<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>81235</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/10/2020 20:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2020 14:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ยูนิเซฟ&quot;  ย้ำจุดยืน เด็กและเยาวชนควรได้แสดงออกอย่างสันติ ปราศจากความรุนแรงทุกรูปแบบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;20 ต.ค.63- ยูนิเซฟ ประเทศไทย แสดงออกถึงจุดยืนในสถานการณ์การชุมชนในประเทศไทย ย้ำเด็กและเยาวชนควรได้รับสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกอย่างสันติ โดยปราศจากความรุนแรก และการถูกขมขู่คุกคามทุกรูปแบบ ทั้งนี้ให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องหาทางร่วมกัน เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลาย กลับสู่ภาวะปกติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายโธมัส ดาวิน ตัวแทนยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า ในฐานะที่ยูนิเซฟ เป็นองค์กรที่ไม่เลือกปฎิบัติ และหลังจากที่ได้แถลงการณ์ย้ำจุดยืนไปเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่าน ทางยูนิเซฟก็ยังขอย้ำว่า จุดยืนยังคงเดิม ตั้งแต่แรกเริ่ม คือ การเน้นย้ำและเป็นห่วงในการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกของเด็กอย่างสันติ ในพื้นที่ที่ปลอดภัยทั้งในโรงเรียน ครอบครัว หรือชุมชน ดังนั้นทุกฝ่ายควรให้ความสำคัญกับการปกป้องเด็กและเยาวชน จากการถูกขมขู่คุมคามทุกรูปแบบอีกด้วย ซึ่งเด็กและเยาวชนก็จะเรียนรู้การแสดงออกหรือการแสดงความคิดเห็นอย่างสันติเช่นกัน ในส่วนของข้อเสนอแนะ ก็จะเป็นไปตามพันธะที่จะเป็นผู้พิทักษ์สิทธิของเด็ก เพราะยูนิเซฟ เป็นองค์กรที่ไม่เลือกปฏิบัติและไม่มีปัจจัยทางการเมืองมาเกี่ยวข้อง โดยหวังว่าผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดจะหารือและร่วมกันหาทางออก &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; สำหรับจดหมายเปิดผนึกจากบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เราได้ส่งจดหมายตอบกลับไปเมื่อเช้านี้ว่า หัวใจสำคัญ คือ เรามีความเห็นตรงกัน มีความห่วงใย และมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมเรื่องความปลอดภัยของเด็กและเยาวชน ร่วมถึงสิทธิในการแสดงออกและแสดงความเห็นอย่างสันติในพื้นที่ปลอดภัย นอกจากนี้ยังมีการทำงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ &amp;nbsp;หรือกลุ่มนักเรียน เพื่อที่จะให้โรงเรียนหรือสถาบันการศึกษา มีการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กได้แสดงความคิดเห็นและเคารพความคิดเห็นนั้น เรายังพยายามสร้างกลไกในการป้องกันความรุนแรงจากความคิดเห็นที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงวัย โดยเริ่มจากบ้าน ที่มีครอบครัวเป็นจุดสำคัญในการสร้างการแลกเปลี่ยนเปลี่ยนความคิด พูดคุยกันด้วยความเข้าใจ&amp;rdquo; โธมัส กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81235</URL_LINK>
                <HASHTAG>การชุมนุมแฟลชม็อบ, ยูนิเซฟ, โธมัส ดาวิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201020/image_big_5f8e8adbb4920.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45553</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/09/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/09/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สำรวจเด็กยากจน อีสานนำ-เหนือตาม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เผยผลศึกษาด้านความยากจนของเด็ก พบอีสานมีปัญหาสูงสุด รองลงมาคือภาคเหนือ ขณะที่แม่ฮ่องสอนและตากคือ 2 จังหวัดที่เผชิญความยากจนรุนแรงสุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 11 กันยายนนี้ &amp;nbsp;สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ และองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย แถลงผลการศึกษาล่าสุดด้านความยากจนหลายมิติของเด็ก พบว่า ในประเทศไทยมีเด็กประมาณ 1 ใน 5 หรือร้อยละ 22 กำลังเผชิญกับความยากจนในหลายมิติ โดยเฉพาะในด้านสุขภาพและการศึกษา ส่วนใหญ่เป็นเด็กที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบท โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นพื้นที่ที่มีสัดส่วนความยากจนหลายมิติของเด็กสูงสุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเทศไทยถือเป็นประเทศแรกๆ ของโลกที่มีการใช้ดัชนีชี้วัดความยากจนหลายมิติของเด็ก (Child Multidimensional Poverty Index หรือ Child MPI) ซึ่งสภาพัฒน์และยูนิเซฟได้ร่วมกันพัฒนาดัชนีชี้วัดนี้ โดยได้รับการสนับสนุนทางด้านวิชาการจากโครงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และแก้ไขความยากจนแห่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด (Oxford Poverty and Human Development Initiative-OPHI)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การใช้ดัชนีชี้วัดความยากจนหลายมิติของเด็ก ไม่ได้นำมิติด้านการเงินของครัวเรือนมาวิเคราะห์ แต่นำมิติอื่นๆ ของเด็ก ได้แก่ มิติด้านการศึกษา มิติด้านสวัสดิภาพเด็ก มิติด้านมาตรฐานความเป็นอยู่ และมิติด้านสุขภาพ อันเป็น 4 ประเด็นสำคัญเร่งด่วนของประเทศมาวิเคราะห์ โดยใช้ข้อมูลจากการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทยในปี พ.ศ.2558-2559
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลการศึกษาชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่า เด็กยากจนหลายมิติส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเขตชนบท คิดเป็นร้อยละ 23 ขณะที่เด็กที่ยากจนหลายมิติที่อยู่ในเขตเมืองมีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 19 และเมื่อพิจารณาตามภูมิภาค พบว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นพื้นที่ที่มีสัดส่วนความยากจนหลายมิติของเด็กสูงสุด ตามมาด้วยภาคเหนือ ขณะที่กรุงเทพมหานครมีระดับความยากจนหลายมิติของเด็กน้อยที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;งานศึกษาชิ้นนี้ยังพบว่า จ.แม่ฮ่องสอน และ จ.ตาก เป็น 2 จังหวัดที่เผชิญกับความยากจนในระดับรุนแรงที่สุด (หมายความว่า ต้องเผชิญกับความยากลำบากในหลากหลายด้านมากที่สุด) นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นว่า เด็กในแต่ละภูมิภาคประสบความยากจนในมิติที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น ใน จ.สตูล ความยากไร้ด้านการศึกษาของเด็กเป็นปัจจัยหลักที่ก่อให้เกิดความยากจนในเด็ก ในขณะที่เด็กในภาคตะวันออกเฉียงเหนือกลับเผชิญความยากลำบากในมิติที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพมากที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังพบว่าหากหัวหน้าครัวเรือนมีการศึกษาในระดับที่ต่ำ เด็กในครัวเรือนนั้นๆ มีแนวโน้มที่จะเผชิญความยากจนหลายมิติด้วยเช่นกัน ความยากจนหลายมิติยังแตกต่างในแต่ละกลุ่มอายุของเด็กอีกด้วย โดยพบว่าร้อยละ 42 ของเด็กอายุ 0-4 ปี เผชิญกับความยากจนหลายมิติ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าช่วงอายุอื่น ขณะที่กลุ่มวัยรุ่น (15-17 ปี) เป็นกลุ่มที่ประสบกับความความยากจนหลายมิติในระดับที่รุนแรงที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การศึกษาครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า ความยากจนในเด็กในประเทศไทยลดลงอย่างมากในระหว่าง พ.ศ.2548-2559 ทั้งในสัดส่วนของเด็กยากจนและระดับความรุนแรงของความยากจน สะท้อนให้เห็นความก้าวหน้าของประเทศไทยในการแก้ปัญหาความยากจนในเด็ก อย่างไรก็ดี ประเทศไทยยังคงต้องเร่งพัฒนาความเป็นอยู่ของเด็ก เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพในอนาคต โดยเฉพาะในภาวะที่ประเทศไทยเป็นสังคมสูงวัย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายโธมัส ดาวิน ผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า การวัดความยากจนหลายมิติในเด็กเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยทำให้แน่ใจว่าเราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ตามบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน การศึกษาครั้งนี้ทำให้ได้ข้อมูลเจาะลึกที่สำคัญ ที่ระบุว่าใครคือกลุ่มเด็กที่เปราะบางที่สุด โดยพิจารณาจากมิติอื่นๆ เช่น การศึกษาและสุขภาพ ข้อมูลเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นที่จะนำไปสู่การพัฒนานโยบายและการกำหนดงบประมาณที่เหมาะสม ยูนิเซฟมุ่งมั่นจะทำงานร่วมกับภาคีต่างๆ ที่จะสร้างความเข้มแข็งด้านโยบาย เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีเด็กคนใดในประเทศไทยที่ตกอยู่ในความยากจนในทุกมิติ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45553</URL_LINK>
                <HASHTAG>หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โธมัส ดาวิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190911/image_big_5d78fdb617760.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
