<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>95306</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/03/2021 20:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/03/2021 20:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โป๊ปเสด็จเยือนโมซุล อดีตฐานที่มั่นไอเอสในอิรัก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสเสด็จเยือนภาคเหนือของอิรักเมื่อวันอาทิตย์ โดยเดินทางไปยังเมืองโมซุล อดีตฐานที่มั่นของกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) และเมืองการากอซ ชุมชนชาวคริสต์ที่ไอเอสเคยยึดครอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสเสด็จเยือนจัตุรัสโบสถ์ฮอชอัลบีอาในเมืองโมซุลของอิรักเมื่อวันอาทิตย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสเสด็จโดยเครื่องบินพระที่นั่งไปเมืองเออร์บิลภาคเหนือของอิรักเมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 มีนาคม จากนั้นเดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์ไปเมืองโมซุล อดีตฐานที่มั่นของกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่เมืองโมซุล พระองค์พบปะบรรดานักบวชและประชาชนที่จัตุรัสกลางเมืองท่ามกลางซากปรักหักพังของบ้านเรือนประชาชนและซากโบสถ์โบราณที่โดนทำลายในช่วงที่กลุ่มไอเอสเข้ายึดครองเมืองนี้ระหว่างปี 2557-2560 ย่านเมืองเก่าของเมืองแห่งนี้โดนทำลายเกือบหมดในปี 2560 ระหว่างการสู้รบอย่างนองเลือดของกองทัพอิรักและกองกำลังร่วมนานาชาติที่ต้องการขับไล่กลุ่มไอเอสออกจากเมืองโมซุล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงสวดภาวนาให้กับผู้เสียชีวิตจากสงครามในเมืองโมซุลทุกคน พระองค์ตรัสว่า ความโหดเหี้ยมเกิดขึ้นในประเทศนี้ได้อย่างไร ทั้งที่เป็นแหล่งกำเนิดของอารยธรรม แต่ต้องได้รับความเจ็บปวดจากระเบิดที่ป่าเถื่อน สักการสถานโบราณหลายแห่งถูกทำลายและประชาชนหลายพันคน ทั้งที่เป็นมุสลิม, คริสเตียน, ยาซินีและศาสนาอื่น ถูกบังคับให้ต้องทิ้งบ้านเรือนหรือโดนฆ่า ในวันนี้เราขอยืนยันอีกครั้งต่อความเชื่อของเราที่ว่า ความเป็นพี่เป็นน้องเป็นสิ่งที่ยั่งยืนมากกว่าการฆ่าพี่ฆ่าน้อง, ความหวังมีพลังมากกว่าความเกลียดชังและสันติภาพมีพลังมากกว่าสงคราม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พระองค์กล่าวถึงกลุ่มรัฐอิสลามโดยตรง โดยตรัสว่า ความหวังไม่ควรถูกทำให้เงียบด้วยเลือดที่ล้นทะลักจากผู้ที่ตีความผิดๆ กับชื่อของพระเจ้า และเดินตามเส้นทางแห่งการทำลายล้าง จากนั้นพระองค์อ่านบทภาวนาที่เน้นถึงธีมหลักในการเยือนอิรักครั้งนี้ว่า ความเกลียดชัง, การฆ่าหรือการทำสงครามในนามของพระเจ้า เป็นเรื่องผิดในทุกกรณี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากนั้น พระองค์เดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์ไปเมืองการากอซ ชุมชนชาวคริสต์ที่ไอเอสเคยยึดครอง ประชาชนหลายพันคนต้อนรับพระองค์อย่างอบอุ่น พระองค์กล่าวกับชาวเมืองว่า อย่าหยุดฝัน อย่าสูญสิ้นความหวัง ขณะนี้เป็นเวลาที่ต้องสร้างเมืองขึ้นใหม่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95306</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฐานที่มั่นไอเอส, สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส, เมืองโมซุล, เสด็จเยือนอิรัก, โป๊ปฟรานซิส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210307/image_big_6044d4298b869.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95130</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/03/2021 20:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/03/2021 20:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โป๊ปเสด็จเยือนอิรักครั้งแรกในประวัติศาสตร์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสเสด็จถึงอิรักแล้วเมื่อวันศุกร์เพื่อเริ่มการเยือนนาน 4 วัน โดยเป็นประมุขของคริสตจักรโรมันคาทอลิกองค์แรกที่เยือนอิรัก และเป็นการเสด็จเยือนต่างประเทศครั้งแรกของโป๊ปฟรานซิสหลังการระบาดของโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกรัฐมนตรีมุสตาฟา อัลคาเดมี ถวายการต้อนรับสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ขณะเสด็จถึงอิรักเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2564 (Photo by Iraqi Prime Minister&amp;#39;s Office / Handout/Anadolu Agency via Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เครื่องบินพระที่นั่งของโป๊ปฟรานซิสที่ออกเดินทางจากกรุงโรม ลงจอดที่สนามบินนานาชาติแบกแดดเมื่อเวลา 13.55 น. วันศุกร์ที่ 5 มีนาคม ตามเวลาท้องถิ่น นายกรัฐมนตรีมุสตาฟา อัล คาเดมี ของอิรัก ให้การต้อนรับพระองค์ที่สนามบิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ด้วยความรักและสันติภาพ ประชาชนและรัฐบาลอิรักยินดีต้อนรับสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส และยืนยันความผูกพันด้านมนุษยธรรมอย่างลึกซึ้งนี้&amp;quot; คาเดมีกล่าวก่อนหน้าการเสด็จมาถึงของโป๊ป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สมเด็จพระสันตะปาปาซึ่งมีพระชนมายุ 84 พรรษา ตรัสไว้ก่อนออกเดินทางว่า การเสด็จเยือนอิรักครั้งนี้เป็น &amp;quot;การจาริกแสวงบุญแห่งสันติภาพ&amp;quot; และเป็นการยื่นไมตรีต่อชาวมุสลิมชีอะห์เมื่อพระองค์ได้พบกับแกรนด์อยาตุลเลาะห์ อาลี ซิสตานี ผู้นำทางศาสนาระดับสูงสุดของอิรัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเสด็จเยือนครั้งนี้เป็นการเสด็จต่างแดนครั้งแรกนับแต่เกิดโรคระบาดโควิด-19 ที่ทำให้โป๊ปตรัสว่าทำให้พระองค์เหมืองถูกขังภายในวาติกัน แม้โป๊ปทรงรับการฉีดวัคซีนวัคซีนแล้ว แต่อิรักยังกำลังเผชิญการระบาดลูกที่ 2 ที่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่มากกว่าวันละ 5,000 คน ทำให้ทางการอิรักต้องสั่งล็อกดาวน์เต็มรูปแบบระหว่างการเยือนของโป๊ป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ รัฐบาลยังเพิ่มการรักษาความมั่นคงอย่างเข้มงวดทั้งทางบกและทางอากาศ เพื่อให้มั่นใจว่าการเสด็จเยือนครั้งนี้จะเป็นไปอย่างราบรื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พระองค์จะทรงเป็นประธานประกอบศาสนพิธีมากกว่า 6 งานที่จะจัดภายในโบสถ์ที่ได้รับความเสียหาย, สนามกีฬาที่ปรับปรุงใหม่ และสถานที่ในทะเลทรายห่างไกล โดยผู้เข้าร่วมจะจำกัดจำนวนเพื่อให้เป็นไปตามมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อิรักตกอยู่ในภาวะสงครามและความไม่สงบมานานหลายปี และยังกำลังตามล่าสมาชิกกลุ่มรัฐอิสลามที่ยังกบดานในประเทศนี้ ไม่กี่วันก่อนหน้านี้ก็เพิ่งเกิดเหตุจรวดนับสิบลูกยิงถล่มฐานทัพแห่งหนึ่ง ซึ่งทหารนาโตและสหรัฐประจำการอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ระหว่างการเยือน 4 วัน พระองค์จะเดินทางเป็นระยะทางมากกว่า 1,400 กิโลเมตร ด้วยเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ โดยจะบินเหนือพื้นที่ที่กองกำลังฝ่ายความมั่นคงยังคงสู้รบกับสมาชิกไอเอสที่ยังหลงเหลืออยู่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95130</URL_LINK>
                <HASHTAG>สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส, โป๊ปฟรานซิส, โป๊ปเยือนอิรัก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210305/image_big_604223c5edfcf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67752</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โป๊ปตรัสประณาม เหตุรุนแรงสหรัฐ ทรัมป์ดี๊ด๊าเอาอยู่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ชาวอเมริกันยังชุมนุมประท้วงฝ่าฝืนเคอร์ฟิวในอีกหลายเมืองเป็นคืนที่ 8 แต่ลดความรุนแรงลง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ปลื้มใช้กำลังเจ้าหน้าที่คุมกรุงวอชิงตันให้เป็นสถานที่ปลอดภัยที่สุดบนผืนปฐพี &amp;quot;โป๊ปฟรานซิส&amp;quot; ตรัสประณามความรุนแรง แต่ย้ำการเหยียดสีผิวเป็นสิ่งที่ทนรับไม่ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักข่าวต่างประเทศรายงานสถานการณ์วุ่นวายภายในสหรัฐอเมริกา ที่เกิดการประท้วงก่อจลาจลจากความโกรธแค้นประเด็นการเหยียดสีผิว ซึ่งเริ่มต้นมาตั้งแต่การเสียชีวิตของจอร์จ ฟลอยด์ ชายอเมริกันผิวดำ เมื่อวันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม 2563 เหตุการณ์รุนแรงจากการก่อความไม่สงบ ปล้นสะดม วางเพลิง ทำให้หลายสิบเมืองทั่วสหรัฐอเมริกาประกาศเคอร์ฟิว แต่ยังคงมีผู้ประท้วงฝ่าฝืน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อคืนวันอังคารซึ่งเป็นคืนที่ 8 ผู้คนหลายหมื่นคนยังออกมาชุมนุมตามท้องถนนในเมืองต่างๆ &amp;nbsp;ตั้งแต่ฝั่งตะวันออกเรื่อยไปถึงฝั่งตะวันตก ที่ลอสแองเจลีส, ฟิลาเดลเฟีย, แอตแลนตา, เดนเวอร์ และซีแอตเติลยังมีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก ส่วนที่เมืองมินนิแอโพลิสที่ตำรวจผิวขาวใช้เข่ากดคอฟลอยด์นานเกือบ 9 นาทีและทำให้เขาขาดอากาศหายใจ การชุมนุมค่อนข้างสงบ แต่ยังมีรายงานว่าตำรวจยิงแก๊สน้ำตาขับไล่ผู้ประท้วงที่ฝ่าฝืนเคอร์ฟิวในหลายเมืองและจับกุมไว้จำนวนมาก เช่นที่นิวยอร์กซึ่งประกาศเคอร์ฟิวครั้งแรกนับแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 โดยขยายเวลาไปถึงวันที่ 7 มิถุนายน มีคนถูกจับกุมเมื่อคืนวันอังคารอีกราว 200 ราย แต่ช่วงเช้ามืดวันพุธสถานการณ์ค่อนข้างสงบ ที่ลอสแองเจลีสก็มีผู้ฝ่าฝืนเคอร์ฟิวโดนจับกุมหลายราย แต่ถึงช่วงค่ำเหตุการณ์สงบลงและสื่อโทรทัศน์กลับไปเสนอรายการปกติแทนการเกาะติดข่าวประท้วง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานความรุนแรงประปรายที่กรุงวอชิงตันและเมืองพอร์ตแลนด์ รัฐออริกอน ที่ผู้ประท้วงปาประทัดและขวดน้ำตอบโต้ตำรวจที่ยิงแก๊สน้ำตาและระเบิดแสง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่เมืองฮุสตัน รัฐเทกซัส เมืองที่ฟลอยด์เติบโต ผู้คนราว 60,000 คนมาร่วมพิธีรำลึกการตายของเขา &amp;nbsp;นายกเทศมนตรีซิลเวสเตอร์ เทอร์เนอร์ กล่าวว่า วันนี้เป็นวันของครอบครัวจอร์จ ฟลอยด์ พวกเราอยากให้พวกเขารู้ว่าจอร์จไม่ได้ตายเปล่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทิม วอลซ์ ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตาประกาศวันเดียวกันว่า รัฐได้เปิดการสอบสวนด้านสิทธิพลเมืองต่อกรมตำรวจมินนิแอโพลิส เกี่ยวกับวิธีปฏิบัติที่แบ่งแยกเชื้อชาติอย่างเป็นระบบมายาวนาน 10 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ก็เรียกร้องให้มีการสอบสวน &amp;quot;ความล้มเหลวอันน่าเศร้า&amp;quot; และฟังเสียงของผู้คนจำนวนมากที่กำลังเจ็บปวดและเศร้าโศก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ผู้คนนับหมื่นกลับมาเดินขบวนรณรงค์ &amp;quot;ชีวิตคนดำมีความสำคัญ&amp;quot; อย่างสันติเมื่อวันอังคาร ผู้ประท้วงรวมตัวด้านนอกอาคารรัฐสภาในช่วงบ่ายร้องตะโกนว่า &amp;quot;ความเงียบคือความรุนแรง&amp;quot; และ &amp;quot;ไม่มีความยุติธรรม ไม่มีสันติสุข&amp;quot; การชุมนุมใกล้กับทำเนียบขาวหลายชั่วโมงหลังเคอร์ฟิวเวลา 19.00 น. ผู้ประท้วงยังคงชุมนุมร้องตะโกนโดยเนชันแนลการ์ดยืนมองและมีเฮลิคอปเตอร์หลายลำบินวน ภาพข่าวทีวีเผยให้เห็นตำรวจยิงแก๊สน้ำตาขับไล่ผู้ประท้วงหลังเวลาเที่ยงคืน แต่สถานการณ์โดยรวมถือว่าสงบกว่าวันก่อนๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บริเวณเดียวกันนั้นเมื่อวันจันทร์ ตำรวจยิงแก๊สน้ำตาและกระสุนยางขับไล่ผู้ประท้วงที่ชุมนุมอย่างสันติ เพื่อเปิดทางให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินจากทำเนียบขาวไปถ่ายรูปที่โบสถ์เซนต์จอห์น ซึ่งได้รับความเสียหายจากการถูกผู้ชุมนุมวางเพลิงและพ่นสีข้อความเปรอะเปื้อน การจัดฉากให้ทรัมป์ยืนถือคัมภีร์ไบเบิลถ่ายรูปคู่กับโบสถ์นี้เรียกเสียงประณามทั้งจากคริสตจักร, ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองและคนในสังคมทั่วไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เอเอฟพีกล่าวว่า ทรัมป์ทวีตแสดงความปีติยินดีต่อการรับมือของกรุงวอชิงตันที่ใช้กำลังที่ท่วมท้นเข้าควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ &amp;quot;วอชิงตัน ดี.ซี.เป็นสถานที่ปลอดภัยที่สุดบนผืนปฐพีเมื่อคืนที่ผ่านมา&amp;quot; และกล่าวหาผู้นำรัฐนิวยอร์กซึ่งเป็นเดโมแครตว่ายอมจำนนให้พวกคนเลวและคนชั้นต่ำ ผู้นำสหรัฐอเมริกายังตอบโต้เสียงวิจารณ์เรื่องการไล่ผู้ประท้วงเพื่อตนจะได้เดินไปถ่ายภาพที่โบสถ์ด้วยว่า พวกที่วิจารณ์เขานั้นคิดผิด ถ้าผู้ประท้วงมีความสันติจริง ทำไมพวกเขาจึงจุดไฟเผาโบสถ์เมื่อคืนวันอาทิตย์ &amp;quot;ผู้คนชอบการเดินของผม&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส องค์ประมุขแห่งคริสตจักรโรมันคาทอลิก ทรงแสดงทัศนะเกี่ยวกับสถานการณ์ในสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งแรกเมื่อวันพุธ ทรงเรียกร้องให้สหรัฐอเมริกาสร้างความปรองดองในชาติ พร้อมตรัสว่าเราไม่อาจยอมทนหรือเมินเฉยต่อการเหยียดเชื้อชาติสีผิว แต่การใช้ความรุนแรงก็เป็นการทำลายและทำร้ายตนเอง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67752</URL_LINK>
                <HASHTAG>หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โป๊ปฟรานซิส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200603/image_big_5ed79f1c03c34.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62954</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/04/2020 20:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/04/2020 20:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โป๊ปทรงไลฟ์อวยพรวันอีสเตอร์ วอนผู้นำโลกร่วมมือสู้โควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงอวยพรวันอีสเตอร์แด่ชาวโลกผ่านการไลฟ์สตรีมเมื่อวันอาทิตย์ โดยทรงเรียกร้องให้ผู้นำประเทศทั่วโลกละเว้นการต่อสู้ทางการเมืองแล้วร่วมมือกันต่อสู้กับโรคระบาดใหญ่ครั้งรุนแรงที่สุดของโลกในรอบ 100 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงทรงอวยพรแด่โรมและโลกเนื่องในวันอาทิตย์อีสเตอร์ 12 เมษายน ภายในมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ที่ว่างเปล่าในนครวาติกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วันอาทิตย์ที่ 12 เมษายน เป็นวันอีสเตอร์ของคริสต์ศาสนิกชนทั่วโลกมากกว่า 2,000 ล้านคน โดยปีนี้เป็นครั้งแรกที่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส องค์ประมุขแห่งคริสตจักรโรมันคาทอลิกที่มีผู้นับถือราว 1,300 ล้านคนทั่วโลก ต้องทรงอวยพรวันอีสเตอร์จากมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ที่ว่างเปล่า และใช้วิธีถ่ายทอดสดพิธีผ่านทางออนไลน์แทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โป๊ปทรงส่งสารผ่านระบบไลฟ์สตรีมว่า วันนี้พระองค์ระลึกถึงผู้คนจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากไวรัสโคโรนา ผู้ที่เจ็บป่วย ผู้ที่เสียชีวิต และสมาชิกในครอบครัวที่โศกเศร้ากับการสูญเสียผู้เป็นที่รัก ซึ่งในบางกรณี พวกเขาไม่สามารถแม้แต่จะกล่าวคำร่ำลาครั้งสุดท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สำหรับผู้คนจำนวนมาก วันอีสเตอร์ครั้งนี้เป็นอีสเตอร์แห่งความสันโดษท่ามกลางความเศร้าโศกและความยากเข็ญที่เกิดจากโรคระบาดใหญ่ ตั้งแต่ความทุกข์ทรมานทางร่างกายและความยากลำบากทางเศรษฐกิจ&amp;quot; โป๊ปฟรานซิสตรัส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พระองค์ยังทรงเรียกร้องให้บรรดาผู้นำประเทศทั่วโลก ละเว้นการต่อสู้ชิงชัยกันทางการเมือง และขอให้ถอนกำลังทหารกลับจากพื้นที่สู้รบ มาร่วมกันต่อสู้กับภัยฉุกเฉินด้านสาธารณสุขครั้งรุนแรงที่สุดที่โลกเผชิญมาในรอบ 100 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นี่ไม่ใช่เวลาสำหรับความแตกแยก&amp;quot; โป๊ปตรัส พร้อมกับทรงเรียกร้องให้หยุดยิงในพื้นที่ขัดแย้งทั่วทุกมุมโลก ทรงขอให้ผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศที่สร้างความยากลำบากแก่หลายประเทศที่ไม่สามารถช่วยเหลือพลเมืองได้เพียงพอ และทรงขอให้ลดภาระหนี้สินแก่ประเทศยากจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับประเทศยุโรปที่เผชิญโรคระบาดรุนแรง พระองค์ทรงขอให้ทุกประเทศสมัครสมานกันเหมือนช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้วยุโรปจะลุกขึ้นได้อีกครั้ง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62954</URL_LINK>
                <HASHTAG>วันอีสเตอร์, สมเด็จพระสันตะปาปา, โป๊ปฟรานซิส, ไวรัสระบาด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200412/image_big_5e93128673a9c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61077</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/03/2020 22:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/03/2020 21:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สื่อเผยบาทหลวงร่วมอาคารที่ประทับโป๊ปฟรานซิสติดไวรัส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;หนังสือพิมพ์อิตาลีรายงานว่า มีผู้ที่พำนักที่เชื่อว่าเป็นบาทหลวงในอาคารรับรองของโป๊ปฟรานซิสภายในนครวาติกันติดเชื้อไวรัสโคโรนา 1 ราย และขณะนี้กำลังรักษาในโรงพยาบาลกรุงโรม แต่ผลการตรวจโป๊ปไม่พบการติดเชื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาคารเรือนรับรองแขกเซนต์มาร์ธาภายในนครวาติกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หนังสือพิมพ์หลายฉบับรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม 2563 โดยอ้างแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือภายในนครวาติกันว่า บาทหลวงชาวอิตาลีที่ป่วยนี้พำนักอยู่ที่เรือนรับรองแขกเซนต์มาร์ธามานานหลายปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หนังสือพิมพ์อิลเมสซัจเจโรกล่าวว่า บาทหลวงรูปนี้เป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่ประจำสำนักเลขาธิการแห่งรัฐวาติกันที่มีความใกล้ชิดกับสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ท่านถูกวัดอุณหภูมิระหว่างการตรวจตามปรกติและพบว่ามีไข้เล็กน้อย ส่วนหนังสือพิมพ์ลาสตัมปากล่าวว่า บาทหลวงที่ไม่ระบุนามผู้นี้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลในกรุงโรม และสำนักงานของท่านได้รับการฆ่าเชื้อแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานต่อมาของอิลเมสซัจเจโรกล่าวว่า โป๊ปฟรานซิสทรงรับการตรวจหาไวรัสแล้ว และไม่พบการติดเชื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่พักรับรองแห่งนี้มีขนาดประมาณ 130 ห้อง แต่แหล่งข่าวในวาติกันกล่าวว่า ขณะนี้หลายห้องไม่มีผู้เข้าพัก ส่วนผู้ที่พักอยู่เดิมเกือบทั้งหมดเป็นผู้พำนักที่นี่อย่างถาวร โดยแขกจากภายนอกส่วนใหญ่ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าพักหลังจากอิตาลีล็อกดาวน์ทั้งประเทศเมื่อต้นเดือนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โป๊ปฟรานซิส ซึ่งมีพระชนมายุ 83 พรรษา ประทับที่นี่นับแต่พระองค์ทรงได้รับเลือกเป็นประมุขแห่งคริสตจักรโรมันคาทอลิกเมื่อปี 2556 ช่วงที่ผ่านมาพระองค์ทรงยกเลิกการปรากฏพระองค์ในที่สาธารณะ และทรงประกอบพิธีผ่านการถ่ายทอดทางโทรทัศน์และอินเทอร์เน็ตแทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ลาสตัมปากล่าวว่า โป๊ปเสวยพระกระยาหารเพียงลำพังภายในห้องของพระองค์เป็นบางครั้ง โดยเลขานุการจะเข็นรถนำพระกระยาหารไปถวาย พระองค์ใช้เวลาส่วนใหญ่ภายในที่ประทับ และเมื่อเสด็จพระดำเนินภายใน ก็จะทรงรักษาระยะห่างตามความจำเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอังคาร สำนักวาติกันเผยว่า มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 ภายในนครรัฐวาติกันแล้ว 4 ราย แต่ไม่มีใครที่พำนักอยู่ที่เซนต์มาร์ธา สำนักข่าว ANSA กล่าวว่า บาทหลวงรูปนี้เป็นผู้ติดเชื้อรายที่ 5 ที่ยังไม่มีการยืนยันจากแหล่งข่าวทางการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นครรัฐวาติกันตั้งอยู่ภายในกรุงโรมของอิตาลี ลูกจ้างของวาติกันส่วนใหญ่ก็อาศัยอยู่ในเมืองหลวงแห่งนี้ ช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา วาติกันสั่งให้ลูกจ้างส่วนใหญ่ทำงานจากบ้าน แต่สำนักงานหลักๆ ยังเปิดทำการปกติ ข้อมูลอย่างเป็นทางการถึงวันพุธ อิตาลีมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 เสียชีวิตแล้ว 7,503 ราย จากผู้ติดเชื้อทั้งหมด 74,386 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาคารรับรองแขกเซนต์มาร์ธาเปิดใช้งานเมื่อปี 2539 ใช้เป็นที่พำนักของเหล่าคาร์ดินัลที่มาเยือนกรุงโรม โดยโป๊ปฟรานซิสทรงเลือกเข้าประทับภายในห้องสวีทห้องหนึ่งของเรือนรับรองนี้ แทนที่จะทรงแยกไปประทับที่พระราชวังพระสันตะปาปาเช่นโป๊ปองค์ก่อนๆ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61077</URL_LINK>
                <HASHTAG>บาทหลวงติดไวรัส, วาติกัน, เซนต์มาร์ธา, โควิด-19, โป๊ปฟรานซิส, ไวรัสโคโรนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200326/image_big_5e7cc4c82fc1f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>58765</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/03/2020 16:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/03/2020 16:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สื่ออิตาลีเผย ผลตรวจโป๊ปไม่พบเชื้อ&#039;โควิด-19&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;หนังสือพิมพ์อิล เมสซาเจโร ของอิตาลีรายงานเมื่อวันอังคารว่าผลตรวจพระวรกายสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสเพื่อหาเชื้อไวรัสโคโรนา ยืนยันว่าพระองค์ไม่ติดเชื้อโควิด-19 ตามที่กังวลกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โป๊ปฟราสซิสมีพระอาการหวัดขณะประกอบพิธีวันพุธรับเถ้าเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563 &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสตรัสระหว่างการประทานพรแด่ศาสนิกชน ณ จัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ในนครวาติกัน ว่าพระองค์ประชวรเป็นไข้หวัด ซึ่งทำให้พระองค์ต้องงดการปลีกวิเวกประจำปีเป็นครั้งแรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้มีข่าวลือและข่าวปลอมแพร่สะพัดว่า โป๊ป ซึ่งมีพระชนมายุ 83 พรรษา ประชวรติดเชื้อไวรัสโคโรนา ที่กำลังแพร่ระบาดหนักในอิตาลีโดยมีผู้เสียชีวิตแล้ว 52 คน และติดเชื้อมากกว่า 2,000 คน ภายหลังพระองค์มีพระอาการไข้และไอ ทำให้ต้องงดภารกิจและงดการเข้าเฝ้าฯ เกือบทั้งหมดในสัปดาห์ที่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวของหนังสือพิมพ์อิล เมสซาเจโร ในอิตาลีเมื่อวันอังคารกล่าวว่า โป๊ปทรงรับการตรวจเชื้อไวรัสโคโรนาแล้ว และผลออกมาเป็นลบ แต่รายงานไม่ได้ระบุชัดเจนว่าเป็นการตรวจเมื่อใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านมัตเตโอ บรูนี โฆษกสำนักวาติกัน กล่าวว่า เขาไม่สามารถให้ทัศนะตอบโต้รายงานข่าวดังกล่าวได้ในขณะนี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58765</URL_LINK>
                <HASHTAG>สมเด็จพระสันตะปาปา, โควิด-19, โป๊ปฟรานซิส, ไวรัสโคโรนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200303/image_big_5e5e249051443.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53268</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/12/2019 20:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/12/2019 20:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โป๊ปประทานพรคริสต์มาส วิงวอนสันติภาพแด่โลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;โป๊ปฟรานซิสประทานพรเนื่องในวันคริสต์มาส ทรงเรียกร้องชาวโลกยอมให้แสงสว่างแห่งพระคริสต์ทิ่มแทง &amp;quot;ความดำมืดในจิตใจมนุษย์&amp;quot; ที่นำไปสู่การประหัตประหารทางศาสนา, ความอยุติธรรมในสังคม, ความขัดแย้งด้วยอาวุธ และความหวาดกลัวผู้อพยพ พร้อมทั้งสวดภาวนาแด่เหยื่อสงคราม, ภัยพิบัติและโรคติดต่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โป๊ปฟรานซิสโบกพระหัตถ์จากระเบียงกลางของมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ ระหว่างพิธีประทานพรแด่โรมและแด่โลกเนื่องในวันคริสต์มาส&amp;nbsp; / VATICAN MEDIA / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส องค์ประมุขแห่งคริสตจักรโรมันคาทอลิก มีพระดำรัสประทานพรแด่โรมและโลก เนื่องในวันคริสต์มาส ณ จัตุรัสเซนต์ปีเตอร์แห่งนครวาติกันเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2562 โดยทรงเรียกร้องให้สันติภาพบังเกิดขึ้นในดินแดนศักดิ์สิทธิ์, ซีเรีย, เลบานอน, เยเมน, อิรัก, เวเนซุเอลา, ยูเครน และหลายประเทศในทวีปแอฟริกาที่ตกอยู่ในความขัดแย้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สารทั่วไปที่พระองค์ตรัสต่อคริสตชนนับแสนคนที่วาติกันและอีกหลายล้านคนทั่วโลกที่เฝ้าดูหรือฟังพระดำรัสของพระองค์ก็คือ ความเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นที่จิตใจของแต่ละคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;มีความดำมืดในหัวใจของมนุษย์ ทว่าแสงแห่งพระคริสต์นั้นยิ่งใหญ่กว่า มีความดำมืดในความสัมพันธ์ส่วนบุคคล, ครอบครัวและสังคม ทว่าแสงแห่งพระคริสต์นั้นยิ่งใหญ่กว่า มีความดำมืดในความขัดแย้งทางเศรษฐกิจ, ภูมิรัฐศาสตร์และระบบนิเวศ ทว่าแสงแห่งพระคริสต์ยังคงยิ่งใหญ่กว่า&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในพระดำรัสอวยพรคริสต์มาสปีที่ 7 ของโป๊ปซึ่งมีพระชนม์ 83 ปี ยังกล่าวถึงการประหัตประหารชาวคริสเตียนโดยฝีมือของพวกนักรบในบูร์กินาฟาโซ, มาลี, ไนเจอร์ และไนจีเรีย โดยพระองค์ทรงวิงวอนต่อพระเจ้าให้ปลอบโยนผู้ที่ได้รับความทุกข์ทรมานเพราะศรัทธาทางศาสนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พระองค์ยังได้ตรัสถึงผู้ลี้ภัยและผู้อพยพ ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่พระองค์ทรงปกป้องมาโดยตลอดจนถูกพวกนักการเมืองประชานิยมค่อนแคะ โป๊ปได้สวดอวยพรแด่คนเหล่านี้ ผู้ซึ่งทุกข์ทรมานเพราะความรุนแรง, หายนภัยทางธรรมชาติหรือการระบาดของโรคติดต่อ รวมถึงผู้อพยพที่เสี่ยงชีวิตเดินทางข้ามทะเลทรายและทะเล ที่กลายเป็นสุสานฝังศพของพวกเขา เพื่อแสวงหาชีวิตที่ดีขึ้นในยุโรป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เป็นความอยุติธรรมที่ทำให้พวกเขาข้ามทะเลทรายและทะเล ที่กลายเป็นสุสานของพวกเขา เป็นความอยุติธรรมที่บังคับพวกเขาให้ต้องทนกับการล่วงละเมิดในรูปแบบที่ไม่สามารถพรรณนาได้, การตกเป็นทาสในทุกรูปแบบ และการทารุณทรมานในค่ายกักกันที่ไร้มนุษยธรรม&amp;quot; โป๊ปตรัสถึงค่ายกักกันผู้อพยพ ซึ่งเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา พระองค์เคยเรียกร้องให้ปิดค่ายแบบนี้ในลิเบีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พระองค์ทรงเน้นเกี่ยวกับสถานการณ์ในภาคตะวันออกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกด้วย ที่ซึ่งเกิดความขัดแย้งยาวนานกว่า 25 ปีจากการต่อสู้กันระหว่างกลุ่มติดอาวุธหลายสิบกลุ่มทั้งในท้องถิ่นและต่างชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โป๊ปตรัสอีกว่า แม้ขณะนี้จะมีปัญหาใหญ่มากมายบนโลกนี้ แต่ผู้คนทั้งหลายไม่จำเป็นต้องมองไปยังที่อื่นไกลเพื่อแก้ไขความอยุติธรรม พวกเขาสามารถสร้างความแตกต่างได้ภายในชุมชนของตนเองเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการเยียวยาสมาชิกทั้งปวงในครอบครัวมนุษยชาติของเราที่กำลังทุกข์ทรมาน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53268</URL_LINK>
                <HASHTAG>คริสต์มาส, ประทานพร, สมเด็จพระสันตะปาปา, สันติภาพ, แด่โรมและโลก, โป๊ปฟรานซิส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191225/image_big_5e036564a9781.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
