<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116500</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/09/2021 07:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/09/2021 07:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แปลกแต่จริง! &#039;อดีตรองอธิการมธ.&#039;ชำแหละพฤติการณ์ก๊วน3นิ้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.ย. 64 - รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า แปลกแต่จริง ตอน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลก็ไปขุดคุ้ยประวัติหาความด่างพร้อยกันยกใหญ่ ว่าติดคุกที่ออสเตรเลีย เพราะค้ายาเสพติดบ้าง เคยต้องคดีฆ่าคนตายบ้าง เป็นพวกรักร่วมเพศบ้าง จากนั้นก็แขวะเขาตลอดว่าค้าแป้ง ไม่เคยว่างเว้น พูดตามจริง ร.อ.ธรรมนัส ก็พยายามอธิบายชี้แจง แต่จะชี้แจงอย่างไร ก็ไม่เคยทำให้สังคมโดยรวมหมดความคลางแคลงใจไปได้เลย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทันทีที่รู้ว่า ร.อ.ธรรมนัส พยายามล้มลุงตู่ จากนั้นถูกปลด และลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีทันทีทันใด ฝ่ายที่เคยขุดคุ้ยก็กลับลำ&amp;nbsp; ข้อกล่าวหาทั้งหลายก็มลายหายไปสิ้น ร.อ.ธรรมนัส ก็กลับกลายเป็นคนดีขึ้นมาอย่างฉับพลัน สิ่งที่แล้วมาล้วนผ่านไปแล้ว ขณะนี้เป็นคนดีแล้ว จบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่คือลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ของกลุ่ม 3 นิ้ว คือ มีความภูมิใจเหลือเกินว่าตัวเองเป็น 3 นิ้ว ไปไหนก็ยกมือชู 3 นิ้ว ใครชู 3 นิ้ว ทำอะไรล้วนไม่ผิด ละเมิดผู้อื่นก็ไม่ผิด ฝ่าฝืนกฎหมายก็ไม่ผิด ละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ก็ไม่ผิด กฎหมายต่างหากที่ผิด คนไม่ผิด เผาป้อม เผารถ ก็ไม่ผิด ถือเป็นการแสดงออกแบบสันติอย่างหนึ่ง เพราะไม่ได้ทำร้ายคน แต่พอมีตำรวจบาดเจ็บ ต่างพากันเงียบ ถ้าม็อบบาดเจ็บ ตำรวจผิดทันที ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าเป็นฝีมือของฝ่ายใด ล่าสุดม็อบตกลงมาจากที่สูง ก็ถล่มกันว่า ตำรวจถีบลงมา สุดท้ายคือหนีตำรวจแล้วตกลงมาเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนพวกที่ไม่ใช่ 3 นิ้ว ทำอะไรก็ผิดทั้งสิ้น ไม่โจมตี sinovac ก็ผิด ไม่อวย pfizer ก็ผิด ยกย่อง เชิดชูพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ก็ยังผิด ผู้ออกแบบชุดของ Lalisa แม้สวยทำได้สวยก็ไม่ชม เพราะว่าเขาเป็นสลิ่ม ใช้พื้นที่ใน social media เพื่อถล่มฝ่ายตรงข้ามกันแบบไม่ต้องยั้ง ไม่ต้องใช้ตรรกะ เหตุผล รู้จริงหรือไมรู้จริงก็ด่าไว้ก่อน ที่น่าหดหู่คือ ไม่ยับยั้งชั่งใจแม้กระทั่งกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่ประชาชนส่วนใหญ่ที่พวกเขาเรียกว่า &amp;quot;สลิ่ม&amp;quot;เคารพนับถือ และจงรักภักดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แถลงการณ์ล่าสุดของสภานักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ออกมาประณามตำรวจที่ปราบม็อบทะลุแก๊ส เป็นเครื่องยืนยัน เพราะในแถลงการณ์ นอกจากใช้คำหยาบแล้ว ในเนื้อความ มีแต่ตำรวจเท่านั้นที่ใช้ความรุนแรง ม็อบทำอะไรมองไม่เห็นทั้งสิ้น ไม่มีทั้งสิ้น ตำรวจบาดเจ็บสาหัสก็ไม่เห็น ทั้งที่คนที่มีใจเป็นธรรมทั้งประเทศเขามองเห็น เอกสารชิ้นนี้จึงไม่สมควรที่จะมีตราธรรมจักรอยู่บนหัวกระดาษเลย เพราะไม่ให้ความจริงทั้ง 2 ด้าน ทั้งยังให้ข้อมูลเท็จ และใช้คำหยาบคายอย่างไม่น่าให้อภัย ผิดวิสัยของคนธรรมศาสตร์ที่เป็นที่รู้จักกันในสังคมไทยมาช้านาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความจริงปรากฏการณ์เช่นนี้ ก็เป้นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ อย่างที่เรียกเป็นศัพท์ทางวิชาการว่า &amp;quot;tribalism&amp;quot; เพียงแต่ขณะนี้ประเทศเรากำลังเผชิญกับปรากฏการณ์นี้ทุกวัน ตลอดเวลา และไม่มีทีท่าจะลดน้อยถอยลงได้เลย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยิ่งการเข้าถึง social media ทำได้สะดวกง่ายดาย ปรากฏการณ์เช่นนี้ ยิ่งนานวัน จะยิ่งกัดกร่อนความรักความผูกพันที่เคยมีต่อกันระหว่างเพื่อน ญาติพี่น้อง เพื่อนร่วมงาน คนในสถาบันเดียวกัน กระทั่งคนในครอบครัวเดียวกัน ซึ่งนับว่าเป็นอันตรายต่อสังคมไทยของเราอย่างเหลือคณา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังที่ Umberto Eco นักคิด นักเขียน นักปรัชญา ชาวอิตาเลียน ผู้ล่วงลับได้เคยกล่าวเกี่ยวกับ social media ไว้ว่า &amp;quot;Social media gives legions of idiots the right to speak when they once only spoke at a bar after a glass of wine, without harming the community ........ but now they have the same right to speak as a Nobel Prize winner. It&amp;#39;s the invasion of the idiots.&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถอดความเป็นภาษาไทยได้ว่า &amp;quot; โซเชียล มีเดีย ให้สิทธิแก่กองทัพคนโง่เขลาได้พูด ในขณะที่เมื่อก่อนพวกเขาเพียงพูดกันในบาร์ หลังการดื่มไวน์สักแก้ว โดยไม่ได้เป็นอันตรายต่อสังคมแต่อย่างใด........ แต่เดี๋ยวนี้พวกเขากลับได้สิทธิที่จะพูดเท่าๆ กับผู้ที่ชนะได้รางวัลโนเบล มันเป็นการรุกรานของเหล่าคนโง่เขลาโดยแท้&amp;quot;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116500</URL_LINK>
                <HASHTAG>3 นิ้ว, มธ., รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร, แปลกแต่จริง, โซเชียล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210504/image_big_6090ad8c21c67.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107355</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/06/2021 12:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/06/2021 12:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘รมว.ดีอีเอส’ยันจับตาโซเชียลปลุกระดมชุมนุม24มิ.ย.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 มิ.ย.2564- นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส)กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอีเอส) ครั้งที่ 2/2564 ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ เป็นประธาน ถึงกรณีกลุ่มผู้ชุมนุมนัดเคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ต้องจับตาอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ ว่าการชุมนุมหรือเคลื่อนไหวทางการเมือดีอีเอสได้ติดตามความเคลื่อนไหวสื่อโซเซียลทั้งหมด ซึ่งหากมีการใช้ข้อความอันเป็นเท็จ ทำให้บ้านเมืองเสียหายหรือทำให้ประชาชนตื่นตระหนกก็จะผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จึงต้องปิดกั้นและดำเนินคดี จึงขอให้ระมัดระวังอย่าเอาแต่ความสะใจต้องดูด้วยว่าทำให้บ้านเมืองเสียหายหรือไม่ โดยเฉพาะวันนี้ที่กำลังป้องกันโควิด-19 เพื่อให้สามารถเปิดประเทศให้เร็วที่สุด ดังนั้นหากเกิดคลัสเตอร์หรือการแพร่ระบาดเท่ากับเป็นการซ้ำเติมประเทศให้เสียหายยิ่งขึ้น จึงขอให้ผู้ชุมนุมคิดถึงบ้านเมืองด้วย วันนี้ต้องช่วยกันเพื่อเปิดประเทศให้เร็วที่สุด
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107355</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชุมนุม, ดีอีเอส, นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, โซเชียล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210623/image_big_60d2c7ecac6b2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97613</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2021 11:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/03/2021 11:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;รมว.ดีอีเอส&#039;ป้ายแดงลั่นไม่หนักใจ ลุยปราบแก๊งทำผิดม.112ในโซเชียล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 มี.ค. 64 - ที่ทำเนียบรัฐบาล นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมครั้งที่ 1 /2554 ว่า วันนี้เป็นการทำงานวันแรกหลังได้รับตำแหน่ง โดยประชุมเรื่องกองทุนดิจิทัลฯที่จะเป็นเงินทุนใช้เกี่ยวกับการพัฒนาเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทั้งภาครัฐและเอกชน&amp;nbsp; จากนั้นในช่วงบ่ายจะเข้าปฎิบัติงานที่กระทรวงดีอีเอส เพื่อเร่งรัดงานที่ค้างอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า หนักใจในการทำงาน ในสถานการณ์ที่มีการกล่าวจาบจ้วง​ รวมถึงโจมตีรัฐบาลบนโซเชียลมีเดียหรือไม่ นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ไม่หนักใจ ค่อยๆ แก้ปัญหาไป ทุกอย่างมีทางออกและทุกเรื่องเราต้องหาทางออกร่วมกันกับทุกฝ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าจำเป็นต้องตั้งวอร์รูมเพื่อมอนิเตอร์ความเคลื่อนไหวบนโซเชียลหรือไม่ นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ยังไม่ได้หารือกันในเรื่องนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามย้ำว่า ต้องจับตาการกระทำผิดเกี่ยวกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มากขึ้นหรือไม่ นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ที่ทำอยู่ก็ดีอยู่แล้ว และกระบวนการที่ทำอยู่เป็นไปด้วยดี หากมีอุปสรรคก็คงต้องปรับแก้และทำไป ไม่น่ามีอะไรหนักใจ เพราะมาตรา 112 เป็นกฎหมายอยู่แล้ว และหน่วยงาน ทุกภาคส่วนก็บังคับใช้ตามกฎหมายนี้อยู่แล้ว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97613</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์, ดีอีเอส, ม.112, โซเชียล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210329/image_big_60614fddd1139.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96865</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/03/2021 12:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/03/2021 12:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทบ.โต้เฟกนิวส์ส่งเสบียงทหารเมียนมา แจงภาพค้าขายชายแดนปกติ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 มี.ค. 64 - พลโทสันติพงศ์ ธรรมปิยะ โฆษกกองทัพบก ชี้แจงกรณีที่มีปรากฎภาพในเพจและนำเสนอข่าวเกี่ยวกับการค้าขายในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา และมีการวิจารณ์ให้เข้าใจผิดว่าเป็นการส่งเสบียงทางทหารนั้นว่า จุดผ่านแดนถาวร จุดผ่านแดนชั่วคราว หรือด่านชายแดนในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ในปัจจุบันยังคงเปิดให้มีการผ่านเข้า-ออกภายใต้มาตรการควบคุมการป้องกันโรคโควิด-19 และ เป็นไปตามกฎหมายระเบียบในการข้ามแดนของบุคคลและสินค้า-สิ่งของโดยมีส่วนราชการในพื้นที่ปฏิบัติงานร่วมกันทั้ง ตำรวจ ฝ่ายปกครองของจังหวัด เจ้าหน้าที่ศุลกากร, เจ้าหน้าที่สาธารณสุข เป็นต้น โดยในการขนส่งสินค้าข้ามแดนต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 เป็นหลัก และพิจารณาร่วมกับกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องในการอนุญาตสินค้าบางประเภท เช่น พ.ร.บ.กักพืช กระทรวงเกษตรฯ, การนำเข้าสินค้า-ส่งออก กระทรวงพาณิชย์ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปัจจุบัน ผู้ประกอบการในพื้นที่ชายแดนสามารถดำเนินการค้าขาย ขนส่งสินค้าข้ามแดนได้ตามระเบียบและกฎหมายตามความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งได้ดำเนินการอยู่ตามปกติ โดยเฉพาะในสินค้าที่เป็นเครื่องอุปโภคบริโภคและจำเป็นต่อการดำรงค์ชีวิต ทั้งนี้ต้องไม่ได้เป็นสิ่งของต้องห้ามตามกฎหมายหรือยุทธภัณฑ์ที่อยู่ในการควบคุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการค้าขายสินค้าเครื่องอุปโภคบริโภคในพื้นที่ชายแดนไทย &amp;ndash; เมียนมา ในขณะนี้นั้น เป็นเรื่องของผู้ประกอบการโดยตรง เป็นการค้าชายแดนตามปกติ กองทัพไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือไปดำเนินในเรื่องเหล่านี้ และ จนท.ไม่ได้ปิดกั้นการค้าขายชายแดน หากดำเนินการในกรอบของกฎหมายและเป็นไปตามขั้นตอนของศุลกากรตามที่กล่าวมาแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ประชาชนตามแนวชายแดน รวมถึงการค้าขายของผู้ประกอบการที่มีการส่งสินค้าตามช่องทางต่างๆ ก็ยังคงต้องผ่านการตรวจสอบและกำกับดูแลจากทหารเมียนมาตามระเบียบปฏิบัติของทางการเมียนมาตามปกติเช่นกัน
ปัจจุบัน กองกำลังชายแดน ยังคงภารกิจปกป้องอธิปไตย สร้างความมั่นคงปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน สกัดกั้นสิ่งผิดกฎหมายต่างๆ การลักลอบเข้าเมืองโดยไม่ผ่านการคัดกรองโรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากสิ่งที่ได้กล่าวมาแล้วอีกประการหนึ่งที่สำคัญก็คืออำนวยความสะดวกให้กับการดำเนินการค้าขายตามแนวผ่านจุดผ่านแดน จุดผ่อนปรนทางการค้า ช่วยตรวจสอบคัดกรองสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะสิ่งผิดกฎหมายไม่ให้มีการผ่านเข้า-ออก หรือมีการลักลอบขนส่งสินค้าข้ามแดนโดยไม่ผ่านการตรวจสอบตามกระบวนการศุลกากร โดยเฉพาะตามช่องทางธรรมชาติ ควบคู่ไปกับการติดตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงในพื้นที่อย่างต่อเนื่องเพื่อให้พร้อมดูแลสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนในทุกสถานการณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนของประเทศเพื่อนบ้าน การนำเสนอข่าวสาร ด้วยความระมัดระวัง ไม่กระทบเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและไม่เป็นการก้าวล่วงกิจการภายในของประเทศอื่น เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องคำนึงถึงและให้ความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าข้อมูลนั้นไม่ตรงกับความเป็นจริง เพราะอาจจะสร้างผลกระทบในทางลบต่อผลประโยชน์ของประเทศหรือประชาชนชาวไทยได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งที่ทุกฝ่ายควรร่วมกันในขณะนี้คือ สร้างความรักความสามัคคี สร้างการรับรู้ในข่าวสารที่ถูกต้อง เพื่อให้ทุกเรื่องเดินหน้าไปด้วยความเรียบร้อย บ้านเมืองสงบสุข และช่วยกันดูแลคนไทยประเทศไทยให้ผ่านพ้นวิกฤติโควิด-19 ได้อย่างปลอดภัย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96865</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค้าขายชายแดน, ทบ., พล.ท.สันติพงศ์ ธรรมปิยะ, ส่งเสบียงทหารเมียนมา, โซเชียล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210322/image_big_60582f55a79c4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90934</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/01/2021 12:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/01/2021 12:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตือนชาวโซเชียลระวังแฮกเกอร์ลวงเอารหัสOTP! แนะ3แจ้ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ม.ค. 64 - พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีความเป็นห่วงพี่น้องประชาชนที่ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก อินสตราแกม ไลน์ ยูทูป เป็นต้น ซึ่งพบว่ามีผู้ใช้งานเป็นจำนวนมาก ในปัจจุบันหน่วยงานในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีผู้มาแจ้งความร้องทุกข์และขอความช่วยเหลือกรณีถูกคนร้ายแฮก หรือเจาะเข้าถึงระบบโดยไม่ได้รับอนุญาต มีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยระยะหลังพบว่ามีมิจฉาชีพที่เราเรียกว่าแฮกเกอร์ ได้ใช้วิธีการหลอกลวงเอารหัสใช้ครั้งเดียว หรือ OTP ( One Time Password) คือชุดรหัสผ่านใช้ครั้งเดียวที่ระบบของผู้ให้บริการแต่ละแห่งสร้างขึ้นเพื่อความปลอดภัยในการทำธุรกรรมทางอินเทอร์เน็ต โดยเป็นชุดตัวเลขจำนวน 4-6 หลัก ที่ระบบจะส่งไปยัง SMS โทรศัพท์มือถือของเจ้าของข้อมูลนั้นๆ เพื่อใช้ตรวจสอบและยืนยันการเป็นเจ้าของข้อมูลที่แท้จริง ก่อนจะเข้าถึงข้อมูลส่วนของแต่ละคนได้ เช่น ข้อมูลสถาบันการเงิน หรือการใช้บริการด้านอื่นๆ ซึ่งรหัสผ่านชุดนี้จะมีอายุประมาณ 3 - 5 นาที หากเลยเวลาที่กำหนดจะไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ที่ผ่านมาแฮกเกอร์ที่หลอกลวงจะแอบอ้างตัวเองเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารหรือสถาบันทางการเงินหรือค่ายโทรศัพท์ เพื่อมุ่งหวังที่จะหลอกเอารหัสใช้ครั้งเดียวทิ้ง หรือ OTP จากเหยื่อไปกรอกเพื่อเข้าถึงข้อมูลของเหยื่อได้ ซึ่งที่ผ่านๆ มาเราพบว่ามีการหลอกลวงในหลายรูปแบบ&amp;nbsp; แต่มาระยะหลังข้อมูลจากผู้เสียหายที่เข้าแจ้งความและขอความช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่ามีการใช้ความเป็นเพื่อนในโซเชียล มาหลอกเอา OTP มากขึ้น หรืออ้างตัวเป็นครูอาจารย์-เจ้านายเพื่ออาศัยความเกรงใจจากเหยื่อ&amp;quot; พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีความเป็นห่วงพี่น้องประชาชน เกรงว่าจะหลงกลมิจฉาชีพหลอกลวงเอาOTP หรือรหัสใช้ครั้งเดียว&amp;nbsp; ปกติแล้วทางผู้ให้บริการจะให้เจ้าของกดใส่รหัส OTP ยืนยันด้วยตัวเอง จะไม่มีการฝากส่งรหัส OTP ของคนอื่นมาที่เรา ดังนั้นถ้ามีเพื่อนหรือคนรู้จักขอร้องมาให้เรารับรหัส OTP แล้วให้บอกกับเขา ขอให้ท่านตระหนักไว้ก่อนเลยว่านั่นอาจไม่ใช่เพื่อนหรือคนที่เรารู้จักแน่นอน&amp;nbsp; น่าจะเป็นแฮกเกอร์มาหลอกลวงเรา&amp;nbsp; อย่าส่งหรือเอา OTP ส่งให้เขาเด็ดขาด และหยุดการสนทนาไปจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพและมีความปลอดภัยที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี หากพี่น้องประชาชนที่ถูกแฮกสื่อสังคมออนไลน์แล้วให้ปฏิบัติตามมาตรการ 3 แจ้ง คือ 1.แจ้งเพื่อนเราด้วยทุกวิธีที่จะทำได้ว่าสื่อสังคมออนไลน์ของเราถูกแฮก เพื่อนเราจะได้ทราบและไม่ตกเป็นเหยื่อของแฮกเกอร์อย่างอื่น เช่น แชตหลอกให้โอนเงิน 2.แจ้งแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์เพื่อให้กู้คืนบัญชีสื่อสังคมออนไลน์กลับมาให้เรา และ 3.แจ้งความที่สถานีตำรวจ&amp;nbsp; ด้วยความปรารถนาดีจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90934</URL_LINK>
                <HASHTAG>OTP, ตร., ปอท., พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ, โซเชียล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210125/image_big_600e570a69959.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85599</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/12/2020 11:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/12/2020 11:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กบี้&#039;เซ็งโซเชี่ยลมีเดียแผ่นเสียงตกร่องปั่นทหารทำไอโอ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ธ.ค.63- &amp;nbsp; พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ &amp;nbsp;ผู้บัญชาการทหารบก &amp;nbsp;(ผบ.ทบ.) กล่าวถึงกรณีที่โซเชี่ยลมีเดียยังคงเผยแพร่ภาพกำลังพลของกองทัพบกเข้าอบรมการทำปฏิบัติการข่าวสาร (ไอโอ) ว่า เป็นธรรมชาติของโลกโซเชียลมีเดียที่ทุกคนมีโอกาสใช้ได้ทั่วไป ซึ่งการนำเสนออาจเป็นแค่ข้อมูลบางส่วน ซึ่งเป็นความเชื่อ ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ได้ &amp;nbsp;ไปห้ามความคิดคนไม่ได้ &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ตนพูดชี้แจงเหล่านี้เฉพาะในหน้าที่ทหารเท่านั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า จะให้โฆษกกองทัพบกชี้แจงรายละเอียดเรื่องนี้อีกครั้งเพื่อความกระจ่างหรือไม่ พล.อ.ณรงค์พันธ์ ไม่ตอบคำถามดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ณรงค์พันธ์ &amp;nbsp;ปฏิเสธที่จะตอบคำถามในประเด็นการเมือง &amp;nbsp;รวมถึงการณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม พักในอาคารรับรองกองทัพบก &amp;nbsp;ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่าขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ในวันที่ &amp;nbsp;2 ธค.นี้ โดยแจ้งว่าจะตอบคำถามที่เกี่ยวกับงานในหน้าที่เท่านั้น.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85599</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผบ.ทบ., พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้, โซเชียล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201201/image_big_5fc5c1cfb4bb3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84366</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/11/2020 12:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/11/2020 11:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ชวน&#039;โต้พวกใส่ร้ายในโซเชียลมอบ&#039;ราเมศ&#039;ลุยแจ้งความเอาผิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 พ.ย. 2563 ที่พรรคประขาธิปัตย์ นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะเลขานุการประธานรัฐสภา กล่าวถึงการเตรียมการในการแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่ใส่ร้าย นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ผ่านช่องทางโซเชียลว่า จากการประชุมร่วมรัฐสภา เมื่อวันที่ 17-18 พ.ย.2563 และมีการชุมนุมบริเวณรอบนอกอาคารรัฐสภา ได้เกิดความวุ่นวายขึ้น โดยขอย้ำว่า นายชวน ได้กล่าวเสมอว่ายินดีต้อนรับผู้มาเยือน &amp;nbsp;ประชาชนไปมาได้ตลอดเวลา และเป็นเรื่องปกติที่มีประชาชนเดินทางมาที่รัฐสภาเป็นประจำอยู่แล้ว ผู้ชุมนุมมีสิทธิเรียกร้องใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญได้ โดยสงบและปราศจากอาวุธ และพร้อมรับฟังทุกเสียงของพี่น้องประชาชนเพราะรัฐสภาเป็นศูนย์กลางของความเป็นประชาธิปไตย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายราเมศ กล่าวอีกว่า ข้อเท็จจริงที่ชัดเจนในเรื่องการดูแลความสงบเรียบร้อยคือสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้ประสานกับฝ่ายเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องโดยย้ำว่าบริเวณภายในรัฐสภาเจ้าหน้าที่ของรัฐสภาจะเป็นผู้ดูแล ส่วนบริเวณภายนอกอาคารรัฐสภาเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ประธานรัฐสภาไม่มีอำนาจหน้าที่ไปสั่งการบริเวณภายนอกรัฐสภาได้ และความรุนแรงภายนอกอาคารรัฐสภาไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นทุกคนเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดหากทำผิดกฏหมายทุกคนก็ต้องรับผิดชอบในการกระทำของแต่ละคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;อย่างไรก็ตาม ปรากฏข้อเท็จจริงว่าในขณะนี้มีการกล่าวหาใส่ร้ายโดยใช้ช่องทางโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็น Twitter Facebook และช่องทางอื่นๆได้มีการกล่าวหาใส่ร้ายประธานรัฐสภาว่าเป็นคนสั่งการและสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำร้ายประชาชน ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะตามที่ได้กล่าวมาคือประธานรัฐสภาไม่มีอำนาจไปสั่งการเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ &amp;nbsp;การกล่าวหาใส่ร้ายดังกล่าวเป็นเรื่องร้ายแรงและปรากฏข้อเท็จจริงชัดว่าเป็นกลุ่มบุคคลที่สนับสนุนพรรคการเมืองพรรคหนึ่งที่ตั้งกลุ่มกันเป็นจำนวนมาก เพื่อกล่าวหาใส่ร้ายใช้เป็นประโยชน์ทางการเมือง&amp;quot; นายราเมศ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายราเมศ กล่าวต่อว่า ฉะนั้น นายชวน จึงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้สิทธิ์ตามกระบวนการกฎหมาย โดยมีการลงนามในหนังสือมอบอำนาจให้ตน ในฐานะทนายความไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมีหลายกรณีที่ได้เก็บพยานหลักฐานไว้ครบถ้วน มีทั้งคนที่กระทำผิดฐานหมิ่นประมาท และมีทั้งคนที่กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ &amp;nbsp;ไม่ได้ขู่ และไม่ได้ห้ามวิพากษ์วิจารณ์การทำงาน แต่ควรวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา ตรวจสอบให้เต็มที่ แต่ถ้าบิดเบือนใส่ร้ายด้วยความเท็จ ช่องทางที่จะระงับสิ่งเหล่านี้ได้ คือใช้กระบวนการกฎหมายดำเนินการให้ถึงที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84366</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชวน หลีกภัย, ดำเนินคดีกับผู้ที่ใส่ร้าย, พรรคประขาธิปัตย์, ราเมศ รัตนะเชวง, โซเชียล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201111/image_big_5fabdaf48adfb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
