<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120308</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/10/2021 13:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2021 13:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธนกร&#039; ซัด &#039;เพื่อไทย&#039; อย่าตีปลาหน้าไซปมเหมืองทองอัครา </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ต.ค.2564 - นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีพรรคเพื่อไทย (พท.) ตั้งโต๊ะแถลงเรื่องเหมืองอัครา ด้วยการคาดการณ์คำตัดสินของอนุญาโตตุลาการ ระหว่างบริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดท จํากัด ประเทศออสเตรเลีย ผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด และราชอาณาจักรไทย ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีคำพิพากษาชี้ขาดออกมา โดยทั้งสองฝ่ายยังอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อหาข้อยุติร่วมกัน ซึ่งเป็นกระบวนการปกติที่ดำเนินการคู่ขนานไปกับกระบวนการอนุญาโตตุลาการ &amp;nbsp;จึงยืนยันว่าไทยต่อสู้คดีในชั้นอนุญาโตตุลาการด้วยความรอบคอบรัดกุม ยึดถือประโยชน์สูงสุดของประเทศเป็นหลัก ในส่วนที่ทั้งสองฝ่ายเข้าสู่กระบวนการเจรจาเพื่อระงับข้อพิพาท ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลเชื่อว่าจะแพ้คดีในชั้นอนุญาโตตุลาการแต่อย่างใด แต่เป็นกระบวนการที่ดำเนินการเพื่อประโยชน์สูงสุดของคู่พิพาททั้งสองฝ่าย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนกร กล่าวว่า ขอให้ฝ่ายค้านรอการตัดสินชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ไม่ควรรีบออกมาคาดเดาเหตุการณ์ในอนาคต สร้างความสับสนให้กับพี่น้องประชาชนและสังคม &amp;nbsp;ตามคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 72/2559 ลงวันที่ สั่ง ณ วันที่ 13 ธันวาคม 2559 เรื่อง การแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคํา ให้ผู้ประกอบการที่ได้รับประทานบัตรและใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคํา ระงับการประกอบกิจการไว้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 เป็นต้นไป เพื่อฟื้นฟูพื้นที่ตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม ที่ไม่ว่าพื้นที่ประทานบัตรจะอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานใดก็ตาม เป็นการคุ้มครองและป้องกันไว้ก่อนเพื่อไม่ไห้ประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบเฉพาะหน้าด้านสุขอนามัยและสิ่งแวดล้อมปนเปื้อนอย่างทันท่วงที และคำสั่งดังกล่าวเป็นไปด้วยความรอบคอบระมัดระวัง พอสมควรแก่เหตุ โดยให้ยุติการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคําปิดเหมืองทองทั่วประเทศชั่วคราว โดยไม่เลือกปฏิบัติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;รัฐบาลยืนยันต่อสู้ตามกติกาสากล และคดีดังกล่าวก็อยู่ระหว่างการดำเนินการในอนุญาโตตุลาการ &amp;nbsp;ซึ่ง พล.อประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ก็เคยชี้แจงในการประชุมรัฐสภาเกี่ยวกับประเด็นเหมืองทองอัครา ปฏิเสธไม่ได้ใช้ ม.44 ปิดเหมือง แต่เป็นเรื่องการต่อสัมปทานให้ปรับปรุงแก้ไข หลังได้รับการร้องเรียนจากประชาชนที่ได้รับผลกระทบทางสุขภาพ ฝากฝ่ายค้านช่วยไตร่ตรองว่า พลอ.ประยุทธ์ เป็นผู้เข้ามาแก้ปัญหาทุกเรื่อง ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จนปัจจุบันท่านได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยยึดหลักการเพื่อความปลอดภัยในชีวิตของประชาชนและสิ่งแวดล้อม ขณะที่ผู้นำฝ่ายค้านกลับนำทุกเรื่องมาเป็นประเด็นการเมือง ดิสเครดิตรัฐบาล โดยมองข้ามปัญหาสุขภาพของประชาชน&amp;rdquo; นายธนกร กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120308</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายธนกร วังบุญคงชนะ, พท., พรรคเพื่อไทย, เหมืองทองคำอัครา, โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210830/image_big_612c98775854f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120303</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/10/2021 13:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2021 13:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กตู่&#039; ปลื้มยอดติดเชื้อโควิดลดสังเวยต่ำร้อย6วันติด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ต.ค.2564 - นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายทั้งบุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ด่านหน้า เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ ตลอดจนประชาชนทุกคน ที่ได้ร่วมมือกันทำงานอย่างเต็มที่ในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 รวมถึงร่วมกันปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุขการป้องกันการติดเชื้อโควิด19 ส่วนบุคคล แบบครอบจักรวาล (Universal Prevention) &amp;nbsp;อย่างเคร่งครัด และพร้อมใจกันฉีดวัคซีนโควิด-19 ด้วยความสมัครใจ จนทำให้ล่าสุดตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ลดลง โดยตัวเลขสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทยวันนี้ พบมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่ม 8,918 ราย ติดเชื้อสะสมตั้งแต่ 1 เมษายน 2564 &amp;nbsp;จำนวน 1,782,989 ราย &amp;nbsp;และวันนี้หายป่วยเพิ่มอีก จำนวน 10,878 ราย หายป่วยสะสมตั้งแต่ 1 เมษายน 2564 จำนวน 1,662,433 ราย โดยมีผู้ป่วยกำลังรักษา จำนวน 103,507 ราย และเสียชีวิตเพิ่ม 79 ราย ซึ่งจำนวนผู้เสียชีวิตมีตัวเลขต่ำกว่าร้อยต่อเนื่อง 6 วัน แสดงให้เห็นถึงศักยภาพการรักษาพยาบาลของแพทย์ไทยความเข้มแข็งในของระบบสาธารณสุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนกร กล่าวว่า นายกฯ ยังฝากความห่วงใยพี่น้องประชาชนทั้งที่ได้รับวัคซีนแล้ว แม้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จะเริ่มคลี่คลายบ้างแล้ว แต่ฝากให้ประชาชนทั้งผู้ที่ได้ฉีดวัคซีนแล้ว หรืออยู่ระหว่างการรอรับวัคซีน ทุกคนยังต้องปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุขการป้องกันการติดเชื้อโควิด19 ส่วนบุคคล แบบครอบจักรวาล (Universal Prevention) &amp;nbsp;อย่างเคร่งครัด &amp;nbsp;อยู่บ้านก็ขอให้ใส่หน้ากากอนามัย/หน้ากากผ้า หมั่นล้างมือบ่อย ๆ เว้นระยะห่างระหว่างกันภายในครอบครัว ป้องกันการติด/แพร่เชื้อภายในครอบครัว ขณะเดียวกันก็ขอความร่วมมือไปยังกิจการร้านค้าต่าง ๆ ตลาด ชุมชน ยังต้องปฏิบัติตามมาตรการโควิดฟรีเซตติ้ง (COVID Free setting) รวมถึงย้ำสถานบริการ ผับ คาราโอเกะ ให้ปฏิบัติตามข้อกำหนดตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ฯ &amp;nbsp;หากพบมีการกระทำผิดและฝ่าฝืนจะถูกดำเนินการตามกฎหมายอย่างจริงจังทันทีผู้ประกอบการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นายกฯ ย้ำถึงการดำเนินการและการออกมาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาล คำนึงถึงประโยชน์โดยรวมของประเทศเป็นสำคัญแม้มาตรการบางอย่างอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนบ้างโดยพยายามดูทั้งความปลอดภัยด้านสุขภาพและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เดินหน้าต่อไป &amp;nbsp;เร่งฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมไม่ต่ำว่าร้อยละ 70 ของกลุ่มเป้าหมาย รวมทั้งกำหนดเงื่อนไขในการเปิดรับนักท่องเที่ยว วันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ &amp;nbsp;ให้ชัดเจน สำหรับการจัดกิจกรรมต่างๆในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ปลายปีนี้ ไม่ว่าจะจัดโดยภาครัฐหรือเอกชน ต้องสอดคล้องกับมาตรการสาธารณสุขป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างเคร่งครัด ลดความเสี่ยงในการเกิดการแพร่ระบาดระลอกใหม่ โดยนายกรัฐมนตรีไม่ต้องการกลับมาใช้มาตรการล็อกดาว์น ซึ่งกระทบต่อผู้ประกอบการและประชาชนอีก&amp;rdquo; &amp;nbsp;โฆษกประจำสำนักนายกฯกล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120303</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายกรัฐมนตรี, นายธนกร วังบุญคงชนะ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, โควิด-19, โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211005/image_big_615c106148a8a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120261</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/10/2021 08:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2021 08:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กตู่&#039; ปลื้มทุกหน่วยงานขานรับเปิดประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ต.ค.2564 - &amp;nbsp;นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กรณีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เตรียมพร้อมเปิดพื้นที่บลูโซน และ 3 แนวทางเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ขานรับนโยบายเดินหน้าเปิดประเทศรับการเดินทางเข้าประเทศไทย โดยไม่ต้องกักตัว สำหรับผู้ที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.เป็นต้นไปนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ชื่นชมการทำงานของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งได้ตอบรับแนวนโยบายการเปิดประเทศ พร้อมได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานพูดคุยและทำความเข้าใจกับสถานประกอบการต่าง ๆ ให้เข้าใจถึงสถานการณ์ และความจำเป็นในการดำเนินมาตรการของรัฐบาล ตลอดจนขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนปฏิบัติตามมาตรการ เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการดูแลด้านสาธารณสุขของประชาชนไทย รวมถึงผู้ที่เดินทางเข้ามาในประเทศด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การเปิดพื้นที่บลูโซนนั้นเป็นมาตรการเพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่น แรงจูงใจให้แก่นักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการในพื้นที่ โดยสามารถกำหนดหรือปรับมาตรการป้องกันและควบคุมโรคให้เป็นไปตามระดับการจัดการตามพื้นที่เฝ้าระวังได้เอง และสามารถเปิดกิจกรรมได้ทุกประเภท ยกเว้นสถานบริการ สถานบันเทิง และสถานบริการอื่นในลักษณะคล้ายกันที่ยังไม่อนุญาตให้เปิด รวมถึงห้ามจัดกิจกรรมรวมกลุ่มคนมากกว่า 500 คน โดยการเปิดพื้นที่บลูโซนจะแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละพื้นที่ โดยเน้นการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนในพื้นได้เกิน 70% รวมถึงความพร้อมด้านสาธารณสุข อัตราการครองเตียงเหลืองแดงต้องไม่เกิน 80% สัดส่วนผู้ติดเชื้อรายใหม่จะต้องไม่เกิน 5-10 คน ต่อจำนวนประชากร 1 แสนคนต่อวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนกร กล่าวว่า สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามานั้น ประเทศไทยยินดีต้อนรับแต่จะมีเงื่อนไขและวิธีปฏิบัติที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงของประเทศต้นทาง และการฉีดวัคซีนของนักท่องเที่ยว ทั้งนี้ เป็นไปตาม 3 แนวทางการรับนักท่องเที่ยวต่างชาติของ ททท. รัฐบาลเชื่อมั่นว่านโยบายการเปิดประเทศดังกล่าว จะมีส่วนสำคัญในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจของไทย โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวให้กลับมาเดินหน้าต่อไปได้ รวมไปถึงการพลิกโฉมประเทศด้วย อย่างไรก็ดี นายกฯ และรัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเฉพาะการเร่งฉีดวัคซีนให้ครอบคลุม เพื่อทำให้ไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวและมาตรการควบคุมดูแลทางสาธารณสุขที่เป็นระบบ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120261</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, ททท., นายธนกร วังบุญคงชนะ, เปิดประเทศ, โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211012/image_big_61654e651b348.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120247</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ป้อม’ไฟเขียว สอบงบ‘สทนช.’ นายกฯไปสิงห์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฯ ลงพื้นที่สิงห์บุรี 20 ต.ค. ติดตามน้ำท่วม กำชับส่วนราชการในพื้นที่เร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัย &amp;ldquo;บิ๊กป้อม&amp;rdquo; ลั่นพร้อมให้ตรวจสอบใช้งบ สทนช.บริหารจัดการน้ำปีละกว่า 2,000 ล้านบาท กทม.แจ้งเตือน 23-30 ต.ค. ระดับน้ำเจ้าพระยาสูง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอังคาร นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เตรียมลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำ รับฟังความคืบหน้าการบริหารจัดการน้ำ รวมถึงแนวทางช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ จ.สิงห์บุรี บ่ายวันพุธที่ 20 ต.ค.2564 นี้ โดยนายกฯ จะนั่งเรือท้องแบนลงพื้นที่ประสบอุทกภัยชุมชนบางแคใน ใต้สะพานบางระจัน อ.เมืองฯ จ.สิงห์บุรี เพื่อตรวจเยี่ยมให้กำลังใจและมอบถุงยังชีพให้ผู้ประสบภัยในชุมชน ซึ่งประสบปัญหาระดับน้ำท่วมสูง จากนั้น นายกฯ จะเดินทางไปตรวจสภาพพนังกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณวัดเฉลิมมาศ ต.อินทร์บุรี เสร็จแล้วจะเป็นประธานเปิดโครงการ &amp;ldquo;ส่งสุขภาพดีให้คนไทย#จากใจไปรษณีย์ไทย Delivers Wellness&amp;rdquo; ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพมหานคร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สถานการณ์ปัจจุบันมีหลายพื้นที่ประสบอุทกภัย ซึ่งนายกฯ พยายามหาโอกาสลงไปติดตามสถานการณ์ด้วยตนเอง พร้อมกำชับส่วนราชการในพื้นที่เร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น ยืนยันรัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจต่อปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน&amp;quot; นายธนกรกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) กล่าวถึงกรณีที่เสียงวิจารณ์การทำงานของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนทช.) ใช้งบไปในการวิจัยเรื่องน้ำปีละกว่า 2,000 ล้านบาท แต่อาจยังไม่เห็นผล ได้ตรวจสอบเรื่องนี้อย่างไรว่า &amp;ldquo;ไม่จริง และพร้อมให้ตรวจสอบได้เลย&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) คาดการณ์ปริมาณน้ำหลากจากตอนบนของลุ่มน้ำเจ้าพระยา จากแม่น้ำปิงช่วงวันที่ 23-30 ต.ค.64 ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณท้ายเขื่อนเจ้าพระยา มีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 0.20-0.40 เมตร จึงขอให้ชุมชนที่อยู่นอกคันกั้นน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา 11 ชุมชน 239 ครัวเรือน ในพื้นที่ 7 เขต ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ กทม. ได้เตรียมพร้อมรับสถานการณ์น้ำและช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงกรณีเขื่อนกระเสียว อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี น้ำล้นสปิลเวย์จนต้องปล่อยออกมาจำนวนมาก ส่งผลให้น้ำท่วมสูงในหลายอำเภอของ จ.สุพรรณบุรี ว่าขณะนี้มวลน้ำจำนวนมาก จาก อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี ลงมายังเขื่อนกระเสียว ทำให้ต้องมีการระบายน้ำเพิ่ม และยังมีน้ำตกค้างอยู่อีก จึงต้องผันน้ำผ่านสปิลเวย์ลงไปรวมกันที่แม่น้ำท่าจีน ที่ อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี และเมื่อรวมกับน้ำที่มาจากแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำท่าจีนสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ อ.สามชุก, อ.สองพี่น้อง และ อ.เมืองฯ มีระดับน้ำสูงขึ้นอย่างรวดเร็วมากอย่างน้อย 50 เซนติเมตรต่อวัน โดยได้ประสานกับกรมชลประทานเพื่อให้มีการปรับแผนการระบายน้ำให้ลดลง จะได้ไม่กระทบกระเทือนต่อชาวนาที่กำลังเก็บเกี่ยว ยอมรับว่าน้ำมาครั้งนี้ไม่ทันตั้งตัว ทำให้นาเสียหายกว่าแสนไร่ หลังน้ำลดเราจะต้องดูแลเกษตรกร ต้องชดเชยตามนโยบายของรัฐบาลที่มีอยู่.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120247</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายกฯ ลงพื้นที่สิงห์บุรี 20 ต.ค., นายธนกร วังบุญคงชนะ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211012/image_big_61653f674b4d2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120246</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เติมเงินช่วยค่าครองชีพ บัตรคนจน-คนละครึ่งเฮ!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครม.แจกอีก! ไฟเขียวใช้เงินกู้ 5.4 หมื่นล้าน เติมเงิน 4 โครงการ &amp;quot;บัตรคนจน-คนละครึ่งเฟส 3-ยิ่งใช้ยิ่งได้&amp;quot; เฮถ้วนหน้า ทุ่ม 3.7 หมื่นล้านเยียวยาเอสเอ็มอีหัวละ 3 พัน 3 เดือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบอนุมัติงบประมาณสำหรับ 4 โครงการ เพื่อส่งเสริมมาตรการลดค่าครองชีพ ซึ่งเสนอโดยกระทรวงการคลัง ดังนี้ 1.อนุมัติงบ 8,122.3764 ล้านบาท สำหรับโครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 3 ช่วยเหลือวงเงินค่าซื้อสินค้าเพิ่มเติมอีก 300 บาทต่อคนต่อเดือน ระยะเวลา 2 เดือน ตั้งแต่เดือน พ.ย.ถึง ธ.ค.64 รวมเป็น 500 บาท ในเดือน พ.ย. และ ธ.ค. รวมทั้งหมดเป็น 1,800 บาท ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย กลุ่มผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวนไม่เกิน 13,537,294 คน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.อนุมัติงบ 1,383.8814 ล้านบาท &amp;nbsp;สำหรับโครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ช่วยเหลือวงเงินค่าซื้อสินค้า 300 บาทต่อคนต่อเดือน ระยะเวลา 2 เดือน รวมเป็น 500 บาทต่อคน ในเดือน พ.ย.และ ธ.ค. และรวมทั้งหมดเป็น 1,800 บาท ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือฯ เช่น ผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบอินเทอร์เน็ต ผู้ที่ไม่มีสมาร์ทโฟน ผู้ที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง (ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ทุพพลภาพ ผู้ป่วยติดเตียง) ผู้ที่ลงทะเบียนด้วยตนเองไม่สำเร็จเนื่องจากข้อมูลส่วนบุคคลไม่ถูกต้อง เป็นต้น จำนวนไม่เกิน 2,306,469 คน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.อนุมัติงบเพิ่มเติม 42,000 ล้านบาท สำหรับโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 โดยประชาชนได้รับสิทธิสนับสนุนค่าอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าและบริการทั่วไป รวมทั้งสามารถซื้ออาหารและเครื่องดื่มจากร้านอาหารและเครื่องดื่มที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 ผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ร้อยละ 50 ไม่เกิน 150 บาทต่อคนต่อวัน อีก 1,500 บาทต่อคน โดยจะสนับสนุนเพิ่มในเดือน พ.ย.-ธ.ค. รวมรัฐสนับสนุนวงเงินให้ทั้งสิ้น 4,500 บาทต่อคน สำหรับการใช้จ่ายตลอดระยะเวลาโครงการ ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย ประชาชนทั่วไป สัญชาติไทยที่มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวนไม่เกิน 28 ล้านคน ประกอบด้วยผู้ลงทะเบียนใหม่และผู้ที่เคยได้รับสิทธิแล้ว &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.อนุมัติงบ 3,000 ล้านบาท สำหรับโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ แก่ประชาชนทั่วไปที่ไม่มีบัตรสวัสดิการของรัฐ ไม่ได้รับสิทธิโครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ หรือไม่ใช้สิทธิโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 จำนวนไม่เกิน 1 ล้านสิทธิ โดยปรับเพิ่มหลักเกณฑ์ในการคำนวณการให้สิทธิสนับสนุน e-Voucher และเพิ่มวงเงินสนับสนุน e-Voucher จากเดิมไม่เกิน 7,000 บาท เป็น 10,000 บาทต่อคน ในเดือน พ.ย.-ธ.ค.64&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ทุกมาตรการที่เกิดขึ้นเป็นไปเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังจะฟื้นตัว และเป็นการช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการให้ลุกขึ้นได้ โดยการอนุมัติงบของ ครม. ทั้งนี้ จะทำให้กรอบวงเงินกู้ตามพระราชกำหนดฯ คงเหลือทั้งสิ้นรวม 262,485.0671 ล้านบาท&amp;quot; นายธนกรระบุ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวด้วยว่า ครม.เห็นชอบโครงการส่งเสริมและรักษาระดับการจ้างงานในธุรกิจ SMEs ของกรมการจัดการงาน กระทรวงแรงงาน แบ่งออกเป็น รักษาการจ้างงานในกลุ่ม SMEs ร้อยละ 95 อัตรา 3,000 บาทต่อคนต่อเดือน ระยะเวลา 3 เดือน ระหว่างเดือนพ.ย.64-ม.ค.65 กรอบวงเงินรวม 37,521.69 ล้านบาท เพื่อลดปัญหาการว่างงาน ครอบคลุมเป้าหมาย นายจ้าง 394,621 แห่ง ลูกจ้างสัญชาติไทย 4,236,320 คน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120246</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายธนกร วังบุญคงชนะ, บัตรคนจน-คนละครึ่งเฟส 3-ยิ่งใช้ยิ่งได้&quot;, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210921/image_big_6149a9b5227b7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120131</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชงกม.ป้องกันโดนดูดเงินจากบัญชี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บิ๊กตู่&amp;rdquo; รู้ปัญหาเรื่องเงินบัตรเครดิตและเดบิตของประชาชนถูกโกงแล้ว สั่งเร่งแก้ปัญหาด่วน &amp;ldquo;ชัยวัฒน์&amp;rdquo; ลั่นเตรียมชงกฎหมายเข้มให้ผู้ค้าและผู้ซื้อต้องลงทะเบียน พร้อมให้แสดงตัวตน 2 &amp;nbsp;ครั้งก่อนโอนเงิน &amp;ldquo;ตำรวจ&amp;rdquo; เสนอสารพัดวิธีป้องกัน &amp;ldquo;พล.ต.ท.กรไชย&amp;rdquo; &amp;nbsp;แจงเสียหายแล้ว 4 หมื่นคน ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ที่ 18 ตุลาคม ยังคงมีความต่อเนื่องจากกรณีลูกค้าผู้ถือบัตรเครดิตและเดบิตจำนวนมากประสบปัญหาการทำรายการชำระเงินโดยที่ไม่ได้ทำธุรกรรมด้วยตนเอง แม้จำนวนเงินที่หักจะไม่สูง แต่มีจำนวนหลายรายการติดๆ กันนั้น นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมรับทราบเรื่องแล้ว และได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบเพื่อเร่งแก้ไขปัญหา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนกรกล่าวว่า ได้ประสานไปยังนายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทยแล้ว ซึ่งประธานสมาคมธนาคารไทยแจ้งว่าทีมของสมาคมกำลังร่วมประชุมกับทีมตรวจสอบการทุจริตฉ้อโกงเกี่ยวกับระบบธนาคาร และชมรมผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูงของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งล่าสุดสมาคมธนาคารไทยและธนาคารแห่งประเทศไทย &amp;nbsp;(ธปท.) ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงแล้วว่า ไม่ได้เกิดจากการรั่วไหลของข้อมูลจากธนาคาร แต่เป็นรายการที่เกิดจากการทําธุรกรรมชําระค่าสินค้าและบริการกับร้านค้าออนไลน์ที่จดทะเบียนในต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ และไม่ใช่แอปดูดเงินตามที่ปรากฏเป็นข่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม &amp;nbsp;กล่าวว่า ดีอีเอสกำลังร่างกฎหมายเตรียมส่งเข้าให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเพื่อคุ้มครองประชาชนในการซื้อขายออนไลน์ โดยจะให้ทุกร้านค้าที่ประกอบการทำธุรกิจออนไลน์เข้ามาจดแจ้ง โดยให้อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ข้อบังคับ เช่น ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายจะต้องมีการยืนยันตัวตน เพื่อป้องกันการเอาข้อมูลไปตัดบัญชีโดยที่เจ้าของบัญชีไม่ได้เป็นผู้ทำธุรกรรมนี้ด้วยตัวเอง ซึ่งกฎหมายฉบับนี้จะเป็นกฎหมายลูกของพระราชบัญญัติธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์&amp;nbsp;
&amp;ldquo;กระบวนการที่เราดำเนินการอยู่ เช่นจะให้มีการยืนยันตัวตน การมีตัวแทนในไทยที่รับผิดชอบต่อประชาชน มาตรการโอนเงินต้องมีระบบยืนยันตัวตน 2 ชั้น เป็นต้น ป้องกันไม่ให้ถูกหักเงินจากบัญชีโดยเจ้าของไม่รู้ตัว และให้ความคุ้มครองประชาชน&amp;rdquo; นายชัยวุฒิกล่าวและว่า ผู้เสียหายจากการถูกหักเงินผ่านบัญชีอัตโนมัติโดยไม่ได้ให้ความยินยอมนั้น &amp;nbsp;เชื่อว่าจะได้รับเงินคืนจากธนาคารแน่นอน แต่หากมีข้อติดขัดในการประสานงานกับธนาคารผู้ออกบัตรสามารถแจ้งมาที่ ETDA ผ่านสายด่วน 1212 เว็บไซต์ https://www.1212occ.com หรือ &amp;nbsp;email: 1212@mdes.go.th เพื่อจะช่วยประสานงานให้ต่อไป
ด้าน พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า ขอให้ผู้เสียหายแจ้งไปยังธนาคารเพื่ออายัดบัตรและปฏิเสธการชำระเงินค่าบริการทางออนไลน์ และทำการตรวจสอบรายการเดินบัญชี รวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้อง โดยสามารถเดินทางไปแจ้งความกับพนักงานสอบสวนในทุกพื้นที่ใกล้บ้าน สำหรับวิธีป้องกันนั้น 1.ควรหลีกเลี่ยงการทำธุรกรรมที่ไม่น่าเชื่อถือผ่านทางออนไลน์ที่ต้องแจ้งข้อมูลด้านหน้าบัตรและรหัส 3 ตัวที่อยู่ด้านหลังบัตร 2.ควรนำแผ่นสติกเกอร์ทึบแสงปิดรหัส 3 ตัวด้านหลังบัตร หรือจดรหัส 3 ตัวดังกล่าวเก็บเอาไว้ &amp;nbsp;แล้วใช้กระดาษทรายลบตัวเลขรหัสดังกล่าวออกจากด้านหลังบัตร 3.ระวังการหลอกลวงให้กรอกข้อมูลบัตรเพื่อจ่ายเงินค่าภาษีของเว็บไปรษณีย์ไทยปลอม 4.ควรหลีกเลี่ยงการกดลิงก์ที่มีการส่งมาทางอีเมล &amp;nbsp;SMS หรือสื่อสังคมออนไลน์ &amp;nbsp;และ 5.หากต้องการเข้าไปที่เว็บไซต์ใด &amp;nbsp;ขอให้พิมพ์ชื่อเว็บด้วยตัวเอง เพื่อป้องกันเข้าไปสู่เว็บไซต์ปลอมที่มีความแนบเนียนมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การกระทำดังกล่าวนอกจากซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชนแล้ว ยังเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/5 &amp;nbsp;ผู้ใดใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี &amp;nbsp;หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือความผิดตามกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งประชาชนที่พบเห็นเบาะแสการกระทำความผิดสามารถแจ้งไปยัง Call Center หมายเลขโทรศัพท์ &amp;nbsp;191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง&amp;rdquo; พ.ต.อ.กฤษณะกล่าวและว่า ขณะนี้มีประชาชนหลายพื้นที่ทยอยเข้าแจ้งความทั้งกับสถานีตำรวจพื้นที่ และกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สอท.)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษก ตร.กล่าวว่า ขอให้คำแนะนำเพื่อลดความเสี่ยงและป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น โดยทำได้ 2 วิธีการหลัก คือ วิธีทางออนไลน์และวิธีทางออฟไลน์ โดยวิธีทางออนไลน์นั้นคือ ไม่ผูกบัตรเครดิต/เดบิตกับเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันที่ไม่น่าเชื่อถือ แต่หากจำเป็นต้องนำบัตรเครดิต/เดบิตไปผูกข้อมูล ควรกำหนดวงเงินของบัตรที่ทำการผูกข้อมูลให้น้อยที่สุดและเหมาะสมกับการใช้งาน ส่วนวิธีทางออฟไลน์ โดยการนำสติกเกอร์ หรือวัตถุอื่นๆ มาปิดบังหมายเลขหลังบัตรเครดิต (CVV) เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อื่นรับรู้ และหมั่นตรวจสอบรายการธุรกรรมบัตรของตนอย่างสม่ำเสมอ&amp;nbsp;
ส่วน พล.ต.ท.กรไชย คล้ายคลึง ผบช.สอท.กล่าวว่า ตำรวจไซเบอร์ได้ร่วมประชุมกับสภาธนาคารไทยและ ธปท.เพื่อร่วมมือแก้ปัญหากรณีดังกล่าว เบื้องต้นพบว่ามีผู้เสียหายประมาณ 4 หมื่นคน ยอดสูงสุด &amp;nbsp;2 แสนบาท มูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท ซึ่งผู้เสียหายถูกถอนเงินครั้งละจำนวนไม่มากแต่หลายครั้ง เชื่อว่าคนร้ายไม่น่าจะก่อเหตุคนเดียว มาจากหลายกลุ่มและใช้วิธีหลายรูปแบบ โดยพฤติการณ์การก่อเหตุสันนิษฐานว่าอาจเกิดจาก 3 ลักษณะ คือ 1.เป็นการผูกบัญชีบัตรเครดิต บัตรเดบิต หรือบัญชีธนาคารเข้ากับแอปพลิเคชันต่างๆ &amp;nbsp;2.การส่ง SMS หลอกลวง ที่จะส่งลิงก์เข้ามือถือผู้เสียหาย และให้กรอกข้อมูลต่างๆ และ 3.การใช้บัตรเครดิตและบัตรเดบิตในชีวิตประจำวัน เช่น ชำระค่าสินค้าและบริการในห้าง หรือการเติมน้ำมัน อาจถูกพนักงานเก็บข้อมูลเลขหน้าบัตร 16 หลัก และเลข CVC หลังบัตร &amp;nbsp;3 ตัว&amp;nbsp;
&amp;ldquo;จากการตรวจสอบพฤติกรรมการดูดเงิน มักจะเป็นการดูดเงินจำนวนไม่กี่บาทแต่หลายๆ ยอด เพราะหากเป็นบัตรเดบิตมักไม่มีการส่ง &amp;nbsp;sms แจ้งเตือนให้ผู้เสียหายรู้ ซึ่งยอดเหล่านี้มักเกิดจากการชำระซื้อค่าไอเทมในเกม หรือซื้อโฆษณาออนไลน์ที่ไม่จำเป็นต้องส่งสินค้าให้ผู้ซื้อ &amp;nbsp;ซึ่งตำรวจจะหารือกับ ธปท.และกลุ่มผู้ค้าสินค้าออนไลน์ถึงมาตรการป้องกัน อาทิ อาจลงทะเบียนร้านค้าออนไลน์ หรืออาจปรับมาตรการแจ้งเตือนชำระสินค้าและบริการที่เป็นยอดน้อยๆ ไม่ถึงขั้นต่ำเพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว&amp;rdquo; พล.ต.ท.กรไชยกล่าว
พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล และผู้เสียหายที่เข้าแจ้งความในพื้นที่กรุงเทพฯ เบื้องต้นจะให้แต่ละสถานีตำรวจรับแจ้งความไว้ &amp;nbsp;แต่หากมีผู้เสียหายจำนวนมากก็อาจพิจารณาตั้งคณะทำงานสอบสวนเป็นการเฉพาะอีกครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายโสภณ หนูรัตน์ หัวหน้าฝ่ายคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิผู้บริโภค &amp;nbsp;สภาองค์กรของผู้บริโภค (สอบ.) กล่าวว่า ธปท.และสมาคมธนาคารไทยควรเพิ่มมาตรการยืนยันตัวตนในการโอนเงินทุกครั้ง เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต ส่วนกรณีผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบ ธนาคารผู้รับฝากเงินของผู้เสียหายควรต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคในการแสดงความรับผิดชอบของธนาคารผู้รับฝากเงินเอง แต่หากธนาคารหรือสถาบันการเงินไม่คืนเงินหรือไม่ตอบสนองต่อการแจ้งปัญหาที่เกิดขึ้น ผู้บริโภคสามารถแจ้งเรื่องมาได้ที่ สอบ.ที่พร้อมจะเป็นตัวแทนของผู้บริโภคเข้าดำเนินการตามกฎหมายกับธนาคารโดยทันที โดยติดต่อได้ที่เบอร์ 08-1134-9216.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120131</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายธนกร วังบุญคงชนะ, รู้ปัญหาเรื่องเงินบัตรเครดิตและเดบิตของประชาชนถูกโกงแล้ว, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210907/image_big_613752f672877.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119604</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/10/2021 09:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/10/2021 09:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ม.ค.2565เปิดลงทะเบียนบัตรคนจนรอบใหม่ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ต.ค.2564 - &amp;nbsp;นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่ พล.อ. ประยุทธ์ &amp;nbsp;จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้สั่งการให้กระทรวงการคลังทบทวนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ช่วยเหลือประชาชนทุกกลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อนให้ทั่วถึง ความคืบหน้า กระทรวงการคลัง โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) อยู่ระหว่างพิจารณาการเปิดลงทะเบียนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ซึ่งจะปรับปรุงเงื่อนไขการลงทะเบียนให้รัดกุมยิ่งขึ้น และป้องกันการแอบอ้างสิทธิ เช่น ปรับเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำที่กำหนดไว้เดิม 100,000 บาทต่อปี เป็นให้ใช้เกณฑ์รายได้ครัวเรือนแทน รวมถึงนำทรัพย์สินมาเป็นเกณฑ์พิจารณาด้วย เช่น บ้าน ที่ดิน หรือสลากออมทรัพย์ต่างๆ คาดว่าจะสามารถนำหลักเกณฑ์เสนอ ครม. พิจารณาภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ และเปิดให้ลงทะเบียนได้ในเดือนมกราคม 2565&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมประมาณ 22 ล้านคน โดยแยกเป็นผู้ประกัน มาตรา 33 ที่เป็นคนไทยประมาณ 11 ล้านคน มาตรา 39 ประมาณเกือบ 2 ล้านคน และมาตรา 40 ที่เพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 10 ล้านคน ซึ่งล่าสุดกระทรวงการคลังได้หารือกับกระทรวงแรงงาน เพื่อขอนำฐานข้อมูลผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการคัดกรองคุณสมบัติผู้ที่จะลงทะเบียน ควบคู่กับการปรับปรุงเกณฑ์รายได้ และเกณฑ์ด้านอื่น เพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีความถูกต้องสามารถช่วยเหลือผู้เดือดร้อนตัวจริง &amp;nbsp;นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำเสมอในการทำงานให้แต่ละกระทรวงบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลกันเพื่อให้ผลลัพธ์ออกมามีประสิทธิภาพที่สุด ในครั้งนี้กับกระทรวงการคลัง และกระทรวงแรงงานก็ได้ร่วมกันดำเนินการตามข้อสั่งการนายกฯ ในการคัดกรองคุณสมบัติผู้ที่จะลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ให้มีความถูกต้อง และลดความซ้ำซ้อนการได้รับความช่วยเหลือจากมาตรการภาครัฐ โดยรัฐบาลจะบูรณาการฐานข้อมูลร่วมกับคณะกรรมการนโยบายลดความเหลื่อมล้ำและแก้ไขความยากจนอีกทาง พร้อมทั้งเพิ่มหลักเกณฑ์รายได้ครัวเรือนในการคัดกรอง &amp;nbsp;เพื่อให้คนที่ได้รับสิทธิเป็นผู้มีรายได้น้อยหรือต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง โดยจะรีบกำหนดช่วงเวลาที่จะเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ให้เร็วที่สุดโดยดูความเหมาะสมของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ควบคู่ไปด้วย คาดไว้ประมาณเดือนมกราคม 65
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119604</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายธนกร วังบุญคงชนะ, บัตรคนจน, โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211012/image_big_61654e651b348.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
