<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>45783</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/09/2019 10:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/09/2019 10:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปภ.เผย&#039;อุบลราชธานี-ยโสธร-ร้อยเอ็ด-ศรีสะเกษ&#039;ยังอ่วม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า อิทธิพลพายุโซนร้อนโพดุล และคาจิกิ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยมีกำลังแรง ตั้งแต่วันที่ 29 ส.ค.ถึง 15 ก.ย.62 เวลา 06.00 น. ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินสไลด์ และวาตภัย รวม 32 จังหวัด ได้แก่ แพร่ เชียงใหม่ เพชรบูรณ์ น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก พิจิตร แม่ฮ่องสอน ลำปาง สุโขทัย นครพนม ร้อยเอ็ด อุบลราชธานี อำนาจเจริญ มหาสารคาม ขอนแก่น หนองบัวลำภู ยโสธร กาฬสินธุ์ มุกดาหาร ชัยภูมิ สุรินทร์ อุดรธานี เลย ศรีสะเกษ สกลนคร ปราจีนบุรี ตราด สระแก้ว กระบี่ ระนอง และชุมพร รวม 181 อำเภอ 967 ตำบล 7,090 หมู่บ้าน 5 เขตเทศบาล 11 ชุมชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประชาชนได้รับผลกระทบ 418,449 ครัวเรือน ผู้เสียชีวิต 32 ราย (ยโสธร 8 ราย ร้อยเอ็ด 6 ราย อำนาจเจริญ 4 ราย ขอนแก่น 3 ราย อุบลราชธานี 3 ราย พิจิตร 2 ราย ศรีสะเกษ 2 ราย พิษณุโลก 1 ราย มุกดาหาร 1 ราย สกลนคร 1 ราย น่าน 1 ราย) ผู้บาดเจ็บ 1 คน (ชัยภูมิ) ยังคงมีสถานการณ์ในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี ยโสธร ร้อยเอ็ด และศรีสะเกษ อพยพประชาชน 24,235 คน ในพื้นที่ 3 จังหวัด (ยโสธร อุบลราชธานี และร้อยเอ็ด) รวม 96 จุด ประกอบด้วย ยโสธร 11 จุด 907 คน อุบลราชธานี 63 จุด 23,198 คน ร้อยเอ็ด 22 จุด 130 คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ปภ.ได้ร่วมกับจังหวัด หน่วยทหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดเจ้าหน้าที่ พร้อมระดมวัสดุอุปกรณ์ ยานพาหนะ และเครื่องจักรกลด้านสาธารณภัยให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยและคลี่คลายสถานการณ์ภัย โดยติดตั้งเครื่องสูบน้ำ รถบรรทุกเครื่องส่งสูบน้ำระยะไกล เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมขัง รวมถึงดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ประภัย โดยแจกจ่ายอาหาร น้ำดื่ม และถุงยังชีพอย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์ภัยจะคลี่คลาย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น อีกทั้งจัดเจ้าหน้าที่พร้อมรถเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัยและเรือท้องแบนให้บริการขนย้ายสิ่งของและอำนวยความสะดวกในการเดินทางแก่ประชาชน ตลอดจนสำรวจความเสียหายครอบคลุมทุกด้าน เพื่อให้การช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ ท้ายนี้ ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ภัยสามารถติดต่อได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45783</URL_LINK>
                <HASHTAG>คาจิกิ, ชยพล ธิติศักดิ์, ปภ., พายุโซนร้อน, อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, โพดุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190912/image_big_5d79a834e5c32.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45249</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/09/2019 09:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/09/2019 09:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปภ.เผยยังมี9จังหวัดยังช้ำจาก&#039;โพดุล-คาจิกิ&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ก.ย.2562 - &amp;nbsp;นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า อิทธิพลพายุโซนร้อนโพดุล และพายุโซนร้อนคาจิกิ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยมีกำลังแรง ตั้งแต่วันที่ 29 ส.ค.ถึงปัจจุบัน ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินสไลด์ รวม 32 จังหวัด ได้แก่ อำนาจเจริญ กระบี่ ปราจีนบุรี แพร่ นครพนม เชียงใหม่ ร้อยเอ็ด อุบลราชธานี ระนอง เพชรบูรณ์ มหาสารคาม ขอนแก่น หนองบัวลำภู ยโสธร กาฬสินธุ์ น่าน ตราด มุกดาหาร อุตรดิตถ์ ชัยภูมิ สุรินทร์ พิษณุโลก พิจิตร แม่ฮ่องสอน ชุมพร อุดรธานี สระแก้ว ลำปาง เลย สุโขทัย ศรีสะเกษ และสกลนคร รวม 173 อำเภอ 868 ตำบล 6,279 หมู่บ้าน 5 เขตเทศบาล 11 ชุมชน ประชาชนได้รับผลกระทบ 359,888 ครัวเรือน ผู้เสียชีวิต 25 ราย (ยโสธร 6 ราย ร้อยเอ็ด 5 ราย อำนาจเจริญ 4 ราย ขอนแก่น 3 ราย พิจิตร 2 ราย อุบลราชธานี 1 ราย พิษณุโลก 1 ราย มุกดาหาร 1 ราย สกลนคร &amp;nbsp;1 ราย น่าน 1 ราย) ผู้บาดเจ็บ 1 คน (ชัยภูมิ)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชยพลกล่าวต่อว่า ยังคงมีสถานการณ์ในพื้นที่ 9 จังหวัด ได้แก่ สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร อำนาจเจริญ ยโสธร อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ และนครพนม สถานการณ์โดยรวมระดับน้ำลดลงทุกจังหวัด อพยพประชาชน 4,075 คน ในพื้นที่ 3 จังหวัด รวม 24 จุด (อำนาจเจริญ ยโสธร อุบลราชธานี) ทั้งนี้ ปภ.ได้ร่วมกับจังหวัด หน่วยทหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดเจ้าหน้าที่ พร้อมระดมวัสดุอุปกรณ์ ยานพาหนะและเครื่องจักรกล ด้านสาธารณภัยให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยและคลี่คลายสถานการณ์ภัย โดยติดตั้งเครื่องสูบน้ำ รถบรรทุกเครื่องส่งสูบน้ำระยะไกลเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมขัง รวมถึงดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ประภัย โดยแจกจ่ายอาหาร น้ำดื่ม และถุงยังชีพ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น อีกทั้งจัดเจ้าหน้าที่พร้อมรถเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัยและเรือท้องแบนให้บริการขนย้ายสิ่งของและอำนวยความสะดวกในการเดินทางแก่ประชาชน ตลอดจนสำรวจความเสียหายครอบคลุมทุกด้าน เพื่อให้การช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปภ.ขอฝากเตือนประชาชนให้ติดตามพยากรณ์อากาศและประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด พร้อมปฏิบัติตามคำเตือนและคำแนะนำอย่างเคร่งครัด รวมถึงระมัดระวังภัยที่มักเกิดในช่วงน้ำท่วม อาทิ อุบัติภัยจากไฟฟ้า อุบัติภัยทางน้ำ สัตว์มีพิษ เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น ทั้งนี้ ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ภัย สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45249</URL_LINK>
                <HASHTAG>คาจิกิ, ชยพล ธิติศักดิ์, ปภ., พายุโซนร้อน, อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, โพดุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190902/image_big_5d6c895551621.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44770</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/09/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/09/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พายุลูกใหม่ซัดอีสาน 15จว.ยังจมนํ้าจาก‘โพดุล’‘นายกฯ’สั่งเกาะติด24ชม.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;กรมอุตุฯ&amp;quot; ออกประกาศฉบับ 1 &amp;quot;พายุดีเปรสชันระดับ 2 บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน&amp;quot; เตือนอีสานรับมือฝนเพิ่มมากขึ้นช่วง 2-3 ก.ย.นี้ &amp;quot;ปภ.&amp;quot; เผย 15 จว.ยังเผชิญอุทกภัย ปชช.เดือดร้อนแล้ว 3,663 ครัวเรือน &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; สั่งทุกหน่วยเกาะติดสถานการณ์ใกล้ชิด พร้อมเร่งสำรวจความเสียหายหลังน้ำลด &amp;quot;ก.เกษตรฯ&amp;quot; เคาะมาตรการดูแลเกษตรกร &amp;quot;พรรคการเมือง&amp;quot; ร่วมใจช่วยผู้ได้รับความเดือดร้อน &amp;quot;ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ&amp;quot; ชี้พายุโพดุลทำภาพรวม ศก.ไทยติดลบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 1 ก.ย. กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศฉบับที่ 1 &amp;quot;พายุระดับ 2 (ดีเปรสชัน) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน&amp;quot; เวลา 07.00 น. ว่า พายุระดับ 2 (ดีเปรสชัน) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน มีจุดศูนย์กลางอยู่ห่างออกไปทางตะวันออกของเกาะไหหลำ ประเทศจีน ประมาณ 700 กิโลเมตร หรือที่ละติจูด 19.0 องศาเหนือ ลองจิจูด 117.5 องศาตะวันออก ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 55 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุนี้กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกด้วยความเร็วประมาณ 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าจะเคลื่อนตัวเข้าใกล้เกาะไหหลำ ในช่วงวันที่ 2-3 ก.ย.62&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประกาศฉบับที่ 1 ระบุว่า พายุดังกล่าวจะส่งผลกระทบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือฝนเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้ สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปเกาะไหหลำ ประเทศจีน และประเทศเวียดนามตอนบน ควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทางด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้และอ่าวไทย ยังคงมีกำลังแรงต่อเนื่อง ทำให้ภาคใต้และภาคตะวันออกมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังแรง โดยบริเวณดังกล่าวมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง โดยหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง เรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนงดออกจากฝั่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวถึงผลกระทบจากอิทธิพลพายุโซนร้อน &amp;quot;โพดุล&amp;quot; ตั้งแต่วันที่ 29 ส.ค.-ปัจจุบันว่า ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินสไลด์ ในพื้นที่ 24 จังหวัด ได้แก่ อำนาจเจริญ กระบี่ ปราจีนบุรี แพร่ นครพนม เชียงใหม่ ร้อยเอ็ด อุบลราชธานี ระนอง เพชรบูรณ์ มหาสารคาม ขอนแก่น หนองบัวลำภู ยโสธร กาฬสินธุ์ น่าน ตราด มุกดาหาร อุตรดิตถ์ ชัยภูมิ สุรินทร์ พิษณุโลก พิจิตร และแม่ฮ่องสอน รวม 64 อำเภอ 148 ตำบล 356 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 3,663 ครัวเรือน ผู้เสียชีวิต 1 ราย (อุบลราชธานี) ผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 คน (ชัยภูมิ)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชยพลกล่าวว่า ขณะนี้ยังคงมีสถานการณ์ในพื้นที่ 15 จังหวัด ได้แก่ จ.แพร่ น้ำไหลหลากเข้าท่วมในพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอร้องกวาง และอำเภอลอง รวม 5 ตำบล 11 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 35 ครัวเรือน จ.เพชรบูรณ์ น้ำไหลหลากเข้าท่วมในพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอชนแดน อำเภอวังโป่ง อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ อำเภอหนองไผ่ และอำเภอเขาค้อ รวม 9 ตำบล 25 หมู่บ้าน ประชาชนอพยพ 140 คน จ.พิษณุโลก น้ำไหลหลากเข้าท่วมในพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเนินมะปราง อำเภอวังทอง อำเภอนครไทย และอำเภอชาติตระการ รวม 13 ตำบล 73 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 1,510 ครัวเรือน จ.อุตรดิตถ์ น้ำไหลหลากเข้าท่วมในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอน้ำปาด อำเภอท่าปลา และอำเภอฟากท่า รวม 5 ตำบล 23 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 107 ครัวเรือน&amp;nbsp;
บิ๊กตู่สั่งเกาะติดน้ำท่วม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.พิจิตร น้ำไหลหลากเข้าท่วมในพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอสามง่าม อำเภอทับคล้อ อำเภอวังทรายพูน และอำเภอสากเหล็ก รวม 7 ตำบล ประชาชนได้รับผลกระทบ 10 ครัวเรือน ปัจจุบันอยู่ระหว่างการสำรวจความเสียหายเพิ่มเติม, จ.เชียงใหม่ เกิดน้ำไหลหลากและดินสไลด์ในพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอฮอด อำเภออมก๋อย อำเภอแม่แจ่ม และอำเภอจอมทอง รวม 6 ตำบล 16 หมู่บ้าน ปัจจุบันอยู่ระหว่างการสำรวจความเสียหายเพิ่มเติม, จ.อำนาจเจริญ น้ำไหลหลากเข้าท่วมในพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอหัวตะพาน และอำเภอเมืองอำนาจเจริญ รวม 2 ตำบล 2 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 65 ครัวเรือน, จ.ชัยภูมิ น้ำไหลหลากเข้าท่วมในพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองชัยภูมิ และอำเภอแก้งคร้อ รวม 2 ตำบล 5 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 5 ครัวเรือน ผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 คน, จ.มุกดาหาร เกิดน้ำไหลหลากและวาตภัยในพื้นที่ 7 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองมุกดาหาร อำเภอดงหลวง อำเภอหนองสูง อำเภอนิคมคำสร้อย อำเภอดอนตาล อำเภอหว้านใหญ่ และอำเภอคำชะอี รวม 32 ตำบล 33 หมู่บ้าน ปัจจุบันอยู่ระหว่างการสำรวจความเสียหาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ จ.ยโสธร น้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่อำเภอป่าติ้ว รวม 4 ตำบล 11 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 847 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตรเสียหาย 5,080 ไร่, จ.ขอนแก่น น้ำจากลำห้วยจิ หลากเข้าท่วมในพื้นที่ตำบลบ้านไผ่ และตำบลในเมือง อำเภอบ้านไผ่ ประชาชนอพยพ 516 คน, จ.กาฬสินธุ์ น้ำไหลหลากเข้าท่วมในพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอห้วยเม็ก และอำเภอหนองกุงศรี รวม 8 ตำบล 31 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 410 ครัวเรือน, จ.อุบลราชธานี น้ำไหลหลากเข้าท่วมในพื้นที่ 9 อำเภอ ได้แก่ อำเภอน้ำขุ่น อำเภอน้ำยืน อำเภอเมืองอุบลราชธานี อำเภอกุดข้าวปุ้น อำเภอเขื่องใน อำเภอเขมราฐ อำเภอพิบูลมังสาหาร อำเภอตระการพืชผล และอำเภอโขงเจียม รวม 18 ตำบล 46 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 798 ครัวเรือน ผู้เสียชีวิต 1 ราย, จ.ร้อยเอ็ด น้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเสลภูมิ อำเภอโพธิ์ชัย อำเภอเมยวดี และอำเภอเมืองร้อยเอ็ด รวม 12 ตำบล 38 หมู่บ้าน พื้นที่การเกษตรเสียหาย 4,110 ไร่ และ จ.มหาสารคาม น้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่อำเภอเมืองมหาสารคาม ประชาชนได้รับผลกระทบ 40 ครัวเรือน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สถานการณ์ภาพรวมปัจจุบันทุกพื้นที่ระดับน้ำลดลง ซึ่ง ปภ.ได้ประสานจังหวัด หน่วยทหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเบื้องต้น โดยติดตั้งเครื่องสูบน้ำเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้ประสบภัย รวมถึงจัดเจ้าหน้าที่สำรวจและประเมินความเสียหาย เพื่อดำเนินการช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ ต่อไป&amp;quot; อธิบดี ปภ.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้ติดตามสถานการณ์อุทกภัยฉับพลันจากพายุโพดุลอย่างใกล้ชิด รวมทั้งกำกับดูแลการให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ทั้ง 16 จังหวัด ตั้งแต่วันที่ 30 ส.ค.ที่ผ่านมา จนขณะนี้ ได้รับรายงานว่าสถานการณ์อุทกภัยเริ่มคลี่คลาย ระดับน้ำได้ลดลงในเกือบทุกจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จากนี้จะต้องเร่งสำรวจความเสียหายทั้งอาคาร บ้านเรือนและพื้นที่เกษตรกรรม โดยได้กำชับให้ทุกหน่วยงาน บูรณาการร่วมกัน ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเสียหายและช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทั่วถึงและทันเวลา รวมทั้งนายกฯ ได้ย้ำขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์ต่อไป และขอประชาชนที่ได้รับความเสียหาย และยังไม่ได้รับความช่วยเหลือติดต่อได้ที่สายด่วน 1784 ที่พร้อมให้ความช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง&amp;quot; โฆษกประสำนักนายกฯ กล่าว
เร่งสูบน้ำพื้นที่เกษตร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้สั่งการให้กรมชลประทานเร่งสูบน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมขังทั้งในพื้นที่เกษตร พื้นที่ชุมชน และพื้นที่เศรษฐกิจ ซึ่งได้รับรายงานจากกรมชลประทานว่าขณะนี้มีพื้นที่ประสบอุทกภัย 19 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดแพร่ พิจิตร น่าน พิษณุโลก อุตรดิตถ์ ยโสธร ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ ชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม อุดรธานี อุบลราชธานี อำนาจเจริญ มุกดาหาร สกลนคร สระแก้ว ชุมพร และระนอง โดยเข้าสู่สถานการณ์ปกติแล้ว 1 จังหวัด คือ นครราชสีมา และยังคงระดมเครื่องจักร-เครื่องมือ เครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ รถขุด พร้อมเจ้าหน้าที่จำนวนมากเข้าไปคลี่คลายปัญหาโดยเร่งด่วนแล้ว และจากการพยากรณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าภาวะฝนตกหนักจากพายุโพดุลจะเกิดขึ้นถึงวันที่ 1 ก.ย.เป็นวันสุดท้ายแล้ว ภาวะน้ำท่วมจะดีขึ้นตามลำดับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ยังสั่งการให้กรมส่งเสริมการเกษตรให้เตรียมเข้าสำรวจความเสียหายพื้นที่เกษตรทันทีหลังน้ำลด ซึ่งมาตรการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติ หากผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศเขตพื้นที่การให้ความช่วยเหลือฯ ตามจำนวนพื้นที่จริงที่ได้รับความเสียหาย แต่รายละไม่เกิน 30 ไร่ ซึ่งกำหนดให้นาข้าวได้รับอัตราไร่ละ 1,113 บาท พืชไร่ได้รับไร่ละ 1,148 บาท และพืชสวนและอื่นๆ ได้รับอัตราไร่ละ 1,690 บาท&amp;quot; รมว.เกษตรและสหกรณ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน สั่งโครงการชลประทานทุกพื้นที่เร่งสูบน้ำระบายน้ำท่วมขังในทุกจุด หลังหลายจังหวัดได้รับผลกระทบจากพายุโพดุล เบื้องต้นคาดว่าในพื้นที่ลุ่มต่ำจะใช้เวลาระบายน้ำไม่เกิน 1 สัปดาห์ หากไม่มีฝนตกลงมา ขณะที่พื้นที่ส่วนใหญ่จะระบายน้ำได้หมดใน 2-3 วัน ล่าสุดมีพื้นที่ประสบอุทกภัยรวม 19 จังหวัด ส่วนใหญ่อยู่ในภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข ขับเครื่องบินส่วนตัวจาก กทม.ไปยัง จ.ร้อยเอ็ด เพื่อเยี่ยมประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วม ที่บ้านท่าเยี่ยม ต.วังหลวง อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด จากนั้นเดินทางต่อไปยังจุดพักพิงผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่บ้านไค่นุ่น ต.นาแซง อ.เสลภูมิ รวมทั้งไปดูโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) บ้านไค่นุ่น ต.นาแซง อ.เสลภูมิ เพื่อประชุมวิดีโอคอนเฟอเรนซ์เกี่ยวกับสถานการณ์อุทกภัยของเขตสุขภาพที่ 7
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน ก็ลงพื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาชีกลาง อ.เชียงขวัญ จ.ร้อยเอ็ด กำชับสำนักงานชลประทานที่ 6 ระดมเครื่องจักร เครื่องมือต่างๆ รวมทั้งกระสอบทรายเข้าเสริมความมั่นคงแข็งแรงของพนังกั้นน้ำ พร้อมทั้งติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำอีก 8 เครื่อง ที่สะพานยโสธร-ร้อยเอ็ด (ปากน้ำยัง) และอีก 6 เครื่องที่เขื่อนธาตุน้อย จ.อุบลราชธานี เพื่อเร่งระบายน้ำลงแม่น้ำชี นอกจากนี้ เขื่อนลำปาวหยุดการระบายน้ำลงสู่พื้นที่ท้ายเขื่อนแล้ว ส่วนเขื่อนร้อยเอ็ด เขื่อนยโสธร และเขื่อนธาตุน้อย ได้ยกบานประตูน้ำพ้นน้ำเพื่อช่วยเร่งระบายน้ำในแม่น้ำชีอีกทางหนึ่งด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม สรุปผลกระทบถนนเส้นทางต่างๆ จากน้ำท่วมว่า ปัจจุบันมี 12 จังหวัด ได้รับผลกระทบ 36 สายทาง จำนวน 43 แห่ง สัญจรผ่านได้ &amp;nbsp;21 สายทาง จำนวน 24 แห่ง สัญจรผ่านไม่ได้ 15 สายทาง จำนวน 19 แห่ง เป็นน้ำท่วมสูง 13 แห่ง และถนนขาด 6 แห่ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.หนองคาย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากฝนที่ตกต่อเนื่องติดต่อกันในพื้นที่ ทำให้บึงหนองคาย ต.วัดธาตุ อ.เมืองฯ จ.หนองคาย ซึ่งเป็นจุดที่รับน้ำทั้งในพื้นที่และน้ำบางส่วนจากตัวเมืองหนองคาย มีปริมาณน้ำมากจนได้มีการระบายต่อไปยังอ่างเก็บน้ำบ้านเบิดใหญ่ที่อยู่ติดกัน เพื่อระบายผ่านไปยังลำห้วยโซ่ ที่เชื่อมต่อกับลำห้วยสวย ลำห้วยสาขาของแม่น้ำโขง ระบายลงแม่น้ำโขงต่อไป
ทุกพรรคระดมช่วย ปชช.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุดน้ำที่ระบายมาจากบึงหนองคายได้ส่งผลให้น้ำในอ่างเก็บน้ำบ้านเบิดใหญ่ มีปริมาตรน้ำภายในอ่างสูงจนล้นฝายน้ำล้นที่ระบายลงในลำห้วยโซ่สูงกว่า 1 เมตร และไหลเชี่ยว ส่งผลกระทบชาวบ้านหลายสิบครอบครัวที่ยึดอาชีพจับปลาที่ได้ทำเพิงพักนั่งร้านสำหรับยกยอหรือสะดุ้งสำหรับจับปลา ทั้งจากการที่ไม่สามารถใช้ยอในการหาปลาได้เนื่องจากกระแสน้ำแรงและเชี่ยว และจากการที่น้ำมีระดับสูงได้ท่วมเพิงพักนั่งร้าน ต้องหยุดจับปลาที่บริเวณหลังฝายน้ำล้นชั่วคราว จนกว่าระดับน้ำจะลดลงจึงจะกลับมาจับปลาใหม่ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.อำนาจเจริญ ใน อ.เมืองฯ จากฝนตกหนักติดต่อทำให้ระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำพุทธอุทยานเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงต้องมีการเปิดประตูระบายน้ำทุกจุด ส่งผลให้น้ำไหลทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน ที่อยู่ท้ายเขื่อนและอาศัยอยู่ตามลำห้วยปลาแดกได้รับความเดือดร้อน 2 ชุมชน คือ ชุมชนซอยวิจารณ์ และชุมชนบุ่งพัฒนา เขตเทศบาลเมืองอำนาจเจริญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ พ.ต.ต.สุภาพ จันทร์แดง สารวัตร สภ.เมืองอำนาจเจริญ รับแจ้งพบศพชายไทยเสียชีวิตที่ริมตลิ่ง ลำห้วยคำเตย บ้านคำเตย ต.กุดปลา อ.เมืองอำนาจเจริญ ทราบชื่อคือนายสมบูรณ์ ปานประดิษฐ์ อายุ 63 ปี ชาวบ้านคำเตย ต.ปลาดุก สอบสวนทราบว่านายสมบูรณ์ได้ไปหาปลาที่ลำห้วยใกล้ที่นาขณะที่ฝนตกหนัก ลมกระโชกแรงและน้ำไหลเชี่ยว ถูกกระแสน้ำพัดสูญหายไป ก่อนมาพบศพดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.ขอนแก่น ในพื้นที่ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น แม้น้ำจะลดลงบ้างแล้ว แต่ยังคงมีบ้านเรือนชาวบ้านที่อยู่ติดลำห้วยจิกไม่สามารถจะเข้าไปพักอาศัยในบ้านเรือนของตัวเองได้ โดยพบว่าน้ำไหลเอ่อท่วมบ้านเรือนที่อยู่ติดลำห้วยจิกพังเสียหาย 3 หลัง อู่ซ่อมรถ อู่ต่อเรือท้องแบน และเล้าไก่เล้าเป็ดของชาวบ้านหายไปกับน้ำ น้ำไหลเชี่ยวท่วมสะพานข้ามลำห้วยจิก ชาวบ้านสัญจรไปมาไม่ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าฯ ขอนแก่น กล่าวว่า มวลน้ำจากลำห้วยจิกที่ท่วมชุมชนต่างๆ นั้นจะไหลลงแก่งละหว้า โดยได้เอ่อท่วมที่นาของประชาชนในพื้นที่ตำบลบ้านไผ่หลายพันไร่ นอกจากนี้ยังเอ่อท่วมบ้านเป้า ม.3 และบ้านโนนละม่อม ม.4 ต.บ้านไผ่ โดยเฉพาะที่บ้านเป้า ถูกน้ำท่วมจนกลายเป็นเกาะ ถูกตัดขาดจากภายนอก เพราะเส้นทางรถยนต์ไม่สามารถผ่านเข้า-ออกได้ ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่เข้าประจำการที่โรงเรียนเบญจมิตรวิทยาคม บ้านโนนละม่อม เพื่อนำน้ำและข้าวสารอาหารแห้งและของใช้จำเป็นใส่เรือเข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านในหมู่บ้านทั้งสองแห่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านพรรคการเมืองต่างๆ ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านต่างเร่งระดม ส.ส.และอดีต ส.ส. ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัยอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นายธนกร วังบุญคงชนะ รองโฆษกพรรค พปชร. กล่าวว่า พรรคขอส่งกำลังใจให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วมจากอิทธิพลของพายุโพดุล โดยแกนนำพรรคได้ประสานงานให้ ส.ส.ในพื้นที่เร่งเข้าไปช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ ซึ่งเบื้องต้นมีรายงานว่ามีจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมจำนวน 19 จังหวัด บ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหาย 1,665 ครัวเรือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเข้าช่วยเหลือพี่น้องประชาชนผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งเข้าไปฟื้นฟูพื้นที่ที่น้ำลดลงแล้ว โดยเฉพาะบ้านเรือนที่เสียหายจากน้ำท่วม นอกจากนี้ในส่วนของพืชผลทางการเกษตรที่เสียหายนั้น รัฐบาลก็เร่งดำเนินการสำรวจและช่วยเหลือเต็มที่ รวมทั้งอยากฝากไปยังประชาชนให้เตรียมพร้อมและติดตามข่าวสารจากทางราชการ เพราะทราบว่ายังมีพายุที่จะพัดผ่านประเทศไทยอีก&amp;quot; รองโฆษก พปชร.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรค ปชป. กล่าวว่า ขณะนี้บุคลากรของพรรคที่อยู่ในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนพรรคประจำจังหวัด ประธานสาขาพรรค รวมถึง ส.ส.และอดีต ส.ส., อดีต ผู้สมัคร ส.ส.ได้อยู่ในพื้นที่พร้อมเพื่อดูแลปัญหาความเดือดร้อน ออกเยี่ยมเยียนเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ต่างๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขณะนี้รัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ได้ลงพื้นที่พร้อมหน่วยงานที่อยู่ในความดูแลรับผิดชอบ และเร่งเข้าช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่ในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน ซึ่งรัฐมนตรีของพรรคทุกคนนอกจากร่วมกันกับกระทรวงต่างๆ แล้ว ยังเล็งเห็นถึงสิ่งที่สำคัญคือการฟื้นฟูความเป็นอยู่ของประชาชนหลังจากที่น้ำลดอีกด้วย&amp;quot; โฆษกพรรค ปชป.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พรรคภูมิใจไทย (ภท.) พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ โฆษกพรรค กล่าวว่า นายอนุทินได้สั่งการให้ส.ส.ของพรรค รวมทั้งอดีต ส.ส.ของพรรค เกาะติดพื้นที่เพื่อรับปัญหาและประสานงานช่วยเหลือประชาชน และเป็นกำลังใจให้กับผู้ประสบภัยน้ำท่วมในทุกพื้นที่ให้ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พรรคเพื่อไทย (พท.) คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค กล่าวว่า พรรคขอประกาศแผนการ &amp;ldquo;เพื่อไทยช่วยไทย รวมใจช่วยน้ำท่วม&amp;rdquo; เพื่อเชิญชวนพี่น้องมาจับมือร่วมกันฝ่าวิกฤติอุทกภัยของประเทศครั้งนี้ไปด้วยกัน โดยให้ศูนย์ประสานงานของพรรคเพื่อไทย และศูนย์ประสานงานของ ส.ส.พรรคเพื่อไทยในทุกเขต ทุกจังหวัดของประเทศ เป็นศูนย์รับบริจาคสิ่งของและความช่วยเหลือต่างๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ขอเอาใจช่วยพี่น้องที่อยู่ในช่วงเวลาวิกฤติ และเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกคนที่กำลังทำงานอย่างเต็มกำลัง ดิฉันขอสัญญาว่าพวกเราจับมือผ่านทุกข์นี้และจะไม่ทอดทิ้งกันแน่นอน&amp;quot; ประธานยุทธศาสตร์พรรคกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป สถาบันเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจจากพายุโพดุลที่ทำให้น้ำท่วมฉับพลันในหลายพื้นที่ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือว่า พื้นที่เกษตรกรรมได้รับความเสียหายครอบคลุมพื้นที่กว้างขวาง มีผลกระทบต่อพืชผลการเกษตรที่รอการเก็บเกี่ยวรุนแรงอย่างมาก ความยากลำบากและความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจของประชาชนในชนบทระดับฐานรากนั้น ถูกซ้ำเติมทั้งจากภัยแล้งก่อนหน้านี้ และตามมาด้วยน้ำท่วมฉับพลัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวว่า ล่าสุดพืชผลหลักๆ ไม่ว่าจะเป็นข้าว มันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพด ปศุสัตว์ ได้รับความเสียหาย สิ่งปลูกสร้าง บ้านเรือน ถนนหลวงได้รับความเสียหายใน 12 จังหวัด ถนนสายหลัก 23 เส้นทางมีปัญหาต่อการสัญจร พื้นที่ในเขตเมืองได้รับผลกระทบทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนชะลอตัวและหยุดชะงักในบางพื้นที่ ผลประกอบการของธุรกิจประกันภัยลดลงจากการจ่ายชดเชยความเสียหายทรัพย์สินของภาคธุรกิจและประชาชนผู้เอาประกัน การค้าชายแดนไทย-ลาวชะลอตัวลงชัดเจน โดยประเทศลาวด้านใต้ได้รับผลกระทบอุทกภัยรุนแรงจากพายุเช่นเดียวกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจได้ชัดเจน แต่จะทำให้การผลิตสาขาเกษตรกรรมในภาพรวมติดลบต่อเนื่องในไตรมาสสามและสี่ปีนี้ จากอัตราการขยายติดลบในไตรมาสสอง -1.1% ระดับราคาพืชผลและราคาอาหารจะปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่เหลือของปี ซึ่งผลกระทบทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตผู้คนจากปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งมากกว่าที่ควรเป็น ล้วนสะท้อนความล้มเหลวในการบริหารจัดการน้ำของประเทศ การอนุรักษ์ป่าไม้และปัญหาภาวะโลกร้อนและสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงมากขึ้นตามลำดับ ธรรมชาติส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนว่าเราต้องช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้นและภาครัฐต้องมีนโยบายทางด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง การผ่อนคลายมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมโดยไม่พิจารณาผลกระทบระยะยาวเพื่อดึงดูดการลงทุนของต่างชาติเป็นสิ่งที่จะสร้างภาระต่อสังคมในอนาคต&amp;quot; ผศ.ดร.อนุสรณ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผอ.ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจฯ กล่าวว่า มาตรการการช่วยเหลือผู้เดือดร้อนอาจติดขัดจากโครงสร้างการบริหารประเทศที่มีการกระจายอำนาจลดลง กระจายอำนาจการคลังน้อยลง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจึงตอบสนองต่อความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติได้ช้าลง ด้อยประสิทธิภาพลง และมีอุปกรณ์เครื่องมือช่วยเหลือไม่เพียงพอ ส่วนงบประมาณช่วยเหลือของประชาชนนั้นน่าจะจัดสรรได้ แต่งบซ่อมแซมถนนและสิ่งปลูกสร้างของภาครัฐอาจต้องรองบประมาณปี 2563 ซึ่งจะมีอนุมัติล่าช้าและเริ่มนำมาใช้ได้ในเดือน ก.พ.ปีหน้า. &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44770</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมอุตุ, พายุดีเปรสชัน, พายุดีเปรสชันระดับ 2, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เกาะติดสถานการณ์ใกล้ชิด, โพดุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190901/image_big_5d6bd0f0d03f3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44725</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/09/2019 09:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/09/2019 09:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;โพดุล&#039;ทำ3,663ครัวเรือนใน24จังหวัดกระทบหนัก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ก.ย.2562 - นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า จากอิทธิพลพายุโซนร้อนโพดุล ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยมีกำลังแรง ตั้งแต่วันที่ 29 ส.ค.ถึงปัจจุบัน ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินสไลด์ ในพื้นที่ 24 จังหวัด ได้แก่ อำนาจเจริญ กระบี่ ปราจีนบุรี แพร่ นครพนม เชียงใหม่ ร้อยเอ็ด อุบลราชธานี ระนอง เพชรบูรณ์ มหาสารคาม ขอนแก่น หนองบัวลำภู ยโสธร กาฬสินธุ์ น่าน ตราด มุกดาหาร อุตรดิตถ์ ชัยภูมิ สุรินทร์ พิษณุโลก พิจิตร และแม่ฮ่องสอน รวม 64 อำเภอ 148 ตำบล 356 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 3,663 ครัวเรือน ผู้เสียชีวิต 1 ราย (อุบลราชธานี) ผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 คน (ชัยภูมิ)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชยพลกล่าวต่อว่า ยังคงมีสถานการณ์ในพื้นที่ 15 จังหวัด ได้แก่ แพร่ น้ำไหลหลากเข้าท่วมในพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอร้องกวาง และอำเภอลอง รวม 5 ตำบล 11 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 35 ครัวเรือน เพชรบูรณ์ น้ำไหลหลากเข้าท่วมในพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอชนแดน อำเภอวังโป่ง อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ อำเภอหนองไผ่ และอำเภอเขาค้อ รวม 9 ตำบล 25 หมู่บ้าน ประชาชนอพยพ 140 คน พิษณุโลก น้ำไหลหลากเข้าท่วมในพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเนินมะปราง อำเภอวังทอง อำเภอนครไทย และอำเภอชาติตระการ รวม 13 ตำบล 73 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 1,510 ครัวเรือน อุตรดิตถ์ น้ำไหลหลากเข้าท่วมในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอน้ำปาด อำเภอท่าปลา และอำเภอฟากท่า รวม 5 ตำบล 23 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 107 ครัวเรือน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิจิตร น้ำไหลหลากข้าท่วมในพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอสามง่าม อำเภอทับคล้อ อำเภอวังทรายพูน และอำเภอสากเหล็ก รวม 7 ตำบล ประชาชนได้รับผลกระทบ 10 ครัวเรือน ปัจจุบันอยู่ระหว่างการสำรวจความเสียหายเพิ่มเติม เชียงใหม่ เกิดน้ำไหลหลากและดินสไลด์ในพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอฮอด อำเภออมก๋อย อำเภอแม่แจ่ม และอำเภอจอมทอง รวม 6 ตำบล 16 หมู่บ้าน ปัจจุบันอยู่ระหว่างการสำรวจความเสียหายเพิ่มเติม อำนาจเจริญ น้ำไหลหลากเข้าท่วมในพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอหัวตะพาน และอำเภอเมืองอำนาจเจริญ รวม 2 ตำบล 2 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 65 ครัวเรือน ชัยภูมิ น้ำไหลหลากเข้าท่วมในพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองชัยภูมิ และอำเภอแก้งคร้อ รวม 2 ตำบล 5 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 5 ครัวเรือน ผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 คน มุกดาหาร เกิดน้ำไหลหลากและวาตภัยในพื้นที่ 7 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองมุกดาหาร อำเภอดงหลวง อำเภอหนองสูง อำเภอนิคมคำสร้อย อำเภอดอนตาล อำเภอหว้านใหญ่ และอำเภอคำชะอี รวม 32 ตำบล 33 หมู่บ้าน ปัจจุบันอยู่ระหว่างการสำรวจความเสียหาย ยโสธร น้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่อำเภอป่าติ้ว รวม 4 ตำบล 11 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 847 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตรเสียหาย 5,080 ไร่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอนแก่น น้ำจากลำห้วยจิ หลากเข้าท่วมในพื้นที่ตำบลบ้านไผ่ และตำบลในเมือง อำเภอบ้านไผ่ ประชาชนอพยพ 516 คน กาฬสินธุ์ น้ำไหลหลากเข้าท่วมในพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอห้วยเม็ก และอำเภอหนองกุงศรี รวม 8 ตำบล 31 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 410 ครัวเรือน อุบลราชธานี น้ำไหลหลาก เข้าท่วมในพื้นที่ 9 อำเภอ ได้แก่ อำเภอน้ำขุ่น อำเภอน้ำยืน อำเภอเมืองอุบลราชธานี อำเภอกุดข้าวปุ้น อำเภอเขื่องใน อำเภอเขมราฐ อำเภอพิบูลมังสาหาร อำเภอตระการพืชผล และอำเภอโขงเจียม รวม 18 ตำบล 46 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 798 ครัวเรือน ผู้เสียชีวิต 1 ราย ร้อยเอ็ด น้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเสลภูมิ อำเภอโพธิ์ชัย อำเภอเมยวดี และอำเภอเมืองร้อยเอ็ด รวม 12 ตำบล 38 หมู่บ้าน พื้นที่การเกษตรเสียหาย 4,110 ไร่ มหาสารคาม น้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่อำเภอเมืองมหาสารคาม ประชาชนได้รับผลกระทบ 40 ครัวเรือน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถานการณ์ภาพรวมปัจจุบันทุกพื้นที่ระดับน้ำลดลง ซึ่ง ปภ.ได้ประสานจังหวัด หน่วยทหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเบื้องต้น โดยติดตั้งเครื่องสูบน้ำเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้ประสบภัย รวมถึงจัดเจ้าหน้าที่สำรวจและประเมินความเสียหาย เพื่อดำเนินการช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ ต่อไป อย่างไรก็ตาม ในระยะนี้หลายพื้นที่ยังคงมีฝนตกหนักถึงหนักมาก ปภ.จึงขอฝากเตือนประชาชนให้ติดตามพยากรณ์อากาศและประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด พร้อมปฏิบัติตามคำเตือนและคำแนะนำอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ภัย สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44725</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครัวเรือน, ชยพล ธิติศักดิ์, ปภ., พลพายุโซนร้อน, อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, โพดุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190901/image_big_5d6b31adce5f8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44714</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/09/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/09/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘โพดุล’ดุ!ถล่ม59จว. ขอนแก่นอ่วม‘นายกฯ’สั่งทุกเหล่าทัพช่วยชาวบ้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปภ.เตือน 59 จังหวัดเสี่ยงภัย &amp;quot;โพดุล&amp;quot; ยังดุ แผลงฤทธิ์ต่อทั่วประเทศ ระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมขัง ดินถล่มและคลื่นลมแรงถึง 1 กันยายน บ้านไผ่ ขอนแก่น อ่วมหนัก จมหลายพื้นที่ &amp;nbsp;ถนนมิตรภาพตัดขาดลึกเป็นเมตร ระทึก! ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 39 ช่วยชาวบ้านติดในรถนาน 7 ชั่วโมงสำเร็จ &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; สั่งทุกเหล่าทัพระดมกำลังพล เครื่องจักร ลงพื้นที่ด่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยว่า กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ติดตามสภาพอากาศกับกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่า พายุ &amp;ldquo;โพดุล&amp;rdquo; ยังคงปกคลุมบริเวณจังหวัดเลย เคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกอย่างช้าๆ ประกอบกับกรมทรัพยากรธรณีให้เฝ้าระวังน้ำป่าไหลหลากและดินถล่ม เนื่องจากประเทศไทยมีฝนตกหนักต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมขัง ดินถล่ม และคลื่นลมแรง ในช่วงวันที่ 31 สิงหาคม-1 กันยายน 2562&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จึงได้ประสาน 59 จังหวัดเสี่ยงภัย แยกเป็น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พื้นที่ที่ต้องติดตามผลกระทบจากฝนตกหนักและลมกระโชกแรง ประกอบด้วย ภาคเหนือ ได้แก่ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และตาก, ภาคกลาง ได้แก่ สุโขทัย กำแพงเพชร พิจิตร อุทัยธานี นครสวรรค์ ชัยนาท กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา นครนายก และเพชรบุรี, ภาคตะวันออก ได้แก่ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด, ภาคใต้ ได้แก่ ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พื้นที่ต้องติดตามสถานการณ์น้ำท่วมขัง ประกอบด้วย ภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดแพร่, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ อุดรธานี สกลนคร กาฬสินธุ์ ขอนแก่น มุกดาหาร ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ นครราชสีมา มหาสารคาม สุรินทร์ และอุบลราชธานี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พื้นที่ต้องติดามสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินถล่ม ประกอบด้วย ภาคเหนือ ได้แก่ แม่ฮ่องสอน น่าน อุตรดิตถ์ พิจิตร เพชรบูรณ์ พิษณุโลก, ภาคกลาง ได้แก่ สุโขทัย, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ ขอนแก่น ชัยภูมิ มุกดาหาร มหาสารคาม กาฬสินธุ์ และร้อยเอ็ด, ภาคใต้ ได้แก่ ระนอง และพังงา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พื้นที่ต้องติดตามสถานการณ์ผลกระทบจากคลื่นลมแรง ประกอบด้วย ภาคตะวันออก ได้แก่ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด, ภาคใต้ ได้แก่ ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล
ติดตาม 24 ชั่วโมง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมถึงศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตในพื้นที่เสี่ยงภัย เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยในช่วงดังกล่าว โดยจัดเจ้าหน้าที่ติดตามสภาพอากาศ ปริมาณฝน ระดับน้ำ และแนวโน้มสถานการณ์ภัยอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมจัดเตรียมชุดเคลื่อนที่เร็ว เครื่องมืออุปกรณ์ประจำพื้นที่เสี่ยงให้พร้อมปฏิบัติการเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัย พร้อมแจ้งเตือนประชาชนระวังอันตรายจากฝนตกหนัก ฝนตกสะสม โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาและพื้นที่ลุ่มต่ำ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ได้ประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้มงวดมาตรการความปลอดภัยทางทะเล จัดเตรียมเครื่องมือประจำเรือและอุปกรณ์ช่วยชีวิตทางน้ำให้พร้อมใช้งาน ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง อีกทั้งกำชับสถานประกอบการในพื้นที่ริมชายฝั่งทะเลแจ้งเตือนนักท่องเที่ยว ห้ามประกอบกิจกรรมทางทะเลทุกประเภทในช่วงที่มีคลื่นลมแรง รวมถึงขอให้ประชาชนที่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงภัยติดตามพยากรณ์อากาศ และปฏิบัติตามประกาศเตือนภัยอย่างเคร่งครัด สำหรับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ภัย สามารถติดต่อได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เดินทางไปตรวจสอบสถานการณ์ความเสียหายที่จังหวัดร้อยเอ็ด ในวันที่ 1 กันยายน ช่วงเช้า เพื่อประเมินความเสียหายจากอุทกภัยในภาคอีสาน และประสานความช่วยเหลือ พร้อมทั้งหามาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบให้ครอบคลุมทุกมิติต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อิทธิพลจากพายุโพดุล ทำให้เกิดฝนตกอย่างหนักอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันศุกร์ถึงวันเสาร์ ส่งผลให้พื้นที่ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น เกิดน้ำท่วมขัง และมีทีท่าที่จะขยายตัวเป็นวงกว้างเพิ่มมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากได้ทำให้ถนนถูกกระแสน้ำกัดเซาะชำรุดเสียหาย โดยเฉพาะที่ ต.ภูเหล็ก อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น พบว่าถนนเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างหมู่บ้านหนองหญ้าปล้อง-บ้านภูเหล็ก ถูกกระแสน้ำกัดเซาะจนขาด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกทั้งบริเวณช่วงคอสะพานถูกน้ำกัดเซาะพังทลายลงเช่นกัน โดยที่ในขณะนี้ชาวบ้านต่างมายืนรอความหวังจากทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เข้ามาช่วยเหลือ ซึ่งทางผู้นำชุมชนได้รายงานไปยังทางจังหวัดให้ทราบแล้ว&amp;nbsp;
ตื่นมาเจอถนนขาดแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เส้นทางดังกล่าวที่ถูกน้ำกัดเซาะนั้น สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านที่ต้องใช้ในการเดินทางทั้งหมด 6 หมู่บ้านของ ต.ภูเหล็กอย่างมาก และจากกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากยังคงกัดเซาะในจุดที่ขาดได้ทรุดลงอย่างต่อเนื่องด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายดุสิต สายจันทร์ อายุ 61 ปี ชาวบ้านภูเหล็ก บอกว่า ฝนจากพายุโพดุลตกลงมาในพื้นที่อย่างต่อเนื่องตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา โดยชาวบ้านก็ได้เฝ้าระวังความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตัวเอง จนกระทั่งช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา พบว่าถนนเส้นทางดังกล่าวถูกน้ำกัดเซาะจนขาด คอสะพานก็ถูกน้ำกัดเซาะ ทำให้ประชาชนในพื้นที่ตำบลภูเหล็กจำนวน 6 หมู่บ้าน ที่ต้องสัญจรไปมาบนเส้นทางดังกล่าวเข้า-ออกไม่ได้ เพราะยังไม่มีหน่วยงานเข้ามาให้การช่วยเหลือแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังมีถนนอีกหลายจุดที่ถูกน้ำกัดเซาะเช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น โดยเฉพาะการจราจรบนถนนมิตรภาพ ในช่วงผ่านเขต อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ตั้งแต่ช่วง 4 แยกบ้านเกิ้ง ไปถึง 4 แยกเกียรติสิน ระยะทางประมาณ 2 กม. พบว่าทางเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไม่อนุญาตให้รถทุกชนิดผ่านทั้งขาขึ้นขาล่อง เนื่องจากปริมาณน้ำที่ท่วมถนนมิตรภาพทั้ง 2 ฝั่ง มีบางจุดลึกประมาณกว่า 1 เมตร และกระแสน้ำไหลเชี่ยว เกรงว่าจะเกิดอุบัติเหตุหรือรถเสียขึ้นได้ โดยให้เพียงรถบรรทุกขนาดใหญ่ผ่านไปเท่านั้น ซึ่งนอกจากนี้ยังพบว่ามีรถบรรทุก 10 ล้อพยายามฝ่ากระแสน้ำที่ท่วมถนนมิตรภาพมุ่งหน้า กทม.นั้นเกิดเสียระหว่างทางจอดตายอยู่บนถนน ซึ่งทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเข้ามาช่วยเหลือต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมศักดิ์ จังตระกุล ผวจ.ขอนแก่น กล่าวว่า สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ขณะนี้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทุกภาคส่วนได้เร่งลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบและความเดือดร้อนจากพายุโพดุลเป็นการด่วนแล้ว พร้อมตั้งเต็นท์อำนวยการอยู่ในพื้นที่ เพื่อเฝ้าระวังพายุฝนที่อาจจะตกลงมาซ้ำในคืนนี้ และเพื่อคอยให้ความช่วยเหลือด้วยชุดเคลื่อนที่เร็วของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตลอด 24 ชม. และในส่วนของการจราจรบนถนนมิตรภาพนี้ ผู้ที่ต้องการสัญจรผ่าน อ.บ้านไผ่ จะต้องเลี่ยงเส้นทางหลักบนถนนมิตรภาพในจุดที่เกิดน้ำท่วม ไปยังเส้นทางที่เจ้าหน้าที่จัดการเอาไว้ ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกและแนะนำเส้นทางให้จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ชุมชนโนนสว่าง-โนนสะอาด ต.ในเมือง อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ที่ชาวบ้านนับพันคนได้พากันมายืนรอกันอยู่บนถนนเพื่อรอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลังจากบ้านเรือนถูกน้ำท่วมตั้งแต่เมื่อช่วงกลางดึกวันศุกร์ และยังมีชาวบ้านอีกหลายครอบครัวที่ยังติดอยู่ภายในชุมชนไม่สามารถออกมาได้ และรอความช่วยเหลืออยู่บนหลังคาจากทางเจ้าหน้าที่ เนื่องจากระดับน้ำมีความสูงมากกว่า 3 เมตร กระแสน้ำไหลเชี่ยว และรถทุกชนิดจมอยู่ใต้น้ำไปหมดแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุภาพ เมืองศรี อายุ 57 ปี ชาวบ้าน บ.โนนสะอาด บอกว่า บ้านที่อาศัยนั้นได้ถูกน้ำเอ่อท่วมมาตั้งแต่ช่วงเวลา 20.00 น.ของคืนที่ผ่านมาจนถึงเช้าโดยระดับน้ำนั้นสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานไหนมาให้ความช่วยเหลือ คนในครอบครัวและเพื่อนบ้านต่างต้องปีนขึ้นไปอยู่บนหลังคา จึงอยากให้หน่วยงานเร่งมาให้ความช่วยเหลือเป็นการด่วน เพราะถ้ามีเรือเข้าไปรับชาวบ้านในชุมชนออกมาก็สามารถมาพักชั่วคราวที่วัดจันทร์ประสิทธิ์ในเขตเทศบาลบ้านไผ่ได้
เพชรบูรณ์น้ำป่าทะลัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ เกิดน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมบ้านเรือน พื้นที่การเกษตร ถนนในหลายอำเภอ โดยเฉพาะที่อำเภอวังโป่ง น้ำท่วมหนักสุด หลายหมู่บ้านได้ถูกน้ำท่วม ไม่ว่าจะเป็นบ้านวังโป่ง ตลาดวังโป่ง บ้านวังหิน วังสมบัติ วังหินซอง วังใหญ่ วังกระดาษ วังชะนาง วังขอน และ หมู่ 4 บ้านด่านช้าง ต.ท้ายดง ฯลฯ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่อำเภอชนแดน ระดับน้ำในคลองบุษบง เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ชาวตำบลดงขุยได้เตรียมกระสอบทรายกันแล้วเพื่อป้องกันน้ำท่วม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลตำบลวังโป่ง ก็ออกประกาศเตือนว่า ทาง พื้นที่ตำบลซับเปิบ อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ &amp;nbsp; ซึ่งอยู่เหนือสุดติดภูเขา มีมวลน้ำจำนวนมากกำลังจะไหลมาสมทบกับน้ำเดิมที่มีอยู่ในคลองวังโป่ง จึงประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องในที่ต่ำเตรียมรับมือกับน้ำป่าที่มีจำนวนมาก และขอให้ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนพร ถนอมวัฒนันต์ เจ้าพนักงานป่าไม้อาวุโส หน.ขหล.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ รายงานว่ามีฝนตกหนักและมีน้ำไหลหลากในลำห้วยเสลียงแห้ง เข้าสู่บริเวณน้ำตกศรีดิษฐ์ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่อยู่ในความรับผิดชอบของเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาค้อ ท้องที่บ้านร่มโพธิ์ร่มไทร หมู่ที่ 10 ตำบลหนองแม่นา อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน จึงของดการให้บริการบริเวณแหล่งท่องเที่ยวน้ำตกศรีดิษฐ์เป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 31 ส.ค.เป็นต้นไป จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานการณ์พายุฝนที่โหมกระหน่ำในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ดอย่างต่อเนื่องหลายวัน ทำให้มีปริมาณน้ำสะสม และน้ำเหนือจากป่าดงแม่เผด อำเภอโพธิ์ชัย อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด และจากอำเภอกุฉินารายณ์ อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้ไหลลงมารวมที่ลำน้ำยังจุดบ้านท่าเยี่ยม หมู่ 5 บ้านท่าทางเกวียน 7 และบ้านท่าโพธิ์ หมู่ 6 ตำบลวังหลวง อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นจุดระหว่างบ้านท่าโพธิ์กับบ้านท่าเยี่ยม ทำให้พนังแตกเป็น 2 จุด จุดแรกความกว้างประมาณ 15 เมตร จุดที่ 2 ประมาณ 7 เมตร ซึ่งได้ขาดเมื่อเวลาประมาณ 05.30 น. วันที่ 31 สิงหาคม 2562
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จุดที่ 3 ที่บ้านท่าเยี่ยม ได้แตกขาดเมื่อเวลาประมาณ 09.30 น. ส่งผลเสียหายมวลน้ำกระจายท่วมบ้านเรือนราษฎรและนาข้าว คอกสัตว์ อย่างรวดเร็ว รวมนาข้าวหลายหมื่นไร่ ซึ่งทุกภาคส่วนได้รวมพลังจัดเวรยามและบรรจุกระสอบทรายทำเป็นทำนบกั้นน้ำ ตลอดเวลาหลายวันทั้ง 24 ชั่วโมง ก็ยังไม่สามารถรองรับมวลน้ำมหาศาลได้ ซึ่งขณะนี้น้ำที่ไหลลงสู่ทุ่งนาและหมู่บ้านยังคงไหลแรงและไหลเชี่ยว ผู้สูงอายุและเด็กการสัญจรต้องระวังเป็นพิเศษ และชาวบ้านต้องคอยดูแลกัน
น้ำโขงขึ้นต่อเนื่อง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับระดับน้ำในลำน้ำโขงเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง เฉลี่ยวันละ 30-50 เซนติเมตร ทำให้น้ำในลำห้วยสาขาเอ่อล้นฝั่งเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎร ไร่นาและบ่อปลาในเขตเทศบาลตำบลเขมราฐแล้ว เจ้าหน้าที่ได้ประกาศแจ้งเตือนประขาชนที่พักอาศัยอยู่ตามแนวริมฝั่งห้วยบังโกย ให้อพยพเคลื่อนย้ายสัตว์ สิ่งของ มาไว้ในที่สูงตามจุดที่เจ้าหน้าเตรียมไว้ เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; จังหวัดพิษณุโลก ที่ถูกน้ำป่าหลากท่วมอย่างฉับพลันตั้งแต่เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ในพื้นที่ 5 ตำบลได้แก่ ตำบลบ้านมุง, ตำบลชมพู, ตำบลวังยาง, ตำบลวังโพรง และตำบลไทรย้อย ล่าสุดสถานการณ์น้ำใน 4 ตำบลประกอบด้วย ตำบลบ้านมุง, ตำบลวังยาง, &amp;nbsp;ตำบลวังโพรง และตำบลไทรย้อย น้ำกำลังค่อยๆ ลดระดับลงก่อนไหลเข้าสู่เขตจังหวัดพิจิตร &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ตำบลชมพู อำเภอเนินมะปราง กำลังได้รับผลกระทบอย่างหนัก เนื่องจากน้ำจากคลองชมพูได้ไหลล้นตลิ่งทะลักเข้าทุ่งนาเป็นวงกว้าง และไหลเข้าท่วมหลายหมู่บ้านในพื้นที่ตำบลชมพู ได้แก่ หมู่ที่ 3, &amp;nbsp;หมู่ที่ 4, หมู่ที่ 5 ขณะที่ถนนสายกกไม้แดงเนินมะปราง ทางเข้าสู่อำเภอเนินมะปราง จากบ้านน้ำปาดสู่บ้านปลวกง่าม ระดับน้ำได้ท่วมผิวจราจรสูงประมาณ 10 ถึง 50 เซนติเมตร รถเล็กไม่สามารถสัญจรผ่านได้ โดยทางจังหวัดพิษณุโลก ป้องกันบรรเทาสาธารณภัยทหารกู้ภัยกำลังระดมสรรพกำลังไปช่วยเหลือชาวบ้านในพื้นที่ประสบอุทกภัยอย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้สั่งการให้ทุกเหล่าทัพเสริมกำลังพลและเครื่องมือช่างจากหน่วยทหารในพื้นที่ เร่งเข้าไปสนับสนุนการทำงานของศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และอาสาสมัครจิตอาสาในทุกพื้นที่จังหวัดและอำเภอ ที่ได้รับผลกระทบจากพายุโพดุล พร้อมทั้งให้ประเมินและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อเข้าไปช่วยเหลือประชาชนให้ทันเวลาและทั่วถึงในทุกพื้นที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับภาพรวม ขณะนี้กองทัพโดยกำลังทางบกในทุกพื้นที่ ได้นำกำลังทหารและเครื่องมือช่างเร่งเข้าไปช่วยเหลือประชาชน ทั้งการขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง การนำประชาชน โดยเฉพาะเด็ก สตรีและคนชรา ออกมายังพื้นที่ปลอดภัย โดยจัดตั้งเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราว เพื่อดูแลด้านอาหาร น้ำและทางการแพทย์ ขณะเดียวกัน ประชาชนที่ยังคงอยู่ในพื้นที่ได้จัดชุดทหารพร้อมแพทย์สนามนำเรือท้องแบนเข้าช่วยเหลือ แจกจ่ายถุงยังชีพและการช่วยเหลือทางการแพทย์เบื้องต้น
ทุกเหล่าทัพพร้อม
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนั้น ได้นำกำลังพลและเครื่องจักรสนับสนุนจัดสร้างแนวป้องกันน้ำ เพื่อมิให้พื้นที่เขตเมืองและชุมชนได้รับความเสียหายมาก พร้อมทั้งได้ใช้เครื่องจักรและเครื่องสูบน้ำ เปิดทางระบายน้ำ จากพื้นที่การเกษตรและพื้นที่ท่วมขัง ลงสู่แม่น้ำสายหลัก เพื่อลดความเสียหายเป็นพื้นที่ นอกจากนั้นได้ใช้ทหารและเครื่องมือช่างเปิดเส้นทางสัญจรที่มีดินโคลนถล่มและต้นไม้กีดขวาง พร้อมทั้งนำชุดสะพานทางทหาร เข้าติดตั้งทดแทนสะพานที่ถูกตัดขาดชั่วคราว ควบคู่กับการนำเรือท้องแบนและยานยนต์ล้อสูงช่วยอำนวยความสะดวกการสัญจรของประชาชน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ท.คงชีพกล่าวว่า กำลังทางอากาศและกำลังทางน้ำได้เตรียมกำลังพลและอากาศยาน พร้อมสนับสนุนการขนย้ายคน สิ่งของบรรเทาทุกข์และถุงยังชีพเข้าพื้นที่ พร้อมทั้งได้จัดเรือและอากาศยานออกลาดตระเวนดูแลช่วยเหลือชาวประมงและนักท่องเที่ยวที่ติดอยู่ตามเกาะแก่งเพื่อนำเข้าฝั่งอย่างปลอดภัย ทั้งนี้ ทุกเหล่าทัพยังคงประสานการทำงานร่วมกันกับทุกภาคส่วนราชการในพื้นที่อย่างใกล้ชิด และมีความพร้อมเข้าช่วยเหลือเคียงข้างประชาชน จนกว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.กฤษณ์ จันทรนิยม โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย เปิดเผยว่า ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองบัญชาการกองทัพไทย ได้บูรณาการความร่วมมือกับทุกส่วน ในการประเมินสถานการณ์ และพร้อมปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยได้ทันที ในการบรรเทาภัยพิบัติและการช่วยเหลือประชาชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังได้จัดชุดกำลังพลเคลื่อนที่เร็วเตรียมความพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อออกให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยในทุกพื้นที่โดยไม่ต้องรอการร้องขอ เพราะกองทัพตระหนักเสมอว่า ทหารพร้อมเป็นที่พึ่งและจะยืนเคียงข้างพี่น้องประชาชนในทุกสถานการณ์ตลอดไป ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนต้องการขอรับความช่วยเหลือกรณีฉุกเฉิน สามารถติดต่อศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองบัญชาการกองทัพไทย และศูนย์บรรเทาสาธารณภัยเหล่าทัพ ในพื้นที่ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เมื่อเวลา 02.00 น. วันที่ 31 ส.ค. ศูนย์บรรเทาสารภัยมณฑลทหารบกที่ 39 จัดกำลังกองร้อยบรรเทาสาธารณภัย ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ 4 ตำบล ของอำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก ต่อมาได้รับแจ้งจากหน่วยกู้ภัยว่าพบชาวบ้านจำนวน 1 คน ติดค้างอยู่บนรถยนต์ที่ถูกกระแสน้ำพัดตกจากถนนไปอยู่บริเวณกลางทุ่งนา ห่างจากถนนประมาณ 100 เมตร ท่ามกลางกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากและความมืดมิด&amp;nbsp;
ระทึก!ติดในรถ7ชั่วโมง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.อ.วัชรพงศ์ แก้วแจ้ง รองผู้บัญชาการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย มณฑลทหารบกที่ 39 จึงได้ระดมกำลังพลพร้อมจิตอาสาพระราชทาน 904 วปร. จังหวัดพิษณุโลก จากจุดอำนวยการชั่วคราว พร้อมรถบรรทุก FTS และเรือท้องแบน เร่งเข้าให้การช่วยเหลือ แต่ด้วยกระแสน้ำที่ไหลแรงและมีร่องน้ำวน จึงทำให้รถบรรทุก FTS ไม่สามารถขับเคลื่อนลุยน้ำไปได้ เจ้าหน้าที่จึงเปลี่ยนมาใช้เป็นเรือท้องแบนค่อยลอยลำเข้าไปจุดเกิดเหตุ จนกระทั่งไปถึงบริเวณกลางทุ่งนาฉายไฟพบเห็นผู้ประสบภัยนั่งอยู่บนรถยนต์จำนวนหนึ่งบนรถที่พลิกคว่ำ และมีผู้ติดอยู่ในรถจำนวน 1 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ใช้วิธีการนำกำลังพลกว่า &amp;nbsp;40 นาย ลุยน้ำไปตามจุดที่สูงพร้อมทั้งมัดเชือกยึดโยงยึดตรึงไปทีละช่วงจนถึงรถยนต์ที่จมน้ำอยู่ และสามารถทุบกระจกนำตัวนายสินชัย แก้ววิเศษ ผู้ประสบภัยที่ติดค้างอยู่ในรถที่พลิกคว่ำกลับออกมาได้อย่างปลอดภัยเมื่อเวลา 03.15 น. รวมระยะเวลาที่ผู้ประสบภัยติดค้างรถตั้งแต่ 20.00 น. จนถึง 03.00 น. รวมกว่า 7 ชั่วโมงเศษ ใช้เวลาในการปฏิบัติการกู้ภัยครั้งนี้ 1 ชั่วโมง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับราษฎรผู้ประสบภัยคนดังกล่าวที่ติดค้างอยู่ในรถท่ามกลางกระแสน้ำที่เย็นจัดนานกว่า 7 ชั่วโมงนั้น ภายหลังนำตัวออกมาพบมีสภาพร่างกายอ่อนเพลีย หมดเรี่ยวแรงเดินไม่ไหว เมื่อเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยมาถึงกองอำนวยการชั่วคราว ได้นำผ้าห่มกันหนาวมาเช็ดตัวเพิ่มความอบอุ่นจนอาการดีขึ้น และส่งทำการรักษา ณ โรงพยาบาลวังทองต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย รองเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน (สพฉ.) กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมภาคอีสานจากพายุไต้ฝุ่นโพดุล ที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างว่า เราได้จัดทีมเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในภาคอีสานหลากหลายจังหวัดในขณะนี้อย่างใกล้ชิด โดยได้ตรวจสอบคู่สาย 1669 ให้พร้อมใช้งานได้ตลอดเวลา หากประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน สามารถโทร.แจ้งขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44714</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, ขอนแก่น, คลื่นลมแรง, ดินถล่ม, น้ำท่วมขัง, น้ำท่วมฉับพลัน, น้ำป่าไหลหลาก, บ้านไผ่, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โพดุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190831/image_big_5d6a69c41d896.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
