<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>78970</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/09/2020 15:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/09/2020 15:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สรรพากรจี้พ่อค้า - แม่ค้าออนไลน์รีบยื่นแบบภาษีขีดเส้นไม่เกิน 8 ต.ค. </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ก.ย. 2563 นางสมหมาย ศิริอุดมเศรษฐ ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกิจพลังงาน) ในฐานะโฆษกกรมสรรพากร เปิดเผยว่า &amp;ldquo;30 กันยายน 2563 เป็นวันที่สิ้นสุดเวลาการยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี (ภ.ง.ด.94) ปี 2563 ซึ่งพ่อค้า - แม่ค้าออนไลน์ เป็นผู้มีรายได้ตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร ให้นำรายได้จากการขายสินค้าบนระบบออนไลน์ที่ได้รับระหว่างวันที่ 1 มกราคมถึงวันที่ &amp;nbsp; 30 มิถุนายน 2563 มารวมคำนวณยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี (ภ.ง.ด.94) หากใช้ช่องทางการยื่นแบบทางอินเทอร์เน็ตผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากร www.rd.go.th ได้ถึงวันที่ 8 ตุลาคม 2563 และชำระภาษี (ถ้ามี) ผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อรักษามาตรฐานการเว้นระยะห่างทางสังคม ร่วมกันป้องกันการแพร่ระบาดของ &amp;nbsp;โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID &amp;ndash; 19)&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกกรมสรรพากร กล่าวเพิ่มเติมว่า &amp;ldquo;สำหรับผู้เสียภาษีที่มีภาษีต้องชำระ ตั้งแต่ 3,000 บาท ขึ้นไป สามารถแบ่งผ่อนชำระได้ 3 งวดๆ ละเท่าๆ กัน โดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่มใดๆ และติดต่อขอผ่อนชำระได้ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา หรือทางอินเทอร์เน็ตที่ www.rd.go.th ทั้งนี้ การยื่นแบบฯ เกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด &amp;nbsp; จะทำให้ผู้เสียภาษีมีภาระต้องชำระค่าปรับไม่เกิน 2,000 บาท และหากมีภาษีที่ต้องชำระ จะต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78970</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ่อค้า, รีดภาษี, สมหมาย ศิริอุดมเศรษฐ, แม่ค้าออนไลน์, โฆษกกรมสรรพากร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200711/image_big_5f092f5f485e7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73513</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/08/2020 18:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2020 18:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> สรรพากรยืดเวลาแจ้งข้อมูลใช้สิทธิหักรายจ่าย 2เท่าจ้างผู้สูงอายุทำงาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสมหมาย ศิริอุดมเศรษฐ ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกิจพลังงาน) ในฐานะโฆษกกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมาเกิดวิกฤตจากการแพร่ระบาดโควิด- 19 ส่งผลกระทบให้เกิดปัญหาในการดำเนินกิจการต่อผู้ประกอบการ กรมสรรพากรจึงได้มีมาตรการ ขยายระยะเวลาการบันทึกแจ้งข้อมูลการใช้สิทธิหักรายจ่าย 2 เท่า จากการจ้างงานผู้มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ซึ่งต้องมีการแจ้งข้อมูลของผู้สูงอายุเมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีภายใน 150 วัน ที่มีวันสุดท้ายของการแจ้งข้อมูลจ้างงานผู้สูงอายุภายในหรือหลังวันที่ 1 เม.ย. 2563 ถึง 31 ส.ค. 2563 โดยขยายเวลาให้บันทึกแจ้งข้อมูลการจ้างงานถึงวันที่ 31 ส.ค. 2563 ได้ที่เว็บไซต์กรมสรรพากร www.rd.go.th&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสมหมาย กล่าวว่า กรมสรรพากรได้ออกมาตรการส่งเสริมและสนับสนุน การจ้างงานผู้สูงอายุที่ให้สิทธิบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หักรายจ่ายได้ 2 เท่าของค่าจ้างที่จ่ายให้แก่ลูกจ้าง &amp;nbsp;ที่มีอายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และมีค่าจ้างไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน ซึ่งนายจ้างสามารถจ้างผู้สูงอายุได้ไม่เกิน 10% ของจำนวนลูกจ้างทั้งหมด ซึ่งในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2561 ที่ผ่านมาส่งผลให้เกิดการจ้างงานผู้สูงอายุ และก่อให้เกิดรายได้แก่ผู้สูงอายุสูงถึงกว่า 287 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผู้ประกอบการที่จ้างงานผู้สูงอายุนอกจากจะช่วยส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีงานทำแล้วยังได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีในการใช้สิทธิหักรายจ่ายได้ 2 เท่าอีกด้วย&amp;rdquo; นางสมหมาย กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73513</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยายระยะเวลาการบันทึกแจ้งข้อมูลการใช้สิทธิหักรายจ่าย 2 เท่า จากการจ้างงานผู้มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป, สมหมาย ศิริอุดมเศรษฐ, โฆษกกรมสรรพากร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200711/image_big_5f092f5f485e7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71109</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/07/2020 10:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/07/2020 10:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สรรพากร&#039;คาดรีดภาษี Facebook, YouTube, Google, Line, Netflix ต้นปี64 ดึงรายได้เข้าหลวง3 พันล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
11 ก.ค.2563 นางสมหมาย ศิริอุดมเศรษฐ โฆษกกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีแพลตฟอร์มดิจิตอลต่างชาติ หรือ พ.ร.บ.ภาษี e-Service ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบไปแล้วเมื่อต้นเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ขั้นตอนหลังจากนี้จะต้องนำเข้าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร หากเห็นชอบก็จะประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป และหลังจากนั้น 6 เดือน จึงจะเริ่มจัดเก็บได้ ดังนั้นคาดว่าจะเริ่มจัดเก็บภาษีดังกล่าวได้ในปีภาษี 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับภาษี e-Service ผู้ให้บริการต่างประเทศ ทั้งแพลตฟอร์มดูหนัง เล่นเกมส์ นายหน้า สื่อโฆษณา ตลาดกลางที่จับผู้ซื้อและผู้ขายมาเจอกัน รวมถึงบริการอีคอมเมิร์ซ เช่น Facebook, YouTube, Google, Line, Netflix, Lazada ที่มีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาท ที่ให้บริการในประเทศไทย จะต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม นำส่งให้กับกรมสรรพากร โดยไม่มีภาษีซื้อ เช่น ถ้าให้บริการ 100 บาท จะต้องนำส่งทันที 7 บาท หรือ 7% ของค่าบริการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เป้าหมายการจัดเก็บภาษี e-Service ปีแรกซึ่งหากดูฐานจากปี 2562 คาดว่าจะได้ประมาณ 3,000 ล้านบาท แต่จากการระบาดของโควิด-19 จะเห็นว่าคนใช้ออนไลน์เพิ่มมากขึ้น ก็คาดว่าจะจัดเก็บได้เพิ่มขึ้น ซึ่งจะเกิดความเป็นธรรมสำหรับผู้ให้บริการในประเทศไทยที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% เพราะในแต่ละปีผู้ให้บริการต่างประเทศได้รายรับปีละ 40,000 กว่าล้านบาท แต่ไม่เคยเสียภาษี โดยยืนยันว่าผู้ให้บริการรายใหญ่ ๆ ก็พร้อมที่จะเสียภาษีดังกล่าวแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณีที่กรมสรรพากรติดหมายเรียกเก็บภาษีอดีตข้าราชการ นางสมหมาย ชี้แจงว่า เป็นไปตามข้อระเบียบ โดยที่ผ่านมาสรรพากรในพื้นที่ได้รับเรื่องให้ตรวจสอบ จึงได้ขออนุมัติออกตรวจสภาพกิจการของบริษัทดังกล่าว แต่จากการออกตรวจพบว่าสถานประกอบการปิด และจากการขอคัดหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคลต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่าบริษัทฯได้แจ้งเลิกไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงต้องมีการส่งหนังสือเชิญพบตามที่อยู่ของผู้ชำระบัญชีที่แจ้งไว้ต่อทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และได้ขออนุมัติสรรพากรพื้นที่ส่งหนังสือเชิญพบด้วยตนเอง หากไม่สามารถส่งได้หรือไม่มีผู้รับ จึงได้ปิดหนังสือเชิญพบดังกล่าว และในการปิดหนังสือเชิญพบเจ้าหน้าที่ได้แจ้งความตำรวจ เพื่อเป็นพยานว่ามิได้ทำให้เกิดความเสียหายใดๆ อย่างไรก็ตามทางอดีตข้าราชการสามารถดำเนินการชี้แจง หรือ ร้องทุกข์ได้อยู่แล้ว ซึ่งกระบวนการถัดไปจะเป็นหน้าที่ของพนักงานสืบสวนในการตรวจสอบพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71109</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ร.บ.ภาษี e-Service, ภาษีแพลตฟอร์มดิจิตอลต่างชาติ, สมหมาย ศิริอุดมเศรษฐ, โฆษกกรมสรรพากร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200711/image_big_5f092f5f485e7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34271</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2019 14:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/04/2019 13:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ยอมแล้วจ้า!! “สรรพากร” ถอยรื้อเกณฑ์รีดภาษีดอกเบี้ยฝาก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 เม.ย. 62นายปิ่นสาย สุรัสวดี โฆษกกรมสรรพากร เปิดเผยว่า จะดำเนินการปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการเก็บภาษีเงินได้สำหรับดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ 15% และออกประกาศใหม่ภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ หลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าประชาชนผู้ฝากเงินเกิดความตื่นตระหนกและสับสนว่ากรมสรรพากรจะเข้าไปเก็บดอกเบี้ยจากเงินฝากจากทุกบัญชี จากเดิมที่เว้นภาษีสำหรับดอกเบี้ยเงินฝากบัญชีออมทรัพย์ ที่ไม่เกิน 20,000 บาทต่อปี โดยประกาศใหม่จะแก้ไขในประเด็นการแสดงความยินยอมส่งข้อมูลดอกเบี้ยเงินฝาก ซึ่งยอมรับว่าตามประกาศเดิมสร้างความยุ่งยาก และกระทบกับคนจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 23 เม.ย.2562 กรมได้หารือร่วมกับสมาคมธนาคารไทยถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาโดยเฉพาะการแสดงความยินยอมส่งข้อมูลดอกเบี้ยเงินฝาก ให้กระทบกับผู้ฝากเงินส่วนใหญ่น้อยที่สุด โดยเฉพาะกลุ่ม 99% ที่มีดอกเบี้ยจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ไม่ถึง 20,000 บาทต่อปี ที่อาจจะต้องหาวิธีแสดงความยินยอมที่มีความยืดหยุ่น เช่น ให้กลุ่มที่ได้รับดอกเบี้ยเงินฝากมากกว่า 20,000 บาทต่อปี ซึ่งมีสัดส่วนน้อยกว่า 1% มาลงทะเบียนแสดงความไม่ยินยอมให้ส่งข้อมูลบัญชีเงินฝากแทน ทำให้ผู้ฝากเงินกว่า 99% ไม่ต้องแสดงตน และได้รับการยกเว้นภาษีดอกเบี้ยเงินฝากเหมือนเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทางสมาคมธนาคารไทยเสนอให้มีการเลื่อนการบังคับใช้ประกาศออกไป เพราะมีผู้ได้รับผลกระทบมาก แต่กรมฯ ให้ไปดูแนวทางว่าจะยืดหยุ่นวิธีการได้อย่างไร โดยเฉพาะการแสดงความยินยอม ซึ่งอาจจะต้องมีการคิดกลับข้างกันเพื่อไม่ให้คนส่วนใหญ่เดือดร้อน ซึ่งในประกาศฉบับใหม่ของกรมฯ จะแยกชัดเจนระหว่างแสดงความยินยอมส่งข้อมูลกับการเสียภาษี เพราะหากมาแสดงตัวว่าไม่ต้องการให้ส่งข้อมูล แต่ถ้าดอกเบี้ยเข้าเกณฑ์ ก็ต้องเสียภาษีตามปกติ&amp;rdquo;นายปิ่นสาย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายกอบศักดิ์ ดวงดี เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า ได้หารือกับกรมสรรพากรและให้ข้อมูลว่าปัจจุบันมีลูกค้าบัญชีเงินฝากกว่า 80 ล้านบัญชี หากต้องขอให้ลูกค้าแสดงความยินยอมส่งข้อมูลดอกเบี้ยเงินฝาก คาดว่าจะไม่สามารถทำรอบการจ่ายดอกเบี้ย มิ.ย.นี้ และจะมีลูกค้าส่วนใหญ่ต้องได้รับผลกระทบจากประกาศของกรมสรรพากรถูกหักภาษีดอกเบี้ยเงินฝากจากทุกบัญชีทันที ซึ่งสมาคมเสนอว่า ถ้าไม่สามารถเลื่อนเวลาบังคับใช้ประกาศออกไปได้ กรมสรรพากรจะมีวิธีการยืดหยุ่นหลักเกณฑ์ในการแสดงความยินยอมของลูกค้าบัญชีเงินฝากด้วยวิธีใดได้บ้างโดยไม่ขัดต่อกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้ สมาคมธนาคารจะทำงานร่วมกับกรมสรรพากร เพื่อหาวิธีการให้ลูกค้าได้รับผลกระทบน้อยที่สุด เช่น กลุ่มผู้สูงอายุที่ไม่สามารถมาแสดงความยินยอมได้ จะทำแบบรายการแสดงความยินยอมแบบเดียว เพื่อใช้กับทุกธนาคาร และจะแสดงความยินยอมเพียงครั้งเดียวครอบคลุมทุกบัญชีหรือไม่ รวมทั้งจะมีการส่งแจ้งข้อมูลแบบรายบุคคลไปถึงลูกค้าให้มาแสดงความยินยอมหรือไม่ อยู่ระหว่างการหารือวิธีการ แต่ในขณะนี้ สมาคมธนาคารยังไม่มีการแจ้งไปยังลูกค้าให้เข้ามาดำเนินการใด ๆ เพราะต้องรอความชัดเจนจากกรมสรรพากรอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
รายงานข่าวจากกรมสรรพากร ระบุว่า สมาคมธนาคารไทยเสนอให้มีการชะลอการบังคับใช้ประกาศออกไป เนื่องจากไม่สามารถดำเนินการได้ทัน แต่กรมสรรพากรเห็นว่าเรื่องนี้มีการเตรียมตัวมานานในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา จึงไม่สามารถชะลอออกไปได้ นอกจากนี้ ทางธนาคารยังเสนอให้ไม่ต้องให้มีการแสดงความยินยอมในการส่งข้อมูลได้หรือไม่ หรือแนวทางที่ธนาคารจะจัดกลุ่มลูกค้าออกเป็นหลายกลุ่ม เช่นกลุ่มที่มีเงินฝากมากกว่า 1 ล้านบาท ต้องส่งข้อมูล กลุ่มที่ต่ำกว่า 5 แสนบาท ไม่ต้องส่งข้อมูล เป็นต้น ซึ่งกรมสรรพากรก็รับข้อมูลดังกล่าวมาพิจารณา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า ในส่วนของธนาคารกรุงเทพนั้นยืนยันลูกค้าไม่ได้รับผลกระทบ จึงไม่อยากให้ลูกค้าเกิดความตื่นตระหนก เพราะที่ผ่านมาได้ดำเนินตามกฎระเบียบมาโดยตลอด ซึ่งธนาคารได้มีการหารือกันในเรื่องนี้มากว่า 1 ปีแล้ว ดังนั้นจึงเชื่อว่าจะไม่มีปัญหาใด ๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;ldquo;ธนาคารก็จะกำชับให้เจ้าหน้าที่ชี้แจงข้อมูลที่ถูกกต้องให้กับลูกค้าได้รับทราบ เพื่อทำความเข้าใจร่วมกันอย่างถูกต้อง ซึ่งปัจจุบันธนาคารมีฐานลูกค้าเงินฝากออมทรัพย์อยู่ 10 ล้านบัญชี วงเงิน 1 ล้านล้านบาท&amp;rdquo; นายชาติศิริ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านสถาบันการเงินเฉพาะกิจ อย่างธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) นั้น แม้จะมีฐานเงินฝากออมทรัพย์สูง แต่ทั้ง 2 ธนาคารได้รับการยกเว้นการเสียภาษีรายได้ที่ได้จากอัตราดอกเบี้ยออยู่แล้ว เนื่องจากเป็นธนาคารที่มีพันธกิจเฉพาะด้านที่ต้องการให้เกษตรกรและเยาวชนออมเงินให้มากขึ้น แต่ทั้ง 2 ธนาคารก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับกรมสรรพากรในการส่งข้อมูลเงินฝากต่างๆ ให้แน่นอน และที่ผ่านมามีลูกค้าจำนวนมากสอบถามถึงประเด็นดังกล่าว ก็ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ชี้แจงเรียบร้อยแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ ในฐานะประธานกรรมการสภาสถาบันการเงินของรัฐ เปิดเผยว่า ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐจะมีการประชุมเรื่องดังกล่าวกันในต้นเดือน พ.ค.นี้ เพื่อทำความเข้าใจและหาแนวทางในการดำเนินการตามประกาศของกรมสรรพากรที่ออกมา ซึ่งเชื่อว่าจะทันต่อการบังคับใช้ของกรมสรรพากรอย่างแน่นอน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34271</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปิ่นสาย สุรัสวดี, ภาษีสำหรับดอกเบี้ยเงินฝากบัญชีออมทรัพย์, ยอมถอย, โฆษกกรมสรรพากร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190207/image_big_5c5b9f6a40eba.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28529</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/02/2019 10:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/02/2019 10:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> “สรรพากร” ขยายเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีผ่านอินเทอร์เน็ตอีก 8 วัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;7 ก.พ. 2562 นายปิ่นสาย สุรัสวดี รักษาการตำแหน่งที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี ในฐานะโฆษกกรมสรรพากร เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้ประกาศขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตออกไปอีก 8 วัน เป็นเวลา 2 ปี นับแต่วันพ้นกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีตามที่กฎหมายกำหนด โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. 2562 -31 ม.ค. 2564 เพื่อช่วยให้ผู้เสียภาษีได้รับความสะดวก รวดเร็ว ในการยื่นแบบฯ ได้ทุกที่ทุกเวลาตลอด 24 ชั่วโมง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษี การชำระภาษี และการนำส่งภาษี จะครอบคลุมภาษีหลายรายการ อาทิ การยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา &amp;nbsp;ภ.ง.ด.90 ภ.ง.ด.91 และ ภ.ง.ด.94 ซึ่งสามารถยื่นรายการทางอินเทอร์เน็ตได้ถึงวันที่ 9 เม.ย. 2562 จากปกติยื่นได้ถึง 1 เม.ย. รวมถึงภาษีเงินได้นิติบุคคล ภ.ง.ด.50 ภ.ง.ด.52 ภ.ง.ด.55 ภ.ง.ด.51 และ ภ.ง.ด.54 ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ภ.ง.ด.1 ภ.ง.ด.2 ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53 ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ.30 และ ภ.พ.36 ภาษีธุรกิจเฉพาะ ภ.ธ.40 ก็จะได้รับการขยายเวลาตามประมวลรัษฎากรผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ www.rd.go.th ออกไปอีก 8 วันด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปิ่นสาย กล่าวว่า การขยายเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีทางอินเทอร์เน็ท เพื่อต้องการส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีหรือนำส่งภาษียื่นแบบแสดงรายการผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น และสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน กรมฯยังขอรณรงค์ให้ผู้เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา &amp;nbsp;ภ.ง.ด.90 ภ.ง.ด.91 ผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์และลงทะเบียนพร้อมเพย์ด้วยเลขประจำตัวประชาชน ซึ่งผู้เสียภาษี จะได้รับเงินคืนภาษีอย่างถูกต้อง สะดวก และรวดเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ข้อมูลสถิติการยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษี และการขอคืนภาษีในปีภาษี 2560 พบว่าผู้ขอคืนภาษี ส่วนใหญ่มีการผูกบัญชีเงินฝากธนาคารด้วยเลขประจำตัวประชาชน เพื่อรับเงินผ่านระบบการโอนเงินแบบ พร้อมเพย์มากกว่า 70% &amp;nbsp;และปัจจุบันกรมฯ ได้ปรับปรุงกระบวนการให้บริการคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารผ่านระบบการโอนเงินแบบผ่านพร้อมเพย์นั้น จะช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เสียภาษี ลดภาระในการเดินทางไปธนาคารเพื่อนำเช็คไปเข้าบัญชีเงินฝากธนาคาร ไม่ต้องรอรับเช็คคืนภาษีทางไปรษณีย์ รวมทั้งเป็นการแก้ปัญหาเรื่องเช็คคืนภาษีส่งไม่ถึงมือผู้รับหรือเช็คคืนภาษีสูญหายอีกด้วย&amp;rdquo; นายปิ่นสาย กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28529</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตออกไปอีก 8 วัน, ขยายเวลายื่นภาษี, ปิ่นสาย สุรัสวดี, โฆษกกรมสรรพากร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190207/image_big_5c5b9f6a40eba.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22358</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/11/2018 15:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/11/2018 15:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จุดจบคนขาย-ซื้อใบกำกับภาษีปลอมออก1ใบผิด1กระทง!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 พ.ย.2561 &amp;ndash; &amp;nbsp;นายปิ่นสาย สุรัสวดี รักษาการที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี ในฐานะโฆษกกรมสรรพากรกล่าวว่า กรมสรรพากรได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องและจริงจังกับผู้ประกอบการทั้งที่เป็นผู้ออกและผู้ใช้ใบกำกับภาษีโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเมื่อวันที่ 26 มิ.ย.2561 ศาลอาญาได้มีคำพิพากษาให้จำเลยที่ได้ร่วมกันกระทำความผิดออกใบกำกับภาษีขายให้กับบริษัท/ห้าง/ร้าน โดยมิได้มีการประกอบกิจการจริง อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายมาตรา 86/13 วรรคหนึ่งแห่งประมวลรัษฎากร ได้ตัดสินลงโทษจำเลยจำคุกกระทงละ 1 ปี ตามมาตรา 90/4 (3) แห่งประมวลรัษฎากร รวม 8 กระทง เป็นโทษจำคุก 8 ปี จำเลยรับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษ &amp;nbsp;ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เป็นโทษจำคุก รวม 4 ปี ริบของกลาง (ออกใบกำกับภาษีโดยมิชอบด้วยกฎหมาย 1 ฉบับ เท่ากับความผิด 1 กระทง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผู้ซื้อใบกำกับภาษีไปใช้ ต้องรับผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญา โดยโทษทางแพ่ง ต้องรับผิดเบี้ยปรับ 2 เท่าของจำนวนภาษีตามใบกำกับภาษีพร้อมทั้งเงินเพิ่มตามกฎหมายอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของจำนวนเงินภาษี สำหรับโทษทางอาญา ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่สำนักงานสรรพากรทุกแห่งทั่วประเทศ หรือศูนย์สารนิเทศสรรพากร โทร.1161 และหากพบเห็นการกระทำใดๆ ที่เป็นการหลีกเลี่ยงภาษี ขอให้แจ้งเบาะแสหรือข้อมูลต่างๆ ที่ www.rd.go.th &amp;gt; เมนู &amp;ldquo;การแจ้งแหล่งภาษี&amp;rdquo; เพื่อที่กรมสรรพากรจะได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22358</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมาย, ปิ่นสาย สุรัสวดี, ผู้ประกอบการ, รักษาการที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี, โฆษกกรมสรรพากร, ใบกำกับภาษีโดยมิชอบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181120/image_big_5bf3c451916a8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
