<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>104804</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2021 16:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2021 16:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กกพ.นำร่องเปิดรับซื้อไฟจากโซลาร์รูฟท็อปสำหรับกลุ่มโรงเรียน สถานศึกษา โรงพยาบาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 พ.ค. 2564 นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษกของ กกพ. เปิดเผยว่า ตามมติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2563 ได้เห็นชอบแนวทางการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (พีดีพี2018) ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 (rev.1) โดยให้ขยายผลไปยังกลุ่มโรงเรียน สถานศึกษา โรงพยาบาล และสูบน้ำการเกษตร (โครงการนำร่อง) เพื่อสนับสนุนให้กลุ่มดังกล่าวสามารถผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เอง ส่วนที่เหลือใช้สามารถขายเข้าสู่ระบบได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้กกพ. จึงได้ออกประกาศเชิญชวนรับซื้อไฟฟ้าโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา สำหรับกลุ่มโรงเรียน สถานศึกษา โรงพยาบาล และสูบน้ำเพื่อการเกษตร (โครงการนำร่อง) เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2564 ที่ผ่านมา ภายหลังจากที่ระเบียบ กกพ. ว่าด้วยการจัดหาไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา สำหรับกลุ่มโรงเรียน สถานศึกษา โรงพยาบาล และสูบน้ำเพื่อการเกษตร (โครงการนำร่อง) โดยการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายทั้ง การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จะเปิดรับคำเสนอขอขายไฟฟ้า ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. - 30 ก.ย. 64&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กกพ. ได้ออกประกาศเชิญชวนรับซื้อไฟฟ้าภายใต้โครงการดังกล่าวครั้งนี้ มีปริมาณการรับซื้อไฟฟ้ารวมทั้งสิ้น 50 เมกะวัตต์ แบ่งออกเป็น พื้นที่กฟน. จำนวน 12 เมกะวัตต์ ประกอบไปด้วย โรงเรียน สถานศึกษา รวม 6 เมกะวัตต์ และโรงพยาบาล 6 เมกกะวัตต์ พื้นที่ กฟภ.จำนวน 38 เมกะวัตต์ ประกอบไปด้วย โรงเรียน สถานศึกษา รวม 14 เมกะวัตต์ โรงพยาบาล 14 เมกะวัตต์ และผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทสูบน้ำเพื่อการเกษตร 10 เมกะวัตต์ โดยมีระยะเวลารับซื้อไฟฟ้าไม่เกิน 10 ปี และมีกำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (ซีโอดี) ภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2564&amp;rdquo; นายคมกฤช กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายคมกฤช กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการดังกล่าวเป็นโครงการนำร่อง โดยขยายผลจากโครงการพลังงานแสงอาทิตย์โซลาร์ภาคประชาชน ไม่เกิน 10 กิโลวัตต์ เป็นกลุ่มโรงเรียน สถานศึกษา โรงพยาบาล และผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทสูบน้ำเพื่อการเกษตร ขนาดไม่เกิน 200 กิโลวัตต์ โดยที่สำนักงาน กกพ. จะรวบรวมข้อมูลความสนใจของกลุ่มต่างๆ รวมทั้งปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงานหลังจากเสร็จสิ้นโครงการ เพื่อปรับปรุงแนวทางการสนับสนุนการผลิตและใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสดงอาทิตย์ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104804</URL_LINK>
                <HASHTAG>รับซื้อไฟ, สำนักงาน กกพ., โซลาร์รูฟท็อป</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210509/image_big_6097bea837046.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99864</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/04/2021 18:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/04/2021 18:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อยู่ให้คุ้มค่า! ด้วยบ้านโซลาร์เซลล์ ฟังก์ชันด้วยนวัตกรรมตอบโจทย์ทุก GEN</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ช่วงนี้อากาศร้อนจัด! จนทำให้หลายๆ คนต้องหันมาพึ่งเครื่องปรับอากาศ (แอร์) พัดลม ช่วยคลายความร้อน แต่นั่นก็ต้องแลกมากับบิลค่าไฟที่ต้องควักจ่ายสูงขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว...แน่นอนว่ายังมีผู้ที่โชคดีที่สามารถพลิกวิกฤติจากอากาศที่ร้อนจัดของเมืองไทย แปลงแสงแดดให้ลดค่าใช้จ่าย แถมเพิ่มรายได้อีกทางจากบ้านโซลาร์เซลล์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องด้วยเทคโนโลยีการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคาที่อยู่อาศัย (โซลาร์รูฟท็อป) หรือบ้านโซลาร์เซลล์ ปัจจุบันกลายเป็นเทรนด์โลกที่สามารถตอบโจทย์ด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมเพราะเป็นพลังงานสะอาดในการร่วมกันลดการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (climate change) หรือลดโลกร้อนแล้ว ยังมีต้นทุนค่าไฟเฉลี่ยที่ลดลงต่อเนื่องจนหลายส่วนคาดการณ์ว่าต้นทุนจะเท่ากับพลังงานฟอสซิลในไม่ช้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกอบกับประเทศไทยโดยกระทรวงพลังงงานยังมีนโยบายส่งเสริมพลังงานสะอาด โดยเฉพาะจากแสงอาทิตย์ ด้วยการเปิดโครงการโซลาร์ภาคประชาชน รับซื้อไฟฟ้าส่วนที่เหลือใช้จากโซลาร์รูฟท็อปปัจจุบันเพิ่มเป็น 2.20 บาทต่อหน่วย จากเดิม 1.68 บาทต่อหน่วย ซึ่งทำให้ไฟที่เหลือใช้สามารถนำไปขายสร้างรายได้อีกทางที่มีความคุ้มค่ามากขึ้น ทำให้การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์คืนทุนได้เร็วกว่าเดิม เรียกว่าประหยัดรายจ่ายที่ปกติต้องจ่ายค่าไฟแพงกว่า 3 บาทต่อหน่วยแล้ว พอช่วงใดที่ไฟเหลือก็ยังส่งขายได้อีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบัน การติดตั้งโซลาร์ฯ ในบ้านที่อยู่อาศัยและอาคารโรงงาน โรงพยาบาลจึงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นและได้เปลี่ยนแปลงตลาดพลังงานไปอย่างสิ้นเชิง เพราะทำให้คนที่เคยเป็นเพียงผู้บริโภค หรือ Consumer กลายเป็นผู้ผลิตและผู้บริโภคอยู่ในคนคนเดียวกัน หรือ Prosumer ซึ่งตลาดในต่างประเทศได้เติบโตอย่างมาก คาดว่าในที่สุดไทยจะเดินตามทิศทางของโลกอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านที่อยู่อาศัยเพื่อผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ สำหรับใครสักคนหนึ่งที่กำลังมองหาบ้านใหม่เริ่มกลายเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น เพราะมีการติดตั้งมาให้พร้อมสรรพ เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ซื้อ และหนึ่งในผู้นำการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ตอบโจทย์ดังกล่าวก็เพื่อรองรับอนาคตไว้ให้ลูกบ้านหมดแล้ว คงหนีไม่พ้น &amp;ldquo;บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)&amp;rdquo; หรือ SENA
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวเกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ SENA กล่าวว่า เป็นการออกแบบรายละเอียดของฟังก์ชันที่เข้ามาตอบโจทย์ไว้ให้คนรักบ้านทั้งหมดแล้ว ตั้งแต่การลดค่าใช้จ่ายให้ผู้อยู่บ้านช่วงกลางวัน โดยเฉพาะในช่วงโควิด-19 ที่ทำให้ใครหลายคนต้องมาทำงานที่บ้าน (Work From Home) หยุดกิจกรรมนอกบ้าน กลับมาใช้ชีวิตอยู่กับบ้านมากขึ้น ส่งผลให้การใช้ไฟโดยเฉพาะจากเครื่องปรับอากาศเพิ่มขึ้นตามไปด้วย และหากไฟฟ้าเหลือใช้ SENA ยังได้ผลักดันลูกบ้านเข้าร่วมโครงโซลาร์ภาคประชาชน เพื่อขายไฟที่เหลือเข้าระบบรัฐ ระยะแรก 6 โครงการ 164 ราย คิดเป็นจำนวนขายไฟฟ้าเข้าระบบ 394.40 กิโลวัตต์ และล่าสุดอีก 7 โครงการ รวม 237 ราย นับเป็นการเพิ่มรายได้ที่คำนวณหักลบแล้วก็จะทำให้รายจ่ายต่ำลงอย่างมาก เหมาะกับยุควิถีใหม่ (New Normal) อย่างแท้จริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บ้านของใครวันนี้อาจจะไม่ใช่เป็นการซื้อบ้านหลังแรก แต่จะเป็นบ้านที่พวกเขาต้องอยู่ไปตลอดชีวิต โครงการ SENA ทั้ง 17 โครงการในปีนี้ต้องตอบสนองความสะดวกสบาย มีฟังก์ชันใช้งานครบและเหมาะกับคนทุกกลุ่ม และเป็นบ้านโซลาร์เซลล์เพื่อตอบโจทย์พลังงานสะอาด ลดโลกร้อน แม้แต่โครงการบ้านขนาดเล็ก หรือทาวน์โฮม เราก็ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ให้ ขนาด 1.28 กิโลวัตต์ เมื่อประหยัดค่าไฟได้ก็สามารถนำเงินไปผ่อนบ้านได้ และที่สำคัญต่อให้อายุในการซื้อบ้านครั้งแรกเป็นวัยทำงาน แต่บ้านต้องสามารถอยู่ได้แม้จะเข้าสู่ช่วงผู้สูงอายุ ก็ต้องอยู่บ้านได้อย่างสะดวกสบาย และมีความสุข เป็นการลงทุนครั้งเดียวที่คุ้มค่า&amp;rdquo; นางเกษรากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม เขาย้ำให้เห็นว่า บ้านที่ติดตั้งแผงโซลาร์ฯ ก็ใช่ว่าจะเหมือนกัน เพราะรัฐส่งเสริมมากขึ้นทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากมาย ดังนั้นการเลือกโซลาร์เซลล์ต้องเลือกจากบริษัทที่มีความมั่นคง มีความน่าเชื่อถือ มีมาตรฐานระดับสากล ที่จะทำให้มั่นใจได้ว่าแผงโซลาร์ฯ ที่มีอายุถึง 25 ปีจะอยู่ได้ครบจริงๆ เพราะหากบริษัทที่ไปซื้อแผงโซลาร์เซลล์ที่ไม่สามารถอยู่ถึง 25 ปี การซ่อมบำรุง ดูแลรักษา ประกันจะทำอย่างไร ดังนั้นควรศึกษาแผงโซลาร์เซลล์ ตัวแปลงไฟ สายไฟและอุปกรณ์ต่างๆ ก่อนการติดตั้งให้มีคุณภาพดี และการดูแลหลังการขายที่ครบวงจร และเป็นมืออาชีพ มีความรู้และประสบการณ์จริง เพื่อความปลอดภัยและความคุ้มค่าในการใช้งาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นอกจากนี้ SENA ยังนำเทคโนโลยีมาติดตั้งในบ้าน เพื่ออำนวยความสะดวกสบายยิ่งขึ้น รวมถึงมีฟีเจอร์ระบบที่เรียกว่า SOS ช่วยดูแลคุณยามฉุกเฉินตลอด 24 ชม., Triple Security สามารถดู CCTV เชื่อมโยงผ่าน App 360&amp;deg; ช่วยให้คุณสะดวกสบายตลอด 24 ชม. ตอบโจทย์วิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ที่มีผู้สูงอาศัยอยู่บ้านเพียงลำพัง และมีการออกแบบห้องอเนกประสงค์ชั้นล่าง เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนเป็นห้องทำงาน หรือห้องผู้สูงอายุในอนาคตได้ ปลั๊กไฟถูกออกแบบให้สูงกว่าพื้น 40 ซม. เพื่อผู้สูงอายุสามารถเสียบปลั๊กได้เองโดยไม่ต้องก้ม เป็นต้น เหล่านี้จึงเข้ามาตอบโจทย์ให้กับทุกช่วงจังหวะชีวิตของผู้อยู่อาศัย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;การพัฒนาโครงการบ้านเดี่ยว คอนโดมิเนียม ทาวน์โฮม ทุกโครงการของเสนาจะติดตั้งโซลาร์เซลล์ โดยในปี 2564 มีเป้าหมายที่จะเปิดทั้งหมด 17 โครงการ เพราะเรามุ่งที่จะตอบสนองให้คนรักบ้านมีครบทุกฟังก์ชัน ทั้งความสะดวกสบาย ลดค่าใช้จ่าย ลดโลกร้อน ที่สำคัญต้องเป็นบ้านที่ตอบโจทย์ 3 เจเนอเรชั่น หรือเหมาะสมกับทุกช่วงวัยของชีวิตตั้งแต่เด็ก วัยรุ่น ไปสู่สังคมสูงวัย จากการเปิดโครงการที่น่าสนใจที่จะได้เห็นในช่วง ต้นเดือน พ.ค.นี้ ภายใต้แบรนด์เสนา เวล่า เทพารักษ์-บางบ่อ&amp;rdquo; นางเกษรากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการเสนา เวล่า เทพารักษ์-บางบ่อ เป็นทาวน์โฮมแนวคิดใหม่ที่ร่วมกับพันธมิตรธุรกิจญี่ปุ่น บ.ฮันคิว ฮันชิน พร็อพเพอร์ตี้ส์ คอร์ป จำกัด ได้นำการออกแบบในแนวคิดญี่ปุ่น &amp;ldquo;Geo fit+&amp;rdquo; มาปรับใช้ให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคในประเทศไทย เพื่อสร้างที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพ ได้ทั้งการประหยัดพลังงาน สิ่งแวดล้อมที่ดี รองรับทุกไลฟ์สไตล์ และใส่ใจทุกดีเทลที่มีความปลอดภัยให้กับลูกบ้าน ด้วยนวัตกรรมการออกแบบความสะดวกที่หลากหลายในความเป็นส่วนตัว จากรูปแบบของที่อยู่อาศัยทาวน์โฮมในอดีตที่มีผนังเดียวกัน ปัจจุบันได้ออกแบบแยกผนังกั้นเพื่อให้ความรู้สึกที่อยู่อาศัยเสมือนการอยู่บ้านเดี่ยว เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แนวโน้มเทคโนโลยีแผงโซลาร์เซลล์ปัจจุบันเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของประสิทธิภาพ ที่จะมีขนาดการใช้พื้นที่ในการติดตั้งน้อยแต่ได้ไฟในปริมาณที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเทรนด์ของโลกกำลังมาแรง เพราะไม่เพียงตอบโจทย์เป็นพลังงานสะอาดช่วยลดโลกร้อน แต่ยังช่วยให้การผลิตไฟฟ้ามีการพึ่งพาตนเองมากขึ้นในการลดค่าใช้จ่าย....&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99864</URL_LINK>
                <HASHTAG>นางสาวเกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์, บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)” หรือ SENA, เสนา, โซลาร์รูฟท็อป</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200921/image_big_5f6878263d3a3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19927</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/10/2018 09:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/10/2018 09:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอกชนลุ้นพีดีพีใหม่ดันลงทุนโซลาร์รูฟฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอกชนเผยเทคโนโลยีเปลี่ยนกดแผงโซลาร์ต่ำลงต่อเนื่อง ส่งผลโซลาร์รูฟท็อปมาแรง แถมแบตเตอรี่เริ่มถูก ทำให้เกิดความมั่นคงมากขึ้น พร้อมร่วมประสานเสียงหนุนกระทรวงพลังงานขับเคลื่อนพีดีพีใหม่ที่สนับสนุนโซลาร์รูฟท็อปเต็มพิกัด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายดุสิต เครืองาม ประธานอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ไทยและกรรมการในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน &amp;nbsp; เปิดเผยว่า ขณะนี้การลงทุนผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ติดตั้งบนหลังคาที่อยู่อาศัย(โซลาร์รูฟท็อป)ลงทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 100,000-300,000 บาทเท่านั้นและมีความคุ้มทุนภายใน 6-7 ปีจึงถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่เข้าถึงครัวเรือนแล้ว และทำให้เอกชนรายใหญ่หันมาผลิตเองใช้เอง(IPS)มากขึ้นดังนั้นหากกระทรวงพลังงานทำแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า(PDP 2018) ปี 2561-80 ให้เสร็จภายในสิ้นปีนี้และเกิดความชัดเจนนโยบายโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชนก็เชื่อว่าจะทำให้การลงทุนติดตั้งมีมากขึ้นในปี2562&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo; การปฏิรูปพลังงานมุ่งเน้นการเปิดเสรีโซลาร์รูฟท็อปที่ให้ผลิตเองใช้เองเป็นหลักหากเหลือขายก็จะเป็นสิ่งที่ดีเพราะจะเป็นประโยชน์กับประเทศเพราะราคารับซื้อสามารถกำหนดเท่ากับราคาขายส่งได้และอนาคตเชื่อว่าจะต่ำกว่าราคาขายปลีก ซึ่งกระทรวงฯเองมีแนวทางทำโซลาร์ภาคประชาชนที่จะมีการรับซื้อส่วนที่เหลือก็ถือว่าจะทำให้ประชาชนที่คิดจะติดตั้งไม่ต้องกังวลว่าถ้าไฟเหลือแล้วจะไหลเข้าระบบไม่ได้แต่หากระบบสายส่งรองรับไม่ได้มากก็สามารถจำกัดการรับซื้อช่วงแรกที่อาจกำหนดว่าปีละเท่าใด&amp;rdquo;นายดุสิต กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามกรณีก่อนหน้านี้รัฐมีแนวคิดที่จะเก็บค่าสำรองไฟฟ้า(Backup Rate)สำหรับโซลาร์รูฟท็อปล่าสุดนายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รมว.พลังงานเองระบุชัดเจนว่าไม่มีนโยบายดังกล่าว ซึ่งจากการ ศึกษาของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานคาดว่าใน 20 ปีข้างหน้าไทยจะสามารถติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปผลิตไฟได้รวมประมาณ 10,000 เมกะวัตต์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุวิทย์ ธรณินทร์พานิช เลขาธิการกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวว่า การลงทุนผลิตไฟพลังงานแสงอาทิตย์เดิม 1 เมกะวัตต์ลงทุนสูงถึง 125 ล้านบาทแต่ขณะนี้เหลือ 25 ล้านบาท แบตเตอรี่อดีต1,000เหรียญฯต่อกิโลวัติชั่วโมงเหลือ 250-300 เหรียญฯขณะที่รอบแบตเตอรี่ก็ใช้ได้มากขึ้น หากราคาแบตเตอรี่อาจลดลงเหลือระดับ 100 เหรียญฯคาดว่าจะทำให้การผลิตไฟจากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลลำบากแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โซลาร์ฯเริ่มตอบโจทย์ความมั่นคงและยั่งยืนมากขึ้นจากนวัตกรรมเรื่องแบตเตอรี่ที่คิดว่าจะยังไม่หยุดแค่นี้ทำให้วันนี้การติดตั้งมีมากโดยเป็น 2 รูปแบบหลักคือ 1.ลงทุนผลิตเองใช้เอง 2.มีบริษัทมาลงทุนติดตั้งให้แล้วจำหน่ายไฟให้ซึ่งบริษัทขนาดใหญ่เริ่มทำมากขึ้นในเรื่องนี้และมีการแข่งขันสูงในการเสนอขายไฟที่ต่ำ&amp;rdquo;นายสุวิทย์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุเมธ สุทธภักติ รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนส.อ.ท. กล่าวว่า &amp;nbsp;ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยไฟฟ้าปรับเฉลี่ย ( LCOE) ของไฟฟ้าจากกังหันลมและเซลล์แสงอาทิตย์ในสหภาพยุโรปใกล้เคียงกันมากและอยู่ในระดับที่แข่งขันได้กับเชื้อเพลิงจากฟอสซิลแต่สำหรับไทยยอมรับว่าพลังงานลมLCOE ยังอยู่ระดับ 4บาทกว่าต่อหน่วยแต่หากมองความคุ้มค่าในเรื่องของสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนในระยะยาวสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมภายใต้แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP)ที่ต้องปรับปรุงใหม่ให้สอดรับกับแผนดีพีพีฉบับใหม่จะคงสัดส่วนการผลิตไว้ที่ 3,002 เมกะวัตต์เมื่อสิ้นสุดปลายแผนปี 2580&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; การมองเรื่อง Disruptive ต้องถามว่าเรามองไปไกลแค่ไหน สมาร์ทซิตี้จะเป็นทั้งเมืองหรือว่าจะเป็นเฉพาะที่จะเป็น Energy 4.0 ฯลฯ วันนี้เราต้องยอมรับว่าโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เราเองยังไม่รองรับจึงเห็นว่าการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวกับระบบไฟฟ้าทั้งหมดรัฐต้องมุ่งสิ่งนี้ส่วนเรื่องนวัตกรรมและ Disruptive เป็นเรื่องที่เอกชนจะเข้ามาทำ&amp;quot;นายสุเมธ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19927</URL_LINK>
                <HASHTAG>พลังงานแสงอาทิตย์, พีดีพีใหม่, แบตเตอรี่เริ่มถูก, โซลาร์รูฟท็อป</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181015/image_big_5bc3fd85dcdd1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13525</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/07/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เทรนด์มาแรงหยุดไม่อยู่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นโยบายการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนของประเทศไทย ถือว่ามีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องจนเป็นที่ยอมรับในภูมิภาคอาเซียน ทั้งในด้านนโยบายของรัฐ การตื่นตัวของภาคเอกชนไม่ว่าจะเป็นบริษัทผู้ผลิตไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรม รวมถึงภาคประชาชนที่ประเมินว่า มีความคุ้มค่าในการติดตั้ง โดยเฉพาะการติดตั้งการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ติดตั้งบนหลังคา (โซลาร์รูฟท็อป) ทำให้การเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ต้องรอจนกว่าจะมีการจัดทำแผนพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) ฉบับใหม่แล้วเสร็จ ซึ่งคาดกันว่าจะเป็นช่วงสิ้นปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ติดตั้งบนหลังคาที่อยู่อาศัย หรือโซลาร์รูฟท็อปนั้น แม้ว่ารัฐยังคงไม่มีนโยบายรับซื้อไฟเข้าระบบ แต่การติดตั้งเพื่อผลิตไฟใช้เองก็ได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะเทคโนโลยีมีการพัฒนาทำให้ต้นทุนค่าติดตั้งคุ้มทุนมากขึ้นตามลำดับ จึงไม่แปลกที่จะเห็นภาคธุรกิจทุกประเภทและภาคครัวเรือนต่างแห่กันติดตั้งเพื่อลดค่าใช้จ่ายกันแบบถ้วนหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัจจุบันโซลาร์รูฟท็อปขนาด 2 กิโลวัตต์ ราคาประมาณ 120,000 บาท ทำให้ผู้ลงทุนที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ ทั้งด้านการรับสิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) &amp;nbsp;หรือมาตรการรับซื้อไฟฟ้าก็สามารถคืนทุนได้ภายใน 7-8 ปี และอีก 17-18 ปี ที่เหลือถือเป็นการใช้ไฟในราคาที่ถูกมาก&amp;nbsp; เนื่องจากแผงโซลาร์เซลล์มีอายุการใช้งาน 25 ปี และค่าไฟฟ้าที่ได้เฉลี่ยไม่ถึง 3 บาทต่อหน่วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ถ้าผู้ลงทุนรายใดเป็นเจ้าของโรงงานอุตสาหกรรม สามารถนำโครงการโซลาร์รูฟท็อปเข้าไปขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอได้ สมมติว่าโครงการมีมูลค่า 10 ล้านบาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากนำไปเข้าขอรับส่งเสริมในหมวดที่ 7 ว่าด้วยกิจการบริการและสาธารณูปโภคของบีโอไอ ก็จะได้รับการลดหย่อนภาษีครึ่งหนึ่งของมูลค่าโครงการคือประมาณ&amp;nbsp; 5 ล้านบาท ซึ่งสามารถนำไปหักภาษีได้ทันที เท่ากับว่าจ่ายค่าก่อสร้างให้ผู้รับเหมาไปสิบล้านแล้วได้เงินคืนมาห้าล้าน วงเงินลงทุนก็จะลดลงเหลือแค่ 5 ล้าน หรือ 50% ระยะเวลาคืนทุนก็จะลดลงเหลือแค่ 3-4 ปีเท่านั้น...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความคุ้มค่าทั้งหมดจึงเป็นเหตุผลให้ภาคธุรกิจโดยเฉพาะกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ หันมาติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปกันมากขึ้นนั่นเอง อาทิ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA ได้แตกไลน์ธุรกิจ ตั้ง บริษัท เสนา โซลาร์ เอนเนอร์ยี่&amp;nbsp; ภายใต้การบริหารของ เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เพื่อดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานแสงอาทิตย์แบบครบวงจร ทั้งธุรกิจผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ติดตั้งบนพื้นดิน (โซลาร์ฟาร์ม) โซลาร์รูฟท็อปการให้คำปรึกษาการออกแบบการติดตั้ง ตลอดจนการบริการหลังการขาย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ บอสใหญ่ของ SENA ถึงกับออกปากทันทีว่า &amp;ldquo;ขณะนี้มีผู้สนใจติดตั้งแผงโซลาร์มากยิ่งขึ้น เพราะมีความคุ้มทุนในการประหยัดพลังงานประกอบกับแผงโซลาร์มีราคาลดลงต่อเนื่อง ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ลูกบ้านในโครงการของเราเท่านั้น แต่รวมทั้งลูกค้าทั่วไปสนใจต้องการติดตั้งเพิ่มด้วยเช่นกัน โดยมีอัตราการเติบโตปีละกว่า 20% และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม กระแสการตื่นตัวในเรื่องการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมีมากขึ้น ขณะที่ภาครัฐเองที่ผ่านมาโดยคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ได้มีการวางแนวทางการปฏิรูปพลังงานเอาไว้ ซึ่งหนึ่งในแนวทางการปฏิรูปคือ การการส่งเสริมให้เกิดโซลาร์รูฟท็อปเสรี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ก็ดูเหมือนว่ากติกาต่างๆ ที่จะตอบโจทย์ของคำว่าเสรีในเรื่องนี้ จะยังไม่ชัดเจนนักในทางปฏิบัติ ดังนั้นรัฐจำเป็นต้องเตรียมพร้อมในทุกๆ ด้าน เพราะโซลาร์รูฟท็อปถึงรัฐจะไม่เปิดรับซื้อไฟยังไงก็มาแน่!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และที่ลืมกันไม่ได้คือ เมื่อถึงเวลาสิ้นอายุการใช้งานของแผงโซลาร์ ก็ต้องมีกระบวนการกำจัดอย่างถูกวิธีเพราะอย่าลืมว่านั่นคือขยะอุตสาหกรรมที่ทำลายสิ่งแวดล้อม!.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;บุญช่วย&amp;nbsp; ค้ายาดี &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13525</URL_LINK>
                <HASHTAG>SENA, กระจกไร้เงา, บริษัท เสนา โซลาร์ เอนเนอร์ยี่, บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน), บีโอไอ, บุญช่วย  ค้ายาดี, โซลาร์รูฟท็อป, โรงงานอุตสาหกรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10858</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/06/2018 10:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/06/2018 10:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุ้นพลังงานไฟเขียวโซลาร์รูฟรอบใหม่ปลายปี รับซื้อราคา 2.44 บาท/หน่วย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังกล่าวปาฐกถาในงาน &amp;ldquo;ASEAN Sustainable Energy Week 2018&amp;rdquo; ที่จัดโดยบริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด ว่าตอนนี้กระทรวงกำลังศึกษาแนวทางการส่งเสริมผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ ติดตั้งบนหลังคา(โซลาร์รูฟท็อป) โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งโซลาร์รูปท็อปจะจัดเป็นหนึ่งในพลังงานทดแทนที่อยู่ในแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานทางเลือก(เออีดีพี) ซึ่งจะมีความเชื่อมโยงกับการพัฒนาสมาร์ทกริด โดยพลังงานทดแทนตามเป้าหมายที่กระทรวงตั้งไว้ยังคงเดิมคือ 30% ในปี 2579 จากปัจจุบันอยู่ที่ 10%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้แผนดังกล่าวยังไม่มีการสรุปว่าจะรับซื้อหรือไม่ กี่เมกะวัตต์และในรูปแบบใด ซึ่งต้องรอผลการศึกษา โดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานเป็นผู้รับผิดชอบ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ซึ่งเบื้องต้นกำหนดว่าหากมีการรับซื้อไฟฟ้าจะไม่ให้เกิน 2.44 บาทต่อหน่วย โดยยืนยันว่าการเดินหน้าพลังงานทดแทนเป็นหนึ่งในนโยบายหลังของประเทศในอาเซียน โดยหน่วยงานด้านพลังงานระหว่างประเทศคาดว่าความต้องการพลังงานจะเพิ่มขึ้นเป็น 37% ภายในปี 2583 โดย 20% จะเป็นพลังงานทดแทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามจึงจำเป็นต้องสร้างความมั่นใจว่าจะสามารถเข้าถึงบริการด้านพลังงานที่ทันสมัยและราคาไม่แพงและเชื่อถือได้ เพิ่มส่วนแบ่งของพลังงานหมุนเวียนและใช้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นสองเท่า และต้องกระชับความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าถึงการวิจัยและเทคโนโลยีด้านพลังงานที่สะอาด โดยกระทรวงจะเพิ่มปริมาณอุปทานให้กับการจัดหาพลังงานหมุนเวียนของเราให้ได้ถึง 10% ซึ่งเน้นไปที่เป็นเชื้อเพลิงโดยชีวมวลและก๊าซชีวภาพ ให้เกิดโรงงานผลิตชีวภาพมากกว่า 3,000 เมกะวัตต์
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10858</URL_LINK>
                <HASHTAG>พลังงานทดแทน, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน, ศิริ จิระพงษ์พันธ์, โซลาร์รูฟท็อป</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180607/image_big_5b18ac598a6b0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9123</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/05/2018 08:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/05/2018 08:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ศิริ&quot;ลั่นไม่ล้มส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อป แต่คงไม่ถึงกับเปิดเสรี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ศิริ&amp;rdquo;ลั่นไม่ล้มโซลาร์รูฟท็อป จ่อศึกษาเปิดส่งเสริมให้ผลิตได้ภายในสิ้นปีนี้ ย้ำจะเป็นพลังงานแกนหลักของประเทศ พร้อมสั่งกฟผ. ร่วมเอสซีจี ลุยโครงการโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ พร้อทเปิดทางเอกชนอื่นเข้าร่วมกำลังผลิตรวม 500-1,000เมกฯ กำหนดราคาที่ 2.40-2.50 บาท/หน่วย &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานให้ความสำคัญกับแนวทางการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ติดตั้งบนหลังคาที่อยู่อาศัย(โซลาร์รูฟท็อป) ที่จะเป็นแกนหลักในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนในอนาคตที่จะบรรจุอยู่ในแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก(เออีดีพี)ที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงใหม่ โดยจะสามารถสรุปแนวทางการดำเนินงานภายในไม่เกินสิ้นปีนี้ เพื่อเปิดกว้างให้เกิดการแข่งขัน และจะดำเนินการส่งเสริมควบคู่ไปกับการสนับสนุนโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) มีแผนที่จะลงทุนราว 500-1,000 เมกะวัตต์และจะเปิดให้เอกชนเข้าร่วมการดำเนินงาน เพื่อที่จะนำไปสู่การพัฒนาและวิจัยต่อยอดเทคโนโลยีของไทยเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo; โซลาร์รูฟท็อปนั้นเราจะไม่ใช้คำว่าเสรีเพื่อให้เกิดความสับสน แต่จะเป็นอย่างไรเราขอพิจารณาให้รอบคอบอีกครั้งเพราะจะเป็นแกนหลักในระบบผลิตไฟฟ้าของประเทศในอนาคต ซึ่งจำเป็นต้องมีมาตรการที่เหมาะสมที่จะรองรับได้ แต่ราคารับซื้อคงจะไม่กำหนดที่ 2.44 บาทต่อหน่วยเช่นกับพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ เพราะมีความแตกต่างมีผู้เกี่ยวข้อจำนวนมากโดยเฉพาะครัวเรือนคิดว่าจะเปิดโครงการได้ปีนี้&amp;rdquo;นายศิริ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโซลาร์ฟาร์มแบบลอยน้ำนั้นปัจจุบันกฟผ.มีโครงการความร่วมมือกับบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เอสซีจีซึ่งสามารถผลิตไฟฟ้าได้ในระดับ 2.4-2.50 บาทต่อหน่วยซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีแรกของโลกที่ผสมผสานการผลิตไฟจากแสงอาทิตย์กับน้ำในเขื่อนที่ไม่ต้องสร้างสายส่งใหม่เพราะมีระบบต่างๆรองรับในเขื่อนอยู่แล้ว ดังนั้นหากเอกชนรายใดมั่นใจว่าสามารถผลิตไฟฟ้าในต้นทุนที่แข่งขันได้ก็สามารถเข้าร่วมดำเนินงานกับกฟผ.ได้ทันที ซึ่งขณะนี้กฟผ.อยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียดที่จะเปิดให้ร่วมดำเนินการคาดว่าจะประกาศได้ในเร็วๆ นี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9123</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฟผ., กระทรวงพลังงาน, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน), พลังงานแสงอาทิตย์, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน, ศิริ จิระพงษ์พันธ์, โซลาร์รูฟท็อป</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180420/image_big_5ad9ba6c5fd1c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>3291</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/02/2018 07:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/02/2018 08:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บางจากเดินหน้าสังคมสีเขียว ติดโซลาร์รูฟท็อปในปั๊ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายสมชัย เตชะวณิช ประธานเจ้าหน้าที่การตลาดและรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจการตลาด บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่าได้ร่วมกับ บมจ.บีซีพีจี ลงทุนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปบนหลังคาอาคารสถานีบริการน้ำมัน(ปั๊ม) และอาคารร้านค้าภายในสถานีบริการน้ำมันบางจากที่บริหารโดยบริษัท บางจาก รีเทล จำกัด โดยบริษัทจะได้รับประโยชน์จากราคาไฟฟ้าที่ต่ำลงราว 10-15% &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนั้นจะร่วมพัฒนานำนวัตกรรมอนุรักษ์พลังงานที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น IoT (Internet of Things) หรือการติดตั้งระบบเซ็นเซอร์ มาเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ซึ่งนอกจากจะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าให้กับสถานีบริการน้ำมันและร้านค้าได้อีกทางหนึ่งด้วย สอดคล้องการมีส่วนร่วมสร้างสังคม สีเขียว (Green Society) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายบัณฑิต สะเพียรชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บีซีพีจี กล่าวว่าในระยะแรกจะศึกษาและดำเนินการในปั๊มน้ำมันบางจากขนาดกลางและขนาดใหญ่ที่มีร้าน SPAR ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านกาแฟอินทนิล พร้อมทั้งธุรกิจเสริมอื่นๆ ประมาณ 10 แห่ง หลังจากนั้นจะขยายเพิ่มเติมไปยังสถานีบริการน้ำมันบางจากอื่นๆ ทั้งที่บริษัทฯ และผู้ประกอบการเป็นผู้บริหาร คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในไตรมาส 3 ของปีนี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/3291</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรีนโซเชียล, บางจาก, ปั๊ม, โซลาร์รูฟท็อป</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180216/image_big_5a86f68a793f2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
