<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>110875</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/07/2021 19:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/07/2021 07:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดซ้ำเติม“สื่อ-โฆษณา”เข้าขั้นโคม่า! กำลังซื้อหดกระทบแบรนด์ลดใช้เงิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การแพร่ระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจอยู่ในขั้น&amp;nbsp;&amp;ldquo;วิกฤติ&amp;rdquo;&amp;nbsp;แน่นอนว่าหากกำลังซื้อของผู้บริโภคยังไม่ฟื้นตัวดีนัก แบรนด์สินค้าต่างๆ ก็จะลดการใช้จ่ายลงไป ทำให้ในปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;เม็ดเงินในอุตสาหกรรมสื่อและโฆษณาน่าจะอยู่ในขั้น&amp;nbsp;&amp;ldquo;โคม่า&amp;rdquo;&amp;nbsp;หรือติดลบเพิ่มมากขึ้นจากปี&amp;nbsp;2563
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลายปีที่ผ่านมาเม็ดเงินโฆษณาลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสื่อต่างๆ ของประเทศไทยโดนดิสรัปชัน&amp;nbsp;และการเกิดโรคระบาดในครั้งนี้ดูเหมือนจะเข้ามาซ้ำเติมให้อุตสาหกรรมฯ ต้องถดถอยเข้าไปอีก โดยวิกฤติโควิดระลอกที่ 1 เมื่อต้นปีที่แล้วเปรียบเหมือนมรสุมที่ซัดอุตสาหกรรมติดลบหนักสุดในรอบ 20 ปี ติดลบไปเกือบ 20% มูลค่าเม็ดเงินหดตัวเหลือ 75,000 ล้านบาท&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากย้อนกลับไปเมื่อช่วงไตรมาสแรก&amp;nbsp;นายภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานกรรมการบริษัท มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ จํากัด&amp;nbsp;คาดการณไว้ว่า อุตสาหกรรมสื่อและโฆษณาน่าจะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น เนื่องจากปีที่ผ่านมาผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว หรือสามารถกลับมาบวกได้เกือบ 10% เนื่องจากมีวัคซีนและการฟื้นตัวในหลายๆ อย่าง ขณะเดียวกันภายหลังจากการแพร่ระบาดระลอก&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ได้เกิดขึ้น และหากสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ก็ประเมินว่ายังจะเป็นบวกเล็กน้อยที่&amp;nbsp;1%&amp;nbsp;คิดเป็นมูลค่า&amp;nbsp;7.6&amp;nbsp;หมื่นล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับในช่วงปลายไตรมาส&amp;nbsp;4&amp;nbsp;ปี&amp;nbsp;2563&amp;nbsp;จนถึงไตรมาส&amp;nbsp;1 ปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;นี้ สัญญาณการฟื้นตัวเริ่มมีให้เห็นบ้างในหลายอุตสาหกรรม รวมถึงอุตสาหกรรมสื่อและโฆษณานี้&amp;nbsp;จากปัจจัยโควิดที่ดูเหมือนควบคุมได้จากมาตรการล็อกดาวน์ ซึ่งแลกมาด้วยการสูญเสียเม็ดเงินของภาคธุรกิจ ในความเชื่อที่ว่า&amp;nbsp;&amp;ldquo;แม้ต้องเจ็บแต่ก็จบ&amp;rdquo;&amp;nbsp;และความหวังจากข่าวที่ประชาชนสามารถเข้าถึงวัคซีนที่เริ่มมีให้เห็นลางๆ แม้จะมีคลัสเตอร์ต่างๆ มากวนใจบ้างก็ตาม แต่ก็พอจะฟื้นความเชื่อมั่นและความหวังให้คนในระบบนิเวศนี้ฮึดสู้ต่อ!&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดกับสถานการณ์การแพร่ระบาดที่เรียกว่าอาจจะควบคุมไม่ได้แล้ว ทำให้หลายอย่างแย่ลงเป็นอย่างมาก โดยทั้งอุตสาหกรรมสื่อและโฆษณาก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักไม่แตกต่างจากธุรกิจอื่นๆ&amp;nbsp;บุคลากรที่เกี่ยวข้องและอยู่ในระบบนิเวศนี้ใหญ่กว่าที่คิด ไม่ว่าจะเป็นคนในวงการเอเยนซีสื่อโฆษณา สื่อสารมวลชน ผู้ประกอบการสื่อ ผู้ผลิต ผู้จัดงานกิจกรรมต่างๆ&amp;nbsp;ไม่เพียงเท่านั้น ระบบนิเวศนี้รวมไปถึงผู้ประกอบการและลูกจ้างอีกหลากหลายสาขาอาชีพที่เกี่ยวข้อง เช่น ธุรกิจโรงพิมพ์ไม่ว่าจะสื่อสิ่งพิมพ์ หรือแม้แต่ไวนิลสำหรับป้ายบิลบอร์ด ธุรกิจการจัดอาหารงานเลี้ยง ธุรกิจขายหรือให้เช่าเวทีแสงสีเสียง เป็นต้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายภวัต กล่าวต่อว่า&amp;nbsp;จริงๆ แล้วระบบนิเวศนี้ได้รับผลกระทบมาก่อนแล้วจากดิจิทัลดิสรัปชันในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวกันอย่างหนักหน่วง ล้มเจ็บบ้าง ปรับตัวไม่รอดก็ไปต่อไม่ไหว ปรับตัวสำเร็จก็เยอะ&amp;nbsp;ตอนนี้สิ่งที่ไม่คาดคิดคงเป็นการระบาดระลอก 3-4 เปรียบเสมือนมรสุมลูกใหญ่ยักษ์ที่ซัดคนไทยเกือบทุกคน ไม่เว้นอุตสาหกรรมสื่อและโฆษณาอย่างไม่ยั้ง มีเวลายาวนานมากกว่า 4 เดือน และมีแนวโน้มลากยาวต่อไป&amp;nbsp;การประเมินสถานการณ์และการตั้งรับในครั้งนี้จำเป็นต้องมองโลกในแง่ร้ายที่สุด และอยู่กับความจริงที่สุด เพื่อออกแบบแผนตั้งรับ เอาตัวรอดให้ได้ยาวนานและยั่งยืนที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มเอ็มไอได้ปรับการประเมินจากปัจจัยและสถานการณ์ล่าสุดว่าเม็ดเงินอุตสาหกรรมในปีนี้ทั้งปีอาจติดลบลงไปอีก 3-5% หรือเหลือมูลค่าเพียง&amp;nbsp;7.2&amp;nbsp;หมื่นล้านบาท เมื่อเทียบจากปีที่แล้วซึ่งถือว่าเป็นปีที่เลวร้ายและตกต่ำสุดในรอบ 20 ปี เดิมเคยประเมินไว้ช่วงต้นปีก่อนระลอก 3 ว่าในปีนี้อุตสาหกรรมสื่อและโฆษณามีโอกาสฟื้นตัวดีและบวกได้เกือบ 10% ซึ่งจะส่งผลดีต่อคนในวงกว้างของระบบนิเวศนี้ แต่ผลมาจากวิกฤติโควิดที่ยืดเยื้อ มาตรการต่างๆ ที่ยกระดับและยาวนานขึ้น ความบอบช้ำและสาหัสของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีรวมถึงประชาชนส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการจับจ่าย กำลังซื้อหดตัว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราคงยังไม่เห็นการเอาอยู่หรือการฟื้นตัวจากการระบาดในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน การยกระดับมาตรการต่างๆ จะทำให้อุตสาหกรรมติดลบมากขึ้น เรียกได้ว่าเม็ดเงินจะต่ำสุดอีกเป็นประวัติการณ์ เป็นผลมาจากตัวเลขการติดเชื้อนิวไฮ ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้น การเข้มงวดของมาตรการ ทำให้การใช้จ่ายเงินโฆษณาจะน้อยกว่าปีที่ผ่านมาอย่างแน่นอน จากก่อนหน้าที่เริ่มผ่อนคลาย แต่ปีนี้แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง ตัวเลขไม่แตะแสนล้านมาหลายปีแล้ว และลดลงต่อเนื่องมาหลายปี&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการใช้เม็ดเงินในสื่อโฆษณานั้นยังคงมาจากสื่อวีวีเป็นหลัก&amp;nbsp;50%&amp;nbsp;ตามมาด้วยดิจิทัลมีเดียหรือออนไลน์ มีสัดส่วนประมาณ&amp;nbsp;30%&amp;nbsp;ซึ่งมีอัตราการเติบโตต่อเนื่องในระดับหลายร้อยเปอร์เซ็นต์หลายปีที่ผ่านมา และสื่อนอกบ้านที่อาจจะชะลอตัวไปบ้าง เนื่องจากมาตรการหลายอย่างไม่เอื้อต่อการใช้ชีวิตนอกบ้าน ทำให้สื่อดังกล่าวอาจจะเติบโตไม่สูงมาก ขณะที่สื่อโรงหนังเองยังสามารถขยายตัวได้ในระดับหนึ่ง เพราะโรงภาพยนตร์ในบางจังหวัดยังเปิดให้บริการ&amp;nbsp;ทั้งนี้กลุ่มสินค้าที่มีการใช้เม็ดเงินโฆษณาสูงสุด ได้แก่ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ได้แก่ ยาสีฟันแบรนด์เทพไทย&amp;nbsp;กลุ่มเครื่องดื่ม กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและวิตามิน&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แน่นอนว่าแบรนด์ต่างๆ มีการปรับตัวตลอดเวลาในทุกระลอกของการแพร่ระบาด โดยการพยายามหาช่องทางการขายอื่นๆ เพื่อสอดคล้องกับสถานการณ์ อย่างแบรนด์ที่สินค้าไม่เอื้ออำนวยกับสถานการณ์ในช่วงนี้ก็ต้องระมัดระวัง อาทิ คอนโดฯ ยังมีคนซื้อ แต่ไม่ตอบโจทย์สถานการณ์เช่นนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในฐานะผู้ที่อยู่ในวงการเอเยนซี&amp;nbsp;ก็มองว่าในสถานการณ์การรับมือโควิดที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าการสื่อสารจากภาครัฐสับสน ไม่ชัดเจน ขาดการบูรณาการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ ทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่นต่อข้อมูลที่ภาครัฐพยายามสื่อสาร&amp;nbsp;มองว่าการสื่อสารระหว่างภาครัฐกับประชาชน จำเป็นต้องได้รับการพูดถึงอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นนัย โดยเฉพาะการสื่อสารเกี่ยวกับการกระจายวัคซีน และประสิทธิภาพของวัคซีน&amp;nbsp;รวมถึงมาตรการต่างๆ ที่จะบังคับใช้เพื่อควบคุมการระบาดหนัก ควบคู่แผนการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ&amp;nbsp;และการสื่อสารเรื่องการเข้าถึงระบบสาธารณสุขของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการตรวจคัดกรอง การรักษาผู้ติดเชื้อในระดับต่างๆ&amp;nbsp;สิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;รัฐบาลกำลังสื่อสารกับคนทุกระดับความรู้ จึงจำเป็นต้องบูรณาการ โดยสารนั้นควรจะมีความชัดเจน ไม่ต้องมีคำถามต่อ อะไรที่ยังไม่มีความชัดเจนก็ต้องพูดอย่างชัดเจนว่าไม่ชัดเจน เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายนั้นๆ เตรียมตัวรอได้&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าวัคซีนเป็นทางออกเดียวเท่านั้นที่สามารถการันตีการฟื้นตัวของทุกอุตสาหกรรม และไม่อาจปฏิเสธเช่นเดียวกันว่า ก่อนที่ประชาชนจะได้วัคซีนที่เหมาะสมในระหว่างทางนั้น&amp;nbsp;&amp;ldquo;การสื่อสารของรัฐบาล&amp;rdquo;&amp;nbsp;ซึ่งเป็นผู้กำหนดชีวิตของประชาชนทุกคนต้องมีประสิทธิภาพมากกว่าที่เป็นอยู่&amp;nbsp;เพราะทุกการกระทำ ทุกการตัดสินใจ ล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อทั้งภาคธุรกิจและประชาชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ท่ามกลางวิกฤติโควิดในครั้งนี้ เชื่อว่าทุกคนล้วนต้องปรับตัวกันครั้งใหญ่เพื่อให้องค์กรสามารถเดินหน้าได้ จึงต้องมีการปรับรูปแบบการขับเคลื่อนองค์กร เช่น นโยบายเวิร์กฟรอมโฮมอย่างมีประสิทธิภาพ ไปจนถึงรูปแบบธุรกิจและบริการใหม่ๆ ซึ่งทั้งหมดนี้ยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่จำเป็นต้องปรับเพื่อความอยู่รอด เติบโต และยั่งยืน&amp;nbsp;หากผ่านวิกฤติครั้งนี้กันไปได้เชื่อว่า&amp;nbsp;&amp;ldquo;ระบบภูมิคุ้มกันองค์กร&amp;rdquo;&amp;nbsp;(Corporate Immune System)&amp;nbsp;ต้องแข็งแกร่งขึ้นอย่างแน่นอน และพร้อมเผชิญกับดิสรัปชันหรือวิกฤติต่างๆ ในอนาคต ไม่ว่าจะมาในรูปแบบใดก็ตาม&amp;rdquo;&amp;nbsp;นายภวัต กล่าว.&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110875</URL_LINK>
                <HASHTAG>ภวัต เรืองเดชวรชัย, มีเดีย อินเทลลิเจนซ์, โควิด, โฆษณา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210723/image_big_60fabb6e6eef6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106565</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/06/2021 13:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/06/2021 13:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สบส.&#039;ยัน&#039;รพ.เอกชน&#039;โฆษณาให้จองวัคซีนได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 มิ.ย.64 - &amp;nbsp;นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ปัจจุบันการพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 มีความคืบหน้าไปอย่างมาก โดยภาครัฐก็มีการทยอยให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงภาคเอกชนบางส่วน ก็ได้แสดงความจำนงที่จะนำเข้าวัคซีนทางเลือก มาให้บริการแก่ประชาชน เพื่อให้ประชาชนทั่วประเทศได้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ต่อโรคติดต่ออันตรายนี้ ซึ่งภาครัฐยินดีที่จะให้การสนับสนุนภาคเอกชนในการให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 &amp;nbsp;ด้วยการที่สถานพยาบาลเอกชนที่กระจายอยู่ทั่วประเทศเข้ามาให้บริการฉีดวัคซีนโควิด 19 ย่อมส่งผลดีต่อพี่น้องประชาชนในการรับวัคซีนได้อย่างครอบคลุม และรวดเร็ว แต่เพื่อป้องปรามมิให้เกิดการโฆษณาโอ้อวดเกินจริง และคุ้มครองประชาชนให้ได้รับวัคซีนที่มีคุณภาพ มาตรฐานจากสถานพยาบาลเอกชน ในการโฆษณาหรือประกาศอันเป็นประโยชน์ทางการค้าของสถานพยาบาลจึงต้องขออนุมัติจากผู้อนุญาตเสียก่อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ธเรศกล่าวอีกว่า ในการโฆษณาจองวัคซีนโควิด -​19 นั้น สบส.ได้มีการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและกำหนดแนวทางในการโฆษณาเบื้องต้นไว้ 5 ข้อดังนี้ 1.วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ที่จะโฆษณาต้องได้รับการขึ้นทะเบียนตำรับยา และได้รับการอนุมัติให้โฆษณายาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) 2.โฆษณาหรือประกาศเกี่ยวกับสถานพยาบาล กรณีการจองวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ต้องยื่นขออนุมัติจากผู้อนุญาต ตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 คือ สบส. หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด หากได้รับการอนุมัติแล้วจึงสามารถเผยแพร่โฆษณาได้ 3.หากสถานพยาบาลมีการเรียกเก็บเงินมัดจำ หรือค่าใช้จ่ายใดๆ จากประชาชน หากไม่สามารถดำเนินการตามถ้อยคำที่ปรากฏในโฆษณา จะต้องคืนเงินมัดจำหรือค่าใช้จ่ายใดๆเต็มจำนวน 4.การกำหนดระยะเวลาในการฉีดวัคซีน ต้องกำหนดระยะเวลาให้ใกล้เคียงที่จะได้รับวัคซีนมาให้บริการจริงมากที่สุด เพื่อป้องกันมิให้ประชาชนเกิดความคาดหวังเกินจริงกับระยะเวลา และป้องกันมิให้ประชาชนต้องรอคอยเนิ่นนานจนเกินสมควร 5.ในการโฆษณาทุกครั้งต้องระบุข้อความ &amp;ldquo;รัฐบาลได้มีการจัดสรรวัคซีนโควิด-19 ให้กับประชาชนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ส่วนการจองวัคซีนโควิด 19 ของสถานพยาบาลเอกชนเป็นทางเลือกหนึ่งที่ประชาชนสามารถเลือกรับบริการได้ แต่ต้องชำระค่าใช้จ่ายเอง&amp;rdquo; เพื่อให้ประชาชนได้พิจารณาตัดสินใจก่อนรับบริการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดี สบส. กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมานั้นการโฆษณาจองวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ของสถานพยาบาลเอกชน มิได้มีการขออนุมัติอย่างถูกต้อง สบส.จึงต้องมีคำสั่งให้ระงับการโฆษณา ด้วยเนื้อหาของโฆษณาที่ยังไม่ได้รับการพิจารณาอนุมัตินั้นอาจจะมีข้อความที่ไม่ถูกต้อง สร้างความเข้าใจผิดแก่ประชาชน ประกอบกับที่ผ่านมาภาคเอกชนก็ยังไม่มีกำหนดเวลาของวัคซีนที่เข้ามาอย่างชัดเจน และบางครั้งก็มีการเก็บค่ามัดจำ/ค่าจองซึ่งเป็นภาระของภาคประชาชน ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความคาดหวังเกินจริงและร้องเรียนภายหลังได้ กรม สบส.จึงขอกำชับให้สถานพยาบาลเอกชนที่ต้องการโฆษณาหรือประกาศที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการวัคซีนโควิด-19 ยื่นคำขออนุมัติโฆษณาหรือประกาศให้ถูกต้องทุกครั้ง โดยโฆษณาหรือประกาศฯ ที่ผ่านการอนุมัติแล้ว ย่อมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้รับบริการ ช่วยลดปัญหาการฟ้องร้อง และป้องกันการถูกดำเนินคดีจากเจ้าหน้าที่ อีกทั้ง เกิดความเป็นธรรมในการแข่งขันด้านธุรกิจสถานพยาบาล ที่กำหนดให้การโฆษณาหรือประกาศฯ จะต้องเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน หากสถานพยาบาลเอกชนแห่งใดมีข้อคำถาม หรือต้องการคำแนะนำในการขออนุมัติโฆษณาหรือประกาศของสถานพยาบาล ก็สามารถติดต่อขอคำปรึกษาได้ที่กองกฎหมาย กรม สบส.ผ่านสายด่วน 1426 หรือสำนักงานสาธารณสุขในพื้นที่ ในวันและเวลาราชการ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106565</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงสาธารณสุข, นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์, วัคซีน, สบส., อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ, เอกชน, โฆษณา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210616/image_big_60c99e1b0df6a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94050</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/02/2021 08:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/02/2021 08:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วงการทีวีลุ้นระทึก!ศาลปกครองนัดพิพากษาคดีโฆษณาเกินเวลา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ก.พ.2564 - &amp;nbsp;ในเวลา 10.00 น. ห้องพิจารณาคดี 8 ชั้น 3 ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษา ในคดีหมายเลขดำที่ 86/2560 ระหว่าง บริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด (ผู้ฟ้องคดี) กับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ &amp;nbsp;(กสทช.) ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน (ผู้ถูกฟ้องคดี) และเวลา 10.30 น. ในคดีหมายเลขดำที่ 154/2560 ระหว่าง บริษัท บีอีซี-มัลติมีเดีย จำกัด (ผู้ฟ้องคดี) กับ สำนักงาน กสทช.ที่ 1 กับพวก รวม 3 คน (ผู้ถูกฟ้องคดี) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยผู้ฟ้องคดีในคดีทั้งสอง ฟ้องว่า กสทช.ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน มีคำสั่งตามหนังสือ ที่ สทช 4007/41713 ลงวันที่ 28 ต.ค.2559 ให้ผู้ฟ้องคดียุติการโฆษณาอันเป็น การกระทำที่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์และกำหนดค่าปรับทางปกครองกรณีดังกล่าว โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีผู้ฟ้องคดีออกอากาศรายการโดยมีการโฆษณาสินค้าหรือบริการเกินกว่าระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เป็นเหตุให้
ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่ในเวลา 13.30 น. ณ ห้องพิจารณาคดี 2 ชั้น 3 อาคารศาลปกครอง &amp;nbsp;ศาลปกครองกลางนัดนั่งพิจารณาคดีครั้งแรก ในคดีหมายเลขดำที่ 712/2559 ระหว่าง บริษัท ไทยทีวี จำกัด (ผู้ฟ้องคดี) กับ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ผู้ถูกฟ้องคดี) คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยบริษัท ไทยทีวี จำกัด ฟ้องว่า องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ผิดสัญญาเช่าใช้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ ประเภทที่ใช้คลื่นความถี่ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล ตามสัญญาเลขที่ TPBS-Legat (R) 002/2557 ลว. 10 ก.พ.2557 สัญญาเลขที่ TPBS-Legat (R) 003/2557 ลว.10 ก.พ.2557 กรณีผู้ถูกฟ้องคดีได้มีหนังสือ ลว.10 พ.ค.2559 ให้ผู้ฟ้องคดีชำระเงินค่าใช้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล ช่อง SD โดยอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีค้างชำระเงินและใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาโดยไม่จัดให้มีการขยายโครงข่ายระบบดิจิตอลเพื่อให้ประชาชนรับสัญญาณได้ จึงเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94050</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสทช., คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ, บริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด, ศาลปกครองกลาง, โฆษณา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190508/image_big_5cd2aecfc1e0b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60142</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/03/2020 11:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/03/2020 11:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘คนเบื้องหลัง’โอดไม่มีจะกิน! หลัง‘สมาคมผู้กำกับฯ’งดออกกอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เนื่องจากการอยู่กับกลุ่มคนเยอะๆทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้ทางเพจของ สมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย ได้โพสต์ขอความร่วมมือจากกองถ่ายภาพยนตร์, ละคร, ซีรีส์ และโฆษณา พักการถ่ายทำเป็นเวลา 14 วัน โดยมีการโพสต์ประกาศดังกล่าวผ่านเพจว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;จากสถานการณ์การระบาดของไวรัส Covid-19 ในประเทศไทย รัฐบาลจึงมีมาตรการควบคุมโรค โดยห้ามการจัดกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่มคนเป็นจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การถ่ายทำภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ โฆษณา ที่มีทีมงานในกองถ่ายเป็นจำนวนมาก จึงอาจเป็นแหล่งแพร่ระบาดของเชื้อได้ เพื่อป้องกันตนเองและผู้อื่นตามนโยบายและมาตรการควบคุมการระบาดของรัฐบาล สมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย จึงขอความร่วมมือให้ทุกกองที่กำลังถ่ายทำภาพยนตร์, ละคร, ซีรีส์, โฆษณา ในขณะนี้ หยุดพักการถ่ายทำ เป็นเวลา 14 วัน ตั้งแต่วันที่ 18 - 31 มีนาคม 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อนึ่ง เมื่อสถานการณ์ทุเลาลงแล้ว ทางสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทยจะประชุมเพื่อรวบรวมข้อมูลจากทีมงานทุกฝ่าย เพื่อหาวิธีป้องกันการแพร่เชื้อระหว่างการถ่ายทำ และออกมาตรการในการถ่ายทำอย่างเคร่งครัดต่อไป&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่เมื่อมีการโพสต์ประกาศ ก็มีความคิดเห็นจากกลุ่มคนทำงานเบื้องหลังและเหล่าฟรีแลนซ์หลากหลายทิศทาง ทั้งเห็นด้วยเพราะจะเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสดังกล่าวในวงการบันเทิงได้อีกทางหนึ่ง บ้างก็ว่าถ้าหยุดรับงาน 14วันนั้นทำให้ขาดรายได้เป็นอย่างมาก เป็นสิ่งที่ทำได้ยากเพราะไม่มีรายได้ในการใช้ชีวิต &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณภาพประกอบจากเพซบุ๊กแฟนเพจ สมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60142</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองถ่าย, กองถ่ายภาพยนตร์, กองถ่ายละคร, กองถ่ายโฆษณา, ขอความร่วมมือ, งดออกกอง, ซีรีส์, นายกสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย, ภาพยนตร์, ละคร, วงการบันเทิง, สมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย, โควิด-19, โคโรนาไวรัส, โฆษณา, ไวรัสโคโรนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200318/image_big_5e71a1ddb388e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11225</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/06/2018 19:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/06/2018 19:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตื่น!ออกประกาศ2ฉบับรวดคุมโฆษณาเครื่องสำอาง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 มิ.ย.2561 &amp;ndash; กรณีเครื่องสำอาง และอาหารเสริมไร้คุณภาพ รวมทั้งมีการโฆษณาเกินจริง ทำให้ล่าสุดมีการออกประกาศและระเบียบเกี่ยวกับเครื่องสำอางออกมาแล้ว 2 ฉบับรวดในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ประกอบด้วยประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง การขอความเห็นเกี่ยวกับการโฆษณาเครื่องสําอาง พ.ศ.2561 ซึ่งลงนามโดย นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และระเบียบคณะกรรมการเครื่องสําอางว่าด้วยการโฆษณาเพื่อแก้ไขความเข้าใจผิดของผู้บริโภคที่อาจเกิดขึ้นจากการโฆษณาเครื่องสําอาง พ.ศ.2561 ซึ่งลงนามโดยธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านสนับสนุนงานบริการสุขภาพ ประธานกรรมการเครื่องสําอาง และมีผลบังคับใช้แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ่านรายละเอียดประกาศที่นี่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ่านรายละเอียดระเบียบที่นี่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11225</URL_LINK>
                <HASHTAG>ราชกิจจานุเบกษา, สาธารณสุข, อาหารเสริม, เครื่องสำอาง, โฆษณา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180122/image_big_5a65ddc9100a5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9225</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/05/2018 14:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/05/2018 14:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อย.-กสทช.สั่งระงับออกอากาศโฆษณาอาหารเครื่องสำอาง29ช่อง1สถานีวิทยุ10เว็บไซต์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
อย. - กสทช. สั่งระงับการออกอากาศโฆษณาที่ผิดกฎหมาย ทั้งอาหารและเครื่องสำอาง 29 ช่อง 1 สถานีวิทยุ และเว็บไซต์ อีก 10 URL หลังจากมอนิเตอร์ร่วมกัน &amp;nbsp; ระหว่างวันที่ 4 - 15 พ.ค. 61&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นพ. วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาอย. &amp;nbsp;พร้อมด้วย นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ส่งเจ้าหน้าที่ทำการตรวจสอบรายการและโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีเนื้อหาผิดกฎหมาย ทางสื่อโทรทัศน์ วิทยุ และเว็บไซต์ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) ระหว่างวันที่ 4 -11 พฤษภาคม 2561 ที่ศูนย์ตรวจสอบเนื้อหาวิทยุ โทรทัศน์ และสื่อสังคมออนไลน์ สำนักงาน กสทช. &amp;nbsp;รวม 6 ครั้ง ได้ตรวจสอบพบโฆษณาที่เข้าข่ายผิดกฎหมายทางสถานีโทรทัศน์ 29 ช่องรายการ และทางสถานีวิทยุ 1 สถานี &amp;nbsp;ได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครั้งที่ 1 (4 พ.ค.61) จำนวน 4 ช่อง คือ 1. ช่องสปริงนิวส์ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโกตุ โคล่าคริสตัลเฮิร์บ 2. ช่อง 8 ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารถั่งเช่าสกัดผสมเห็ดหลินจือ พลัส ตรา ซีเนเจอร์ และผลิตภัณฑ์อาหารเอส.โอ.เอ็ม. ซีแมคซ์ กาแฟสำเร็จรูปชนิดผง 3. ช่องแอดทีวี (ทีวีดาวเทียม) ผลิตภัณฑ์ไบโอวัน และผลิตภัณฑ์ดับเบิ้ล แม็กซ์ และ4. ช่องมิกซ์ เมเจอร์ ชาแนล (ทีวีดาวเทียม) ผลิตภัณฑ์ดับเบิ้ล แม็กซ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครั้งที่ 2 (7 พ.ค.61) จำนวน 4 ช่อง คือ 1. ช่อง Mirror channel ผลิตภัณฑ์ลูทินาร์ 2. ช่อง JKN Dramax ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารคอร์ดี้ พลัส 3. ช่อง KM Channel ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารคอร์ดี้ พลัส และ 4. ช่อง Hit Station ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง &amp;nbsp;ST DBM Active serum&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครั้งที่ 3 (8 พ.ค.61) จำนวน 7 ช่อง คือ 1. ช่อง Fan TV ผลิตภัณฑ์อาหาร Lamucare 2. ช่อง ทีวีบ้านบ้าน ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารคอร์ดี้ พลัส 3. ช่อง ESAN TV ผลิตภัณฑ์หลินจือโกะ (Lingzhigo) 4. ช่อง สตาร์ ทีวี ผลิตภัณฑ์อาหารเอสที.เพอริส 5. ช่อง Movie Hit ชาเทวัญ 6. ช่อง 8 ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง Magique gravitas treatment และ 7. ช่อง Bright TV ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง Ricapil rapid
&amp;nbsp;
ครั้งที่ 4 (9 พ.ค.61) จำนวน 8 ช่อง และ 1 สถานีวิทยุ คือ 1. ช่อง ทริปเปิ้ลเอ ทีวี ผลิตภัณฑ์อาหาร น้ำชาปรุงสำเร็จรสวินิก้า ผสมน้ำผึ้ง และเห็ดหลินจือ ชนิดเข้มข้น ตรา มาดี คอมบูชา 2. ช่อง MIX MAJOR ผลิตภัณฑ์แอล-ซี พลัส 3. ช่อง Hit Station ผลิตภัณฑ์แอล-ซี พลัส 4. ช่อง Unity ผลิตภัณฑ์เคลียร์วิส (Kleavis) 5. ช่อง สตาร์ ทีวี ผลิตภัณฑ์ลูทินาร์ 6. ช่อง สปริงนิวส์ ผลิตภัณฑ์ไวตา-พลัส และผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า Nuvite Melasis Cream 7. ช่อง 8 ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารถั่งเช่าสกัดผสมเห็ดหลินจือ พลัส ตรา ซีเนเจอร์ 8. ช่อง ONE ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เคลลี่ รีจูเวเนติ้ง แอนด์ ลิฟท์ติ้ง เซรั่ม และ 9. สถานีวิทยุกระจายเสียง AM 873 MHz ชุดพรีเมี่ยม ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์คลอโรฟีน่า, พรมมิ แซนที และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ตราเบลล่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครั้งที่ 5 (10 พ.ค.61) จำนวน 8 ช่อง คือ 1. ช่อง Good living ผลิตภัณฑ์อาหารเคลียร์วิส 2. ช่อง INTV ผลิตภัณฑ์ลูทินาร์ 3. ช่อง TGN ผลิตภัณฑ์คอร์ดี้ พลัส 4. ช่อง Chic Station ผลิตภัณฑ์หลินจือมิน 5. ช่อง Hit Stationผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร แอล-ซี พลัส 6. ช่อง MIX MAJOR ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เอสที.เพอริส 7. ช่อง NOW ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง HYA Serum และ 8. ช่อง Nation TV ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง HYA Serum&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนครั้งที่ 6 (11 พ.ค.61) อยู่ระหว่างการพิจารณาระงับสื่อโฆษณา จำนวน 8 ช่อง รวม 9 เรื่อง และในวันนี้ (15 พ.ค.61) ได้ระงับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารลีน ทางเว็บไซต์จำนวน 10 URL&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ที่ตรวจพบความผิด คือ ผลิตภัณฑ์อาหาร ซึ่งมีการโฆษณาว่ารักษาโรคได้ ซึ่งเป็นการ &amp;nbsp; โอ้อวดสรรพคุณเกินจริง ถือเป็นการสื่อข้อความที่เป็นเท็จ และผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง มีการโฆษณาทำให้เข้าใจผิด &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในสาระสำคัญเกี่ยวกับเครื่องสำอาง จึงได้สั่งระงับการออกอากาศโฆษณาดังกล่าวทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการ อย. กล่าวในตอนท้ายว่า ขอย้ำเตือนมายังผู้บริโภค ไม่ควรหลงเชื่อโฆษณาผลิตภัณฑ์ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เสริมอาหารที่โอ้อวดสรรพคุณเกินจริง อาหารกฎหมายไม่อนุญาตให้โฆษณาว่าเป็นยารักษาโรค ส่วนเครื่องสำอาง มีวัตถุประสงค์เพื่อความสะอาดและสวยงามเท่านั้น ไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างของร่างกายได้ จึงขอเตือนผู้บริโภคอย่าได้หลงเชื่อสรรพคุณที่อวดอ้างเกินความจริงทางสื่อต่าง ๆ นอกจากจะเสียเงินโดยไม่จำเป็นแล้ว ยังอาจได้รับอันตรายโดยคาดไม่ถึง หากผู้บริโภคพบเห็นการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย สามารถร้องเรียนหรือแจ้งเบาะแสได้ที่ สายด่วน อย. 1556, อีเมล์ 1556@fda.moph.go.th, ร้องเรียน ผ่าน Oryor Smart Application หรือเดินทางมาร้องเรียนด้วยตนเองที่ศูนย์ ศรป. อย. หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ หรือสายด่วน กสทช. 1200&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9225</URL_LINK>
                <HASHTAG>#อาหาร, กสทช., สั่งระงับออกอากาศ, อย., เครื่องสำอาง, โฆษณา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180318/image_big_5aae68d74b875.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6584</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/04/2018 01:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/04/2018 09:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลือหนัก&#039;เบลล่า&#039;ปาดหน้าโฆษณา&#039;ใหม่ ดาวิกา&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นาทีนี้อะไรก็ฉุดไม่อยู่ สำหรับความฮอตของ เบลล่า-ราณี แคมเปน กับบทบาทแม่หญิงการะเกด ในละครบุพเพสันนิวาส ทางช่อง 3 จนถึงขั้นมีข่าวลือว่าเจ้าตัวไปปาดหน้าโฆษณาของ ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่ มา เพราะลูกค้ากำลังอินกับกระแสออเจ้า &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;อันนี้เบลไม่รู้จริงๆ เพราะเบลจะไม่รู้ขั้นตอนเหมือนกันว่าจะยังไง จะรู้ตอนที่เขาติดต่อมาแล้ว มีการคุยสัญญาตกลงเรียบร้อย แต่เราไม่รู้ว่าเรื่องก่อนหน้านั้น ถ้าถามว่าเราไม่รู้ว่าจะเป็นของเขาหรือเปล่า คือเบลไม่รู้ว่าตัวไหนด้วยซ้ำ แต่เบลว่าไม่มีใครปาดใครหรอก ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของลูกค้าด้วย หรือแม้กระทั้งตัวเราด้วย ว่าแฮปปี้กันทั้งสองฝ่ายหรือคุยกันตกลงกันและไปในทิศทางเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เรื่องการเปลี่ยนพรีเซนเตอร์ มันเป็นวัฎจักร ถึงวันหนึ่งที่เบลไม่ได้อยู่ถึงตรงนี้ก็ต้องมีรุ่นใหม่ปรับเปลี่ยนกันมา เบลว่ามันเป็นเรื่องของธรรมชาติมากกว่าค่ะ ตัวเบลเองก็มีโดนปรับเปลี่ยนพรีเซ็นเตอร์เหมือนกัน บางตัวมันก็ถึงวาระที่เขาจะต้องเปลี่ยนหรือรีแบรนด์ ก็มีทั้งตัวที่ต่อสัญญา กับที่เพิ่งได้รับมาใหม่ เป็นเรื่องปกติ &amp;nbsp;จะเกาเหลากันไหม ไม่เกาเหลากับใครเลยค่ะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(เบลล่า ราณี)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ใหม่ ดาวิกา)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณภาพจากอินสตาแกรม @bellacampen @davikah&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6584</URL_LINK>
                <HASHTAG>การะเกด, บุพเพสันนิวาส, เบลล่า ราณี, แม่หญิงการะเกด, โฆษณา, ใหม่ ดาวิกา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180406/image_big_5ac6642e62841.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
