<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>92341</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/02/2021 11:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/02/2021 11:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“คุกไม่ได้มีไว้ขังคนจน” แต่มีไว้ขัง “คนที่กระทำความผิดร้ายแรง”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;เริ่มต้นบทความนี้ด้วยเรื่องราวที่ใคร ๆ ต่างให้ความสนใจในประเด็นที่ว่า &amp;ldquo;คุกไม่ได้มีไว้ขังคนจน&amp;rdquo; เพราะเหตุว่าแต่เดิมนั้นโทษตามกฎหมายมีแต่โทษอาญา ไม่ว่าความผิดนั้นจะเป็นความผิดร้ายแรงหรือเป็นความผิดเล็กน้อย ทำให้คนทำผิดเล็กน้อยก็ต้องโทษปรับ หากใครไม่มีเงินจ่ายค่าปรับก็ต้องถูกกักขังแทนการจ่ายค่าปรับ จึงเป็นที่มาของวลีที่ว่า &amp;ldquo;คุกมีไว้ขังคนจน&amp;rdquo; เพียงเพราะแค่คนจนไม่มีเงินเสียค่าปรับเท่านั้นเอง ซึ่งวลีนี้เองสร้างความเสียหายให้แก่กระบวนการยุติธรรมมาก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;ต่อไปคำพูดในลักษณะนี้ก็จะไม่มีอีกแล้ว เพราะมาตรการในการลงโทษผู้ที่กระทำการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายที่ไม่ใช่ความผิดร้ายแรง และไม่กระทบโดยตรงต่อความสงบเรียบร้อยหรือความปลอดภัยของประชาชนจะถูกเปลี่ยนเป็น &amp;ldquo;ความผิดทางพินัย&amp;rdquo; และกำหนดหลักเกณฑ์ในการ &amp;ldquo;ปรับเป็นพินัย&amp;rdquo; เข้ามาแทน โดยเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. .... ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่บัญญัติให้รัฐพึงกำหนดโทษอาญาเฉพาะความผิดร้ายแรง และตามแผนปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย อันเป็นกลไกทางกฎหมายเพื่อสร้างความเป็นธรรมและขจัดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และส่งเสริมการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;การปรับเป็นพินัย&amp;rdquo; คืออะไร ?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;การปรับเป็นพินัย&amp;rdquo; คือ การสั่งให้ผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายในฐานความผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ต้องชำระเงินหากมีการกระทำความผิด แทนที่จะกำหนดให้เป็นการปรับทางอาญา เมื่อไม่มีโทษอาญาจึงไม่มีการกักขังแทนการปรับ ไม่มีการบันทึกลงในประวัติอาชญากรรม ถ้าไม่มีเงินจ่ายค่าปรับก็ไปทำงานบริการสังคมแทน หรือถ้าเห็นว่าตนไม่ผิดก็โต้แย้งได้ ซึ่งในกรณีนี้เจ้าหน้าที่ต้องทำสำนวนส่งอัยการพิจารณาส่งฟ้องศาลต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;สาระสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้ มีดังนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;1. กำหนดให้มี &amp;ldquo;โทษปรับเป็นพินัย&amp;rdquo; เป็นโทษอีกประเภทหนึ่ง แยกจากโทษอาญาและโทษปกครอง เพื่อใช้เป็นกฎหมายกลาง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;2. มุ่งหมายให้ใช้โทษปรับเป็นพินัยแก่การกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายในกรณีที่ไม่ร้ายแรง แทนการกำหนดให้เป็นโทษอาญา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;3. เจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้มีอำนาจสั่งปรับ โดยสามารถกำหนดจำนวนค่าปรับตามความรุนแรงของผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการกระทำความผิด พฤติกรรม และสภาพแวดล้อมทั้งปวง หรือจะกำหนดให้ทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;4. ถ้าผู้ถูกปรับเป็นพินัยชำระค่าปรับเป็นพินัยภายในระยะเวลาที่กำหนดแล้ว ให้ความผิดทางพินัยเป็นอันยุติ โดยไม่มีการจำคุกหรือกักขังแทนค่าปรับ ไม่มีการบันทึกประวัติอาชญากรรม และในการชำระค่าปรับเป็นพินัยสามารถชำระผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;5. ถ้าผู้ถูกปรับคัดค้าน หรือไม่ชำระค่าปรับภายในระยะเวลาที่กำหนด เจ้าหน้าที่ต้องส่งเรื่องและสำนวนให้อัยการดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลจังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;6. ให้เปลี่ยนความผิดในทางอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียวและความผิดที่มีโทษปรับทางปกครองตามกฎหมายต่าง ๆ เป็นความผิดทางพินัย เว้นแต่การปรับทางปกครองที่เป็นมาตรการบังคับทางปกครอง และโทษปรับทางปกครอง ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;7. ให้เปลี่ยนความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียวตามกฎหมายในบัญชี 1 จำนวน 183 ฉบับ เป็นโทษปรับเป็นพินัยภายใน 365 วัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;8. สำหรับความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียวตามบัญชี 2 จำนวน 30 ฉบับ จะตราพระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนให้เป็นโทษปรับเป็นพินัยก็ได้ แต่ต้องเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาต่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาก่อนไม่น้อยกว่า 30 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;9. เมื่อพ้น 360 วัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา ให้เปลี่ยนอำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เฉพาะในการกำหนดโทษปรับอาญาในข้อบัญญัติท้องถิ่นเป็นปรับเป็นพินัย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;ประชาชนจะได้รับประโยชน์อย่างไร? จากร่างกฎหมายฉบับนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;1. เป็นการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ให้ใช้ความผิดอาญาเฉพาะการกระทำความผิดที่ร้ายแรงเท่านั้น เพื่อป้องกันมิให้มีการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนเกินสมควร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;2. สร้างความเป็นธรรมในสังคมและลดการทุจริต เปลี่ยนความผิดไม่ร้ายแรง เป็นโทษปรับเป็นพินัย (ภายใน 1 ปี จะมีการปรับเปลี่ยนความผิดอาญาตามกฎหมายอย่างน้อย 183 ฉบับ เป็นความผิดทางพินัย)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;การกำหนดโทษปรับเป็นพินัยต้องคำนึงถึงความรุนแรงของผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำความผิด พฤติกรรม และสภาพแวดล้อมทั้งปวง ถ้ากระทำความผิดเพราะยากจนข้นแค้นหรือความจำเป็น จะขอให้กำหนดค่าปรับเป็นพินัยต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด หรือจะกำหนดให้ทำงานบริการสังคมแทนก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ไม่มีการกักขังแทนค่าปรับ ไม่ต้องประกันตัว ไม่มีการบันทึกประวัติอาชญากรรม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ห้องขัง คุก มีไว้ขังคนกระทำผิดอาญาร้ายแรง &amp;ldquo;ไม่ได้มีไว้ขังคนจน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92341</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทำความผิดร้ายแรง, กฤษฏีกา, คุก., โทษอาญา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210208/image_big_6020b60a5526e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>87074</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/12/2020 19:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/12/2020 19:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ราชกิจจาฯเผยแพร่ คำแนะนำของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยแนวทางการใช้โทษอาญา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ธ.ค.63 - เว็บไชต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ คำแนะนำของประธานศาลฎีกาว่าด้วยแนวทางการใช้โทษอาญาพ.ศ. ๒๕๖๓&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยที่การใช้โทษอาญต้องคำนึงถึงพฤติการณ์ของการกระทำผิดกับโทษที่จะลงนั้นให้ได้สัดส่วนเหมาะสมกัน และต้องคำนึงถึการฟื้นฟูผู้กระทำผิดให้รู้สำนึกในความผิดของตนเพื่อส่งกลับคืนสู่สังคมอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนป้องปราให้ผู้กระทำผิดหรือผู้อื่นกระทำผิดซ้ำอีกด้วย เมื่อโทษอาญาสำหรับลงแก่ผู้กระทำผิดหลายรูปแบบ และการแก้ปัญหาอาชญากรรมไม่อาจอาศัยแต่โทษที่รุนแรงอย่างเดียว การใช้โทษอาญาย่อมต้องตระหนักถึงผลกระทบอย่างรอบด้านและพิจารณาปรับใช้โทษอาญาให้มีความเหมาะสมแก่ผู้กระทำผิดเป็นรายบุคคล ประกอบกับศาลมีอำนาจบังคับใช้มาตรการที่เป็นทางเลือกอันมิใช่การคุมขังได้อย่างกว้างขวาง ดังนั้น พื่อให้การใช้โทษอาญาเป็นไปในแนวทางเดียวกันลดความเหสื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรม และเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕ แห่พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มติพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๑ ประธานศาลฎีกาจึงออกคำแนะนำ ว่าด้วยแนวทางการใช้โทษอาญา ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ ๑ การลงโทษทางอาญาพึงคำนึงถึงเรื่องการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดให้เกิดความสำนึกรับผิดชอบที่พึงมีต่อสังคมและการป้องปรามมิให้เกิดการกระทำผิดอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการกำหนดโทษสถานใด เพียงใด นอกจากพฤติการณ์เกี่ยวกับการกระทำผิดและความเสียหายแล้ว ศาลพึงพิจารณาถึงความเป็นมาแห่งชีวิตของผู้กระทำผิดดังที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ประกอบด้วยเสมอ แม้เป็นกรณีที่ไม่อาจรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษได้ก็ตาม ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวอาจปรากฏจากการสืบเสาะ สำนวนการสอบสวน รายงานของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง หรือการไต่สวนของศาลก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ ๒ โทษกักขังหรือจำคุกเป็นมาตรการที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของบุคคลอย่างรุนแรงและส่งผลต่อการกลับคืนสู่สังคมของผู้กระทำผิด จึงต้องใช้ด้วยความตระหนักถึงผลกระทบอย่างรอบด้านและพึ่งใช้ต่อเมื่อไม่สามารถใช้โทษหรือมาตรการที่เป็นทางเลือกอื่นได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระยะเวลากักขังหรือจำคุกควรได้สัดส่วนกับความจำเป็นในการป้องปรามมิให้เกิดการกระทำผิดซ้ำและการฟื้นสำนึกของผู้กระทำผิดเป็นรายบุคคล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การใช้โทษปรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ ๓ การกำหนดจำนวนงินค่ปรับศาลพึงคำนึงถึงฐานะการเงินหรือความสามารถในการชำระของผู้กระทำผิดแต่ละบุคคลประกอบด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้มีผลเป็นการยับยั้งมิให้เกิดการกระทำความผิดอีก จำนวนค่าปรับจึงอาจแตกต่างไปจากบัญชีมาตรฐานโทษได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ ๔ ถ้าลักษณะของความผิดไมาใช่ความผิดที่ส่งผลเสียหายอย่างร้ายแรงต่อเศรษฐกิจและสังคม เมื่อคำนึงถึงฐานะการเงิน รายได้ และภาระหนี้สินต่าง ๆ ของผู้กระทำผิดแล้ว ศาลอาจให้ผู้นั้นผ่อนชำระค่าปรับได้ภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นเหมาะสม และในระหว่างผ่อนชำระ ไม่ควรสั่งกักขังผู้นั้นเว้นแต่จะมีพฤติการณ์หลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าปรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ ๕ หากความปรากฎแก่ศาลว่า ผู้กระทำผิดไม่อยู่ในสถานะที่จะชำระค่าปรับได้ครบถ้วนเพราะเหตุยากจนและความผิดที่กระทำไม่มีลักษณะตามที่ระบุไว้ในข้อ ๔ ศาลจะสั่งให้ผู้นั้นทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่ปรับทั้งหมด หรือแต่บางส่วนไปทันทีในวันพิพากษาคดีหรือในเวลาใด ๆ ภายหลังจากนั้น โดยไม่ต้องมีการร้องขอก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ ๖ บัญชีมาตรฐานโทษถือเป็นเพียงข้อแนะนำ หากศาลเห็นว่าการรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษเหมาะสมได้สัดส่วนกับการกระทำความผิดและเป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดยิ่งกว่าการจำคุก ศาลอาจพิพากษาแตกต่างไปจากบัญชีมาตรฐานโทษได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ ๗ การรอการกำหนดโทษ พึงใช้ในกรณีที่ศาลเห็นว่า ควรให้โอกาสผู้กระทำผิดกลับตัวโดยไม่ต้องมีประวัติว่าเคยต้องโทษมาก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ ๘ การรการลงโทษ อาจรอทั้งโทษจำคุกและโทษปรับก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ ๙ ในกรณีที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติที่วางไว้ ศาลอาจใช้วิธีตักเตือน ปลี่ยนแปลงเงื่อนไขให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์ หรือเพิ่มความเข้มข้นของเงื่อนไข เช่นการคุมประพฤติแบบเข้มงวด การใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรืออุปกรณ์อื่นใด ที่สามารถใช้ตรวจสอบจำกัดการเดินทาง หรือนำโทษปรับที่รอไว้มาลงโทษจำเลยก่อน โดยยังไม่ลงโทษจำคุกทันทีก็ได้แต่หากจะลงโทษถึงจำคุก พึงพิจารณาว่าสมควรจะใช้วิธีการลงโทษกักขังแทนโทษจำคุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๓ หรือไม่ ด้วยเพื่อเลี่ยงการมีประวัติต้องโทษจำคุก และหากใช้วิธีการดังกล่าวให้นำความในข้อ ๑๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การยกโทษจำคุกและการกักขังแทนโทษจำคุก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ ๑๐ กรณีที่ศาลจะลงโทษจำคุกไม่เกินสามดือนพึงพิจารณาเลี่ยงโทษจำคุกโดยวิธีการต่อไปนี้ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(๑) ยกโทษจำคุกเสียและคงปรับสถานเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๕&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(๒) ลงโทษกักขังแทนโทษจำคุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๓&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ ๑๑ การกักขังแทนโทษจำคุกเป็นมาตรการเพื่อฟื้นสำนึกผู้กระทำผิดที่ไม่ร้ายแรงและมีโอกาสกลับตัวได้ แต่มีความจำเป็นต้องจำกัดเสรีภาพชั่วขณะเพื่อให้ผู้กระทำผิดได้ตระหนักถึงความรับผิดชอบที่พึงมีต่อสังคมและเกรงกลัวต่อการกระทำผิดอีก จึงควรกำหนดระยะเวลาในการกักขังเพียงเท่าที่จำเป็นต่อการป้องปรามและเหมาะสมแก่พฤติการณ์ของผู้กระทำผิดแต่ละคน โดยอาจกำหนดระยะเวลาให้น้อยกว่าโทษจำคุกที่วางไว้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีศาลจะมีคำพิพากษาให้กักขังผู้กระทำผิดไว้ในที่อาศัยของผู้นั้นเองหรือของผู้อื่นที่ยินยอมรับผู้นั้นไว้ หรือสถานที่อื่นที่อาจกักขังได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๔ วรรคสองศาลพึงพิจารณาถึงลักษณะการกระทำความผิดและสภาพของผู้ถูกกักขัง เช่น ผู้ถูกกักขังเป็นผู้สูงอายุเป็นหญิงมีครรภ์หรือเพิ่งคลอดบุตร มีสภาพร่างกายไม่เหมาะสมที่จะกักขังไว้ในสถานที่กักขัง หรือเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรง ซึ่งถ้าต้องกักขังจะถึงอันตรายแก่ชีวิตหรืออาจติดต่อไปยังบุคคลอื่นได้ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพึงพิจารณาสถานที่กักขังว่าอยู่ในสภาพที่เหมาะสมหรือไม่ หากไม่อยู่ในสภาพดังกล่าว ศาลอาจมีคำสั่งให้กักขังในสถานที่อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๔ วรรคสาม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกาศ ณ วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๓
เมทินี ชโลธร
ประธานศาลฎีกา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87074</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประธานศาลฎีกา, เมทินี ชโลธร, โทษอาญา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190418/image_big_5cb8838b37db0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36987</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/05/2019 08:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/05/2019 08:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา เพิ่มโทษหนักมาก!&#039;ข่มขืนกระทำชำเรา&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 พ.ค.62 -เฟซบุ๊กแฟนเพจ&amp;nbsp;&amp;quot;สื่อศาล&amp;quot; ของสำนักงานศาลยุติธรรม อธิบายพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2562 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว สาระสำคัญ คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. กำหนดนิยามคำว่า &amp;quot;ข่มขืนกระทำชำเรา&amp;quot; เสียใหม่ โดยตั้งเป็นมาตรา 1(18) และยกเลิกบทนิยามเดิมตามมาตรา 276 วรรคสอง และมาตรา 277 วรรคสอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา 1(18) &amp;quot;กระทำชำเรา&amp;rdquo; หมายความว่า กระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ โดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการเปลี่ยนแปลงข้างต้น ส่งผลทำให้การใช้วัตถุอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศของผู้อื่น ไม่เป็นการข่มขืนกระทำชำเราอีกต่อไป แต่จะถือเป็นอนาจารที่มีโทษเทียบเท่าการข่มขืนกระทำชำเราแทน ตามมาตรา 278 วรรคสอง และมาตรา 279 วรรคสี่ ที่ได้แก้ไขใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. เพิ่มมาตรา 280/1 กำหนดบทเพิ่มโทษ 1 ใน 3 กรณีการข่มขืนกระทำชำเราหรือกระทำอนาจาร ที่ได้บันทึกภาพหรือเสียงไว้ เพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบสำหรับตนเองหรือผู้อื่น และถ้าหากส่งต่อภาพหรือเสียงนั้น ก็จะต้องบทเพิ่มโทษถึงกึ่งหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. แก้ไขมาตรา 281 เกี่ยวกับ การยอมความ ในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา โดยกำหนดใหม่ว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1) ถ้าเป็นกรณีข่มขืนกระทำชำเราตามมาตรา 276 วรรคหนึ่ง หรืออนาจารที่เทียบเท่าข่มขืน ตามมาตรา 278 วรรคสอง //// ต้องเป็นการกระทำระหว่างคู่สมรส (ดังนั้น ข่มขืนบุคคลที่ไม่ใช่คู่สมรสจึงยอมความไม่ได้) และนอกจากนี้ ต้องเข้าเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ ไม่เกิดต่อหน้าธารกำนัล หรือไม่เป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำรับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2) ถ้าเป็นกรณีกระทำอนาจารตามมาตรา 278 วรรคหนึ่ง ต้องไม่เกิดต่อหน้าธารกำนัล หรือไม่เป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำรับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตาย หรือเป็นการกระทำต่อบุคคลที่ต้องได้รับการปกป้องตามมาตรา 285 หรือมาตรา 285/2&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. แก้ไขมาตรา 285 และเพิ่มมาตรา 285/2 กำหนดบทเพิ่มโทษสำหรับการกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราต่อบุคคลที่ต้องได้รับการปกป้องเป็นพิเศษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. แก้ไขมาตรา 286 กำหนดฐานความผิดเกี่ยวกับการดำรงชีพจากการค้าประเวณีเสียใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6. แก้ไขมาตรา 366/1 เรื่องการสนองความใคร่ของตน โดยการใช้อวัยวะเพศของตนล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของศพ โดยไม่ใช้คำว่า กระทำชำเรา ตามมาตรา 1(18) เพราะคำว่า &amp;quot;ผู้อื่น&amp;quot; แสดงว่าต้องยังมีชีวิตอยู่ คลิกอ่าน พระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๒๗) พ.ศ. ๒๕๖๒&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36987</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทำชำเรา, ข่มขืน, โทษอาญา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180724/image_big_5b56fb8616ee0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15939</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/08/2018 13:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/08/2018 13:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กกต.เข้ม!หาเสียงโซเชียลใส่ร้าย เจอโทษอาญา-ชดใช้ค่าเลือกตั้ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ส.ค. 61 - ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)​ พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการกกต. เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการยกร่างระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการหาเสียงเลือกตั้งทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการประกาศใช้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม อาทิ ตัวแทนจาก กสทช. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นต้น ซึ่งจะเป็นการกำหนดกรอบการควบคุมการหาเสียงผ่านโซเชียลมีเดียในภาพรวม เช่น ลักษณะใดจะเข้าข่ายกระทำความผิด รวมทั้งการคิดค่าใช้จ่ายด้วย โดยในช่วงต้นนายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.ได้เข้าร่วมสังเกตการณ์การประชุมด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังการประชุมเกือบ 3 ชั่วโมง พ.ต.อ.จรุงวิทย์ เปิดเผยว่า หลังพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ประกาศใช้ก็สามารถออกระเบียบรองรับได้ทันที ซึ่งเนื้อหาโดยรวมจะกำหนดขอบเขตการหาเสียงของพรรคการเมือง ผู้สมัคร หรือ ผู้ใด ทางอิเล็คทรอนิกส์ว่า จะดำเนินการในลักษณะใดได้บ้าง โดยจะต้องแจ้งต่อ กกต.ล่วงหน้า และต้องรับผิดชอบเนื้อหาไม่ให้เป็นการใส่ร้าย เพราะจะเข้าข่ายการกระทำผิดกฎหมายซึ่งมีโทษค่อนข้างรุนแรง แต่ยอมรับว่าเป็นเรื่องยากที่จะควบคุมกรณีการให้ข้อมูลผ่านโซเชียลมีเดีย โดยนำข้อเท็จจริงมาเผยแพร่เพื่อให้เกิดความได้เปรียบ เสียเปรียบ เว้นแต่จะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ซึ่งผู้ที่ได้รับความเสียหายสามารถร้องเรียนมายัง กกต.ได้ จากนั้นกกต.จะแจ้งเจ้าของข้อความให้ลบภายใน 1 วัน หากไม่ปฏิบัติตาม กกต.จะลบข้อความเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามแม้จะมีการลบข้อความไปแล้วไม่ได้หมายความว่าความผิดจะหายไปด้วย เพราะถือว่าความผิดสำเร็จแล้วต้องรับผิดทางอาญา และหากมีผลทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต จนการเลือกตั้งในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งต้องเสียไปต้องรับผิดชอบต่อค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นด้วย ทั้งนี้นายอิทธิพร ซึ่งได้เข้าร่วมสังเกตการณ์การประชุมได้ให้นโยบายโดยแสดงความเป็นห่วงว่า ในอนาคตการหาเสียงผ่านโซเชียลมีเดียจะมีบทบาทมากขึ้น จึงหวังให้คณะกรรมการชุดนี้ดูแลอย่างเต็มที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ในช่วงที่จะมีการเลือกตั้งจะมีการตั้งวอร์รูมพิเศษ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากกระทรวงดิจิทัล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งตัวแทนมาคอยมอนิเตอร์เหตุการณ์ต่าง ๆ ผ่านโซเชียลมีเดีย แต่แม้ยังไม่มีการตั้งวอร์รูมข้อมูลที่ส่งผ่านทางอิเล็คทรอนิกส์จะถูกบันทึกเก็บไว้เป็นข้อมูลด้วย และสามารถค้นหาต้นตอผู้ที่เผยแพร่ข้อมูลได้ ส่วนค่าใช้จ่ายในการหาเสียงผ่านโซเชียลมีเดียนั้นยอมรับว่าเป็นเรื่องยากที่จะคิดคำนวณ โดยกกต.ได้มอบให้นายแสวง บุญมี รองเลขาธิการ กกต. ที่รับผิดชอบงานด้านพรรคการเมืองไปพิจารณารูปแบบต่อไป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15939</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกต., ชดใช้ค่าเลือกตั้ง, พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา, หาเสียงโซเชียล, โทษอาญา, ใส่ร้าย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180822/image_big_5b7cfd7e518ef.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
