<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>100338</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/04/2021 16:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/04/2021 16:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ผนึก&#039;แม็คโคร&#039;จัดสินค้าราคาประหยัดส่งร้านโชห่วยขายดูแลค่าครองชีพประชาชน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
22 เมษายน 2564 นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ร่วมมือกับร้านค้าส่งขนาดใหญ่ คือ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) จัดชุดสินค้าประกอบด้วยรายการสินค้าอุปโภคบริโภคที่เป็นสินค้าขายดีในร้านโชวห่วยและได้รับความนิยมจากผู้บริโภค จำนวน 11 รายการ และรายการสินค้าเพิ่มเติมจากแม็คโครอีก 12 รายการ รวม 23 รายการ เช่น ข้าวสาร น้ำมัน น้ำตาลทราย และของใช้ประจำวันที่จำเป็น รวมมูลค่า 3,589 บาท เพื่อแจกให้กับร้านโชห่วยที่อยู่ในเครือข่ายของของสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) จำนวน 3,500 ร้านค้าทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การจัดทำโครงการดังกล่าว เป็นไปตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าโครงการพาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชน และอยากให้ลงลึกไปถึงระดับตำบล ระดับหมู่บ้าน กรมฯ จึงได้ร่วมกับแม็คโครจัดชุดสินค้าที่จำเป็น ที่สำรวจมาแล้วว่าเป็นสินค้าขายดี และคนนิยม เตรียมไว้ให้ร้านโชห่วย เพื่อนำไปขายต่อ ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้ร้านโชวห่วย และช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนด้วย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ได้กำหนดเริ่มโครงการตั้งแต่วันที่ 1-31 พ.ค.2564 ณ แม็คโคร ซึ่งมีสาขาครอบคลุมภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ รวมทั้งสิ้น 92 สาขา แต่ถ้ามีร้านโชวห่วยมารับชุดสินค้าไม่ครบเป้าหมาย 3,500 ร้านค้า จะมีการจัดหารายชื่อร้านค้าเพิ่มเติมและเปิดให้รับชุดสินค้าอีกครั้งในเดือนก.ค.2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแผนการพัฒนาโชห่วยเป็นสมาร์ทโชห่วย ที่กรมฯ จะเข้าไปช่วยปรับภาพลักษณ์ร้านค้า การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการร้านค้า การให้ความรู้ด้านบัญชี ภาษี การส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าราคาพิเศษจากผู้ผลิตและผู้แทนจำหน่าย รวมถึงการเพิ่มรายได้ให้แก่ร้านค้า เช่น ตู้น้ำดื่ม ตู้เติมเงิน และบริการจัดส่งสินค้า ครอบคลุม 4 ภาค เป้าหมาย 3,500 ราย และการส่งเสริมและผลักดันการใช้งานระบบ POS ให้กับร้านค้าโชวห่วยที่มีศักยภาพจำนวน 500 ร้านค้าทั่วประเทศ จะต้องพิจารณาการแพร่ระบาดของโควิด-19 ประกอบด้วย โดยอาจจะชะลอการจัดโครงการและลงพื้นที่ออกไปก่อน เพราะหลายจังหวัดมีการกักตัวผู้ที่เดินทางมาจากนอกพื้นที่ ทำให้ไม่สะดวกในการจัดกิจกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบัน ประเทศไทยมีผู้ประกอบการธุรกิจค้าส่งค้าปลีกโชห่วยขนาดกลาง จำนวน 18,735 ร้านค้า และโชวห่วยขนาดเล็กประมาณ 400,000 ร้านค้า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100338</URL_LINK>
                <HASHTAG>สินค้าช่วยค่าครองชีพ, โชห่วย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210325/image_big_605bee03c16d2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97214</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/03/2021 08:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/03/2021 08:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ปูพรมลงพื้นที่ช่วยยกระดับ&#039;โชห่วย&#039;เป้าหมาย3,500 ราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 มี.ค. 2564 นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมฯ จะร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตร ลงพื้นที่ให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการโชห่วยท้องถิ่น ภายใต้กิจกรรม &amp;ldquo;พัฒนาศักยภาพร้านค้าปลีกสู่การเป็นสมาร์ทโชห่วย&amp;rdquo; ระหว่างเดือนเม.ย.-ก.ย.2564 ครอบคลุมทั้ง 4 ภาคของประเทศ โดยพิจารณาจากจังหวัดที่มีร้านค้าที่สมัครเข้าร่วมโครงการสมาร์ทโชห่วยกับกรมฯ ในปี 2563 เป็นจำนวนมาก เช่น เชียงใหม่ ลพบุรี ฉะเชิงเทรา ปทุมธานี ชัยภูมิ กาฬสินธุ์ อุบลราชธานี หนองบัวลำภู สงขลา พังงา เป็นต้น และได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายไว้จำนวน 3,500 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในการลงพื้นที่ จะนำผู้เชี่ยวชาญไปให้ความรู้และแลกเปลี่ยนมุมมองในเรื่องที่มีความจำเป็นต่อการประกอบธุรกิจ เรื่องบัญชี ภาษี การปรับปรุงร้านค้าให้มีความทันสมัย สวยงาม สะอาด และมีความสะดวกสบายในการเลือกหาสินค้า เพื่อดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการภายในร้าน รวมถึงสอนเทคนิคการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคละแวกร้านค้าเบื้องต้น ซึ่งสามารถดำเนินการได้ด้วยตนเอง หรืออาศัยลูกหลานที่เป็นคนรุ่นใหม่ในการเก็บข้อมูล เพื่อให้เข้าถึงความต้องการสินค้าของลูกค้าอย่างแท้จริง ก่อนนำสินค้าเข้ามาจำหน่ายภายในร้าน ทำให้ไม่ต้องสต๊อกสินค้าเกินความจำเป็น สินค้าที่ได้รับความสนใจน้อยหรือไม่ได้รับความสนใจเลยก็ไม่จำเป็นต้องนำมาจำหน่าย เป็นการลดต้นทุนการประกอบธุรกิจ ทำให้ร้านค้าโชวห่วยมีสินค้าที่เข้าคอนเซป &amp;ldquo;ซื้อง่าย ถูกใจ ใกล้บ้าน&amp;rdquo; ช่วยให้ผู้ประกอบการโชวห่วยท้องถิ่นสามารถแข่งขันได้ในระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าราคาพิเศษจากผู้ผลิตและผู้แทนจำหน่าย สินค้าชุมชน การผลักดันให้นำเทคโนโลยี POS มาใช้ และความช่วยเหลือจากสถาบันการเงิน รวมทั้งบริการเสริมเพิ่มรายได้ให้แก่ร้านค้าโชห่วย เช่น ตู้น้ำดื่ม ตู้เติมเงิน และการบริการจัดส่งสินค้า (เดลิเวอรี) เป็นต้น &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 กรมฯ ได้มีการนำเทคโนโลยี ระบบการเรียนออนไลน์มาเสริมเข้ากับกิจกรรมพัฒนาศักยภาพ โดยได้จัดหลักสูตร e-learning &amp;ldquo;จากร้านธรรมดา มาเป็น สมาร์ทโชห่วย&amp;rdquo; ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการบริหารจัดการร้านค้าปลีก บัญชี กฎหมายและภาษีที่เกี่ยวข้องกับร้านค้าโชวห่วย ความยาว 3 ชั่วโมง โดยเมื่อเรียนจบหลักสูตร ผู้ประกอบการจะได้รับประกาศนียบัตรออนไลน์ และคู่มือความรู้ 3 เล่ม โดยผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเรียนได้ฟรีที่ dbdacademy.dbd.go.th&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทศพลกล่าวว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ทั้งบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คนละครึ่ง เราชนะ และม33เรารักกัน ทำให้มีผู้สนใจเปิดร้านค้าโชวห่วยเพิ่มขึ้นจำนวนมาก และกระตุ้นให้มูลค่าการตลาดของธุรกิจค้าส่งค้าปลีกไทยเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยมีมูลค่าสูงถึง 2 ล้านล้านบาทในปี 2563 และคาดว่าในปี 2564 จะมีมูลค่าที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น จึงเป็นโอกาสสำคัญสำหรับร้านโชวห่วยท้องถิ่น ที่จะเร่งพัฒนาร้านค้าและนำระบบเทคโนโลยีเข้ามาช่วยกระตุ้นยอดขาย ลดต้นทุน โดยมั่นใจว่ารัฐบาลจะมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับพื้นฐาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบัน ประเทศไทยมีผู้ประกอบการธุรกิจค้าส่งค้าปลีกโชห่วยขนาดกลาง จำนวน 18,735 ร้านค้า และ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โชห่วยขนาดเล็กประมาณ 400,000 ร้านค้า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97214</URL_LINK>
                <HASHTAG>พัฒนาโชห่วย, พาณิชย์, โชห่วย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210325/image_big_605bee03c16d2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32342</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/03/2019 01:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/03/2019 09:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“หอการค้า”แจงโชห่วยแบกหนี้ ถูกโมเดิร์นเทรด-ค้าออนไลน์เบียด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 มี.ค. 2562 นายธนวรรธน์ พลวิชัย รองอธิการบดีอาวุโสวิชาการและงานวิจัย และผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจสถานภาพผู้ประกอบการร้านโชห่วย ว่า ข้อมูลจากสำนักส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ระบุว่า ร้านค้าปลีกดั้งเดิม หรือร้านโชห่วย มีจำนวน 3.95 แสนราย กระจายอยู่ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ประสบปัญหาคล้ายกัน คือ มีคู่แข่งใหม่ ทั้งร้านค้าปลีกขนาดเล็ก-ใหญ่ ค้าขายออนไลน์ และโมเดิร์นเทรด ต้องเผชิญกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ขาดประสิทธิภาพด้านการตลาด บัญชี การบริหารจัดการพื้นที่ขายสินค้า ต้นทุนสินค้าสูงขึ้น และรายได้ลดน้อยลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างผู้ประกอบการร้านโชห่วย 1,246 ราย พบว่า จากกลุ่มตัวอย่าง 61.7% ระบุว่า มีรายได้จากการขายสินค้าในร้านเท่านั้น ส่วน 38.3% มีรายได้เสริมจากบริการอื่นๆ ด้วย เช่น ตู้หยอดเหรียญ เติมเงินมือถือ รับชำระบิล ถ่ายเอกสาร/รับ-ส่งแฟกซ์ และอื่นๆ เป็นต้น ด้านการออมนั้น เฉลี่ย 7.28 พันบาทต่อเดือน ซึ่ง 59.16% ออมทุกเดือน และผลสำรวจความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจโชห่วยกับคู่แข่งในช่วงปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่แข่งขันได้น้อย &amp;nbsp;เมื่อเทียบกับการขายออนไลน์ &amp;nbsp;ร้านสะดวกซื้อสมัยใหม่ และโมเดิร์นเทรด ทั้งในเรื่องราคาสินค้า บริการ สภาพสินค้า เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แม้จะแข่งขันได้น้อย แต่ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการร้านโชห่วย 24.48% ไม่มีการปรับตัวใดๆ เลย เพราะคิดว่า ไม่มีความจำเป็น และมีทุนจำกัด &amp;nbsp;และอีก 39.77% มีปรับตัวน้อย เพราะบอกว่ามีลูกค้าเก่าอยู่แล้วกับไม่มีทุนจะพัฒนา ส่วน 22.62% ปรับตัวระดับปานกลาง พัฒนาสินค้าและบริการ เพื่ออำนวยความสะดวกลูกค้า ขณะที่ มีเพียง 13.12% ปรับตัวอย่างมากเพื่อจะยกระดับธุรกิจ ปรับเปลี่ยนร้านให้ทันสมัย สร้างความประทับใจแก่ลูกค้า &amp;nbsp;เช่น ปรับปรุงร้านใหม่ &amp;nbsp;เพิ่มโปรโมชั่นหรือบริการเสริมต่างๆ &amp;nbsp;มีการระบุราคาที่ชัดเจน และมีสินค้าหลากหลาย ตรวจสอบคุณภาพสินค้าเสมอ&amp;rdquo; นายธนวรรธน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนวรรธน์ กล่าวอีกว่า กลุ่มตัวอย่าง 23.97% มีการค้าขายออนไลน์เสริม เพราะเห็นถึงพฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยนไป ส่วน &amp;nbsp;76.03% ยังไม่มีการขายออนไลน์เสริม จากเหตุผล เช่น มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ยอดขายดีอยู่แล้ว ไม่รู้ทำอย่างไร &amp;nbsp;คิดว่าสินค้าที่ขายไม่โดดเด่น และกลัวถูกโกง เป็นต้น ด้านสถานภาพธุรกิจร้านโชห่วยในปัจจุบันเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่บอกว่า ยอดขายเท่าเดิม และคิดว่าอีก 6 เดือนข้างหน้ายังเท่าเดิม &amp;nbsp;เมื่อถามถึงสาเหตุที่ธุรกิจได้การตอบรับดีจากลูกค้า ได้แก่ สินค้าได้มาตรฐาน พนักงานบริการดี สินค้าราคาเหมาะสม สินค้าหลากหลาย และหาง่าย ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับต้นทุนในการทำธุรกิจร้านโชห่วยนั้น มาจากค่าสินค้า ค่าเช่า ค่าบริหารจัดการ ค่าแรง ค่าขนส่ง รวมเฉลี่ยที่ 2.17 หมื่นบาทต่อเดือน &amp;nbsp;โดย 53.13% มีภาระหนี้สิน เฉลี่ยต่อรายอยู่ที่ 4.62 แสนบาท อัตราผ่อนชำระเฉลี่ย 1.16 หมื่นบาทต่อเดือน &amp;nbsp;แยกเป็นหนี้ในระบบจากสถาบันการเงิน 2.18 แสนบาท ผ่อนชำระต่อเดือน 3.75หมื่นบาท และเป็นหนี้นอกระบบจากการกู้ยืมนายทุน ญาติ พี่น้อง หรือแชร์ 3.47 แสนบาท ผ่อนชำระต่อเดือน &amp;nbsp;5.75 พันบาท &amp;nbsp;โดย ภาระหนี้ทั้งในและนอกระบบเพิ่มขึ้นจากเหตุผล เช่น นำไปขยายธุรกิจ ใช้เป็นทุนหมุนเวียน ซื้อสินค้า ชำระเงินกู้ ลงทุนเริ่มธุรกิจใหม่ &amp;nbsp;เป็นต้น &amp;nbsp; ซึ่งกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่บอกว่า ภาระหนี้ดังกล่าวส่งผลกระทบด้านลบต่อการดำเนินธุรกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ในส่วนของความต้องการสินเชื่อ และการเข้าถึงสินเชื่อ ผู้ประกอบการร้านโชห่วย 38.13% ประเมินศักยภาพเข้าถึงได้มาก ซึ่งภายใน 1 ปีนี้ จำนวน 47.99% มีความต้องการสินเชื่อ และแทบทั้งหมดต้องการสินเชื่อในระบบ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องธุรกิจ และชำระหนี้ วงเงินเฉลี่ยที่ต้องการ คือ 1.82 แสนบาท โดย 57.06% บอกว่าสามารถกู้ในระบบได้ แต่ 42.94% คิดว่าไม่สามารถจะกู้เงินในระบบได้ เพราะหลักประกันไม่พอ &amp;nbsp;ไม่มีประวัติการเคลื่อนไหวทางบัญชี &amp;nbsp;โครงการไม่เป็นที่สนใจของธนาคาร เป็นกิจการใหม่ และไม่ผ่านการอนุมัติจากธนาคาร เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านความต้องการให้สถาบันการเงินปรับปรุงเกี่ยวกับสินเชื่อ คือ ปรับลดดอกเบี้ย ขั้นตอนเงื่อนไขในการกู้ &amp;nbsp;ระยะในการอนุมัติ หลักทรัพย์ค้ำประกัน &amp;nbsp;ส่วนสิ่งที่ต้องการได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ ได้แก่ 1.กระตุ้นและพัฒนาเศรษฐกิจรวมไปถึงความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น &amp;nbsp; 2.การลดต้นทุน การตั้งราคา และการพัฒนาระบบขนส่งสินค้าหรือวัตถุดิบ 3.การพัฒนาเทคโนโลยีและบุคลากรให้มีความสามารถและทันสมัย และ 4.ด้านการเกษตร เช่น แหล่งน้ำ คลองชลประทาน ราคาสินค้าเกษตร &amp;nbsp;ส่วนข้อเสนอแนะ และสิ่งที่ต้องการได้รับจาก ธพว. ได้แก่ ลดขั้นตอนในการทำธุรกรรม เช่น 1.การยื่นเอกสาร ข้อกำหนดเงื่อนไขต่างๆ &amp;nbsp;2.ลดอัตราดอกเบี้ยในการปล่อยกู้ 3.ปล่อยเงินกู้ระยะยาว สนับสนุนเงินทุนให้แก่ผู้ประกอบการและอาชีพต่างๆ และ 4.มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ความรู้ความเข้าใจ และบุคลากรในองค์กร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32342</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนวรรธน์ พลวิชัย, ร้านค้าออนไลน์, โชห่วย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180502/image_big_5ae9cecb7de53.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23703</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/12/2018 10:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/12/2018 10:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;สมคิด&quot;ต่อท่อช่วยโชห่วยขายออนไลน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สมคิด&amp;quot; มอบธพว.-ก.อุตฯ หนุนร้านโชห่วยสู่ธุรกิจค้าออนไลน์ ใช้อีคอมเมิร์ซ ชง ครม. 18 ธ.ค.นี้ พร้อมดูแลกลุ่มคนตัวเล็กที่ล้มให้ลุกยืนได้ ประสาน สสว. ปรับการให้เงิน หวังพัฒนาเอสเอ็มอีปีหน้า 6 แสนราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย(ธพว.) ว่ารูปแบบธุรกิจเริ่มเปลี่ยนแปลงไปการค้าออนไลน์เริ่มเติบโตสูงขึ้น ทั้งนี้จึงได้มอบหมายให้ ธพว.ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรมตั้งเป้าหมายปี 2562 ที่จะพัฒนาผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม(เอสเอ็มอี) จำนวน 600,000 แสนรายจากเอสเอ็มอีที่มีทั่วประเทศ 3 ล้านรายให้เข้าถึงการค้าขายผ่านระบบอินเตอร์เน็ตหรือออนไลน์(อีคอมเมิร์ซ) เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล ควบคู่ไปกับการดูแลในเรื่องของสินเชื่อให้เข้าถึงเอสเอ็มอีและคนตัวเล็กมากขึ้นซึ่ง ธพว.จะนำเสนอเข้าสู่คณะรัฐมนตรี(ครม.) 18 ธ.ค.ให้พิจารณา 2 โครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ได้แก่ 1. โครงการประชารัฐเสริมแกร่งการค้าชุมชน(โชห่วยประชารัฐ) วงเงิน 10,000 ล้านบาทเป็นแหล่งทุนจากโครงการเดิมที่มีอยู่มีเป้าหมายที่เป็นเอสเอ็มอี โดยเน้นที่ผู้ประกอบการค้าปลีกรายย่อย ร้านค้าโชว์ห่วยตามหมู่บ้าน บริการและผลิตภัณฑ์เกษตรท้องถิ่น ที่ไม่เป็นเอ็นพีแอล และ 2. โครงการประชารัฐสร้างโอกาสคนตัวเล็ก ล้มแล้วลุก กรอบวงเงิน 1,800 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินส่วนที่เหลือจากงบประมาณเดิมของโครงการพลิกฟื้นลาตรการฟื้นฟูเอสเอ็มอีของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม(สสว.)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ทุกอย่างเปลี่ยนไปเร็วมาก เดี๋ยวนี้การค้าออนไลน์บริษัทใหญ่ ๆ มีการส่งสินค้าขั้นต่ำกว่าแสนกล่องต่อวัน ซึ่งเอสเอ็มอีให้พอที่จะแข่งขันและเอาตัวรอดได้ โดยเฉพาะร้านโชว์ห่วยเล็ก ๆ ทั่วไปที่มีการขายสินค้าเหมือนกันห้างสรรพสินค้าใหญ่ ๆ ที่กำลังซบเซา หากไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบจะลำบาก ธพว.จะต้องมองในเรื่องนี้เพื่อปรับกระบวนการทำงานที่จะทำให้เอสเอ็มอีของไทยเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบดิจิทัลให้ได้ &amp;quot;นายสมคิดกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธพว. หรือเอสเอ็มอีแบงก์ กล่าวว่าโครงการโชว์ห่วยประชารัฐเราตั้งเป้าหมายเบื้องต้นที่จะเข้าร่วม 10,000 ราย วงเงินกู้ไม่เกิน 1 ล้านบาท ระยะเวลาให้เงินกู้ 7 ปีปลอดเงินต้นไม่เกิน 1 ปี ดอกเบี้ย 0.25-0.42% ซึ่งหลังจากผ่าน ครม.แล้วจะสามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที ส่วนโครงการประชารัฐสร้างโอกาสคนตัวเล็ก ล้มแล้วลุก กรอบวงเงิน 1,800 ล้านบาทอาจจะต้องรอเกณฑ์เงื่อนไขปฏิบัติจากสสว.โดยอาจจะเริ่มได้ม.ค.62 โดยตั้งเป้าที่จะช่วยเอสเอ็มอีรายเล็กที่เป็นเอ็นพีแอลโดยเฉพาะหนี้บัตรรูดเงินสดโดยจะปล่อยกู้ไม่เกินรายละ 100,000 บาทไม่คิดดอกเบี้ยและไม่มีหลักประกัน เป้าหมาย 30,000 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า วันที่ 7 ธ.ค.กระทรวงอุตสาหกรรมจะหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสรุปแนวทางการดำเนินงานของกระทรวงฯรวมถึงการหารือถึงการมอบของขวัญปีใหม่ 2562 ให้กับผู้ประกอบการทุกขนาดเพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาในครม. สัญจรวันที่ 13 ธ.ค.นี้ โดยตั้งเป้าหมายที่จะมีบทบาททำให้เอสเอ็มอี ปรับตัวเข้าสู่ระบบดิจิทัลมากที่สุดแบ่งเป็น 3 หัวข้อหลักๆ คือ 1. สร้างให้เกิด โดยเริ่มพัฒนาจากคนรุ่นใหม่ สตาร์ทอัพ เข้ามาเรียนรู้และใช้เทคโนโลยีในการประกอบอาชีพ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.เสริมให้เก่ง โดยจะพัฒนาจากกลุ่มธุรกิจเดิม ที่มีแหล่งการขาย มีวัตถุดิบและสินค้าชัดเจนแล้ว แต่จะเข้าไปช่วยเสริมในด้านการขยายตลาดและการเพิ่มกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ 3. ซ่อมให้แกร่ง คือการหานโยบายหรือแผนงานมาช่วยเยียวยาคนที่ล้ม ให้สามารถกลับมายืนอยู่ได้โดยจะพัฒนาทั่วทุกพื้นที่ของประเทศไทยรวมถึงสนับสนุนด้านการเงินด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23703</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงอุตสาหกรรม, สสว., สู่ธุรกิจค้าออนไลน์, เอสเอ็มอีแบงก์, โชห่วย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181031/image_big_5bd9c3854efa3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11074</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/06/2018 19:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/06/2018 19:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โชห่วยเฮ พาณิชย์นำร่อง QR Code ให้คนถือบัตรสวัสดิการซื้อของ ตั้งเป้า 1 แสนร้านค้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พาณิชย์&amp;quot;จับมือ &amp;quot;คลัง&amp;quot; ลุยลดค่าครองชีพให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เตรียมเปิดตัวใช้ระบบ QR Code ตั้งเป้าดึงร้านค้าเข้าระบบไม่ต่ำกว่า 1 แสนราย เผยผู้บัตรจะมีทางเลือกมากขึ้น ทั้งซื้อสินค้าในร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ ร้านโชห่วยรายย่อย ซื้อหมู ซื้อผักในตลาดสด
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมมือกับกระทรวงการคลัง ขยายรูปแบบการใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จากเดิมที่ผู้ถือบัตรต้องนำไปใช้กับเครื่องรับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (EDC) เพื่อรูดซื้อสินค้ากับร้านค้าธงฟ้าประชารัฐเท่านั้น แต่ตั้งแต่เดือนก.ค.2561 เป็นต้นไป จะขยายการใช้บัตรให้สามารถใช้กับระบบ QR Code ทำให้สามารถใช้บัตรกับร้านค้าที่ไม่ใช่ร้านค้าธงฟ้าประชารัฐได้ ซึ่งจะช่วยใช้ผู้ถือบัตรซื้อสินค้าได้หลากหลายขึ้น และยังช่วยให้ร้านค้าที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ มีโอกาสในการขายสินค้าให้กับผู้ถือบัตรและมีรายได้เพิ่มขึ้น


&amp;quot;ต่อไปผู้ถือบัตรสามารถซื้อหมูในเขียง ซื้อผักสดในตลาดได้ และกำลังจะพิจารณาไปถึงขั้นการจ่ายค่าก๋วยเตี๋ยวในร้านค้าของประชาชนทั่วไปได้ด้วย ซึ่งขณะนี้ได้เตรียมการเสร็จสิ้นแล้วประมาณ 80% และเดือนก.ค.นี้ น่าจะเริ่มใช้ระบบ QR Code ได้ โดยตั้งเป้าที่จะให้มีร้านค้าในระบบ QR Code ไม่ต่ำกว่า 1 แสนร้าน&amp;quot;นายสนธิรัตน์กล่าว


ทั้งนี้ ระบบ QR Code จะเปิดโอกาสให้ร้านค้าปลีกรายย่อย ร้านโชห่วย ร้านค้าในตลาดสด ร้านอาหารตามสั่ง หรือร้านค้าทั่วไป สมัครเข้าร่วมโครงการ และจะมีป้าย QR Code มอบให้กับร้านค้า เพื่อให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใช้เงินในบัตรเพื่อจ่ายเป็นค่าสินค้าให้กับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการผ่านการสแกนป้าย QR Code ที่ติดไว้ที่หน้าร้านด้วยการใช้งานผ่านแอปพลิเคชั่นที่กำหนด ส่วนประชาชนทั่วไป ก็สามารถจ่ายเงินผ่านระบบ QR Code ได้ด้วย โดยการใช้แอปพลิเคชั่นของแต่ละธนาคารที่ตัวเองมีอยู่ในการสแกนจ่ายเงิน ซึ่งจะช่วยให้ร้านค้ามีรายได้เพิ่มขึ้น และยังเป็นการรองรับสังคมไร้เงินสดในอนาคตด้วย


นายสนธิรัตน์กล่าวว่า ในด้านการติดตั้งเครื่องรูดบัตรให้กับร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ ขณะนี้ได้ติดตั้งครบ 30,000 เครื่องแล้ว และภายในเดือนมิ.ย.2561 จะติดตั้งได้ครบทั้ง 40,000 เครื่อง ทำให้ร้านค้าธงฟ้าประชารัฐมีความครอบคลุมมากขึ้น และผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะสามารถซื้อสินค้าราคาถูกได้ง่ายขึ้น โดยกระทรวงฯ ยังได้มีการหารือกับผู้ผลิตเพื่อผลิตสินค้าราคาถูก เพื่อจำหน่ายในร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ โดยจัดทำเป็นมุมธงฟ้าหรือมุมของถูกแบบถาวร ซึ่งจะทำให้ลดค่าครองชีพได้มากขึ้นด้วย


นอกจากนี้ กำลังหาทางแก้ไขปัญหาร้านค้าธงฟ้าประชารัฐในพื้นที่ห่างไกล ที่ไม่ค่อยมีสินค้าจำหน่าย หรือมีสินค้าไม่หลากหลาย โดยกระทรวงฯ กำลังปรับปรุงและช่วยเชื่อมโยงระบบการจัดส่งสินค้า เพื่อให้ร้านค้าเหล่านี้มีสินค้าจำหน่ายเพิ่มขึ้น มีราคาถูกลง รวมทั้งจะผลักดันให้มีการนำสินค้าเกษตร สินค้าชุมชน สินค้าจากผู้ประกอบการรายย่อยเข้าไปจำหน่าย เพื่อเพิ่มความหลากหลายของสินค้าด้วย


นายวิชัย โภชนกิจ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงฯ กำลังดำเนินการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อยกระดับร้านค้าธงฟ้าประชารัฐที่มีการติดตั้งเครื่องรูดบัตรแล้ว 30,000 ร้าน ให้เป็นโชห่วยมืออาชีพ กำหนดจัดอบรมรวม 8 ครั้งในส่วนภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือที่พิษณุโลกและเชียงใหม่ ภาคกลาง ที่ราชบุรี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่บุรีรัมย์และอุดรธานี ภาคตะวันออก ที่ชลบุรี และที่ภาคใต้ ที่สุราษฎร์ธานีและกระบี่ โดยจะเข้าไปช่วยเพิ่มพูนความรู้ในการทำธุรกิจ การบริหารจัดการร้านค้า การทำบัญชีและบริหารภาษี และจะมีการเชื่อมโยงเครือข่ายและช่องทางการค้า เพื่อให้มีสินค้าเข้ามาจำหน่ายภายในร้านเพิ่มขึ้น ทั้งสินค้าจากผู้ผลิต สินค้าเกษตร และสินค้าชุมชน


สำหรับการเพิ่มจำนวนสินค้าที่จำหน่ายภายในร้าน จะกำหนดให้มีศูนย์กระจายสินค้าทั้งในระดับจังหวัดและอำเภอ ทำให้ร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ สามารถหาซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้น และยังมีการเชื่อมโยงนำสินค้าจากนอกพื้นที่ เข้ามาจำหน่ายให้ด้วย เช่น กะปิ จากระนอง น้ำพริกกุ้งเสียบจากพังงา เพื่อนำไปจำหน่ายในร้านค้าธงฟ้าประชารัฐที่ภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลาง เป็นต้น ต่อไปจะขยายนำสินค้าเด่นจากภาคหนึ่งไปยังอีกภาคหนึ่งให้เพิ่มขึ้น รวมทั้งจะผลักดันร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ ช่วยจำหน่ายสินค้าเกษตร เช่น หอมหัวใหญ่ กระเทียม ผลไม้ หรือสินค้าเกษตรอื่นๆ ด้วย ซึ่งจะทำได้ง่ายขึ้น เพราะได้มีการเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ และศูนย์กระจายสินค้าแล้ว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11074</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงพาณิชย์, คนจน, บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, ร้านธงฟ้า, ร้านธงฟ้าประชารัฐ, โชห่วย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180516/image_big_5afc323d6e9a5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7924</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/04/2018 15:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/04/2018 15:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์เร่งยกระดับร้านโชห่วยติวเข้ม3หมื่นราย    </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พาณิชย์&amp;rdquo;เร่งยกระดับร้านค้าธงฟ้าประชารัฐเป็นโชห่วยมืออาชีพ ตั้งเป้าติวเข้ม 3 หมื่นราย ตั้งแต่เดือนพ.ค.-ก.ย.นี้ หวังสร้างความเข้มแข็งให้ร้านค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26เม.ย..61 - นายวิชัย โภชนกิจ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบแนวทางการทำงานให้กับพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อช่วยในการดำเนินการ จัดทำโครงการอบรมเชิงปฏิบัติติการยกระดับร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ สู่การเป็นโชห่วยมืออาชีพ จำนวน 30,000 ราย &amp;nbsp;โดยมีเป้าหมายที่จะทำการฝึกอบรมเจ้าของร้านหรือผู้แทนร้านค้าธงฟ้าประชารัฐร้านค้าละ 1 คน ตั้งเป้าหมายอบรมทั้งสิ้น 376 รุ่น อบรมรุ่นละ 50-80 คน เพื่อพัฒนาเจ้าของร้านค้าธงฟ้าประชารัฐให้มีความรู้ ความเข้าใจในการทำธุรกิจ และสามารถพัฒนาจนเป็นโช่ห่วยมืออาชีพหรือร้านโชห่วยไฮบริดได้ในอนาคต โดยจะเริ่มดำเนินการระหว่างเดือนพ.ค.-ก.ย.2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยแนวทางในการดำเนินการ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดในแต่ละพื้นที่จะต้องประสานและติดตามให้เจ้าของร้านค้าธงฟ้าประชารัฐเข้าร่วมรับการฝึกอบรม โดยกระทรวงฯ จะร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมการค้าภายใน สำนักงานบัญชีคุณภาพ ผู้ประกอบการ ผู้ผลิต ร้านค้าส่ง และภาครัฐและเอกชน ผู้เชี่ยวชาญ และสถาบันการศึกษาในพื้นที่ จัดทำหลักสูตรและจัดหาวิทยากรมาให้ความรู้ และจากนั้น จะมีการติดตาม เป็นพี่เลี้ยงในการดูแลร้านค้าธงฟ้าประชารัฐไประยะหนึ่ง จนกว่าจะสามารถดำเนินการได้อย่างเข้มแข็ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จะจัดฝึกอบรมแบบเข้มข้นเป็นระยะเวลา 5 วัน โดยในแต่ละหลักสูตร จะมีวิทยากรที่เชี่ยวชาญในแต่ละด้านมาให้ความรู้ ทั้งการสอนเทคนิคการทำธุรกิจ การบริหารธุรกิจ การบริหารจัดการร้าน การวางแผนซื้อ-ขาย การบริหารจัดการคลังสินค้า จัดการขนส่งและกระจายสินค้า การบริหารการเงิน การจัดทำบัญชีรับ-จ่ายอย่างง่าย การวางแผนด้านภาษี การเชื่อมโยง รวบรวม และกระจายผลิตภัณฑ์ชุมชนและท้องถิ่น&amp;rdquo;นายวิชัยกล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7924</URL_LINK>
                <HASHTAG>พาณิชย์, ร้านธงฟ้า, โชห่วย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180426/image_big_5ae18fd45a66c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6252</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/04/2018 09:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/04/2018 09:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อ้อนรัฐติดเครื่องรูดบัตรบนรถพุ่มพวง หวังสู้รายใหญ่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมาคมค้าปลีก-ส่งไทย จี้รัฐเร่งติดตั้งเครื่องอีดีซีรถเร่ ช่วยรับมือการแข่งขันจากรายใหญ่ หลังพบว่าตอนนี้ร้านโชห่วยที่ไม่ได้รับบัตรคนจน ยอดขายลดวูบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมค้าส่ง-ปลีกไทย เปิดเผยว่า อยากเสนอให้รัฐบาลเข้าไปติดตั้งเครื่องรูดบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรืออีดีซี &amp;nbsp;ให้กับทางผู้ประกอบการที่จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคบนรถยนต์ ซึ่งเคลื่อนที่ไปยังตามซอยต่างๆ ของหมู่บ้าน เพื่อพัฒนาให้รถเร่ในไทยที่มีอยู่เกือบ 1 แสนคัน มีความทันสมัยสามารถจำหน่ายสินค้าได้มากขึ้น พร้อมทั้งเป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยหาทางรอดในการรับมือการแข่งขันของตลาด จากผู้ประกอบการรายใหญ่ ที่จะเข้ามาชิงส่วนแบ่งลูกค้าได้ทุกรูปแบบ อาทิ การเปิดซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกตามแหล่งชุมชน รวมทั้งส่งหน่วยรถเข้าไปขายเช่นเดียวกับรถเร่ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลมีแนวคิดดังกล่าวบ้างแล้ว แต่ยังไม่เริ่มดำเนินการแต่อย่างใด จึงอยากให้ช่วยผลักดันให้เกิดเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด เพราะจำนวนรถเร่มีเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งมาจากร้านโชห่วยที่ปิดตัวลง โดยได้รับผลกระทบจากการเข้าไปขยายสาขาของร้านสะดวกซื้อสมัยใหม่ จากสถิติพบว่าหากร้านสะดวกซื้อที่เปิด 24 ชม.เข้าไปเปิดทำเลใด ร้านโชห่วยในละแวกนั้นขายสินค้าไม่ได้จนต้องปิดตัวลงประมาณ 10-15 ร้านค้า ดังนั้น บางรายจึงปรับตัวด้วยการนำสินค้าในร้านไปขายตามตลาดนัด หรือใส่รถยนต์เร่ขายเพื่อหาลูกค้าถึงหน้าบ้านแทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมชาย กล่าวว่า &amp;nbsp;ขณะนี้ร้านโชห่วยที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการสวัสดิการแห่งรัฐ ต่างบอกกันว่าลูกค้าเข้ามาซื้อของน้อยลง อาทิ จากเดิมมีลูกค้าวันละ 10 คน ลดเหลือ 3-4 คน โดยแห่ไปซื้อร้านที่ติดตั้งเครื่องรูดบัตร ส่วนลูกค้าที่ไม่มีบัตรคนจน ก็นิยมซื้อผ่านออนไลน์จัดส่งถึงบ้านเพิ่มมากขึ้นจนกระทบร้านโชห่วย ทำให้บางรายต้องปิดตัวลง และบางรายเปลี่ยนไปขายแบบเคลื่อนที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ควรให้รถเร่ของไทยทั่วประเทศเข้ามาตีทะเบียนรถเช่นเดียวกับวินมอเตอร์ไซต์และแท็กซี่ให้ถูกต้อง เพื่อเข้าสู่ระบบและง่ายในการตรวจสอบจำนวนรถ รวมถึงวางแผนติดตั้งเครื่องอีดีซีได้เร็วขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ภาพรวมตลาดค้าปลีกไทยต้นปีที่ผ่านมา มองว่ายังติดลบแม้ทางรัฐบัตรจะเข้ามาช่วยโดยให้เงินคนจนผ่านโครงการสวัสดิการแห่งรัฐ แต่รายได้ส่วนใหญ่ยังมาจากส่งออกที่บริษัทต่างชาติเข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทยแล้วส่งออกไปขายมากกว่า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6252</URL_LINK>
                <HASHTAG>บัตรคนจน, รถพุ่มพวง, รถเร่, สมชาย พรรัตนเจริญ, สมาคมค้าส่ง-ปลีกไทย, เครื่องรูดบัตรคนจน, เครื่องอีดีซี, โชห่วย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180402/image_big_5ac195f9c1a21.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
