<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>93368</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/02/2021 19:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/02/2021 19:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โซลาร์รูฟมาแรง&#039;เอสซีจี&#039;วางเป้าโต600% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ก.พ. 2564 นายธงชัย โสภณ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจหลังคา บริษัท เอสซีจี รูฟฟิ่ง จำกัด ในกลุ่มเอสซีจี เปิดเผยว่า เอสซีจี ในปัจจุบันที่พฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนในสังคมมีการเปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้ค่าไฟเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้นถึง 30-50% เจ้าของบ้านจึงมองหาโซลูชั่นที่ช่วยลดรายจ่ายเรื่องค่าไฟโดยเฉพาะการติดโซลาร์รูฟ ประกอบกับภาครัฐมีการปรับเกณฑ์การรับซื้อไฟคืนในโครงการโซลาร์ภาคประชาชน 2564 เป็น 2.20 บาทต่อหน่วย จากเดิม 1.68 บาทต่อหน่วย &amp;nbsp;การลงทุนติดโซลาร์รูฟจึงน่าสนใจและคุ้มค่าขึ้นอีกขั้น บริษัท จึงวางแผนที่จะผลักดันสินค้าและบริการให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้ามากขึ้น โดยสำหรับปี 2564 นี้ วางเป้าหมายเข้าถึงลูกค้า 2 กลุ่ม คือ กลุ่มงานบ้าน และโดยเฉพาะกลุ่มงานโรงงาน &amp;ndash; อาคาร ที่มีการใช้ไฟกลางวันต่อเนื่อง &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เพื่อตอบโจทย์ความต้องการลดรายจ่ายค่าไฟฟ้าให้เจ้าของธุรกิจ &amp;nbsp;โดยมีความพร้อมทั้งทีมวิศวกรที่จะให้คำปรึกษาด้านการจัดการพลังงาน เพื่อประสิทธิภาพการใช้งานระบบโซลาร์อย่างสูงสุด &amp;nbsp;ซึ่งการติดโซลาร์รูฟในภาคธุรกิจมีจุดคุ้มทุนภายใน 5-6 ปีเท่านั้น &amp;nbsp;รวมถึงมีบริการให้คำปรึกษาด้านการลงทุน เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการลงทุนของแต่ละธุรกิจที่แตกต่างกัน &amp;nbsp;โดยบริษัทมีทีมติดตั้งที่พร้อมให้บริการทั่วประเทศ &amp;nbsp;ตั้งเป้าเติบโตปลายปี 2564 &amp;nbsp;กว่า 600%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ภาพรวมตลาดโซลาร์ทั่วโลกมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคครัวเรือน รวมถึงในประเทศไทยตลาดโซลาร์ก็มีการเติบโตต่อเนื่องเช่นเดียวกัน มีมูลค่าตลาดสูงถึง 8,200 ล้านบาท &amp;nbsp;จากพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไป โซลาร์รูฟจึงเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น &amp;nbsp;แต่ความรู้ความเข้าใจในระบบโซลาร์ของลูกค้ายังมีไม่มาก ทางเอสซีจี โซลาร์รูฟ โซลูชั่น จึงพัฒนารูปแบบสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอย่างครบวงจร &amp;nbsp;โดยเรามีการผลักดันช่องทางการขายและทำการตลาดผ่านดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง &amp;nbsp;ส่งผลให้ปีที่ผ่านมายอดขายของเอสซีจี โซลาร์รูฟ โซลูชั่น เติบโตเกือบ 200%&amp;rdquo; นายธงชัย กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93368</URL_LINK>
                <HASHTAG>เอสซีจี รูฟฟิ่ง, โซลาร์รูฟ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190111/image_big_5c388986a0608.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45973</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/09/2019 16:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/09/2019 16:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> “บ้านปูฯ” อัดโปรโมชั่นใหม่“ชวนเพื่อนติดโซลาร์รูฟ รับเงินสูงสุด 500,000 บาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
&amp;ldquo;บ้านปูฯ&amp;rdquo; ชวนคนไทยร่วมสร้างโลกสีเขียว ส่งโปรโมชั่นใหม่&amp;ldquo;แนะนำเพื่อนติดตั้งโซลาร์รูฟกับบ้านปูฯ รับเงินสูงสุด 500,000 บาท&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
ด้วยการขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้กลยุทธ์ &amp;ldquo;Greener &amp;amp; Smarter&amp;rdquo; ของบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำธุรกิจพลังงานแบบครบวงจรแห่งเอเชีย-แปซิฟิก จัดโปรโมชั่นเพื่อชวนคนไทยร่วมสร้างโลกสีเขียว ผ่านการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดที่มีความเสถียร ราคาเหมาะสม และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยผลักดันให้ประเทศไทยสู่สมาร์ทซิตี้ได้เร็วขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีพลังงานของบ้านปูฯ ในฐานะผู้ให้บริการด้านการวางระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และสมาร์ทซิตี้โซลูชันแบบครบวงจรที่ผสานเทคโนโลยีหลากรูปแบบและทันสมัย จัดโปรโมชั่นสุดพิเศษ &amp;ldquo;แนะนำเพื่อนติดตั้งโซลาร์รูฟกับบ้านปูฯ รับเงินสูงสุด 500,000 บาท&amp;rdquo; โดยผู้เข้าร่วมโปรโมชั่นจะได้รับสิทธิพิเศษ 3 ต่อทันที ต่อที่ 1 คุณได้ เพียงแนะนำเพื่อนที่เป็นผู้ประกอบการมาติดตั้งโซลาร์รูฟกับบ้านปูฯ จะได้รับเงินสูงสุดถึง 500,000 บาทต่อโครงการ1 เมื่อเพื่อนเซ็นสัญญาภายใน 29 ก.พ. 2563 ต่อที่ 2 เพื่อนได้ ผู้ติดตั้งได้ประหยัดเงินลงทุน ฟรี!ค่าดูแลรักษาระบบ พร้อมรับส่วนลดค่าไฟสูงสุด 25%2 เมื่อเซ็นสัญญาภายใน 29 ก.พ. 2563 และต่อที่ 3 โลกได้ คุณและเพื่อนจะได้ช่วยสร้างโลกสีเขียวจากการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เข้าสู่ชั้นบรรยากาศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โปรโมชั่นนี้มีแพ็คเกจพิเศษให้เลือกติดตั้งถึง 4 แบบ ดังนี้ 1.ขนาดติดตั้ง 30-100 กิโลวัตต์ ช่วยลด CO2 ได้สูงสุด 80 ตัน/ ปี ได้ส่วนลดค่าไฟฟ้าจากโซลาร์ 10% &amp;nbsp;2.ขนาดติดตั้ง 101-500 กิโลวัตต์ ช่วยลด CO2 ได้สูงสุด 400 ตัน/ ปี ได้ส่วนลดค่าไฟฟ้าจากโซลาร์ 15% 3.ขนาดติดตั้ง 501-999 กิโลวัตต์ ช่วยลด CO2 ได้สูงสุด 800 ตัน/ ปี ได้ส่วนลดค่าไฟฟ้าจากโซลาร์ 20% &amp;nbsp;4.ขนาดติดตั้ง 1 เมกะวัตต์ขึ้นไป ช่วยลด CO2 ได้มากกว่า 800 ตัน/ ปี ได้ส่วนลดค่าไฟฟ้าจากโซลาร์ 25% ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครเข้าร่วมโปรโมชั่นได้ที่ www.banpuinfinergy.co.th, Facebook.com/banpuinfinergy, หรือ ID Line @banpuinfinergy &amp;nbsp;ตั้งแต่วันนี้-31 ธันวาคม 2562 หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ลูกค้าสัมพันธ์ โทร.02-095-6599 หรือ contact@banpuinfinergy.co.th
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45973</URL_LINK>
                <HASHTAG>บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน), บ้านปู, โซลาร์รูฟ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190917/image_big_5d80a7e4e3526.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15638</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/08/2018 08:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/08/2018 08:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กฟผ.เตรียมงบปรับโรงไฟฟ้าเก่ารองรับพลังงานทดแทน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กฟผ.เตรียมงบอัปเกรดระบบควบคุมโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ แต่เทคโนโลยีเก่า ให้ยืดหยุ่นรองรับการใช้ไฟจากโซลาร์ที่เพิ่มขึ้น ตั้งเป็นแผนระยะ 3-5 ปี ชี้เริ่มเปิดประมูลผู้เข้ามาดำเนินการปี 62 คาดใ้ช้งบ มากกว่า 100 ล้านบาท ต่อ 1 ยูนิต

นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร รองผู้ว่าการพัฒนาธุรกิจ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยภายหลังราวเสวนาเปิดงานประชุมวิชาการและนิทรรศการ &amp;quot;IEEE PES GTD ASIA 2019 : Big Shift in Power and Energy in Thailand&amp;quot; ว่า กฟผ.กำลังศึกษาเพื่อปรับเปลี่ยนและพัฒนาโรงไฟฟ้าของ กฟผ. ที่เป็นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ มีประสิทธิภาพแต่ยังเป็นเทคโนโลยีเก่า เพื่อให้มีการรองรับการเข้ามาของไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน โดยเฉพาะแสงอาทิตย์(โซลาร์) ที่ปัจจุบันเริ่มมีการผลิตอย่างแพร่หลายมากขึ้น แต่ไม่สามารถรองรับความต้องการได้ 24 ชั่วโมง ซึ่ง กฟผ. ยังต้องเดินเครื่องเพื่อรองรับการใช้ไฟในช่วงที่พลังงานทดอทนผลิตไม่ได้อยู่ ซึ่งจากเดิมยังไม่มีเทคโนโลยีที่จะลดกำลังการผลิตมาให้ต่ำสุดได้จึงต้องเดินเครื่องอย่างเต็มที่ ทำให้เสียต้นทุนการผลิตไปในช่วงที่ไม่มีการใช้ไฟ

ทั้งนี้การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อควบคุมระบบการเดินเครื่องของโรงไฟฟ้าให้ลดลงมาต่ำสุดได้ในช่วงที่ไม่ได้ใช้ไฟฟ้า ซึ่ง กฟผ. จะต้องพิจารณาจากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่มีประสิทธิภาพ โดยมีกำลังการผลิตมากกว่า 300 เมกะวัตต์ขึ้นไป ซึ่งมีโรงไฟฟ้าที่เข้าข่าย อาทิ โรงไฟฟ้าวังน้อย จ.อยุธยา , โรงไฟฟ้าบางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา , โรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง , โรงไฟฟ้าจะนะ จ.สงขลา และโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ จ.กรุงเทพ โดยคาดว่าการปรับเปลี่ยนจะต้องใช้งบประมาณ 100 ล้านบาทต่อ 1 ยูนิต โดยเป็นการใช้เทคโนโลยีของต่างชาติ ซึ่งจะเริ่มเปิดประมูลได้ภายในปี 2562

&amp;quot;เราต้องใช้เทคโนโลยีของบริษัทต่างชาติ แบบโออีเอ็ม อาทิ ซีเมนส์ มิตซูบิชิ หรือจีอี ให้เข้ามาประมูลเนื่องจากโครงการนี้มีมูลค่าสูง ทั้งนี้แผนดังกล่าวเป็นแผน 3-5 ปี โดยเทคโนโลยีที่นำเข้ามายังสามารถปรับใช้กับโรงไฟฟ้าที่อื่น ๆ ได้ด้วย เพิ่มลดต้นทุนของ กฟผ. และรองรับการเข้ามาของโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน&amp;quot;นายบุญญนิตย์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15638</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฟผ., ธุรกิจโรงไฟฟ้า, พลังงานทดแทน, โซลาร์รูฟ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180325/image_big_5ab70fcc551c2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15023</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/08/2018 07:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/08/2018 07:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บีซีพีจีเซ็งสภาพแสงแดดไม่เป็นใจ ทำกำไรหด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บีซีพีจี โอดผลการดำเนินงานหด กำไรไตรมาส 2 ของปี 61 อยู่ที่ 419 ล้านบาท ลดลง 9.4% ชี้เป็นผลจากความเข้มข้นของแสงอาทิตย์ไม่ดีฉุดกำลังการผลิตหด การขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน หวังครึ่งปีหลังจะเติบโตจากโครงการโซลาร์รูฟที่เริ่มซีโอดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายบัณฑิต สะเพียรชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า รายได้ในไตรมาสที่ 2 &amp;nbsp;ของปีนี้ บริษัทฯ มีการรับรู้ผลการดำเนินงานจากการจำหน่ายไฟของบริษัทฯและรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนในบริษัทย่อย โดยบริษัทฯ มีรายได้จากการขายไฟฟ้าประมาณ 874 ล้านบาท ลดลง 1.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุเกิดจากความเข้มของแสงอาทิตย์ในไตรมาสที่ 2/2561 ลดลงทั้งในประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นส่งผลให้กำลังการผลิตไม่ดีเท่าที่ควร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ไตรมาส 2/61 มีกำไรสุทธิ 419 ล้านบาท ลดลง 9.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกําไร 462.5 ล้านบาท มาจากปีที่แล้วมีการบันทึกรายการพิเศษจากการเข้าซื้อกิจการในประเทศญี่ปุ่น 139.9 ล้านบาท การเพิ่มขึ้นของต้นทุนทางการเงินจากการลงทุนเพื่อขยายธุรกิจ และมีการบันทึกกําไรพิเศษจากการดำเนินงานในธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานลมที่ประเทศฟิลิปปินส์จำนวน 53.1 ล้านบาท ขณะที่ งวดครึ่งปีแรกปี 61 มีกำไรสุทธิ 770.14 ล้านบาท ลดลง 25.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 1,039.66 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ บริษัทฯ ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งสิ้น 66.7 ล้านบาท ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการบริหาร ลดลง 27.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้บริษัทฯ มีกำไรสุทธิประมาณ 419 ล้านขณะที่ไตรมาสที่ 2/61 กลุ่มบริษัทมีสินทรัพย์รวมเท่ากับ 33,388 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 4.8% เทียบกับสิ้นปีก่อน สำหรับหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเป็น 18,206 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.9% เทียบกับสิ้นปีก่อน และมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน 1.32 เท่า ณ สิ้นไตรมาส เพิ่มขึ้นล็กน้อยจาก 1.23 เท่า ณ สิ้นปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงครึ่งหลังของปี 2561 บริษัทฯ ยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยโครงการโซลาร์ฟาร์มสำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตรกับองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปภัมภ์ (อผศ.) ของบริษัทฯ ที่จังหวัดสระบุรีและกาญจนบุรี ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์(ซีโอดี) ในเดือนก.ค.ที่ผ่านมา และเริ่มรับรู้รายได้ด้วยอัตราการรับซื้อไฟฟ้าแบบฟีดอินทารีฟ(FiT) ที่ 4.12 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 25 ปี โดยมีกำลังการผลิตตามสัญญาที่ 8.94 เมกะวัตต์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการขยายธุรกิจยังคงเป็นไปตามแผนที่ตั้งไว้ อาทิ การดำเนินการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในโครงการต่างๆ &amp;nbsp;การดำเนินการก่อสร้างและพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมที่อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 10 เมกะวัตต์ โดยโครงการนี้ได้รับอัตราการรับซื้อไฟฟ้าแบบอัตราส่วนเพิ่ม (adder) ที่ 3.5 บาท จากค่าไฟฐาน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15023</URL_LINK>
                <HASHTAG>การผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์, บัณฑิต สะเพียรชัย, บีซีพีจี, แสงแดด, โซลาร์รูฟ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180809/image_big_5b6b88b7474d8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
