<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>12253</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขายสินค้าให้ชาวจีน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เดี๋ยวนี้เดินไปทางไหนใน กทม. ก็ล้วนเจอแต่นักท่องเที่ยวชาวจีน เรียกได้ว่า ไม่ใช่เจอแค่ตามแหล่งท่องเที่ยว หรือแหล่งช็อปปิ้ง เดี๋ยวนี้ร้านก๋วยเตี๊ยวในตรอกซอกซอย ที่ขนาดคนไทยบางคนไม่รู้จัก ตอนนี้มีนักท่องเที่ยวจีนไปเข้าคิวรอทานอาหารกันแล้วก็มี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นี่คือพลังของอินเทอร์เน็ต และโซเชียลเน็ตเวิร์กโดยแท้ ซึ่งเกิดจากการรีวิว การแชร์ประสบการณ์ รูปภาพ คลิปวิดีโอ ผ่านสื่อออนไลน์ในจีน ทำให้เกิดปรากฏการณ์แบบนี้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่า ทำไมคนจีนถึงชอบมาเที่ยวเมืองไทย คิดว่าผู้อ่านหลายท่านคงพอทราบเหตุผลกันแล้ว ไม่ว่าจะเป็น 1.ความคุ้มค่าในการใช้เงินที่มาเที่ยวเมืองไทย บางทีจ่ายเงินถูกกว่าเที่ยวในประเทศ 2.สภาพอากาศช่วงฤดูหนาวที่กำลังสบาย ไม่ร้อนไม่หนาวเกินไป 3.อาหารและผลไม้ไทยอร่อยและราคาถูกกว่าจีนมาก 4.การเดินทางสะดวก ทำวีซ่าง่าย และใช้เวลาเดินทางไม่นาน 5.สถานที่ท่องเที่ยวสวย โดยเฉพาะทะเลที่สวยระดับโลก 6.มีบริการที่ดี หลากหลาย และคนไทยค่อนข้างเป็นมิตร 7.ประเทศไทยสงบ ผู้คนมีศีลธรรม และ 8.คนจีนชอบบันเทิงไทย นี่คือเหตุผลใหญ่ที่หยิบยกขึ้นมา แต่ยังมีอีกหลายเหตุผลย่อยๆ ที่ทำให้ชาวจีนรักประเทศไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้วยหลายเหตุผลที่กล่าวมาเหล่านี้ ส่งผลดีต่อการท่องเที่ยวของไทยเป็นอย่างมาก โดยในปี 2560 ที่ผ่านมา ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนที่มาประเทศไทยสูงถึงเกือบ 10 ล้านคน ถามว่าเยอะแค่ไหน ก็จำนวนพอๆ กับประชากรในกรุงเทพมหานครเลยทีเดียว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่จะพบเห็น &amp;quot;สินค้าไทย&amp;quot; เริ่มให้ความสำคัญกับกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนมากขึ้น เพราะรู้ว่าธรรมชาติของคนจีนนั้นเหมือนกับคนไทย คือ ชอบหาของอร่อยกิน ชอบนอนโรงแรมดีๆ และที่สำคัญคือ ช็อปปิ้งแหลก ถ้ายิ่งไปเห็นพฤติกรรมนักช็อปชาวจีนแล้ว จะเห็นชัดว่า พวกเขาเป็นนักเหมาตัวยง ซื้อสินค้ายกกล่อง ยกแพ็กกันโดยตลอด โดยจากการสำรวจพบว่า ปัจจุบันยอดการใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวจีนขยับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 25,000-50,000 บาท/คน/ทริป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเงินจะเอามาใช้ในด้านไหนบ้าง ก็มีการเก็บข้อมูลพบว่า เป็นค่าที่พัก 27%, ค่าช็อปปิ้ง 27%, ค่าอาหาร 18%, กิจกรรมผ่อนคลาย 11% และอื่นๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เห็นได้ชัดว่า สัดส่วนของช็อปปิ้งกับอาหาร เป็นสัดส่วนที่ใหญ่มาก ส่งผลให้แบรนด์สินค้าไทยมีการปรับกลยุทธ์ จากเดิมที่ขายเฉพาะคนไทย ก็เริ่มที่จะมองโอกาสในการขายสินค้าให้กับนักท่องเที่ยวจีน ในฐานะของฝาก หรือของดีประเทศไทย จึงเริ่มพบเห็นการทำตลาด และการโฆษณาไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยวโดยตรง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายภวัต เรืองเดชวรชัย ผู้อำนวยการธุรกิจ-สายงานการวางแผน และกลยุทธ์สื่อโฆษณา บริษัท มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ หรือเอ็มไอ แสดงความเห็นว่า ในขณะนี้แบรนด์สินค้าไทยหันมาใช้เงินโฆษณาสินค้าสื่อสนามบินและบริเวณใกล้เคียงเพิ่มขึ้นถึง 10% เพราะเห็นศักยภาพในการใช้เงินของนักท่องเที่ยวจีน จึงไม่แปลกที่จะเห็นสื่อโฆษณาที่เป็นภาษาจีนมากขึ้น ตามแหล่งที่คนจีนชอบไปเที่ยว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เห็นได้ชัดจากแบรนด์เครื่องสำอางไทย สเนลไวท์ คาร์มาร์ท มิสทีน และอีแอลอี ที่ใช้สื่อโฆษณารูปแบบดังกล่าวไปแล้ว และยังขยายไปใช้สื่อป้ายบิลบอร์ด ตามแหล่งที่คนจีนเข้าไปพักอาศัย อาทิ ย่านห้วยขวาง, ลาดพร้าว 101, นิมมานเชียงใหม่ รวมทั้งใช้สื่อในตัวเมือง ทั้งรถไฟฟ้าใต้ดิน และรถไฟฟ้าบีทีเอส&amp;quot; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นี่คือปรากฏการณ์ใหม่ของการใช้สื่อของผู้ประกอบการไทย &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งจริงๆ แล้ว ผู้ผลิตสินค้าไทยที่อยากขยายตลาดกลุ่มนักท่องเที่ยวจีน ก็เป็นเป้าหมายที่น่าสนใจไม่น้อย ด้วยจำนวนคนที่มหาศาล ถ้าสามารถทำแบรนด์ให้นักท่องเที่ยว รู้จัก จนถึงขั้นบอกต่อ ก็เชื่อแน่ว่าจะช่วยในการสร้างรายได้ให้กับประเทศ เพราะโดยส่วนใหญ่คนจีนยอมรับในคุณภาพของสินค้าไทยอยู่แล้ว ดังนั้นการเลือกโฆษณาสินค้าที่เจาะจงกับกลุ่มนักท่องเที่ยว หรือการขยายช่องทางไปยังตลาดท่องเที่ยว หรือทัวร์ จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจไม่น้อย ที่สำคัญไม่ต้องเสียเวลากับการส่งออก เพราะส่วนนี้เป็นการผลิตขายในประเทศอยู่แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คนจีนมีเป็นพันล้านคน และยังมีอีกมากที่อยากมาเที่ยวประเทศไทย เราใช้โอกาสนี้ในการขายสินค้าดีๆ เป็นของซื้อของฝากให้กับนักท่องเที่ยวได้.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12253</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, นักท่องเที่ยวชาวจีน, รถไฟฟ้าบีทีเอส, รถไฟฟ้าใต้ดิน, ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง, สื่ออินเทอร์เน็ต, โซเชียลเน็ตเวิร์ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6017</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/03/2018 20:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/03/2018 20:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อินเดียคึกคัก มหาเศรษฐีเสนอให้ทุนเริ่มต้นพัฒนาโซเชียลเน็ตเวิร์กแข่งเฟซบุ๊ก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;มหาเศรษฐีแดนภารตะที่เสนอทุนตั้งต้นให้แก่ผู้พัฒนาโซเชียลเน็ตเวิร์กเพื่อเป็นคู่แข่งของเฟซบุ๊กเผยเมื่อวันพุธว่า เขาได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: right;&quot;&gt;ภาพ AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความเคลื่อนไหวของมหาเศรษฐีอินเดียครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เฟซบุ๊กกำลังถูกวิจารณ์และถูกตรวจสอบจากทั่วโลก จากกรณีการแสวงประโยชน์จากข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งาน ภายหลังบริษัทวิเคราะห์ข้อมูล เคมบริดจ์อนาลิติกา โดนเปิดโปงว่านำข้อมูลเหล่านี้มาใช้โดยที่เจ้าของข้อมูลไม่ได้ให้ความยินยอม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2561 ว่า อนันต์ มหินทรา เจ้าของอาณาจักรมหินทรากรุ๊ปที่ทำธุรกิจตั้งแต่รถยนต์จนถึงอสังหาริมทรัพย์ กระตุ้นให้เกิดการระดมความคิดอย่างคึกคักในอินเดียเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อเขายุให้ผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีของอินเดียคิดค้นบริษัทโซเชียลเน็ตเวิร์กของอินเดียเอง และเสนอให้เงินทุนตั้งต้นสำหรับการต่อยอดพัฒนาแนวคิดนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำเชื้อเชิญของเขากระตุ้นให้เกิดข้อเสนอหลั่งไหลเข้ามามากมาย รวมถึงจากชัสปรีต พินทรา หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ฝ่ายดิจิทัลของมหินทรากรุ๊ปเอง ซึ่งอดรนทนไม่ไหวต้องสนองตอบข้อเสนอของเจ้านายใหญ่ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มหินทราโพสต์ทวิตเตอร์เมื่อวันพุธ กล่าวถึงกระแสตอบรับข้อเสนอของเขาว่า หากจะบอกว่าข้อเสนอของเขาที่กระตุ้นให้มีการริเริ่มพัฒนาโซเชียลเน็ตเวิร์กได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม อาจเป็นการประเมินที่ต่ำกว่าความเป็นจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตามรายงานของบริษัท เดอะเน็กซ์เว็บ จากกรุงอัมสเตอร์ดัม เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว อินเดียมีจำนวนผู้ใช้งานเฟซบุ๊กมากที่สุดในโลกที่ 214 ล้านราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เครือข่ายโซเชียลเน็ตเวิร์กยักษ์ใหญ่จากสหรัฐแห่งนี้กำลังถูกกดดันให้ชี้แจงว่า ข้อมูลของผู้ใช้งานเฟซบุ๊ก 50 ล้านคน ถูกดึงไปใช้เพื่อการหาเสียงทางการเมืองได้อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศของอินเดียได้ส่งคำร้องอย่างเป็นทางการถึงบริษัท เคมบริดจ์อนาลิติกา เพื่อขอให้บริษัทส่งคำอธิบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับวิธีการดำเนินงานของบริษัทมาภายในสิ้นเดือนนี้ และยังได้ออกคำเตือนถึงเฟซบุ๊กด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การดำเนินการของกระทรวงเกิดขึ้นภายหลังมีรายงานว่าพรรครัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านล้วนใช้บริการจากบริษัทนี้ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6017</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทุนตั้งต้น, อินเดีย, เฟซบุ๊ก, เศรษฐีอินเดีย, โซเชียลเน็ตเวิร์ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180328/image_big_5abb9a5a1ee29.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
