศุลกากร ในฐานะโฆษกกรมศุลกากร กล่าวว่า กรมศุลกากรกำหนดจัดงานประมูลรถของกลาง ประจำปี 2563 โดยวิธีการประมูลด้วยวาจา (ยกป้ายหน้าลาน) และระบบประมูลออนไลน์ ในวันที่ 8 ส.ค. 2563 ตั้งแต่เวลา 08.30 น. เป็นต้นไป ณ กรมศุลกากร คลองเตย กทม. ซึ่งเป็นการเปิดประมูลรถของกลางครั้งแรกในรอบ 3 ปี โดยมีรถยนต์ รถจักรยานยนต์บิ๊กไบท์ ยี่ห้อต่าง ๆ จำนวนกว่า 200 คัน เข้าประมูลในครั้งนี้ โดยคาดมีรายได้เข้ารัฐไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมอบหมายให้ บริษัท สยามอินเตอร์การประมูล จำกัด (SIA) เป็นผู้ดำเนินการ สำหรับรถยนต์ที่น่าสนใจ
อาทิ Ferrari California, Porsche Panamera Turbo และ Nissan GTR&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การประมูลรถของกลางของกรมศุลกากรในครั้งนี้ เป็นการเปิดประมูลด้วยวาจา (ยกป้ายหน้าลาน) และประมูลผ่านระบบออนไลน์ในคราวเดียวกัน ซึ่งจะทำให้ผู้เข้าประมูลได้รับความสะดวก ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง สามารถประมูลได้ทุกที่และลดความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)&amp;quot; นายชัยยุทธ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยยุทธ กล่าวอีกว่า ยืนยันว่ารถยนต์ของกลาง จำนวน 200 คันในครั้งนี้ สามารถจดทะเบียนกับกรมขนส่งทางบกได้ เนื่องจากกรมฯ ได้มีการประชุมร่วมกับกรมขนส่งทางบกเรียบร้อยแล้ว และมีการส่งรายละเอียดรถที่จะประมูลทั้งหมดให้กรมขนส่งทางบกตรวจสอบ ก่อนได้รับแจ้งว่าดำเนินการทางทะเบียนได้ ส่วนหากกรณีที่มีการประมูลรถไปแล้ว แต่ไม่สามารถจดทะเบียนกับกรมขนส่งทางบกได้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเป็นรถจดประกอบ หรือรถที่ถูกโจรกรรม เป็นต้น ภายในเวลา 5 เดือนสามารถนำรถที่ประมูลไปกลับมาที่กรมฯ เพื่อขอคืนเงินได้ โดยกรมศุลกากรยินดีคืนเงินให้ภายใต้หลักเกณฑ์ที่กำหนดเอาไว้ โดยจะมีประกาศเกี่ยวกับรายละเอียดส่วนนี้ออกมาหลังจากนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสิทธิศักดิ์ มหาสิทธิวัฒน์ ประธานกรรมการ บริษัท สยามอินเตอร์การประมูล จำกัด กล่าวว่า การดำเนินการประมูล
ขายทอดตลาดรถของกลางให้กรมศุลกากรในครั้งนี้ บริษัทฯ จะดำเนินการอย่างเต็มความสามารถ เพื่อให้ได้ผลการประมูลที่มีประสิทธิภาพ ทั้งด้วยการประมูลด้วยวาจา (ยกป้ายประมูลหน้าลาน) และการประมูลด้วยระบบออนไลน์ คือ ระบบ SIA Real-time online Auction System ซึ่งเป็นระบบการประมูลออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพสูงและสามารถรองรับการประมูลสำหรับผู้เข้าประมูลจำนวนมาก จึงมั่นใจได้ว่าการประมูลรถของกลาง ของกรมศุลกากรจะมีสะดวก รวดเร็ว และเป็นธรรม
&amp;nbsp;
ทั้งนี้ ผู้ที่ประสงค์เข้าร่วมประมูล สามารถเริ่มลงทะเบียนออนไลน์ และชำระเงินมัดจำป้าย(เงินค้ำประกันการประมูล) พร้อมทั้งดูรายละเอียดรถ และชมคลิปรีวิว รวมถึงขั้นตอนการประมูลต่าง ๆ ได้ ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 2563 จนถึงวันประมูล ได้ที่ https://customsauction.sia.co.th และสามารถชมสภาพรถจริงได้ ตั้งแต่วันที่ 5 &amp;ndash; 7 ส.ค. 2563 ตั้งแต่เวลา 09.00 - 18.00 น. ณ ลานจอดรถหน้าส่วนของกลาง กองสืบสวนและปราบปราม กรมศุลกากร คลองเตย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี สำหรับผู้ที่ประสงค์จะเข้าร่วมประมูล จะต้องวางเงินค่ามัดจำป้าย (เงินค้ำประกันการประมูล) ตามจำนวนรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ต้องการประมูล โดย 1 ป้ายประมูล สามารถประมูลรถได้ 1 คันเท่านั้น อาทิ รถของกลางที่ราคาเปิดประมูล ต่ำกว่า 500,000 บาท ต้องวางเงินค่ามัดจำป้าย คันละ 50,000 บาท, รถของกลางราคาเปิดประมูลตั้งแต่ 500,000-1,499,999 บาท ต้องวางเงินค่ามัดจำป้าย คันละ 100,000 บาท, รถของกลาง ราคาเปิดประมูลตั้งแต่ 1,500,000 บาท ต้องวางเงินค่ามัดจำป้าย คันละ 200,000 บาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72211</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชัยยุทธ คำคุณ, ประมูลรถหรู, โฆษกกรมศุลกากร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200722/image_big_5f180e8124195.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59619</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/03/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/03/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์-กรมศุลฟัดกันเละ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;อธิบดีกรมการค้าภายใน&amp;quot; แจ้ง ปอท.เอาผิด &amp;quot;โฆษกกรมศุลกากร&amp;quot; แถลงพาดพิงให้ส่งออกหน้ากากอนามัย 330 ตัน เหตุส่งออกจริงแค่ราว 40 ตัน &amp;quot;จุรินทร์&amp;quot; ชี้ฟ้องร้องเพื่อปกป้องศักดิ์ศรี &amp;quot;ชัยยุทธ&amp;quot; ลั่นพร้อมสู้คดี ยันแถลงตามข้อเท็จจริง &amp;quot;อัจฉริยะ&amp;quot; หอบหลักฐานยื่น ตร.ล่าขบวนการกักตุนแมสก์ แฉมีนักการเมือง-ที่ปรึกษา รมต.ร่วมเอี่ยว &amp;quot;ธรรมนัส&amp;quot; ส่งทนายดำเนินคดีเสี่ยบอย &amp;quot;พท.&amp;quot; เล็งยื่นญัตติเปิดประชุมสภาฯ วิสามัญถกวิกฤติโควิด-19 &amp;quot;ชินวรณ์&amp;quot; กาวใจเคลียร์ &amp;quot;ส.ส.ปชป.&amp;quot; กลุ่มขอถอนตัวร่วมรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) วันที่ 12 มี.ค. เวลา 10.00 น. นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน (คน.) กระทรวงพาณิชย์ พร้อมฝ่ายกฎหมาย เข้าแจ้งความกับ พ.ต.ท.วิพัฒน์ รัชอินทร์ สว. (สอบสวน) กก.3 บก.ปอท. ให้ดำเนินคดีนายชัยยุทธ คำคุณ โฆษกกรมศุลกากร ในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา กรณีแถลงข่าวระบุมีการส่งออกหน้ากากอนามัย 330 ตันในช่วงระหว่างเดือน ม.ค.-ก.พ.ที่ผ่านมา มูลค่า 160 ล้านบาท ซึ่งการส่งออกดังกล่าวเป็นการดำเนินการของผู้ประกอบการไม่กี่ราย และกรมศุลกากรอนุญาตให้ส่งออกหน้ากากอนามัย ตามใบอนุญาตของกรมการค้าภายใน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิชัยกล่าวว่า การส่งออกหน้ากากอนามัย 330 ตัน เป็นไปตามที่กรมศุลกากรแจ้งในแถลงการณ์ว่าตัวเลขดังกล่าวเป็นพิกัดจากศุลกากร ซึ่งรวมสินค้าอื่นนอกจากหน้ากากอนามัย ทั้งผ้าหุ้มเบาะ ผ้าคลุม เป็นต้น และเป็นการส่งออกก่อนมีประกาศควบคุมการส่งออกหน้ากากอนามัยที่มีผลวันที่ 5 ก.พ.ที่ผ่านมา อีกทั้งการส่งออกโดยปกติใช้มาตรวัดกันเป็นชิ้น ไม่ได้นับเป็นตัน ไม่ทราบว่านายชัยยุทธไปนำข้อมูลนี้มาจากไหน ซึ่งกรมการค้าภายในห้ามไม่ให้ส่งออกหน้ากากอนามัยสำหรับการแพทย์เด็ดขาด โดยตอนนี้มีโรงงานที่มีกำลังผลิตได้ 1.2 ล้านชิ้นต่อวัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวว่า หลังจากวันที่ 4 ก.พ.2563 เมื่อประกาศเป็นสินค้าควบคุมแล้ว และมีมาตรการห้ามส่งออก ก็มีคณะอนุกรรมการขึ้นมา 1 ชุด เพื่อพิจารณาการอนุญาตส่งออก ซึ่งผลการพิจารณา ได้อนุญาตส่งออกรวม 12.7 ล้านชิ้น จากที่ขอมาทั้งหมด 53.6 ล้านชิ้น และที่ให้ส่งออกก็เป็นสเปกพิเศษ คือใช้ทางการแพทย์และโรงงานอุตสาหกรรม เป็นสินค้าที่มีลิขสิทธิ์จากต่างประเทศ เอาใช้ในประเทศไม่ได้ และบางโรงงานได้รับบีโอไอ ต้องผลิตส่งออกทั้งหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ถ้าเข้าเงื่อนไขตามนี้ ก็พิจารณาให้ส่งออก โดยคณะอนุกรรมการฯ พิจารณาไป 3 ครั้ง อนุญาตให้ 7 ราย ส่งออกได้รวม 12.7 ล้านชิ้น ถ้าคิดเป็นตันก็ราวๆ 40 ตันเท่านั้น ส่งออกไปยังออสเตรเลีย จีน ฮ่องกง สหรัฐ ญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ ฟิลิปปินส์และเยอรมนี ไม่ได้มากไปกว่านี้ ส่วนหน้ากากอนามัยแบบสีเขียวไม่ได้มีการอนุญาตให้ส่งออกเลย&amp;rdquo; อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิชัยกล่าวว่า เหตุที่มาแจ้งความที่ บก.ปอท. เพราะเป็นหน่วยที่ครอบคลุมเรื่องสื่อคอมพิวเตอร์ทั้งหมด โดยวันนี้มาแจ้งความนายชัยยุทธในนามของกรมการค้าภายใน เพื่อเรียกคืนศักดิ์ศรีให้องค์กร และเหตุนี้ก็มองว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของโฆษกกับกรม ไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างองค์กรกันเอง&amp;quot; อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขณะนี้มีข่าวดีหลังจากที่ได้เข้าไปบริหารจัดการหน้ากากอนามัยทุกชิ้น ตั้งแต่วันที่ 6 มี.ค.2563 เพราะได้ข้อความร่วมมือผู้ผลิตสินค้าสเปกพิเศษให้ช่วยผลิตหน้ากากอนามัยที่ไทยจำเป็นต้องใช้ และมีหลายรายให้ความร่วมมือปรับไลน์การผลิต ทำให้ตัวเลขยอดรวมที่ผลิตได้ต่อวัน 1.2 ล้านชิ้น ขยับเพิ่มเป็น 1.56 ล้านชิ้นต่อวัน ซึ่งได้มีการจัดสรรไปให้กระทรวงสาธารณสุขเพิ่มขึ้นเป็น 8 แสนชิ้นต่อวัน และหากต้องการเพิ่มก็จะลดสัดส่วนในส่วนของกรมลงมา&amp;quot; นายวิชัยกล่าว&amp;nbsp;
พณ.ชี้ฟ้องป้องศักดิ์ศรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 11 มี.ค. ได้เห็นข่าวโฆษกกรมศุลกากรก็ตกใจ เพราะคำแถลงที่ปรากฏออกมาบอกมีการส่งออกหน้ากากอนามัยไป 330 ตัน ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก ตนจึงเร่งตรวจสอบว่าอธิบดีกรมการค้าภายในได้อนุมัติไปตามนั้นจริงหรือไม่ และข้อเท็จจริงคืออะไร เพราะผู้ที่จะอนุมัติให้ส่งออกได้มีเพียงอธิบดีกรมการค้าภายในเท่านั้น ก็ได้รับคำชี้แจงตั้งแต่ประกาศเป็นสินค้าควบคุม และตนได้เคยมีนโยบายไปแล้วว่าไม่มีนโยบายอนุญาตให้ส่งออก รวมทั้งในทางปฏิบัติจะต้องเป็นไปตามประกาศ หากจะมีการส่งออกจะต้องขออนุญาตก่อน ซึ่งหน้ากากอนามัยที่จำเป็นต้องใช้ในประเทศเราไม่ให้ส่งออก ยกเว้นการผลิตหน้ากากอนามัยภายใต้ข้อผูกพันทางทรัพย์สินทางปัญญาที่เราเอามาขายในประเทศไม่ได้ เท่าที่รับทราบท่านไปแจ้งความร้องทุกข์เพราะทำให้ท่านได้รับความเสียหาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่า นายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง ได้โทรศัพท์มาพูดคุยหรือไม่ นายจุรินทร์กล่าวว่า ไม่มี ไม่ได้โทรศัพท์มา แต่ตนได้โทรศัพท์ไปประสานกับเลขานุการกรมศุลกากรเมื่อคืนวันที่ 11 มี.ค. เพื่อขอทราบข้อเท็จจริง ซึ่งแจ้งมาว่าคำแถลงของกรมศุลกากรยืนยันว่าในช่วงหลังมีการประกาศหน้ากากอนามัยให้เป็นสินค้าควบคุม ก็มีการส่งออกน้อยมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซักว่าหากนายอุตตมมาขอให้ถอนฟ้องจะถอนฟ้องหรือไม่ นายจุรินทร์กล่าวว่า ตนไม่มีอำนาจไปสั่งการท่าน เพราะอธิบดีกรมการค้าภายในไปแจ้งความในฐานะที่ทำให้เสียหาย เราจะไปใช้ดุลยพินิจแล้วบอกว่าไม่เสียหายอย่างนั้นไม่ได้ เพราะท่านต้องรักษาสิทธิ์และปกป้องชื่อเสียงของตัวเอง ขอให้ท่านมาตอบเรื่องนี้แทน ตนจะไปตอบแทนคงไม่เหมาะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พอถามว่า การฟ้องร้องกันระหว่างรัฐกับรัฐ จะทำให้เกิดความเสียหายในอนาคตตามมาหรือไม่ นายจุรินทร์กล่าวว่า ขอให้อธิบดีกรมการค้าภายในเป็นผู้แถลงว่าไปร้องทุกข์กล่าวโทษในกรณีใด แต่เท่าที่ตนทราบว่าเป็นกรณีของท่านกับโฆษกกรมศุลกากร ไม่ใช่หน่วยงานรัฐต่อหน่วยงานรัฐ หรือเป็นกรณีอื่นก็ได้ ขอให้ท่านเป็นคนมาพูดเองดีที่สุด ตนตอบแทนจะทำให้คลาดเคลื่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์กล่าวถึงกรณีจะมีการทบทวนเรื่องการแถลงข่าวหรือไม่เพราะตอนนี้ประชาชนสับสนข้อมูลว่า ก็เป็นเรื่องจริง ตอนนี้การให้ข้อมูลอะไรจากหน่วยงานภาครัฐต้องตรวจสอบให้รอบคอบชัดเจนแล้วจึงแถลง เพราะสถานการณ์ขณะนี้เป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติ รวมถึงโซเชียลมีเดียไปเร็วมาก ถ้าคลาดเคลื่อนจะกระจายไปในวงกว้างอย่างรวดเร็ว ซึ่งกว่าจะทำความเข้าใจได้ต้องใช้เวลา จนผู้เสียหายได้รับความเสียหายในวงกว้าง การให้ข่าวอะไรจึงต้องระมัดระวัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงการคลัง นายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง กล่าวว่า ได้สั่งให้นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ อธิบดีกรมศุลกากร เร่งทำความเข้าใจกับกระทรวงพาณิชย์ และอธิบดีกรมการค้าภายใน เรื่องการส่งออกหน้ากากอนามัย 330 ตัน ที่มีความเข้าใจคลาดเคลื่อน ทำให้สังคมวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเป็นอย่างมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ คิดว่ากระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานรัฐด้วยกัน อาจมีความผิดพลาดกันบ้าง ก็ต้องขออภัยกัน ซึ่งข้าราชการกำลังดำเนินการทำความเข้าใจกันอยู่ เป็นเรื่องของความเข้าใจคลาดเคลื่อน ไม่ได้ตั้งใจ โดยหลังจากที่กระทรวงพาณิชย์ออกประกาศควบคุมการส่งออกหน้ากากอนามัยลดลงอย่างชัดเจน ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ต้องทำความเข้าใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ตัวเลขส่งออก 330 ตัน ในเดือน ม.ค.และ ก.พ. เป็นจำนวนหน้ากากอนามัยเท่าไร ใครเป็นผู้ส่งออก ต้องให้กระทรวงพาณิชย์ไปดูว่าระเบียบเป็นอย่างไร และก็ให้ทางกรมศุลกากรชี้แจงข้อเท็จจริงมากขึ้น ทุกหน่วยงานต้องสร้างความเข้าใจ เกิดปัญหาเคลียร์กันให้ได้&amp;quot; นายอุตตมกล่าว
กรมศุลฯ ยันแจงตามจริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายชัยยุทธ คำคุณ โฆษกกรมศุลกากร กล่าวว่า ได้รับทราบการแจ้งความแล้ว ซึ่งส่วนตัวก็พร้อมร่วมมือให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตามกระบวนการกฎหมาย ที่ผ่านมาในการแถลงข่าวของกรมศุลกากรได้บันทึกวิดีโอช่วงการตอบคำถามผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับข้อมูลสถานการณ์ส่งออกนำเข้าหน้ากากอนามัยตามปกติ ยืนยันว่าไม่ได้มีถ้อยคำหรือเจตนาอะไรที่ทำให้กระทรวงพาณิชย์เสียหาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ได้ไปทบทวนสิ่งที่ได้ชี้แจง เห็นว่าไม่ได้มีประเด็นกล่าวหากรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ โดยเป็นการชี้แจงข้อมูลตามปกติ ตามข้อเท็จจริง จึงไม่ได้รู้สึกหนักใจอะไร ถ้ามีโอกาสก็จะขอพบกับอธิบดีกรมการค้าภายในเพื่อชี้แจงในเรื่องนี้ในโอกาสต่อไป เพราะหลังการให้ข้อมูลการส่งออกหน้ากากอนามัยที่คลาดเคลื่อน เมื่อกรมศุลกากรรับทราบก็ได้รีบทำเอกสารชี้แจงแก้ไขออกมาทันทีในวันเดียวกัน&amp;quot; นายชัยยุทธกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกกรมศุลกากรกล่าวว่า ในส่วนข้อมูลการนำเข้าส่งออกหน้ากากอนามัยที่แท้จริงเป็นอย่างไร ตอนนี้กรมศุลกากรกำลังเร่งจัดทำแยกรายละเอียดข้อมูลอยู่ เนื่องจากพิกัดการส่งออกสินค้าหน้ากากอนามัยมีสินค้าประเภทอื่นรวมอยู่ด้วย เช่น ชุดผ้าหุ้มเบาะ เชือกผูกรองเท้า ผ้ากันเปื้อน ผ้าคลุม สายคล้องคอทำด้วยผ้าทอ จึงอาจต้องใช้เวลาพิจารณาอยู่บ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม นำหลักฐานข้อมูลการกักตุนหน้ากากอนามัยมามอบให้ พล.ต อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รอง ผบ.ตร. เพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกักตุน และเกี่ยวข้องกับการนำเข้า-ส่งออกหน้ากากอนามัยจำนวนมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอัจฉริยะกล่าวว่า เอกสารที่นำมาทั้งหมดมีความเกี่ยวข้องกับขบวนการค้าหน้ากากอนามัยทั้งในและต่างประเทศ โดยเชื่อมโยงกับนักการเมืองหลายกลุ่ม โดยมีหญิงสาวที่เป็นปรึกษารัฐมนตรีในรัฐบาลเป็นคนรับส่วนต่างจากบริษัทที่มีการส่งออกหน้ากากอนามัยไปยังต่างประเทศ และมีข้อมูลว่า 14 บริษัทเอกชนเกี่ยวข้องกับการหายไปของหน้ากากอนามัยจำนวนมาก และข้อมูลขบวนการขายหน้ากากออนไลน์ที่มีผู้เสียหายจำนวนมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมมีข้อมูลว่ามีพรรคการเมืองหนึ่งซึ่งมีความสัมพันธ์กับกลุ่มการเมืองหนึ่งในรัฐบาล จับมือกับอดีตนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่พยายามสร้างสถานการณ์ให้เกิดผลกระทบต่อรัฐบาล&amp;quot; นายอัจฉริยะกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ตั้งข้อสังเกตว่า การที่นายจุรินทร์ออกมาแถลงข่าวยืนยันมีหน้ากากอนามัยในสต๊อกกว่า 200 ล้านชิ้น และสามารถผลิตได้กว่า 100 ล้านชิ้นต่อเดือน เหตุใดจึงมีการเปลี่ยนตัวเลขกำลังการผลิตเหลือเพียง 36 ล้านชิ้นต่อเดือนเท่านั้น ซึ่งจำนวนหน้ากากอนามัยที่หายไปสอดคล้องกับตัวเลขการส่งออกที่กรมศุลกากรมีการแถลงไปเมื่อวันที่ 11 มี.ค. ซึ่งส่วนตัวมองว่าเป็นการให้ข้อมูลขัดแย้งกันของหน่วยงานรัฐ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.อ.สุวัฒน์กล่าวว่า หลังจากรับข้อมูลจากนายอัจฉริยะจะนำหลักฐานที่ได้ไปทำการสืบสวนต่อ หากมีอะไรเพิ่มเติมก็จะประสานกับนายอัจฉริยะโดยตรง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กองทัพบก พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก ชี้แจงกรณีเพจ CSI LA โพสต์ภาพใบเสร็จการซื้อหน้ากากอนามัย 1 ชิ้นราคา 59 บาท ที่ร้านสวัสดิการกลาง กองทัพบก ถ.พระราม 6 เขตพญาไท ว่าจากการตรวจสอบแล้วพบเป็นการเข้าใจผิด เรื่องการเรียกหน่วยนับของสินค้า ซึ่งในข้อเท็จจริงแล้วคือ ราคา 59 บาทต่อแพ็ก ซึ่งประกอบด้วยหน้ากากแบบผ้าจำนวน 2 ชิ้น และหน้ากากอนามัยแบบหนา จำนวน 2 ชิ้น รวม 4 ชิ้น ไม่ใช่ราคาต่อชิ้น โดยขณะนี้ทางร้านสวัสดิการกลางกองทัพบกได้ทำการปรับแก้การเรียกหน่วยนับดังกล่าวเป็นแพ็กให้ตรงกับจำนวนสินค้าที่จำหน่ายเรียบร้อยแล้ว
พท.ยื่นเปิดประชุมสภา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายบุญชัย บุญกูล ทนายความของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ รับมอบอำนาจเข้าแจ้งความที่สน.วัดพระยาไกร เพื่อดำเนินคดีอาญาต่อนายศรสุวีร์ ภู่รวีรัศวัชรี หรือบอย เป็นผู้ต้องหาในข้อหานำเข้าสู่ระบบข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายพันธ์ยศ อัครอมรพงศ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคภราดรภาพ เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน กก.3 บก.ปอท. เพื่อให้ข้อมูลกรณีปรากฏภาพถ่ายร่วมเฟรมอยู่ในเฟซบุ๊กของนายศรสุวีร์ โดยก่อนหน้านี้ นายพันธ์ยศได้ออกมายอมรับว่าเป็นเจ้าของสถานที่ย่านหนองแขมที่นายศรสุวีร์ไลฟ์สดเรื่องหน้ากากอนามัยกว่า 10,000 ชิ้นจริง แต่ไม่รู้เห็นเกี่ยวกับการไลฟ์สดดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค พท. แถลงหลังประชุม ส.ส.พรรคเป็นกรณีพิเศษ เพื่อหารือถึงสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ว่า ที่ประชุมมีมติจะเสนอญัตติเปิดสมัยประชุมวิสามัญของสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 123 เพื่อพิจารณาการแก้ไขปัญหาวิกฤติของประเทศการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 การแก้ไขปัญหาภัยแล้ง การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง และการแก้ไขปัญหาการชุมนุมของนักศึกษาประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อขอความคิดเห็นจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยจะดำเนินการขอความคิดเห็นจากพรรคร่วมฝ่ายค้านต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรค พท. กล่าวว่า ปัญหาวิกฤติการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่รุนแรงมากขึ้น พรรคจึงขอเรียกร้องยกระดับการแก้ไขปัญหาให้มีมาตรฐานสูงขึ้น เพื่อรองรับการระบาดที่เพิ่มขึ้น แก้ไขปัญหาหน้ากากอนามัยอย่างมีประสิทธิภาพและไร้ทุจริต พร้อมทั้งดำเนินการกับบุคคลที่หาผลประโยชน์จากการทุจริตหน้ากากอนามัย ซึ่งเรื่องนี้พรรคเพื่อไทยจะดำเนินการยื่นเรื่องให้คณะกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค และคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ตรวจสอบต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;พรรค พท.ยังมีมติให้เปิดศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์และติดตามตรวจสอบการแก้ไขปัญหาโควิด-19 ของรัฐบาล เพื่อรับเรื่องราวร้องทุกข์และเผยแพร่ข้อมูลในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสชนิดนี้ และสะท้อนปัญหาไปยังรัฐบาล โดยจะดำเนินการเปิดศูนย์ภายในสัปดาห์หน้า&amp;quot; คุณหญิงสุดารัตน์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.พรรณิการ์ วานิช หนึ่งในคณะทำงานของคณะอนาคตใหม่ กล่าวว่า ในฐานะที่เคยเป็นสื่อมาก่อน วิกฤติในขณะนี้ที่ครอบคลุมในหลายประเด็น สิ่งสำคัญที่สุดคือรัฐต้องมีฐานข้อมูลที่เป็นจริงเดียวกัน และมีการแสดงตัวเลขจำนวนผู้ป่วยที่ถูกต้อง การแถลงของหน่วยงานต่างๆ ไม่ควรทำให้สังคมและประชาชนเกิดความสับสน ต้องมีการอัพเดตตัวเลขแบบเรียลไทม์ เพราะยิ่งข้อมูลที่ออกมามีความสับสนมากเท่าไร ยิ่งทำให้สถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทยสับสนและสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนมากขึ้นเท่านั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การให้ข้อมูลในหลายๆ เรื่องของรัฐบาลแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลมีปัญหาในการจัดการวิกฤติและไม่มีความสามารถ ทั้งที่สถานการณ์ขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่จะแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อทั้งประเทศกำลังสู้กับวิกฤติเดียว แต่ก็ยังมีปัญหาในการจัดการในหลายๆ เรื่อง&amp;quot; น.ส.พรรณิการ์กล่าว
อย่าใช้โควิดโยงการเมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลได้เตรียมมาตรการรองรับไว้เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและสนับสนุนการบริการของหน่วยบริการในการดูแลผู้ป่วยอย่างเต็มที่ จึงขอวิงวอนทุกฝ่ายหยุดใช้สถานการณ์สร้างความขัดแย้งทางการเมือง และหันมาร่วมมือร่วมใจฝ่าฟันสถานการณ์ที่ไม่ปกตินี้ไปด้วยกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ในฐานะประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า ในภาวะที่รัฐบาลกำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และพยายามทุ่มทุกสรรพกำลังเพื่อแก้ปัญหาอยู่นั้น ตนอยากเรียกร้องให้ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลทุกคนรวมกันเป็นหนึ่ง เพื่อเป็นกำลังใจให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยรัฐมนตรีที่มีจากแต่ละพรรค รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์และพยาบาลต่างก็ทำงานกันอย่างเต็มที่ในการรับมือวิกฤติครั้งนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) มีการประชุมของ ส.ส.พรรคที่ลงมติเห็นด้วยไว้วางใจ ร.อ.ธรรมนัส และมีจุดยืนเห็นด้วยให้พรรคร่วมรัฐบาลต่อไป จำนวน 24 คน มีนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช และประธานวิปพรรค เป็นประธาน ร่วมกับ ส.ส. อาทิ นายมนตรี ปาน้อยนนท์ ส.ส.ประจวบคีรีขันธ์, นายนริศ ขำนุรักษ์ ส.ส.พัทลุง, พล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่ ส.ส.สงขลา, น.ส.จิตภัสร์ กฤดากร ส.ส.บัญชีรายชื่อ, นายชัยชนะ เดชเดโช ส.ส.นครศรีธรรมราช, น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย ส.ส.อุบลราชธานี, นายภานุ ศรีบุศยกาญจน์ ส.ส.สุราษฎร์ธานี เป็นต้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชินวรณ์แถลงว่า พวกเราทุกคนเห็นว่าขอให้เพื่อนสมาชิกแสดงความคิดเห็นภายใต้กรอบมติของพรรค เพราะไม่เช่นนั้นอาจเกิดปัญหาในการประสานงานกับพรรครัฐบาลได้ ส่วนข้อเสนอกรณีการปรับ ครม.และการเมืองต่างๆ แม้พรรคจะมีประชาธิปไตยสูง ถ้ามีส่วนเรื่องที่ยังไม่ชัดเจน ขอให้สมาชิกระมัดระวังการแสดงความคิดเห็น แต่ไม่ใช่จำกัดสิทธิ์แสดงความคิดเห็น เพราะทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นได้ในฐานะ ส.ส.อยู่แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราต้องทำความเข้าใจกับสมาชิกทั้งหมดในการแสดงความคิดเห็นในลักษณะที่จะกระทบกับพรรค แต่เราเชื่อมั่นว่าทุกคนมีวินัยในการอยู่ร่วมกัน จึงอยากให้ทุกคนร่วมมือ ตลอดระยะเวลาที่พรรคผ่านร้อนผ่านหนาว ทุกคนก็มีความรับผิดชอบและยึดอุดมการณ์พรรค&amp;quot; นายชินวรณ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่านายอันวาร์ สาและ ส.ส.ปัตตานี ในฐานะรองเลขาธิการพรรค ออกมาระบุจะมีกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ลาออกอีก นายชินวรณ์กล่าวว่า ยังไม่ทราบ และที่ประชุมวันนี้ก็ไม่ได้พูดคุยในประเด็นดังกล่าว &amp;nbsp;อีกทั้งไม่ควรมีใครมาคาดการณ์ กก.บห.พรรคจะลาออก.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59619</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการค้าภายใน, ปกป้องศักดิ์ศรี, ส่งออกหน้ากากอนามัย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โฆษกกรมศุลกากร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200312/image_big_5e6a41dbd950c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59562</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/03/2020 11:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/03/2020 11:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อธิบดีกรมการค้าภายใน&#039; แจ้งความเอาผิด &#039;โฆษกกรมศุลกากร&#039; หมิ่นประมาทแถลงส่งออกแมสก์ 330 ตัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 มี.ค.63 - &amp;nbsp;ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี(บก.ปอท.) นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน(คน.) พร้อมฝ่ายกฎหมาย แจ้งความกับ พ.ต.ท.วิพัฒน์ รัชอินทร์ สว.(สอบสวน) กก.3 บก.ปอท.,ร.ต.อ.ปิยวัฒน์ ปรัชญา รอง สว.(สอบสวน) กก.3 บก.ปอท.ให้ดำเนินคดีต่อนายชัยยุทธ คำคุณ โฆษกกรมศุลกากรในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณากรณีแถลงข่าวว่ามีการส่งออกหน้ากากอนามัย 330 ตันในช่วงระหว่างเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มูลค่า 160 ล้านบาท ซึ่งการส่งออกดังกล่าว เป็นการดำเนินการของผู้ประกอบการไม่กี่ราย และกรมศุลกากรอนุญาตให้ส่งออกหน้ากากอนามัย ตามใบอนุญาตของกรมการค้าภายใน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิชัย กล่าวว่า การส่งออกหน้ากากอนามัย 330 ตัน เป็นไปตามที่กรมศุลกากร แจ้งในแถลงการณ์ว่าตัวเลขดังกล่าวเป็นพิกัดจากศุลกากรซึ่งรวมสินค้าอื่นนอกจากหน้ากากอนามัย ทั้งผ้าหุ้มเบาะ ผ้าคลุม เป็นต้น และเป็นการส่งออกก่อนมีประกาศควบคุมการส่งออกหน้ากากอนามัยที่มีผลวันที่ 5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อีกทั้งการส่งออกโดยปกติใช้มาตรวัดกันเป็นชิ้น ไม่ได้นับเป็นตัน ไม่ทราบว่านายชัยยุทธไปนำข้อมูลนี้มาจากไหน ซึ่งกรมการค้าภายใน ห้ามไม่ให้ส่งออกหน้ากากอนามัยสำหรับการแพทย์เด็ดขาด โดยตอนนี้มีโรงงานที่มีกำลังผลิตได้ 1.2 ล้านชิ้นต่อวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิชัย กล่าวต่อมา ตั้งแต่มีคำสั่งควบคุมการส่งออกหน้ากากอนามัยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีผู้ขอส่งออก 53 ล้านชิ้น ซึ่งสั่งห้ามส่งออก 41 ล้านชิ้น แต่ที่อนุญาตส่งออกได้มีจำนวน 12 ล้านชิ้น คือของที่ยึดไม่ได้ หรือไม่สามารถป้องกันเชื้อโควิด 19 ได้ หรือสินค้ามีลิขสิทธิ์หากเอามาใช้ โรงงานจะโดนฟ้อง ยืนยันว่าทุกขั้นตอนโปร่งใสและมีกรรมการตรวจรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิชัย กล่าวยืนยันว่า ภายในสัปดาห์นี้จะมีข่าวดีเรื่องหน้ากากอนามัย เพราะโรงงานเริ่มปรับไลน์การผลิตให้มีกำลังเพิ่มสูงขึ้นจากเดิม 1.2 ล้านชิ้นเป็น 1.3-1.4 ล้านชิ้น ซึ่งจะเพียงพอสำหรับบุคคลที่จำเป็นต้องใช้จริงๆ โดยเฉพาะแพทย์และผู้ป่วย ส่วนคนปกติแนะนำให้ใช้หน้ากากผ้าทดแทน ส่วนเหตุผลที่ตนมาแจ้งความที่ บก.ปอท.เพราะเป็นหน่วยที่ครอบคลุมเรื่องสื่อคอมพิวเตอร์ทั้งหมด โดยวันนี้ตนมาแจ้งความนายชัยยุทธ ในนามของกรมการค้าภายในเพื่อเรียกคืนศักดิ์ศรีให้องค์กร และเหตุนี้ก็มองว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของโฆษกกับกรมฯ ไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างองค์กรกันเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เบื้องต้นพนักงานสอบสวนสอบปากคำผู้ร้องทุกข์ก่อนพิจารณาประกอบพยานหลักฐานแล้วรายงานส่งผู้บังคับบัญชาสั่งการต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59562</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการค้าภายใน, ส่งออกหน้ากากอนามัย, โฆษกกรมศุลกากร, ไวรัสโควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200312/image_big_5e69bf9e85441.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16467</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/08/2018 08:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/08/2018 08:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ศุลกากร” เป็นปลื้มผลงานแจ่มเข้าตาต่างชาติแห่งขยับเครดิตพุ่งไม่หยุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ศุลกากร&amp;rdquo; เป็นปลื้มผลงานแจ่มเข้าตาต่างชาติ แห่ขยับเครดิตขึ้นไม่หยุด ฟุ้งพิธีการศุลกากรไทย ขยับแตะอันดับ 2 ของอาเซียน ส่วนดัชนีวัดประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์ระหว่างประเทศพุ่งแตะอันดับ 32 จากเดิม 45&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยยุทธ คำคุณ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางศุลกากร ในฐานะโฆษกกรมศุลกากร เปิดเผยว่า &amp;nbsp;ผลการสำรวจการดำเนินงานของกรมศุลกากรโดยหน่วยงานต่างประเทศถึง 3 แห่ง ในรอบปีที่ผ่านมา พบว่ากรมศุลกากรมีผลการดำเนินงานในอันดับที่ดีขึ้น โดยอันดับแรกเป็นรายงานดัชนีวัดประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ (Logistics Performance Index:LPI 2018) ซึ่งจัดทำโดยธนาคารโลก พบว่า อันดับของประเทศไทยดีขึ้นจาก อันดับ 45 เป็นอันดับ 32 จาก 160 ประเทศ โดยในส่วนพิธีการศุลกากรของไทยนั้น มีอันดับดีขึ้น จากที่เดิมเป็นอันดับ 3 โดยขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน รองจากสิงคโปร์ประเทศเดียวเท่านั้น จากที่ก่อนหน้านี้เป็นรองประเทศมาเลเซียด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ รายงานเรื่อง Trade Facilitation Indicators 2018 ซึ่งจัดทำโดยองค์กรเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ (OECD) พบว่า พิธีการทางศุลกากรของไทยมีการพัฒนาในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในด้านกระบวนงาน (procedure) ด้านการนำระบบ automation มาใช้ ด้านการลดจำนวนเอกสารในการผ่านพิธีการ และ ด้านกระบวนการอุทธรณ์ (appeal procedure) นั้น ในอาเซียนไทยเป็นรองเฉพาะประเทศสิงคโปร์ เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุดท้ายเป็นการศึกษาเรื่องดัชนีสภาพแวดล้อมในการค้าสินค้าที่ผิดกฎหมาย (The Global Illicit Trade Environment Index 2018) ซึ่งจัดทำโดย นิตยสาร &amp;ldquo;The Economist&amp;rdquo; สำรวจใน 84 ประเทศ พบว่า ในส่วนของสภาพแวดล้อมทางศุลกากร (Customs Environment) ซึ่งเป็นการพิจารณาด้านการอำนวยความสะดวกทางการค้าให้กับผู้ประกอบการที่สุจริตและการปราบปรามสินค้าที่ผิดกฎหมายนั้น การดำเนินงานของกรมศุลกากรอยู่ในอันดับที่ 45 ซึ่งดีกว่าทุกประเทศในอาเซียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แม้ผลสำรวจจะชี้ว่าการพัฒนาพิธีการศุลกากรในหลาย ๆ ด้านจะไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่กรมศุลกากรก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาระบบการให้บริการทางศุลกากรอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมทางศุลกากรให้มากยิ่งขึ้น&amp;rdquo; นายชัยยุทธ กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16467</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชัยยุทธ คำคุณ, ผลงานแจ่ม, พิธีการศุลกากรไทย, ศุลกากร, โฆษกกรมศุลกากร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180626/image_big_5b3263fcebe44.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
