<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>78255</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2020 16:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2020 16:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อิทธิพล&#039; ยันไร้ใบสั่งจากรัฐบาล กรมศิลป์ทำตามกฎหมายแจ้งจับหมุดคณะราษฎร 2563</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ย.63 - ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม ให้สัมภาษณ์กรณีกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม จัดกิจกรรมปักหมุดคณะราษฎร 2563 ที่บริเวณท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 20 ก.ย.ที่ผ่านมา ว่า เรื่องนี้ได้มอบหมายให้กรมศิลปากรแจ้งความดำเนินคดี เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานทุ่งพระเมรุตั้งแต่ปี 2520 เพราะกรณีที่เกิดขึ้นทำให้เกิดความเสียหาย เป็นความเสื่อมไปของพื้นที่ ซึ่งกฎหมายที่เราใช้คือ มาตรา 10 พ.ร.บ.โบราณสถานปี 2504 มีโทษสูงสุดคือจำคุกไม่เกิน 3 ปี เป็นการนำวัตถุอื่นที่ไม่เคยมีอยู่เดิมมาใส่เข้าไป เราแจ้งความตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ยืนยันว่าเรื่องนี้เราดำเนินการตามกฎหมาย รัฐบาลไม่ได้ให้นโยบายพิเศษอะไร ทุกกรณีที่เกิดขึ้นกับโบราณสถานเราก็จะดำเนินการเช่นนี้ ย้ำไม่มีนโยบายพิเศษ สำหรับหมุดที่ถูกถอนออกไปขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เก็บไว้เป็นของกลางในคดี&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า มีกระแสในโลกออนไลน์เปรียบเทียบการดำเนินการระหว่างเรื่องหมุดคณะราษฎร 2563 กับหายไปของอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ หรือ อนุสาวรีย์ปราบกบฏ ที่หายไปก่อนหน้านี้ ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการเลือกปฏิบัติหรือไม่ นายอิทธิพล กล่าวว่า ไม่ใช่ แต่เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในแต่ละห้วงเวลา เรื่องอนุสาวรีย์ฯ กรมศิลปากรได้แจ้งความไว้แล้วที่ สน.บางเขน ยืนยันทุกกรณีกรมศิลปากรจะดำเนินการตามกฎหมาย และมีการรายงานความคืบหน้ามาถึงรัฐมนตรีมาโดยตลอด ซึ่งเรื่องอนุสาวรีย์ฯยังไม่มีการรายงานความคืบหน้าเข้ามา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงกรณีหมุดคณะราษฎร 2475 ที่ถูกถอนหายไปก่อนหน้านี้ นายอิทธิพล กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวตนไม่ทราบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78255</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมศิลปากร, สนามหลวง, หมุดคณะราษฎร, อิทธิพล คุณปลื้ม, โบราณสถาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200922/image_big_5f69c680effa9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78133</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2020 16:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2020 16:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สส.สาวก้าวไกล จี้ &#039;กรมศิลป์-กทม.&#039; โชว์หลักฐานเทลานคอนกรีตสนามหลวงถูกกฎหมายหรือไม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.ย.63 - น.ส.สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา ส.ส.เขต 3 นครปฐม และโฆษกพรรคก้าวไกล ให้ความเห็นต่อกรณีที่ตัวแทนจากกรมศิลปากรเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.ชนะสงคราม ในความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 ต่อผู้ชุมนุมที่ปักหมุดคณะราษฎรที่ 2 บริเวณลานปูนที่ท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 19 ก.ย. ที่ผ่านมา ว่า อยากตั้งคำถามว่า สนามหลวงหรือทุ่งพระเมรุ ตอนที่ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานในปี พ.ศ.2520 อัตลักษณ์ ที่ระบุในเวลานั้นคือ ลานสนามหญ้า การที่ กทม. มาปรับปรุงเป็นลานคอนกรีตได้ขออนุญาตจากกรมศิลปากรหรือไม่ และกรมศิลปากรได้เข้ามากำกับการเทปูน ทำลานคอนกรีตหรือเปล่า เรื่องนี้ควรเปิดเผยรายละเอียดการขออนุญาต และรายงานการตรวจสอบ เพื่อให้มั่นใจว่า กทม. ไม่ได้กระทำผิด พ.ร.บ.โบราณสถาน เสียเอง แต่ถ้า กทม. ไม่ได้ขออนุญาต นั่นก็แสดงว่า ลานคอนกรีตที่สนามหลวง ไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่แรก แล้วจะมาเอาผิดคนที่เจาะพื้นปูนที่ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.โบราณสถานฯ ได้อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.สุทธวรรณ ยังกล่าวถึงอีกประเด็นหนึ่งโดยเปรียบเทียบว่า ปัจจุบันมีโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนแล้วหลายแห่งถูกทำลายและสูญหาย กรมศิลปากรต้องชี้แจงให้สาธารณชนทราบด้วย อย่างเช่น อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ ที่เคยอยู่บริเวณหลักสี่ ซึ่งอนุสาวรีย์นี้ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานชัดเจน การปล่อยให้ใครมารื้อถอนไป และหายไปอย่างไร้ร่องรอยแบบนี้ เป็นการทำผิดตาม พ.ร.บ.โบราณสถาน และอนุสาวรีย์นี้ก็มีความหมาย และมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยของชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เรื่องนี้เงียบมานานมาก ทางกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรมต้องมีคำตอบว่า มีความคืบหน้าไปอย่างไร ใครเป็นผู้กระทำ และอนุสาวรีย์ที่มีขนาดใหญ่ขนาดนั้น หายไปได้อย่างไร หากกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรมไม่ทำอะไรเลย ก็อาจเข้าข่ายการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้&amp;rdquo; น.ส.สุทธวรรณ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78133</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, สนามหลวง, สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา, โบราณสถาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200910/image_big_5f5a03c038568.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44330</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/08/2019 19:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/08/2019 07:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บทเรียน”โบสถ์สีทอง“ หยุดหายนะโบราณสถาน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โบสถ์วัดไชนาวาสทาด้วยสีอะครีลิคผสมผงทองคำ ทำลายคุณค่าดั้งเดิม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โบสถ์สีทองอร่ามในวัดเก่าของจังหวัดสุพรรณบุรี ที่วัดเปลี่ยนจากสีดั้งเดิม กลายเป็นสีใหม่ &amp;nbsp;จนเป็นข่าวดังในโลกโซเชียล เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ขาดองค์ความรู้ในการบูรณะทำลายความแท้ดั้งเดิมโบราณสถานไม่ได้มีเฉพาะอุโบสถวัดโพธารามแต่ยังมีการทาสีเหลืองทับวิหารกำแพงซุ้มประตูและใบเสมาในวัดและโบราณสถานหลายแห่งโดยทาสีทองหวังให้เป็นเอกลักษณ์และสร้างความสนใจดึงดูดนักท่องเที่ยวมายลความงามของเมืองโบราณอู่ทองจ.สุพรรณบุรี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรณีดังกล่าวนำมาสู่ การตรวจสอบวัดของกรมศิลปากรกระทรวงวัฒนธรรม มีการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ของตัวอย่างสีทองที่ทาวัดถึงผลกระทบ &amp;nbsp;รวมถึงเดินหน้าแก้ไขปัญหาพูดคุยทำความเข้าใจกับทุกฝ่ายทั้งวัดชาวบ้านในชุมชนและคนที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนสีวัด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; อรุณศักดิ์ กิ่งมณี รองอธิบดีกรมศิลปากรกล่าวภายหลังการตรวจเยี่ยมการดำเนินโครงการอนุรักษ์ประติมากรรมเพื่อแก้ไขปัญหาโบราณสถานที่ถูกทาสีทองและความก้าวหน้าในการอนุรักษ์และพัฒนาโบราณสถานสำคัญในจ.สุพรรณบุรีและจ.นครปฐมเมื่อวานนี้ว่า &amp;nbsp;ได้รับรายงานพบการดำเนินงานบูรณะโบราณสถานทั่วประเทศที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อตัวโบราณสถานประมาณ40 แห่ง &amp;nbsp; ส่วนใหญ่มีสาเหตุจากการไม่ขออนุญาตทำการบูรณะจากกรมศิลปากรก่อน &amp;nbsp; &amp;nbsp;การดำเนินงานมีการบูรณะผิดหลักการอนุรักษ์ตามหลักวิชาการเช่น การทาสีทองลงบนโบราณสถานทั้งหมดรวมถึงซุ้มประตู &amp;nbsp;และประติมากรรม &amp;nbsp;โดยใช้สีสมัยใหม่ที่มีความคงทนสูง แต่ปัญหาคือไม่สามารถระบายความชื้นได้ &amp;nbsp;ทำให้เนื้อปูนผนังผุกร่อนได้ง่าย &amp;nbsp;ขณะเดียวกันยังมีการฉาบด้วยปูนซีเมนต์ดำทับปูนเก่า &amp;nbsp;ซึ่งระบายความชื้นไม่ได้และไม่มีคุณสมบัติการยึดเกาะกับชิ้นงานส่งผลต่อปูนเก่าและอิฐเก่าหลุดร่อนออกมา &amp;nbsp;นอกจากนี้เกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของผู้บูรณะซึ่งเป็นทั้งชาวบ้านและเจ้าอาวาสโดยกรมศิลปากรแจ้งความดำเนินคดีไปแล้วหลายแห่งหลังจากที่เรียกมาชี้แจงและทำความเข้าใจให้ปรับแก้แล้วแต่ทางวัดไม่ให้ความร่วมมือปฏิบัติตามหลักการที่ถูกต้องอาทิวัดพยัคฆารามจ.สุพรรณบุรี &amp;nbsp;วัดไลย์จ.ลพบุรี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซุ้มประตูสีทองวัดโพธาราม ทำการลอกสีออก บูรณะคืนความดั้งเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo; หลังจากที่กรมศิลปากรแจ้งดำเนินคดีกับวัดต่างๆที่ทาสีทองทับทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและความเสียหายทำให้วัดทำผิดลักษณะนี้น้อยลงเพราะการทาสีทองหากไม่ลอกออก จะเกิดความชื้นเกิดสีหลุดลอกกรมมีแนวคิดเชิญบริษัทผลิตสีมาพูดคุย &amp;nbsp; เพื่อผลิตสีที่ระบายความชื้นได้ใช้ในการอนุรักษ์โบราณสถานและงานโบราณคดีหากดำเนินการสำเร็จจะมีผลิตภัณฑ์สีแนะนำให้วัดใช้ในการอนุรักษ์ต่อไป &amp;nbsp;ขณะนี้มีวัดทาสีทองกว่า30 วัดงานอนุรักษ์ &amp;nbsp;ต้องขอความร่วมมือท้องถิ่นและชุมชนมีบทบาทช่วยสอดส่องและเฝ้าระวังการพัฒนาวัดอย่างเหมาะสม &amp;nbsp;&amp;ldquo; รองอธิบดีกรมศิลปากรกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใบเสมาด้านหน้าอุโบสถ วัดลาวน้อย ลอกสีทองออก พบเสียหายเนื้อหินทรายเปื่อยยุ่ย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้านนักอนุรักษ์ในสุพรรณบุรีอัจฉรา แข็งสาริกิจ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่2 สุพรรณบุรีกล่าวว่าในจังหวัดสุพรรณบุรีมีปัญหาโบราณสถานที่ถูกทาสีทองจำนวน &amp;nbsp;9 แห่ง &amp;nbsp;แต่การดำเนินโครงการอนุรักษ์ประติมากรรมเพื่อแก้ไขปัญหาโบราณสถานที่ถูกทาสีทองคัดเลือก3 แห่ง &amp;nbsp;ระหว่างเดือนพ.ค.-ก.ค. 62 คือวัดโพธารามวัดไชนาวาสและวัดลาวทองอำเภอเมืองโดยใช้เกณฑ์คัดเลือกโบราณสถานที่เก่าแก่วัดที่สำคัญอันดับต้นๆและมีประติมากรรมสวยงาม รวมถึงสภาพความเสียหายจากการทาสีทองที่จำเป็นเร่งด่วนสำหรับการอนุรักษ์ได้ดำเนินการในประติมากรรมเฉพาะ &amp;nbsp;เนื่องจาก มีงบประมาณจำกัด เช่น ใบเสมาซุ้มประตูและหลวงพ่อดำก่อนที่จะเสียหายมากกว่านี้ใช้งบประมาณในการแก้ปัญหารวมประมาณ9 แสนบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; อัจฉรา อธิบายว่าที่วัดโพธารามพบการทาสีอะคลิลิคสีทอง ตั้งแต่กระเบื้องมุงหลังคาตลอดลงมาถึงผนังของอุโบสถทั้ง4 ด้าน &amp;nbsp;รวมถึงกำแพงซุ้มประตูและใบเสมาทุกทิศภายในพบการทีสีทองบนเสาไม้ทุกต้นสีที่ใช้ทั้งหมดมีส่วนผสมของเรซิ่นซึ่งทนความร้อนและไม่ยอมให้น้ำหรือความชื้นซึมผ่าน ขณะที่ วัดไชนาวาสผนังพระอุโบสถถูกทาด้วยสีอะคลิลิคสูตรน้ำ &amp;nbsp;ที่ถูกผลิตขึ้นจากอะคลีลิคเรซิ่น100% ผสมผงทองคำทั่วทั้งผนังหน้าต่างและใบเสมารอบพระอุโบสถเนื้อสี มีความเหนียวและทนทานต่อสภาพภูมิอากาศปิดกั้นการระเหยผ่านของความชื้นลักษณะเนื้อสีมีความเรียบเนียนและที่วัดลาวทองตรวจพบพระพุทธรูปประจำพระอุโบสถใหญ่ที่ชาวบ้านเรียกนาม&amp;ldquo;หลวงพ่อดำ&amp;rdquo; แต่ถูกทาทับด้วยสีทองจากวัสดุสังเคราะห์ทั่วทั้งองค์สีมีลักษณะเรียบเหนียวลอกออกได้เป็นแผ่นภายนอก &amp;nbsp; พระอุโบสถถูกทาด้วยสีอะคลิลิคสีทองตลอดผนังทั้ง4 ด้านพบความเสียหายของใบเสมาด้านหน้าพระอุโบสถที่มีลักษณะการหลุดร่อนของชั้นสีเป็นแผ่นเนื้อหินทรายเปื่อยยุ่ยออกเป็นผงเกิดจากการทำปฏิกิริยาของเกลือกับความชื้นที่สะสมอยู่ภายใน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo; ปีนี้กรมศิลปากรจัดอบรมพระสังฆาธิการในเขตที่รับผิดชอบ5 จังหวัดโดยมีเจ้าอาวาสเข้าร่วมซึ่งทุกรูปรับรู้และรับทราบสิ่งที่เกิดขึ้นที่วัดบางวัดพบปัญหาจากการทาสีทองแล้ว &amp;nbsp;สีหลุดร่อนแต่ไม่กล้าบอกชาวบ้านทาง กรมศิลป์ฯ ได้แนะนำกระบวนการอนุรักษ์โดยเชิญหัวหน้ากลุ่มอนุรักษ์จิตรกรรมและประติมากรรมบรรยายให้ความรู้เพื่อรักษาความเป็นของแท้ดั้งเดิม &amp;nbsp;ไม่ทาสีทองทั้งหมดทำเฉพาะส่วนยอดและส่วนที่สำคัญสำหรับทั้ง3 วัด สำนักศิลปากรที่2 มีแผนจะบูรณะควมเป็นของแท้ดั้งเดิมทั้งหมดภายใต้งบประมาณปี64-65 ซึ่งจะต้องจัดทำแผนอนุรักษ์ต่อไป&amp;rdquo; อัจฉราเผยเดินหน้าอนุรักษ์ให้สมบูรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลอกสีทองออก อนุรักษ์ประติมากรรมหลวงพ่อดำ วัดลาวน้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลวงพ่อดำศักดิ์สิทธิ์วัดลาวน้อยที่ถูกทาสีทองทั่วทั้งองค์วันนี้องค์พระประธานกลับคืนสีดำเหมือนอดีตเหล่านักวิชาการช่างศิลป์ใช้เวลากว่า20 วันทำการลอกสีสำเร็จ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อธิป พวงสมบัติ นักวิชาการช่างศิลป์กล่าวว่าเหตุที่ชาวบ้านเรียก&amp;ldquo;หลวงพ่อดำ&amp;rdquo; เพราะเดิมองค์พระมีสีดำ &amp;nbsp;แต่ถูกทาทับด้วยสีทองจากวัสดุสังเคราะห์ทั่วองค์ชาวบ้านยินดีให้กรมศิลปากรทำงานอนุรักษ์เพื่อให้หลวงพ่อดำกลับคืนมาเราพบความเสียหายขององค์พระจากการทาสีทองทำให้โบราณวัตถุไม่สามารถระบายความชื้นได้องค์พระชั้นหินมีลักษณะผุกร่อนเมื่อผิวปูนโบราณผุกร่อนชั้นรักก็ยึดติดไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อรุณศักดิ์ กิ่งมณี รองอธิบดีกรมศิลปากร ตรวจเยี่ยมการแก้ปัญหาโบสถ์ ใบเสมาทาสีทอง จ.สุพรรณบุรี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขั้นตอนลงมือนั้นอธิปเล่าว่าการลอกสีใช้คนถึง3 คนปฏิบัติงานด้วยความละเอียดอ่อนปัดฝุ่นองค์พระหยดสารละลายเมธิลเอธิลคีโตนลงบนสำลีที่วางบนพื้นที่ที่จะทำการลอกสีผนึกกระดาษฟอยส์ทับสำลีที่หยดสารสะลายไว้ปล่อยทิ้งไว้เมื่อครบกำหนดเวลาค่อยๆเปิดกระดาษฟอยส์และสำลีพร้อมนำสำลีพันปลายไม้เช็ดสีแล้วทำความสะอาดชั้นรักบริเวณที่สีเกาะอยู่บนพื้นผิวด้วยสารละลายตัวเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โบราณสถานจะทาสีทองด้วยศรัทธาทำได้แต่นักวิชาการช่างศิลป์ให้ยึดหลักตำแหน่งของศิลปกรรมและบริบทของสถานที่ๆใช้ถ้าเป็นวัสดุใหม่หรือสร้างใหม่จะไม่มีปัญหาแต่วัสดุโบราณจะเกิดปัญหาให้แก้ไขตามมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใบเสมาทาสีทองเทียบกับเมื่อลอกสีทองแล้ว วัดไชนาวาส&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; ความเก่าแก่ของหลวงพ่อดำสันนิษฐานจากรูปแบบศิลปกรรมอายุสมัยคาดว่าอยุธยาตอนปลายถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้นเป็นโบราณวัตถุมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ชาวบ้านในชุมชนศรัทธาเต็มเปี่ยมที่น่าดีใจวัดลาวน้อยมีโครงการปรับผิวองค์พระให้แข็งแรงและทำชั้นรักให้สมบูรณ์ดั่งหลวงพ่อดำองค์เดิมนี่เป็นเป้าหมายต่อไป&amp;ldquo; อธิปย้ำงานบูรณะฟื้นฟูไม่หยุดวัดซึ่งเป็นผู้ดูแลให้ความสำคัญถือเป็นแบบอย่างการทำงานอนุรักษ์โบราณสถานและศาสนสถานให้กับสถานที่สำคัญในจังหวัดอื่นต่อไปไม่ให้ผิดพลาดซ้ำรอยเก่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

ลวดลายประติมากรรมซุ้มประตูวัดโพธารามหลังลอกสีทอง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44330</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมศิลปากร, อรุณศักดิ์ กิ่งมณี, โบราณสถาน, โบสถ์สีทอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190826/image_big_5d63cca4ee060.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39545</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/06/2019 19:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/06/2019 09:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;เทคโนโลยีสุดล้ำ ซ่อมโบราณสถาน&quot; คว้างานวิจัยเด่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะนักวิจัยใช้เทคโนโลยีทันสมัยสนับสนุนการบูรณะโบราณสถานอุทยานฯพระนครศรีอยุธยา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อประเทศไทยต้องการเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการบูรณะโบราณสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์มากมายทั่วประเทศ ด้วยโครงสร้างเจดีย์ วัด วังโบราณที่สร้างมาหลายร้อยปีเสื่อมสภาพ ขาดความมั่นคงแข็งแรง หลายแห่งพังทลายแตกร้าวหรือไม่ก็ทรุดเอียง ชาวบ้านหวั่นอันตรายอาจจะถล่มลงมา งานวิจัยบูรณะโบราณสถานจึงถือเป็นเครื่องมือใหม่ที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลและบูรณะปฏิสังขรณ์โบราณสถานสมบัติล้ำค่าของชาติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เหตุนี้ คณะนักวิจัยคุณภาพ ประกอบด้วย รศ.ดร.นคร ภู่วโรดม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, รศ.ดร.สุทัศน์ ลีลาทวีวัฒน์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, ศ.ดร.อมร พิมานมาศ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ ผศ.ดร.ภาสกร ปนานนท์ คณะวิทยาศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ จึงทุ่มเทศึกษาวิจัยโครงการ การบูรณะโบราณสถานเพื่อรากฐานการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สนับสนุนทุนวิจัย ปัจจุบันเปลี่ยนสู่บทบาทใหม่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รูปทรง 3 มิติ วัดใหญ่ชัยมงคล ก่อนเดินหน้าซ่อมแซมอย่างมีประสิทธิภาพ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วัดใหญ่ชัยมงคล โบราณสถานที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่สุดและมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาไหว้พระขอพรอันดับต้นๆ ใน จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นกรณีศึกษาหลักภายใต้โครงการนี้นำเทคนิคที่ทันสมัยประเมินและติดตามสภาพโครงสร้างโบราณสถานของวัด ซึ่งที่ผ่านมาเกิดปัญหาการเอียงตัว นอกจากนี้ ยังมีกรณีศึกษาเพิ่มเติมที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ใช้เทคโนโลยีการสแกนวัตถุ 3 มิติด้วยแสงเลเซอร์ ประเมินความมั่นคงโครงสร้าง ที่น่าสนใจ มีการสร้างความร่วมมือระหว่างคณะนักวิจัย กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม และ UNESCO เพื่อนำผลงานวิจัยไปแก้ปัญหา ลดความเสียหายของโบราณสถาน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โครงการ การบูรณะโบราณสถานเพื่อรากฐานการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน ได้รับการยกย่องเป็น 1 ใน 13 ผลงานวิจัยเด่น สกว. ประจำปี 2561 ด้านสาธารณะ คณะนักวิจัยเข้ารับมอบโล่เกียรติยศผลงานวิจัยเด่น ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล ราชประสงค์ จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)&amp;nbsp;เมื่อวันก่อน โดยมี ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานกรรมการนโยบายกองทุนสนับสนุนการวิจัย ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานในพิธีและมอบรางวัล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะนักวิจัยโครงการการบูรณะโบราณสถานเพื่อรากฐานการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน รับรางวัลงานวิจัยเด่นประจำปี 2561
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รศ.ดร.นคร ภู่วโรดม กล่าวภายหลังขึ้นรับมอบรางวัลร่วมกับคณะนักวิจัยว่า โบราณสถานมีความสำคัญทั้งด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และอยู่คู่กับชุมชน ปัญหาหลักด้านอนุรักษ์โบราณสถานคือ ขาดข้อมูลหลายๆ ด้านที่ช่วยในการตัดสินใจ วางแผนบำรุงรักษาให้โบราณสถานมีความมั่นคง งานวิจัยนี้ใช้เทคนิคสมัยใหม่เก็บข้อมูลทางวิศวกรรมของโบราณสถาน ประกอบด้วยข้อมูลรูปทรงโบราณสถานเป็นสภาพข้อมูลจริง ข้อมูลคุณสมบัติของวัสดุโบราณ ข้อมูลทางเทคนิคธรณี &amp;nbsp;รวบรวมข้อมูลในแบบฐานข้อมูลดิจิทัล เพื่อนำมาประมวลและใช้ในการตัดสินวางแผนอนุรักษ์อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระบบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot; เทคโนโลยีทันสมัยที่ใช้มีการสแกนวัตถุ 3 มิติ สำหรับวิเคราะห์โครงสร้างเทคนิคการสำรวจรูปทรง 3 มิติด้วยการถ่ายภาพ โดยใช้โดรนตรวจสอบโครงสร้าง สามารถหาความเอียงของเจดีย์วัดใหญ่ชัยมงคล และใช้ข้อมูลนี้ติดตามการเอียงที่อาจมีเพิ่มขึ้นในอนาคต หรือใช้หลักการวิเคราะห์ทางวิศวกรรมที่ใช้ประเมินอาคารสมัยใหม่ นำมาประยุกต์ใช้กับงานโบราณสถานเพื่อดูกำลังรับน้ำหนักของโบราณสถานว่าสามารถแบกรับน้ำหนักอาคารโบราณสถานได้หรือไม่ วิธีธรณีเรดาร์และวิธีวัดสภาพต้านทานไฟฟ้า วัดสนามแม่เหล็กวิเคราะห์โครงสร้าง กรมศิลปากรยังขาดบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถทางวิศวกรรมโบราณสถาน ในฐานะนักวิจัยจึงนำความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่มาร่วมมือกับกรมฯ เพื่อให้การบูรณะมีความยั่งยืน ที่สำคัญ ฐานข้อมูลที่ได้นี้ยังจะนำไปใช้ประโยชน์สนับสนุนข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เพื่อเสนอ UNESCO ขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมต่อไป&amp;quot; รศ.ดร.นคร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แสกนวัตถุ 3 มิติ สำรวจ เก็บข้อมูลพิกัด&amp;nbsp;วัดไชยวัฒนาราม วัดเก่าแก่สมัยอยุธยา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; พื้นที่หลักของการวิจัยนี้ก็คือ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา หัวหน้าโครงการ กล่าวว่า กรณีวัดใหญ่ชัยมงคล พื้นที่ใหญ่และมีโบราณสถานจำนวนมาก ช่วงที่ถูกทิ้งร้างมีความเสื่อมถอยของกำลังโบราณวัตถุมาก ปัจจุบันกรมศิลปากรเริ่มบูรณะ พบว่ามีความเอียงของเจดีย์ มองเห็นชัดเจนด้วยตาเปล่า ยังขาดข้อมูลว่ามีการเอียงตัวเท่าไหร่ และอนาคตจะเอียงเพิ่มหรือไม่ ขณะนี้งานวิจัยมีการเก็บข้อมูลการเอียงแล้ว พบเอียง 3 องศา ข้อมูลจะเป็นประโยชน์ใช้เปรียบเทียบกับข้อมูลในอนาคตได้ อีกกรณีตัวอย่าง วัดไชยวัฒนาราม วัดเก่าแก่สมัยอยุธยาตอนปลาย คณะนักวิจัยได้เก็บข้อมูล 3 มิติไว้ จะเป็นประโยชน์ในการอนุรักษ์โบราณสถานให้สวยงามและมั่นคงต่อไปได้ ที่อยุธยา นักวิจัยได้เข้าไปเก็บข้อมูลแล้ว 9 วัด แต่ละกรณีใช้ความรู้ที่เป็นมาตรฐานสากลมาประยุกต์ใช้ ซึ่งสามารถปรับใช้กับโบราณสถานที่มีอยู่มากมายในประเทศไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การอนุรักษ์วัดราชบพิธฯ &amp;nbsp;ด้วยเทคนิคเก็บข้อมูลกลุ่มจุดภาพ 3 มิติสุดล้ำ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการทำงานคลุกคลีอนุรักษ์โบราณสถาน รศ.ดร.นคร เผยถึงสถานการณ์โบราณสถานว่า โบราณสถานในประเทศไทยซึ่งมีจำนวนมาก ขาดการบูรณะอย่างเหมาะสม และมีโบราณสถานอีกมากจำเป็นต้องเร่งบูรณะซ่อมแซม สร้างความมั่นคงของโครงสร้าง เมื่อเทียบกับเมียนมาหรือเนปาลที่มีโบราณสถานสำคัญจำนวนมาก แต่ทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและชุมชนร่วมอนุรักษ์โบราณสถาน ทำให้สภาพโบราณสถานค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับประเทศไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;งานวิจัยนี้เป็นจุดเริ่มต้นการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ และสามารถใช้ข้อมูลเปรียบเทียบ ตรวจติดตามสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หากมีการเผยแพร่ความรู้การใช้เทคโนโลยีทันสมัยในงานอนุรักษ์โบราณสถานอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง เราจะสามารถรักษาโบราณสถาน มรดกของชาติให้คงอยู่ตลอดไป เวลานี้คณะนักวิจัยมีความร่วมมือกับกรมศิลปากร ล่าสุดกรณีหอระฆังโบราณ วัดพระยาทำถล่ม กรมได้ร้องขอให้นักวิจัยไปทำการสำรวจและประเมินพฤติกรรมของเจดีย์ดังกล่าวก่อนเริ่มต้นการอนุรักษ์ โจทย์แบบนี้งานวิจัยช่วยได้ และมีแผนจะส่งมอบข้อมูลและต้นแบบฐานข้อมูลดิจิทัลทางวิศวกรรมให้แก่กรมศิลปากรนำไปต่อยอดใช้ประโยชน์ งานวิจัยต่อไปจะทำในพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย จ.สุโขทัย สนับสนุนให้เป็นมรดกโลกอย่างยั่งยืน และจะต่อยอดพัฒนาให้เทคโนโลยีดีขึ้น&amp;quot; รศ.ดร.นคร เผยถึงการเดินหน้างานวิจัยต่อ โดยคณะนักวิจัยขอเป็นส่วนหนึ่งสร้างจิตสำนึกรักโบราณสถานให้เพิ่มขึ้น ช่วยขับเคลื่อนการรักษามรดกไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากคณาจารย์ มีนักศึกษา 3 สถาบันร่วมเก็บข้อมูลประเมินความมั่นคงโบราณสถานสู่งานวิจัยสุดโดดเด่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อให้งานวิจัยใช้ประโยชน์โดยไม่อยู่แค่บนหิ้ง คณะนักวิจัยจึงได้จัดกิจกรรมฝึกอบรมสร้างสมรรถนะบุคลากรทำงานด้านโบราณคดี ในโครงการแผนอนุรักษ์และแบบบูรณะโบราณสถานที่ดำเนินการโดยกรมศิลปากร ซึ่งมีผู้เข้าร่วมอบรมจากทั้งภาครัฐและเอกชน ยังไม่รวมถึงสร้างนิสิตนักศึกษารุ่นใหม่ซึ่งเป็นลูกมือช่วยคณะนักวิจัยจาก 3 มหาวิทยาลัย กันตภณ จินทารคำ นักศึกษาชั้นปี 4 คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ซึ่งมาร่วมงานมอบรางวัลผลงานวิจัยเด่นด้วย กล่าวว่า ก่อนทำวิจัยภาคสนามที่อยุธยา จะมองโบราณสถานเรื่องความสวยงามและเก่าแก่ เมื่อได้ร่วมทำงานกับ รศ.ดร.สุทัศน์ ลีลาทวีวัฒน์ ได้ตรวจสอบ ประเมินความมั่นคง มุมมองต่อโบราณสถานเปลี่ยนไป ตระหนักถึงความสำคัญมากขึ้น &amp;nbsp;โบราณสถานพังง่าย แต่ซ่อมแซมยาก การบูรณะที่ดีต้องอยู่บนฐานข้อมูลที่ครบถ้วน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่นเดียวกับ ณิชภัทร ธีรัธวัชวงศ์ เพื่อนนักศึกษาจากสถาบันเดียวกัน บอกว่า โบราณสถานหลายแห่งมีนักท่องเที่ยวเข้าชมมากมาย มีความทรุดโทรม หลายแห่งถูกทิ้งร้างไร้การดูแลรักษา อยากให้รัฐบาลสนับสนุนการอนุรักษ์โบราณสถานมากกว่านี้ และเห็นว่าทุกคนมีบทบาทดูแลมรดกชาติได้โดยการท่องเที่ยวอย่างรู้คุณค่า รู้สึกภูมิใจที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในผลงานวิจัยเด่นนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39545</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม, การบูรณะโบราณสถานเพื่อรากฐานการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน, งานวิจัยเด่นสกว.ประจำปี2561, รศ.ดร.นคร ภู่วโรดม, สกสว., อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา, โบราณสถาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190626/image_big_5d135cb69ec19.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21860</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/11/2018 22:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/11/2018 22:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิด&#039;หอสมุดเนียลสัน เฮส์&#039; เชื่อมคุณค่าสิ่งเก่า-สิ่งใหม่ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;หอสมุดเนียลสัน เฮส์ บูรณะฟื้นฟูคุณค่าของอาคารแล้วเสร็จ เปิดอย่างเป็นทางการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ครั้งสุดท้ายที่หอสมุดเนียลสัน เฮส์ ได้รับการบูรณะอย่างจริงจังเกิดขึ้น เมื่อช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือผ่านมาประมาณ 70ปี แล้ว ทำให้ในปี 2559 สมาคมหอสมุดเนียลสัน เฮส์ จึงได้ตัดสินใจปิดอาคารหอสมุดเก่าแก่รูปทรงสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิกอันทรงคุณค่า ย่านบางรัก เพื่อทำการบูรณะซ่อมแซมครั้งใหญ่ โดยใช้เวลานานถึง 18 เดือน พร้อมกับระดมผู้เชี่ยวชาญจากกรมศิลปากร ทีมงานสถาปนิกและนักออกแบบทำงานกันอย่างหนัก เพื่อฟื้นฟูคุณค่าของอาคารหอสมุดอันทรงคุณค่าแห่งนี้ ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2464 และขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติตั้งแต่ พ.ศ.2544 ได้กลับมาโอ่โถง สง่างาม น่าชื่นชมอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การบูรณะมีทั้งการซ่อมแซม ต่อเติม ปรับปรุงสวนสวยด้านหน้าอาคาร และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ และเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2561 ทางหอสมุดเนียลสัน เฮส์ ได้ทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ พร้อมกับประกาศว่า หอสมุดแห่งนี้จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมของชุมชนย่านบางรัก เพื่อให้ผู้คนที่ได้มาสัมผัส ได้ตระหนักถึงความทรงคุณค่าของสิ่งเก่า ตลอดจนเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่เข้ามาใช้บริการและชุมชนโดยรอบเกิดการรักการอ่านอย่างยั่งยืน โดยในพิธีเปิดได้มี คุณใหม่-สิริกิติยา เจนเซน พระธิดาคนเล็กในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี&amp;nbsp; ร่วมงาน และนำเสวนาในหัวข้อ &amp;quot;การแสวงหาคุณค่าของสิ่งเก่าและสิ่งใหม่&amp;quot; พร้อมแนะนำหนังสือเล่มโปรดของคุณใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;คุณใหม่ สิริกิติยา เจนเซน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คุณใหม่ สิริกิติยา เจนเซน กล่าวว่า บทบาทการทำงานในสำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร เป็นเรื่องการอนุรักษ์สถาปัตยกรรม ซึ่งประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าตึกนี้เป็นอาคารสวยงามควรค่าแก่การอนุรักษ์อย่างเดียว แต่อยู่ที่ตึกเหล่านี้มีความหมายอะไรกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของไทย จะทำอย่างไรให้ตึกเหล่านี้มีชีวิตชีวา มีจิตวิญญาณ เชื่อมโยงกับผู้คนยุคปัจจุบัน และให้ประวัติศาสตร์มีความต่อเนื่องเป็นศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ขอให้กำลังใจคณะกรรมการบริหารหอสมุดฯ องค์กรเอกชนที่ร่วมบูรณะจนเสร็จ กรมศิลปากรหน่วยงานเดียวทำไม่ไหว อยากเห็นการทำงานลักษณะนี้ในสถานที่อื่นๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; เคยมาห้องสมุดเนียลสัน เฮส์ 2-3 ครั้งไม่ได้สนใจแค่สถาปัตยกรรม แต่สนใจความรู้สึกของผู้สร้างทำให้อาคารนี้เกิดขึ้น หอสมุดเก่าแก่แห่งนี้มีหลายอย่างเป็นจุดร่วมของสังคม เป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนความรู้ สร้างประสบการณ์ มีสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต ปัจจุบัน และส่งต่อสู่อนาคต ที่สำคัญต้องดึงคนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วม&amp;quot; คุณใหม่ สิริกิติยา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;คุณใหม่ สิริกิติยา เยี่ยมชมภายในหอสมุด โดยนลิน วนาสิน &amp;nbsp;ให้ข้อมูล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คุณใหม่ สิริกิติยา ยังเล่าเรื่องการทำงานกับประวัติศาสตร์ไทยผ่านโครงการศึกษาวังหน้าว่า วังหน้ามีความสำคัญตั้งแต่รัชกาลที่ 1-รัชกาลที่ 3 อดีตพื้นที่วังหน้ายิ่งใหญ่ รวมพื้นที่สนามหลวง ม.ธรรมศาสตร์เกือบทั้งหมด และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร&amp;nbsp; ปัจจุบันพื้นที่ที่เหลืออยู่มีเพียง 33% การทำโครงการนี้เสนอประวัติศาสตร์วังหน้าผ่านงานสถาปัตยกรรมและใช้เทคโนโลยีทันสมัยเชื่อมโยง เนรมิตภาพวังหน้าในอดีต ทำให้คนรุ่นใหม่เข้าใจมากขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การเสวนาครั้งนี้ คุณใหม่ สิริกิติยา แนะนำหนังสือเล่มโปรดเป็นวรรณกรรมอมตะเรื่อง &amp;quot;East of Eden&amp;quot; โดย John Steinbeck&amp;nbsp;&amp;nbsp; และ &amp;quot;Palaces for the People&amp;quot; โดย Eric Klinenberg คุณใหม่ สิริกิติยา กล่าวว่า East of Eden เสนอเกี่ยวกับความดีและความชั่ว แสดงให้รู้ว่า เราไม่ได้เป็นคนไม่ดี แต่การอยู่ในสถานการณ์ที่ยากอาจปรับเปลี่ยนนิสัยของเรา หนังสือที่ชอบท้าทายสิ่งที่เรียน เช่นเดียวกับการทำงานประวัติศาสตร์ การอ่านสำคัญ ไม่เฉพาะหนังสือประวัติศาสตร์ แต่ต้องอ่านวรรณกรรมยุคนั้น ดูหนังสมัยนั้น ชมจิตรกรรมฝาผนัง เพราะเป็นบันทึกประวัติศาสตร์อีกชนิดหนึ่ง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;สองเล่มโปรดเรื่อง &amp;quot;East of Eden&amp;quot; และ &amp;quot;Palaces for the People&amp;quot; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับเบื้องหลังการบูรณะหอสมุด นลิน วนาสิน ประธานคณะกรรมการบริหารหอสมุดเนียลสัน เฮส์ เผยว่า อาคารหอสมุดอายุกว่า 96 ปี ต้องใช้งบประมาณบูรณะ 12 ล้านบาท เหตุปิดบูรณะใหญ่ พบว่าพื้นอาคารพุพัง ผนังมีความชื้นสะสม แม้จะซ่อมแซมแล้วก็กลับมาเป็นอีกในระยะเวลารวดเร็ว ขั้นตอนบูรณะเชิญผู้เชี่ยวชาญมาศึกษาโครงสร้างและดูใต้อาคาร เนื่องจากพิมพ์เขียวหายไปช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการเก็บข้อมูล บันทึกความชำรุด จากนั้นออกแบบแก้ไขตามหลักวิชาการ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; ทุกอย่างเปลี่ยนผันตามกาลเวลา เราไม่คิดว่าจะฟื้นฟูกลับมาเหมือนเดิม 100% แต่บูรณะเพื่อแสดงคุณค่าและตระหนักความหมายของสิ่งที่พบเจอ เราซ่อมแซมส่วนที่ผุพัง ลอกสีและทำความสะอาดปูนปั้นที่ถูกทาสีทับหลายรอบจนความคมชัดลวดลายหายไป&amp;nbsp;&amp;nbsp; สมัยก่อนในห้องหลังคาทรงโดมมีประตูชัยตรงกลาง เราทำการศึกษาจากภาพเก่า แต่อาจถูกทำลายไปสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 การบูรณะได้ทำกลับคืนมา รวมถึงจัดแสดงสีดั้งเดิมของเสา&amp;quot; นลิน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;แหล่งค้นคว้าความรู้มีหนังสือให้บริการ 17,000 เล่ม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันหอสมุดเนียลสัน เฮส์ เปิดบริการแล้ว มีหนังสือให้บริการกว่า 17,000 เล่ม โดยเฉพาะหนังสือหายาก หนังสือเกี่ยวกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ห้องสมุดสะสมแต่แรก ทุกเดือนจะมีวรรณกรรมร่วมสมัยเพิ่มเติม นอกจากนั่งอ่านในห้องสมุด สมาชิกสามารถยืมหนังสือกลับบ้านได้ นลินกล่าวว่า อดีตสมาชิกส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ แต่ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีสมาชิกชาวไทยกว่า 40% เพราะครอบครัวคนไทยต้องการให้ลูกหลานเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ปัจจุบันมีสมาชิกรายปี 550 คน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นลินกล่าวทิ้งท้ายว่า แม้พฤติกรรมคนอ่านเปลี่ยน เพราะโซเชียลมีเดีย แต่ยังมีแฟนคลับกลุ่มคนรักหนังสือ ชอบอ่านหนังสือกระดาษมากกว่าอีบุ๊ก อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการบริหารหอสมุดฯ วางแผนหาสมาชิกเพิ่มให้ห้องสมุด เพราะหลายคนยังไม่รู้จักห้องสมุดเนียลสัน เฮส์ หรือไม่กล้าเข้าคิดว่าเป็นมิวเซียม ที่นี่สามารถเข้ามาใช้ประโยชน์ได้รายวัน มีกิจกรรมด้านศิลปะ วัฒนธรรม คอนเสิร์ต เวิร์กช็อป ละคร และงานขายหนังสือ อนาคตจะขยายกิจกรรมด้านการศึกษาอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21860</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณใหม่ สิริกิติยา เจนเซน, นลิน วนาสิน, รักการอ่าน, ศูนย์เรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมย่านบางรัก, เปิดหอสมุดเนียลสัน เฮส์, โบราณสถาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181112/image_big_5be996b57a65b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20709</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/10/2018 16:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/10/2018 16:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แจง &#039;โบสถ์สีทอง&#039; ไม่ได้ขึ้นทะเบียนกรมศิลป์ หลังโซเชียลวิจารณ์ไม่เหมาะสม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ต.ค.61 -&amp;nbsp;กรณีกระแสวิจารณ์ในสื่อโซเชียลว่า โบสถ์ภายในวัดศรีสโมสร จังหวัดชัยนาท เป็นหนึ่งในโบสถ์ที่มีการขึ้นทะเบียนกับกรมศิลปากร แต่มีกลุ่มบุคคลเข้าไปทำการบูรณะด้วยการทาสีโบสถ์ใหม่ให้เป็นสีทองทั้งหลัง ซึ่งดูไม่เหมาะสม และเป็นการทำลายความเก่าแก่ดั้งเดิมของโบราณสถาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวจึงได้ลงพื้นที่ไปยังวัดศรีสโมสร ต.กุดจอก อ.หนองมะโมง&amp;nbsp;จ.ชัยนาท เพื่อตรวจสอบเรื่องดังกล่าว ซึ่งพบว่า โบสถ์ของวัดแห่งนี้ถูกทาด้วยสีทองทั้งหลังจริง และมีการทาสีแดง-สีน้ำเงินตกแต่งตามขอบประตู-หน้าต่าง สีสันสะดุดตา &amp;nbsp;ตั้งเด่นตระหง่านอยู่กลางวัด ส่วนด้านข้างโบสถ์มีเจดีย์เก่าแก่องค์หนึ่งอยู่ในสภาพหักพัง &amp;nbsp;คาดว่าเป็นเจดีย์เก่าที่สร้างมาพร้อมกับโบสถ์ ทำให้บ่งบอกถึงความเก่าแก่ของโบสถ์แห่งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระครูวุฒิชัยสรคุณ อายุ 89 ปี&amp;nbsp;เจ้าอาวาสวัดศรีสโมสร กล่าวว่า โบสถ์ดังกล่าวเป็นโบสถ์เก่าแก่มีอายุ 138 ปี เดิมตัวโบสถ์เป็นสีขาว หลังคาสีแดง มีสภาพเก่าทรุดโทรม แต่ยืนยันว่ากรมศิลปากรไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน&amp;nbsp;เพราะเป็นวัดราษฎร์ ไม่ใช่วัดหลวง อีกทั้งตนเป็นเจ้าอาวาสวัดแห่งนี้มานาน 39 ปีแล้ว ก็ไม่เคยมีการแจ้งว่าโบสถ์มีการขึ้นทะเบียนกับกรมศิลปากรมาก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเมื่อเดือนมีนาคม 2560 ได้มีกลุ่มบุคคลใช้ชื่อว่า ชมรมคนร่วมทาง&amp;nbsp;เข้ามาแสดงความประสงค์ที่จะบูรณะโบสถ์&amp;nbsp;ซึ่งตนเห็นว่าโบสถ์อยู่ในสภาพเก่าทรุดโทรม สีเก่าหลุดร่อน จึงได้อนุญาตให้บูรณะแค่ทาสีใหม่เท่านั้น ไม่ได้มีการทุบทำลายหรือเปลี่ยนแปลงโครงสร้างโบสถ์แต่อย่างใด ใช้เวลาทาสีประมาณ 1 เดือนจึงแล้วเสร็จ ซึ่งตนและชาวบ้านก็เห็นว่าโบสถ์ที่ได้รับการบูรณะทาสีทอง มีความสวยงามดีและตั้งแต่มีโบสถ์สีทอง ก็ทำให้มีคนเข้าไปเที่ยววัดมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายคำรณ สุพบุตร อายุ 59 ปี ประธานกรรมการวัด ยืนยันว่าวัดไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับกรมศิลปากร ส่วนการที่ชมรมคนร่วมทาง&amp;nbsp;เข้ามาบูรณะทาสีโบสถ์ให้ใหม่ เป็นสีทองทั้งหลังนั้น ก็มีชาวบ้านในพื้นที่เข้าไปช่วยกัน&amp;nbsp;ไม่มีใครเห็นว่าเป็นปัญหาแต่อย่างใด ซึ่งเป็นความพอใจของทางวัดและชาวบ้านในพื้นที่ที่จะได้เห็นโบสถ์เก่าแก่มีความสวยงามขึ้น อีกทั้งยังเป็นผลดีจะได้ช่วยสร้างชื่อเสียงและดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้าไปเที่ยวชมวัด และหมู่บ้าน ซึ่งเป็นชุมชนวัฒนธรรมลาวครั่ง ตำบลกุดจอก
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20709</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมศิลปากร, ชัยนาท, วัดศรีสโมสร, โบราณสถาน, โบสถ์สีทอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181025/image_big_5bd182c400bb2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13287</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/07/2018 19:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2018 19:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรุงเทพฯ เขตไหนมีโบราณสถานบ้าง กรมศิลป์ประกาศแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.ค.2561 - นายบวรเวท รุ่งรุจี อธิบดีกรมศิลปากร ได้ลงนามในประกาศกรมศิลปากร เรื่อง รายชื่อโบราณสถานในเขตกรุงเทพมหานครแล้วในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 135 &amp;nbsp;ตอนพิเศษ 165 ง เมื่อวันที่ 12 ก.ค.2561 แล้ว โดยมีเนื้อหาระบุว่า ตามที่มาตรา 4 วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 ได้กำหนดนิยามของคำว่า &amp;ldquo;โบราณสถาน&amp;rdquo; หมายความว่า อสังหาริมทรัพย์ซึ่งโดยอายุ หรือโดยลักษณะแห่งการก่อสร้าง หรือโดยหลักฐานเกี่ยวกับประวัติของอสังหาริมทรัพย์นั้น เป็นประโยชน์ทางศิลปะ ประวัติศาสตร์ หรือโบราณคดี ทั้งนี้ ให้รวมถึงสถานที่ที่เป็น
แหล่งโบราณคดี แหล่งประวัติศาสตร์ และอุทยานประวัติศาสตร์ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อให้การปกป้องคุ้มครองโบราณสถานตามกฎหมายว่าด้วยโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มีความชัดเจน อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติ
ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 &amp;nbsp;แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน
(ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 อธิบดีกรมศิลปากรจึงประกาศรายชื่อโบราณสถานในเขตกรุงเทพมหานคร ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เขตคลองสาน 1.บ้านพระประเสริฐวานิช (เขียว)(วังค้างคาว) &amp;nbsp;2.มัสยิดกูวติลอิสลาม (มัสยิดตึกแดง) และ 3.มัสยิดเซฟี (มัสยิดตึกขาว) &amp;nbsp;เขตจอมทอง 1.วัดบางขุนเทียนกลาง 2.วัดบางขุนเทียนนอก 3.วัดบางขุนเทียนใน และ 4.วัดสิงห์ เขตดุสิต 1.ทำเนียบรัฐบาล (บ้านนรสิงห์) 2.บ้านอัมพวัน (สำนักงานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย) 3.เรือนท้าววรคณานันท์ (สมาคมชาวจันทบุรี) 4.วังปารุสกวัน (ด้านทิศใต้) (สำนักข่าวกรองแห่งชาติ) 5.ตำหนักพระสุจริตสุดา (โรงเรียนรักษาความปลอดภัยกองบัญชาการทหารสูงสุด) 6.เรือนเจ้าจอมมารดาเลื่อน (โรงเรียนนันทนศึกษา) &amp;nbsp;7.ตำหนักพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทิพยาลังการ (โรงเรียนพันธะวัฒนา) 8.บ้านพลตรี พระยาดำรงแพทยาคุณ (ฮวด วีระไวทยะ) (สำนักงานศูนย์ดำเนินการเกี่ยวกับผู้อพยพ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย) 9.บ้านสงวนสุข (สมาคมชาวอุบลราชธานี) &amp;nbsp;10.โรงเรียนพาณิชยการสามเสน&amp;nbsp;
11.วังพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐกรมหมื่นสรรควิสัยนรบดี (การไฟฟ้านครหลวงสามเสน)
12.บ้านพิษณุโลก (บ้านบรรทมสินธุ์) &amp;nbsp;13.วัดคอนเซ็ปชัญ (โบสถ์เขมร) &amp;nbsp;14.วัดนักบุญฟรังซิสซาเวียร์&amp;nbsp;
15.วัดราชผาติการาม (วัดส้มเกลี้ยง) &amp;nbsp;และ 16.อาคารวชิรานุสรณ์ (ในวชิรพยาบาล)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เขตตลิ่งชัน 1.วัดชัยพฤกษมาลาราชวรวิหาร &amp;nbsp;เขตธนบุรี 1.คริสตจักรสำเหร่ที่ 1 &amp;nbsp;2.บ้านเอกะนาค (พิพิธภัณฑ์ศูนย์กรุงธนบุรีศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา) 3.บ้านพระยาประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค) (โรงเรียนอนุบาลวรรณบูรณ์ศึกษา) 4.วัดซางตาครูส (กุฎีจีน) &amp;nbsp;5.ศาลเจ้าเกียนอันเกง &amp;nbsp; และ 6.วัดดาวคะนอง &amp;nbsp;เขตบางกอกน้อย 1.วัดชิโนรสารามวรวิหาร 2.วัดพระยาทำวรวิหาร &amp;nbsp;และ 3.วัดภาวนาภิรตาราม &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เขตบางกอกใหญ่ 1.วัดเครือวัลย์วรวิหาร และ 2.วัดประดู่ฉิมพลี เลขที่ &amp;nbsp;เขตบางเขน 1.อนุสาวรีย์พิทักษ์ รัฐธรรมนูญ (อนุสาวรีย์หลักสี่) เขตบางคอแหลม 1.วัดราชสิงขร เขตบางพลัด 1.บ้านบางยี่ขัน (โรงเรียนราชการุญเดิม) &amp;nbsp;2.วัดดาวดึงษาราม 3.วัดบวรมงคลราชวรวิหาร 4.วัดสวนสวรรค์ (ร้าง) &amp;nbsp;5.มัสยิดบางอ้อ &amp;nbsp;
6.วังบางพลู (วังพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพร้อมพงศ์อธิราช) และ 7.วัดพิกุลนอก (ร้าง) &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เขตบางรัก 1.บ้านพักเลขที่ 116 118 และ 120 ซอยเจริญกรุง 36 (โรงภาษี) 2.บ้านเลขที่ 1 ซอยเจริญกรุง 30 (ตรอกกัปตันบุช) &amp;nbsp;และ 3.คริสตจักรไคร้สตเชิช &amp;nbsp; เขตปทุมวัน 1.บ้านพระยาศรีธรรมาธิราช (เจิม บุณยรัตนพันธุ์) หรืออาคารเลขที่ 1/64 ในโรงเรียนสีตบุตรบำรุง 2.บ้านพิบูลธรรม หรือบ้านนนที (กระทรวงพลังงาน) &amp;nbsp; และ 3.สถานเสาวภา เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย 1.วัดโสมนัสวิหารราชวรวิหาร เลขที่ 646 ถนนกรุงเกษม วัดโสมนัส 2.บ้านพระยาสุริยานุวัตร (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) 3.วังพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสิงหวิกรมเกรียงไกร (วังสะพานขาว) (กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์) และ 4.วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร เลขที่ 1464 ถนนหลวง วัดเทพศิรินทร์ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เขตพระนคร 1.บ้านมหาเสวกตรี พระยาอมเรศร์สมบัติ และบ้านพระยาบริรักษ์ราชา (สำนักงานเขตพระนคร) 2.วังพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาท (วังเทเวศร์) ถนนกรุงเกษม วัดสามพระยา 3.วัดนรนาถสุนทริการาม &amp;nbsp; 4.วัดสามพระยาวรวิหาร ถนนสามเสน วัดสามพระยา 5.บ้านวรรณโกวิท 6.อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนินกลาง วัดบวรนิเวศ 7.หอสมุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ถนนพระสุเมรุ วัดบวรนิเวศ 8.โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุง ถนนเจริญกรุง วังบูรพาภิรมย์ 9.วังพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสมมตอมรพันธุ์ &amp;nbsp;10.วังพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ามนัศสวาสดิ์ (พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย) 11.วัดอินทรวิหาร 12.อนุสาวรีย์ทหารอาสา สงครามโลกครั้งที่ 1 ถนนหน้าพระธาตุ พระบรมมหาราชวัง 13.อุทกทาน (พระแม่ธรณีบีบมวยผม) ถนนราชดำเนินใน พระบรมมหาราชวัง และ 14.สะพานพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และพระปฐมบรมราชานุสรณ์ปลายถนนตรีเพชร วังบูรพาภิรมย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เขตภาษีเจริญ 1.วัดกำแพง (บางจาก) เลขที่ 299 ถนนเพชรเกษม ปากคลองภาษีเจริญ และ 2.วัดนางชีวรวิหาร ปากคลองภาษีเจริญ เขตราชเทวี 1.ตึกอำนวยการกรมปศุสัตว์ ถนนพญาไท ถนนพญาไท 2.ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาถนนเพชรบุรี ถนนเพชรบุรี ถนนเพชรบุรี 3.บ้านพระยาแพทย์พงศาวิสุทธาธิบดี (สุ่น สุนทรเวช) &amp;nbsp;(มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์) เขตสัมพันธวงศ์ 1.ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาตลาดน้อย 2.วัดกาลหว่าร์ (วัดแม่พระลูกประคำ) &amp;nbsp;3.วัดปทุมคงคาราชวรวิหาร 4.วัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร และ 5.ตึกแถวหัวถนนทรงวาด.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายละเอียดฉบับเต็มที่นี่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13287</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงเทพมหานคร, บวรเวท รุ่งรุจี, ประกาศ, ราชกิจจานุเบกษา, รายชื่อ, อธิบดีกรมศิลปากร, โบราณสถาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180712/image_big_5b474753c781f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
