<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>30801</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/03/2019 09:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/03/2019 09:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>3 โบรกเกอร์มั่นใจ หุ้นไทยมีโอกาสแตะ 1,780-2,000 จุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 มี.ค. 2562 นายเกษม พันธ์รัตนมาลา กรรมการและหัวหน้าส่วนงานวิจัย บล.ซีไอเอ็มบี(ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ให้เป้าดัชนีหุ้นไทยในปี 2562 ไปถึง 2,000 จุด โดยมีปัจจัยเด่นมาจากการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น คาดว่าหลังมีรัฐบาลใหม่ออกมา จะทำให้นักลงทุนมีความมั่นใจในเสถียรภาพของรัฐบาลมากขึ้น ส่งผลให้มีเม็ดเงินไหลกลับเข้ามาภายในประเทศ ด้านปัจจัยภายนอกประเทศ ต้องรอติดตามผลการเจรจาระหว่างสหรัฐและจีน ที่ยังคงไม่ชัดเจน แต่เชื่อว่าการเลือกตั้งจะเข้ามาหนุนความมั่นใจของนักลงทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนางกชกร นำเกียรติสกุล ตัวแทนในการขายหรือรับซื้อคืนหน่วยลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยปี 62 ไม่เปลี่ยนแปลงจากปี 61 มาก โดยมองเป้าดัชนีหุ้นไทยปีนี้ อยู่ที่ 1,780 จุด อัตราส่วนราคาต่อกำไร 15.7 เท่า ขณะที่นักลงทุนยังกังวลเรื่องข้อขัดแย้งระหว่างสหรัฐและจีนที่ยังยืดเยื้อ &amp;nbsp;เบรกซิทรอความชัดเจน มีผลที่แน่ชัดในวันที่ 29 มี.ค 62 นี้ ทั้งนี้ปัจจัยในประเทศนักลงทุนยังคงคาดหวังกับเสถียรภาพของรัฐบาลใหม่ภายหลังการเลือกตั้งและนโยบายที่นำมาใช้จะสามารถทำให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้น รวมถึงความต่อเนื่องของโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ถ้ามีการต่อยอดตัวโครงการดังกล่าว จะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพรเทพ ชูพันธุ์ &amp;nbsp;ผู้อำนวยการอาวุโส &amp;nbsp;ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด กล่าวว่า มองดัชนีหุ้นไทยทั้งปีอยู่ที่ 1800 จุด โดยนักลงทุนคาดหวังกับรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง &amp;nbsp;ขณะที่หุ้นที่แนะนำลงทุนในปี 62 ได้แก่ บิกแค็พ เป็นหุ้นขนาดใหญ่ อาทิ อมตะ คอร์ปอเรชั่น และ สยามโกลบอลเฮ้าส์ซึ่ง ซึ่งมีความโดดเด่นด้านการลงทุนและบริโภคและได้สร้างความเติบโตให้แก่เศรษฐกิจภายในประเทศ รวมถึงกลุ่มโรงพยาบาล กรุงเทพดุสิตเวชการ และ บางกอก เชน ฮอสปิทอล โดยราคาหุ้นยังไม่ปรับตัวขึ้นเหมือนหุ้นตัวอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้มองว่าการยุบพรรคไทยรักษาชาติ คาดว่าไม่ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย เนื่องจากไม่ใช่การเลื่อนวันเลือกตั้งออกไป &amp;nbsp;ส่งผลให้นักลงทุนส่วนมากยังคาดหวังกับเสถียรภาพของนักการเมืองภายหลังการเลือกตั้ง และนโยบายในการส่งเสริมเศรษฐกิจของไทยเป็นอย่างมาก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30801</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทิศทางดัชนีตลาดหลักทรัพย์, เกษม พันธ์รัตนมาลา, โบรกเกอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180516/image_big_5afb9254e3e07.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15440</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/08/2018 10:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/08/2018 10:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;ป้อนข้าว&#039;สาวสนิทบรรยินรับทราบข้อหาร่วมฟอกเงิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ส.ค. 61 - ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) น.ส.อุรชา วชิรกุลฑล หรือ ป้อนข้าว อดีตโบรกเกอร์ ผู้ต้องหาคดีโอนหุ้นของนายชูวงษ์ แซ่ตั้ง พร้อมทนายเข้าพบ พ.ต.ท.ณัฐพงษ์ เกิดเอี่ยม รองผู้กำกับ 4 กองบังคับการปราบปราม (รอง ผกก.4 บก.ป.) เพื่อรับทราบข้อหาร่วมกันฟอกทรัพย์ หลังจากเจ้าหน้าที่ออกหมายเรียกให้มารับทราบข้อหาเพิ่มเติมที่ร่วมกับ พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อดีตรมช.กระทรวงพาณิชย์ และน.ส.กัญฐณา ศิวาธนพล หรือน้ำตาล เพื่อนสาวคนสนิท พ.ต.ท.บรรยิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้สืบเนื่องจากมาจากคดีการโอนหุ้นของนายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง หรือเสี่ยจืด ที่เสียชีวิตหลังเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ขณะที่เดินทางกลับจากไปตีกอล์ฟกับ พ.ต.ท.บรรยิน แต่ทางญาติของผู้ตายไม่เชี่อว่าเป็นอุบัติเหตุ กระทั่งร้องเรียนให้กองปราบฯรื้อคดี ก่อนจะมีความเห็นว่าเป็นเหตุฆาตกรรม อันมีสาเหตุมาจากการปลอมหลักฐานการโอนหุ้นของนายชูวงษ์ มูลค่าเกือบ 300 ล้านบาท ให้กับ น.ส.อุรชา และน.ส.กัญฐณา สาวคนสนิท พ.ต.ท.บรรยิน ซึ่งต่อมาผู้ต้องหาได้มีการยักย้ายถ่ายเทเงินที่ได้จากการขายหุ้นดังกล่าว ก่อนนำไปซื้อทรัพย์สินต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้พนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกให้ทั้ง 3 คน มารับทราบข้อกล่าวหาในวันนี้ นาย พ.ต.ท.บรรยิน ติดภารกิจที่ศาล ส่วนน.ส.กัญฐณา ได้ให้ทนายมาขอเลื่อน อ้างเพิ่งได้รับหมายเรียกและอยู่ระหว่างเตรียมเอกสารขอเลื่อน ทั้ง 2 คน ขอเลื่อนเข้ารับทราบข้อหาร่วมกันฟอกทรัพย์อีกครั้งเป็นวันที่ 28 ส.ค.นี้ ส่วน น.ส.อุรุชา เมื่อมาถึงได้เข้าพบพนักงานสอบสวนโดยไม่ยอมให้สัมภาษณ์แต่อย่างใด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15440</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองปราบ, คดีชูวงษ์, บรรยิน, ป้อนข้าว, ฟอกเงิน, โบรกเกอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180815/image_big_5b73a1bd36ef6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13690</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/07/2018 08:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/07/2018 08:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โบรกฯประสานเสียงหุ้นไทยผ่านวิกฤต มองจบปีดัชนียืนที่ 1,900 จุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บล.ไทยพาณิชย์ชี้หุ้นไทยผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว หลังความกังวลสงครามการค้าลดลง พร้อมคงเป้าหมายดัชนีหุ้นไทยปีนี้แตะ 1,900 จุด ด้านบล.กสิกรมั่นใจหุ้นไทยปีนี้อยู่ที่ 1,898 จุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอิสระ อรดีดลเชษฐ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายการลงทุน สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ไทยพาณิชย์ จำกัด เปิดเผยว่า แนวโน้มดัชนีหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 3 ปี 61 และทั้งปีนี้ ได้ผ่านจุดต่ำสุดที่ 1,570 จุดแล้ว หลังจากความกังวลสงครามการค้าสหรัฐกับจีนเริ่มลดลง และปรับตัวดีขึ้นในช่วงไตรมาส 3 โดยในอดีตที่ผ่านมาดัชนีหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 3 ค่อนข้างดี และการปรับลดลงเริ่มมีน้อยต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาส 4 ทั้งนี้ ยังคงคาดการณ์ดัชนีหุ้นไทยสิ้นปีนี้อยู่ที่ 1,900 จุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม คาดว่ากำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ปีนี้จะเติบโต 10% หลังจากภาพรวมกำไรบจ.ยังออกมาดีในไตรมาสแรก ซึ่งคาดว่าในไตรมาส 2 จะไม่ด้อยกว่าไตรมาสแรก สอดคล้องกับการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไทย ที่ขยายตัวแข็งแกร่ง โดยในไตรมาสแรกอยู่ที่ 4.8% และปีนี้คาดจะขยายตัวได้ที่ 4.2% มาจากอุปสงค์ในประเทศทั้งการบริโภคและลงทุนมีทิศทางที่ดี หากยังมีแนวโน้มที่ดีต่อไปจะส่งผลให้เศรษฐกิจยังคงขยายตัวได้ดีและต่อเนื่องในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ ความเสี่ยงที่ต้องจับตามองและกำลังส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นขณะนี้คือ นโยบายประชานิยมในรูปแบบที่ก่อให้เกิดการกีดกันทางการค้า ซึ่งอาจส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้ภาวะนโยบายการเงินที่ตึงตัวขึ้นอย่างการขึ้นดอกเบี้ย โดยมองว่าท้ายที่สุดจะมีการเจรจาเพื่อหาข้อตกลงกันได้ แต่ในช่วงนี้ข่าวสารต่างๆ จะยังส่งผลลบต่อตลาดอยู่ ทั้งนี้ แนะนำนักลงทุนให้ปรับพอร์ต 60-70% เพื่อลงทุน ส่วนที่เหลือให้เก็บเงินสดไว้เพื่อเข้าซื้อในช่วงที่ดัชนีหุ้นปรับลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ยังคงเป้าหมายดัชนีสิ้นปีนี้อยู่ที่ 1,898 จุด โดยมองกรณีเลวร้ายที่สุดหากเกิดสงครามการค้าเต็มรูปแบบ ดัชนีจะลดลง 341 จุด และอัตราการเติบโตกำไรต่อหุ้นจะอยู่ที่ -10% ทำให้ดัชนีเป้าหมายอยู่ที่ 1,557 จุด ส่วนกรณีที่ไม่มีการเลือกตั้ง ดัชนีจะลดลง 88 จุด เนื่องจากอัตราการเติบโตกำไรต่อหุ้นลดลงเหลือ 8% รวมถึงความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงตาม ส่งผลให้ดัชนีเป้าหมายอยู่ที่ 1,810 จุด ขณะที่ หากเศรษฐกิจในตลาดเกิดใหม่เติบโตลดลง ดัชนีจะลดลง 47 จุด ทำให้ดัชนีเป้าหมายอยู่ที่ 1,851 จุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13690</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีหุ้นไทย, บล.กสิกรไทย, บล.ไทยพาณิชย์, ประกิต สิริวัฒนเกตุ, ผ่านจุดต่ำสุด, อิสระ อรดีดลเชษฐ์, โบรกเกอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180719/image_big_5b4feb8675ca0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11131</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/06/2018 16:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/06/2018 16:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ก.ล.ต. กล่าวโทษชาวจีน 7 ราย ทำธุรกิจโบรกฯ โดยไม่มีใบอนุญาต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก.ล.ต. กล่าวโทษบุคคลสัญชาติจีน 7 ราย ต่อ ปอศ. กรณีประกอบธุรกิจหลักทรัพย์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 มิ.ย. 61 - นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ก.ล.ต. ได้กล่าวโทษบุคคลสัญชาติจีน รวม 7 ราย ต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.) กรณีประกอบธุรกิจหลักทรัพย์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามความผิดมาตรา 90 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ซึ่งมีระวางโทษตามมาตรา 289 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน คือ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2-5 ปี และปรับตั้งแต่ 200,000-500,000 บาท และปรับอีกไม่เกินวันละ 10,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืน ก.ล.ต.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 10 พ.ค. 61 ก.ล.ต. ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบโรงแรมแห่งหนึ่งในอำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี พบบุคคลสัญชาติจีนจำนวนมาก พร้อมอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ซึ่งแสดงหน้าจอการซื้อขายหลักทรัพย์ในต่างประเทศ ซึ่งก.ล.ต. ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมพบว่า บุคคลสัญชาติจีน รวม 7 ราย ได้แก่ นายเค่อ ซิ เหว่ย นายโจ โจ นายเฉิง เจีย นายหลู หยาง หยิน นายอู่ จิน เฉิง นายเฉิน เซียวเซียง และนายซิน เย่ ได้ใช้สถานที่ดังกล่าวเป็นฐานในการติดต่อชักชวนผู้ลงทุนในต่างประเทศให้ซื้อขายหุ้นต่างประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ ข้อความเชิญชวน และข้อมูลการติดต่อกับผู้ลงทุน ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวเข้าข่ายเป็นการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทการเป็นที่ปรึกษาการลงทุนในประเทศไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต ขณะเดียวกัน ยังพบข้อสงสัยว่า บุคคลข้างต้นอาจมีพฤติกรรมซื้อขายหุ้นแทนลูกค้าด้วย โดยเข้าข่ายการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ในประเทศไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11131</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก.ล.ต., ชาวจีน, ปอศ., รพี สุจริตกุล, สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์, โบรกเกอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180218/image_big_5a8970cd26dc8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10072</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/05/2018 23:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/05/2018 08:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับตาเจรจาการค้าสหรัฐ-จีน กดดันตลาดหุ้นสัปดาห์หน้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บล.กสิกรไทย คาดดัชนีหุ้นไทยสัปดาห์หน้าเคลื่อนไหว 1,725-1,765 จุด ติดตามการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บล.กสิกรไทย &amp;nbsp;มองว่า สัปดาห์ถัดไป (28 พ.ค.-1 มิ.ย.) ดัชนีหุ้นไทย (SET) มีแนวรับที่ 1,725 และ 1,710 จุด ขณะที่ แนวต้านอยู่ที่ 1,750 และ 1,765 จุด ตามลำดับ โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คงได้แก่ ความคืบหน้าในการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อื่นๆ ได้แก่ ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศ รายได้และรายจ่ายส่วนบุคคลเดือนเม.ย. ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรและดัชนี ISM ภาคการผลิตเดือนพ.ค. ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ และดัชนีราคาผู้บริโภคของยูโรโซน ตลอดจนดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อน โดยดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,741.21 จุด ลดลง 0.74% จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่ มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันปรับลดลง 6.18% จากสัปดาห์ก่อน มาที่ 57,613.16 ล้านบาท ส่วนตลาดหลักทรัพย์ mai ปิดที่ 468.53 จุด ลดลง 1.32% จากสัปดาห์ก่อน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10072</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีตลาดหลักทรัพย์, ตลาดหุ้น, บล.กสิกรไทย, สหรัฐ-จีน, โบรกเกอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180424/image_big_5adf11609a638.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7773</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/04/2018 21:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/04/2018 18:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หุ้นกลุ่มทีวีดิจิทัลบวกยกแผง รับข่าวดีม.44โบรกชี้ช่อง3ได้ประโยชน์สูงสุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin:0px; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0px; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;หุ้นกลุ่มทีวีดิจิตอลบวกยกแผง โบรกชี้ได้อานิสงส์จากมาตรการเยียวยา คาดช่อง&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ได้ประโยชน์สูงสุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0px; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;นายคณฆัส จิรเสวีนุประพันธ์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน บล.โนมูระ พัฒนสิน เปิดเผยว่า หลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิตอล&amp;nbsp;ส่งผลบวกต่อผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลที่มีปัญหาทางด้านการเงิน และเรตติ้งต่ำ ทำให้มีสภาพคล่องทางการเงินดีขึ้น รวมถึงลดภาระค่าใช้จ่ายลง โดยเฉพาะบมจ.บีอีซี เวิลด์ (BEC) คาดจะได้รับประโยชน์สูงสุด เนื่องจากมีช่องทีวีในมือ&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ช่อง นอกจากนี้ บมจ.อสมท (MCOT) และ บมจ.จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ (GRAMMY) ก็ได้อานิสงส์ด้วยเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0px; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;สำหรับราคาหุ้นกลุ่มทีวีดิจิตอลปรับขึ้นยกกระดาน โดยบมจ.เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์&amp;nbsp;(WORK) ปิดที่&amp;nbsp;67.25&amp;nbsp;บาท เพิ่มขึ้น&amp;nbsp;5.75&amp;nbsp;บาท หรือเปลี่ยนแปลง&amp;nbsp;9.35%&amp;nbsp;บมจ.โมโน เทคโนโลยี (MONO) ปิดที่ 4.22 บาท เพิ่มขึ้น 0.12 บาท หรือเปลี่ยนแปลง 2.93%&amp;nbsp;บมจ.อาร์เอส ปิดที่ 28.25 บาท เพิ่มขึ้น 0.75 บาท หรือเปลี่ยนแปลง 2.73%&amp;nbsp;&amp;nbsp;BEC&amp;nbsp;ปิดที่&amp;nbsp;11.60&amp;nbsp;บาท เพิ่มขึ้น&amp;nbsp;0.90&amp;nbsp;บาท หรือเปลี่ยนแปลง&amp;nbsp;8.41%&amp;nbsp;MCOT&amp;nbsp;ปิดที่ 10.80 บาท เพิ่มขึ้น 0.10 บาท หรือเปลี่ยนแปลง 0.93%&amp;nbsp;GRAMMY&amp;nbsp;ปิดที่ 9.15 บาท เพิ่มขึ้น 0.15 บาท หรือเปลี่ยนแปลง 1.67%.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7773</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทีวีดิจิทัล, ม.44, หุ้น, หุ้นกลุ่มทีวีดิจิทัล, โนมูระ พัฒนสิน, โบรกเกอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180424/image_big_5adf11609a638.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6215</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/04/2018 12:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/04/2018 12:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โบรกแนะ เม.ย.ควรเก็บหุ้นกลุ่มพลังงาน-ท่องเที่ยว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โบรกให้น้ำหนักเดือนเม.ย.ลงทุนพลังงานและท่องเที่ยว ชี้จับตาผลประกอบการแบงก์ไตรมาสแรกและเลือกตั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมการลงทุนในเดือนเม.ย. ให้น้ำหนักกับหุ้น 2 กลุ่มสำคัญ คือ กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก รวมถึงราคาน้ำมันและสเปรดผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีจะยังคงทรงตัวในระดับสูงภาพ ขณะที่ กลุ่มท่องเที่ยวที่ได้ประโยชน์จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยังคงแข็งแกร่ง ได้แก่ กลุ่มโรงแรม และกลุ่มพาณิชย์ ทั้งนี้ คาดดัชนีหุ้นไทยจะแกว่งตัวในกรอบ 1,750-1,850 จุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ปัจจัยในประเทศที่ต้องจับตามองคือการประกาศผลประกอบการของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ซึ่งเป็นกลุ่มแรกที่แจ้งงบไตรมาสแรก ปี 61 หากออกมาดีหรือแย่กว่าที่คาด จะนำไปสู่การปรับประมาณการกำไรของตลาดได้ นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการเลือกตั้งภายหลังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตัดสินใจเข้าชื่อส่งร่างประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว.ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ หากยุติเพียงเท่านี้ จะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยไม่มากนัก แต่ถ้ามีการเข้าชื่อเพื่อยื่นร่างกฎหมายลูกว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.ให้กับศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาด้วย จะส่งผลกระทบต่อแผนการเลือกตั้งแน่นอน และกดดันตลาดหุ้นไทยได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปัจจัยต่างประเทศที่ต้องติดตาม คือสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน หากยังเกิดการโต้ตอบระหว่างกัน อาจส่งผลกระทบในวงกว้างต่อหลายประเทศรวมถึงเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะผู้ส่งออกสินค้าวัตถุดิบและสิ้นค้าขั้นกลางไปยังประเทศที่ได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ตาม ผลต่อตลาดหุ้นนั้นอาจอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากกลุ่มที่ได้รับผลกระทบนั้นไม่ได้มีมูลค่าตลาด (มาร์เก็ตแคป) อย่างมีนัยสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพบชัย ภัทราวิชญ์ ผู้จัดการสายงาน วิจัย บล.เอเชียพลัส กล่าวว่า ในสัปดาห์แรกของเดือนเม.ย. คาดว่าตลาดหุ้นไทยยังเคลื่อนไหวได้ดี แต่ต้องระวังในช่วงสัปดาห์ที่ 2 เนื่องจากจะมีแรงขายทำกำไรก่อนวันหยุดยาวเทศกาลวันสงกรานต์ ทำให้ตลาดมีความผันผวนและมูลค่าซื้อขายเบาบางลง นอกจากนี้ ยังมีแรงกดดันจากการประกาศจ่ายปันผลและการขึ้นเครื่องหมายผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้สิทธิรับเงินปันผล (เอ็กซ์ดี) ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ประมาณ 70 บริษัท ซึ่งเป็นบจ.ที่มีมาร์เก็ตแคปใหญ่ โดยจะเป็นปัจจัยกดดันดัชนีประมาณ 11 จุด ทำให้ดัชนีหุ้นไทยในเดือนเม.ย.ปรับขึ้นได้ไม่มาก คาดกรอบดัชนีแนวรับอยู่ที่ 1,750 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 1,835 จุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6215</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนี, ตลาดหุ้น, ทรีนีตี้, มาร์เก็ตแคป, สงกรานต์, หุ้น, เอเชียพลัส, โบรก, โบรกเกอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180131/image_big_5a719add2e62a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
