<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119594</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/10/2021 08:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/10/2021 08:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตรองอธิการบดีมธ.เล่าถึงโครงการพระราชดำริพ่อหลวง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ต.ค.2564 - รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์โพสต์เฟซบุ๊กมีเนื้อหา ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินกลับประเทศไทย ในปี พ.ศ.2493 เพื่อทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 ในวันที่ 5 พฤษภาคม ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการตั้งพระราชสัตยาธิษฐาน เป็นพระราชดำรัสว่า &amp;quot;เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านั้น หลังจากที่นายปรีดี พนมยงค์ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีสวรรคตรัชกาลที่ 8 พลเรือตรี หลวงธำรงค์นาวาสวัสดิ์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน ต่อมาในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 ได้เกิดการรัฐประหารนำโดย พลโท ผิน ชุณหะวัน ซึ่งในระยะแรกได้ให้นาย ควง อภัยวงศ์ แห่งพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน เป็นนายกรัฐมนตรี และได้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวขึ้น ประกาศใช้ในวันที่ 9 พฤศจิกายน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในวันที่ 29 มกราคม 2491 ได้มีการเลือกตั้งทั่วไป พรรคประชาธิปัตย์ได้รับชัยชนะ ทำให้นายควงได้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงนี้ได้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรขึ้นใหม่โดยฝ่ายอนุรักษ์นิยม และได้ประกาศใช้วันที่ 23 มีนาคม 2492 รัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงเป็นรัฐธรรมนูญที่ให้ความสำคัญกับสถาบันพระมหากษัตริย์มากกว่ารัฐธรรมนูญฉบับ 2475 มาก เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่บัญญัติว่า &amp;quot;ประเทศไทยมีการปกครองมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในวันที่ 6 เมษายน รัฐบาลนายควงก็ถูกรัฐประหารทางจดหมายจากคณะทหาร บังคับให้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และจอมพล ป. พิบูลสงครามจึงกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งในที่สุด สาเหตุที่จอมพล ป. ไม่เป็นนายกรัฐมนตรีตั้งแต่แรกน่าจะเป็นเพราะว่าไม่แน่ใจว่ารัฐบาลรัฐประหารจะเป็นที่ยอมรับของอังกฤษและสหรัฐอเมริกาหรือไม่ เนื่องจากจอมพล ป.เป็นผู้ประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 2&amp;nbsp;
ต่อมาก็ได้มีการเลือกตั้งตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และจอมพล ป.ก็ได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปอีกตามคาด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากที่ทรงกลับไปศึกษาต่อที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์อีกครั้ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ก็ได้กำหนดวันกลับมาประทับในประเทศไทยเป็นการถาวรโดยจะเสด็จกลับในวันที่ 2 ธันวาคม 2494 ในขณะที่ประเทศไทยก็เกิดมีการทำรัฐประหารโดยคนกลุ่มเดียวกันกับที่ได้ทำรัฐประหารครั้งที่แล้ว โดยอ้างภัยคอมมิวนิสต์ที่คุกคาม และการทุจริตคอรัปชั่น และต่อมาคณะบริหารประเทศชั่วคราว ได้ประกาศรายงานกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะกำลังเสด็จพระราชดำเนินกลับประเทศ และประทับอยู่ที่สิงคโปร์ และได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 2475 แทนรัฐธรรมนูญฉบับ 2492 จากนั้นก็ได้ประกาศตั้งรัฐบาลชั่วคราวซึ่งก็มี จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีเช่นเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อพระบาทสมเด็จพระจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินกลับถึงประเทศไทยในวันที่ 2 ธันวาคม 2494 ได้มีความพยายามแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับ 2475 เพื่อจะใช้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ซึ่งเป็นที่กล่าวกันว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงเห็นด้วยที่จะยังคงรัฐธรรมนูญฉบับ 2475 ไว้ และพยายามคัดค้านแต่ไม่เป็นผล พระองค์จึงทรงเปลี่ยนท่าทีมาเป็นการเข้าไปมีส่วนในการพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยจนกระทั่งถึงวันพระราชทานรัฐธรรมนูญในวันที่ 8 มีนาคม 2495&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยเหตุเหล่านี้ ความสัมพันธ์ระหว่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงครามจึงไม่สู้จะราบรื่นเท่าใดนัก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อาจเป็นเพราะเพื่อความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์ ได้ทรงพยายามประกอบพระราชกรณียกิจต่างๆอย่างเต็มกำลัง เช่น ทรงบริจาคพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์แก่กระทรวงสาธารณสุขเพื่อก่อตั้งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เพื่อออกไปรักษาประชาชนในชนบท ทรงก่อตั้งทุน
อานันทมหิดล และทุนภูมิพล เพื่อนิสิตนักศึกษาและบัณฑิตในมหาวิทยาลัย เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระเจ้าอยู่หัวโครงการแรกคือ โครงการสร้างถนนเข้าสู่หมู่บ้านห้วยมงคล ตำบลหินเหล็กไฟ อำเภอหัวหิน หลังจากนั้นพระองค์ได้ทรงเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในภาคอีสาน เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2498 การเสด็จครั้งนี้ ทุกจังหวัดที่เสด็จ มีประชาชนหลั่งไหลมาเฝ้าชมพระบารมีกันอย่างเนืองแน่นล้นหลาม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในภาคอีสานครั้งนี้ ทำให้พระองค์ทอดพระเนตรเห็นความเดือดร้อน แร้นแค้นของประชาชนในชนบท พระองค์จึงทรงคิดที่จะพระราชทานความช่วยเหลือแก่ชาวบ้าน ชาวนา และเกษตรกรที่เดือดร้อนเหล่านี้ และนี่คือจุดเริ่มต้นของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่มีมากกว่า 4,700 โครงการในปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระแสความนิยมของประชาชนที่มีต่อองค์พระเจ้าอยู่หัวที่มีมากขึ้นเรื่อยๆดูเหมือนจะทำให้รัฐบาลไม่สู้สบายใจนัก นั่นน่าจะเป็นเหตุผลที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ปฏิเสธที่จะให้งบประมาณในการเสด็จประพาสภายในประเทศอีก การเสด็จประพาสในช่วงปี 2499-2500 จึงต้องจำกัดอยู่ในภาคกลางเท่านั้น
หลังการเลือกตั้ง 26 กุมภาพันธ์ 2500 ที่ถูกกล่าวถึงว่าเป็นการเลือกตั้งที่สกปรกที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย และเป็นหนึ่งในข้ออ้างของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในการทำรัฐประหารรัฐบาลจอมพล ป. ในวันที่ 16 กันยายน 2500&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลที่มาจากการทำรัฐประหาร โดยเฉพาะในช่วงที่จอมพล สฤษดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างมาก และถวายการสนับสนุนต่อพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างเต็มที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงเสด็จพระราชดำเนินออกเยี่ยมราษฎรเรียกได้ว่า เกือบทุกจังหวัด ทั่วทุกภาคในประเทศ ไม่ว่าสถานที่นั้นจะเดินทางลำบากและทุรกันดารเพียงใดก็ตาม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นปัญหาของชาวบ้านหรือเกษตรกร ก็จะทรงพระราชทานแนวทางแก้ปัญหา ซึ่งอาจใช้หน่วยงานของพระองค์เอง เช่นมูลนิธิโครงการหลวง ที่พระองค์ทรงใช้แนวทาง สนับสนุนชาวไทยภูเขาในภาคเหนือให้ปลูกพืชเมืองหนาวแทนการปลูกฝิ่น ซึ่งแรกๆก็ประสบปัญหามากมาย แต่ในปัจจุบันก็ประสบความสำเร็จด้วยดี หรือพระองค์อาจพระราชทานแนวทางการแก้ปัญหาให้หน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งนักวิชาการในมหาวิทยาลัยของรัฐ ให้ไปดำเนินการต่อ เช่น การแก้ปัญหาน้ำเสียด้วยการบำบัดน้ำเสียด้วยวิธีธรรมชาติ ของโครงการอ้นเนื่องมาจากพระราชดำริ แหลมผักเบี้ย เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยพระบารมีของพระองค์ หน่วยราชการต่างๆที่เคยทำงานแบบแยกส่วน ต่างคนต่างทำ กลับสามารถบูรณาการโดยทำงานร่วมกันได้อย่างดีเมื่อมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นศูนย์กลาง จากนั้นโครงการเหล่านั้นก็จะกลายเป็นโครงการของกระทรวงทบวงกรมต่างๆ และใช้งบประมาณแผ่นดินผ่านกระทรวงทบวงกรมเหล่านั้น จะเห็นว่าโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ใช้งบประมาณแผ่นดิน เพื่อแก้หรือบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน มิได้ใช้งบประมาณเพื่อประโยชน์ของสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างที่กล่าวหากันไม่ แต่ประโยชน์ทั้งหมดตกอยู่กับประชาชนโดยตรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ก็ไม่ใช่จะประสบความสำเร็จทุกโครงการไป บางโครงการอาจไม่ได้ผลคุ้มกับการงทุน หรืออาจถึงกับล้มเหลวก็ได้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดาอย่างยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องการโฆษนาชวนเชื่อหรือ propaganda บอกได้เลยว่า เป็นเรื่องของข้าราชบริพาร และหน่วยราชการต่างๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ได้ทรงเกี่ยวข้องด้วย เพียงแต่พระองค์ไม่ได้ทรงห้ามเท่านั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมขอเล่าถึงประสบการณ์ที่พบด้วยตัวเองเมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว เมื่อเพื่อนรักผมคนหนึ่งขอให้ผมไปประชุมแทนในคณะอนุกรรมการชุดหนึ่งของคณะกรรมการเสริมสร้างเอกลักษณ์แห่งชาติ ยังจำได้ว่าคณะอนุกรรมการชุดนี้มีคุณสมภพ จันทรประภา เป็นประธาน ในการประชุมวันนั้น นักสื่อสารมวลชนใหญ่ท่านหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันเสียชีวิตไปแล้ว ได้เสนอให้จัดตั้งหน่วยรถที่มีเครื่องฉายภาพยนตร์ขนาด 8 มม. ให้ตระเวนไปตามหมู่บ้านต่างๆในชนบท เพื่อฉายภาพยนตร์พระราชกรณียกิจของพระเจ้าอยู่หัวให้ชาวบ้านชม ที่ประชุมซึ่งประกอบด้วยผู้หลักผู้ใหญ่ในวงราชการ รวมทั้งผู้แทนจากองค์การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยไม่มีใครคัดค้าน มีผมนี่แหละที่อดไม่ได้ ต้องยกมือขอค้าน เหตุผลก็คือ การทำเช่นนั้นแทนที่จะทำให้ชาวบ้านในชนบทเกิดความจงรักภักดี อาจเกิดผลในทางตรงข้ามก็ได้ เพราะชาวบ้านจะเห็นว่าเป็นการโฆษนาชวนเชื่อ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่มีใครแสดงความเห็นต่อการคัดค้านของผม มีเพียงประธานอนุกรรมการ คุณ สมภพ จันทรประภา ที่เห็นด้วย กับการคัดค้านจึงทำให้ข้อเสนอนี้ตกไป จะเห็นว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆเลย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หากเป็นการช่วยเกษตรกรและชาวบ้านในชนบท ก็จะใช้งบประมาณแผ่นดิน แต่หากเป็นโครงการที่มีรายได้เลี้ยงตัวเองได้ ก็จะไม่ใช้งบประมาณแผ่นดิน เช่น โครงการหลวง โกลเด้นเพลส หรือบริษัทสุวรรณชาด และที่เป็นที่พึ่งของคนกรุงเทพฯที่เข้ารับการรักษาพยาบาลกันอย่างเนืองแน่นก็คือ คลินิกศูนย์แพทย์พัฒนา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 &amp;nbsp; อาจเป็นความจริงที่ว่า เป็นการสร้างสมพระบารมีเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 สถาบันพระมหากษัตริย์แทบจะไม่มีความมั่นคงเลย แต่การสร้างความมั่นคงให้กับสถาบันของพระองค์ด้วยการทำความดี ทำให้ราษฎรที่ยากไร้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างไม่ทรงเห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย คงไม่ใช่เป็นการทำอะไรที่เป็นความผิดมิใช่หรือ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณตราบนิจนิรันดร์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119594</URL_LINK>
                <HASHTAG>พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร, อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล, เฟซบุ๊ก, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210906/image_big_6135e4381fbd3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119588</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/10/2021 08:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/10/2021 08:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทยสวิงกลับมาติดเชื้อใหม่อีก10,064รายดับ82ราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ต.ค.2564 - เพจศูนย์ข้อมูล COVID-19 โพสต์กราฟฟิกพร้อมเนื้อหาถึงยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ประจำวันพุธที่ 13 ตุลาคม ว่ามีผู้ติดเชื้อใหม่รวม 10,064 ราย จำแนกเป็น ผู้ป่วยจากระบบเฝ้าระวังฯ 9,156 ราย ผู้ป่วยจากการค้นหาเชิงรุก 781 ราย ผู้ป่วยภายในเรือนจำ/ที่ต้องขัง 118 ราย ผู้ป่วยมาจากต่างประเทศ 9 ราย ผู้ป่วยสะสม 1,711,565 ราย (ตั้งแต่ 1 เมษายน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หายป่วยกลับบ้าน 10,988 ราย หายป่วยสะสม 1,587,917 ราย (ตั้งแต่ 1 เมษายน) ผู้ป่วยกำลังรักษา 107,168 ราย และเสียชีวิต 82 ราย #ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด19 #ศูนย์ข้อมูลCOVID19 #ฉีดวัคซีนหยุดเชื้อเพื่อชาติดูน้อยลง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119588</URL_LINK>
                <HASHTAG>กราฟฟิก, ผู้ติดเชื้อ, เพจศูนย์ข้อมูล COVID-19, โควิด-19, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211013/image_big_61662f6367827.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118959</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/10/2021 14:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/10/2021 14:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จำไว้&#039;โพสต์-แชร์&#039;ภาพ-คลิปความรุนแรง&#039;คุก-ปรับ&#039;นะจ๊ะ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ต.ค.64 - พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนะเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีการโพสต์ การแชร์ ภาพหรือคลิปวิดีโอการกระทำที่ไม่เหมาะสมหรือการใช้ความรุนแรงบนสื่อสังคมออนไลน์ ว่าในปัจจุบันสื่อสังคมออนไลน์เป็นพื้นที่ที่ให้ผู้คนเข้ามาบอกเล่าและแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ ได้อย่างอิสระนั้น ก็มีผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์บางคน เลือกนำเสนอคลิปหรือภาพถ่าย ในลักษณะการทำเรื่องที่ไม่เหมาะสม เช่น การใช้ความรุนแรง การกลั่นแกล้ง เป็นต้น ซึ่งประเด็นดังกล่าวล้วนส่งผลกระทบกับทั้งผู้ถูกกระทำและผู้ที่พบเห็น โดยในปัจจุบันก็มีการต่อต้านการกระทำลักษณะดังกล่าวมากขึ้น ดังเช่น กรณีที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2564 ได้มีผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์รายหนึ่งโพสต์ภาพการผูกคอเด็กกับประตูห้อง เพื่อเรียกร้องความสนใจจากภรรยาที่แยกกันอยู่ ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์จากผู้ที่พบเห็นโพสต์และมีการแสดงความคิดเห็นต่อต้านเป็นจำนวนมาก ซึ่งต่อมาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดตามเรื่องดังกล่าว จนพบตัวผู้กระทำความผิดแล้ว และจะดำเนินการตามกระบวนทางกฎหมายอย่างถึงที่สุดต่อไป ซึ่งการกระทำลักษณะดังกล่าวนอกจากจะกระทบกระเทือนจิตใจผู้ที่พบเห็นแล้ว อาจก่อให้เกิดพฤติกรรมการลอกเลียนแบบได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การกระทำลักษณะดังกล่าวเข้าข่ายความผิดฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท ส่วนในกรณีภาพหรือคลิปที่ปรากฏการกระทำที่ไม่เหมาะสมหรือการกระทำที่ผิดกฎหมาอื่นๆ นั้น ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ถ่ายคลิปหรือผู้ที่ส่งเสริม รวมถึงผู้ที่โพสต์และแชร์คลิป ก็อาจมีความผิดในการเป็นผู้สนับสนุน ซึ่งมีโทษ 2 ใน 3 ส่วนจากโทษของการกระทำความผิด และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอฝากเตือนในเรื่องการกระทำที่ไม่เหมาะสมบนโลกออนไลน์ ควรไตร่ตรองให้ดีก่อนโพสต์ แชร์ หรือแสดงความคิดเห็น ให้แน่ใจว่าการกระทำดังกล่าวไม่เป็นการละเมิดสิทธิหรือส่งกระทบต่อผู้อื่น โดยเฉพาะกรณีที่เกิดขึ้นกับเด็กซึ่งได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 และตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิเด็กและเยาวชนขององค์การสหประชาชาติ เพราะหากความผิดเกิดขึ้นแล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้อง จนถึงที่สุดโดยไม่มีข้อยกเว้น และฝากเตือนเพิ่มเติมถึงผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ เมื่อพบเห็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมบนสื่อสังคมออนไลน์ อย่าเข้าไปดู แสดงความคิดเห็น โพสต์ หรือแชร์ต่อ &amp;nbsp;เนื่องจากทุกคนล้วนเป็นส่วนสำคัญในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว &amp;nbsp;นอกจากนี้หากพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด สามารถแจ้งไปยัง Call Center สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หมายเลขโทรศัพท์ 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118959</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลิป, พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนะเจริญ, ภาพ, รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, รแชร์, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211006/image_big_615d4a04d0c8a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118942</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/10/2021 11:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/10/2021 11:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กลัวหลุดซีน’หญิงหน่อย’แจม6ตุลาฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ต.ค.2564 - คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานพรรคไทยสร้างไทย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวในหัวข้อ &amp;ldquo; ร่วมกันป้องปราม ไม่ให้ประวัติศาสตร์อำมหิตต้องซ้ำรอย&amp;rdquo; ว่า ดิฉัน และพรรคไทยสร้างไทย ขอร่วมรำลึกถึงดวงวิญญาณของผู้สูญเสียในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ประวัติศาสตร์ 6 ตุลา 2519 ถือเป็นประวัติศาสตร์อำมหิต ประวัติศาสตร์บาดแผลของสังคมไทย การชำระประวัติศาสตร์อย่างต่อเนื่อง เช่นที่มีการจัดทำเว็บไซต์ สารคดี การจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ 6 ตุลา ไปจนถึงการจัดกิจกรรมเพื่อรำลึกถึงผู้สูญเสีย ทำให้สังคมไทยต้องตระหนักร่วมกันว่า การที่ผู้มีอำนาจรัฐ ใช้อำนาจสั่งการ สังหารประชาชน เป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้ และการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ ไม่ใช่หนทางในการหยุดยั้งความเห็นต่างทางการเมืองได้เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทว่าน่าเศร้า ที่การรำลึกถึงการสูญเสียที่เกิดขึ้นเมื่อ 45 ปีก่อน กลายเป็นเรื่องที่รัฐหวาดกลัว ต้องการไล่ล้างประวัติศาสตร์ให้หมดสิ้นไป สวนประติมากรรมกำแพงประวัติศาสตร์ ประติมานุสรณ์ 6 ตุลา 2519 ที่ตั้งอยู่ในรั้วธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานรำลึกอยู่ทุกปี ในปีนี้ถูกปิดล้อมด้วยตาข่าย พร้อมติดป้ายประกาศ เป็นเขตก่อสร้างอันตรายห้ามเข้า ครอบครัว และเพื่อนมิตรของผู้สูญเสียจะรู้สึกอย่างไร เป็นเรื่องอันไม่อาจประเมินค่าทางใจได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พรรคไทยสร้างไทย ตั้งต้นด้วยการอาศัยหลักนิติรัฐ นิติธรรม สิทธิมนุษยชนและการเปิดพื้นที่ต่อความเห็นต่าง เป็นหลักยึด นี่ไม่ใช่แค่เป้าหมาย แต่เป็นวิธีการของพรรคด้วย 6 ตุลาคมปีนี้ เราจึงชวนคนไทย ร่วมกันป้องปราม ไม่ให้ประวัติศาสตร์อำมหิตต้องซ้ำรอย ร่วมกันเรียกร้อง และยืนยันกับผู้มีอำนาจว่า รัฐต้องปฏิเสธที่จะใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบเพื่อปิดปากประชาชนผู้เห็นต่าง และรัฐต้องเรียนรู้ที่จะรับฟังทุกความเห็นต่างให้เป็นเรื่องปกติ เรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตย&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118942</URL_LINK>
                <HASHTAG>6 ตุลาคม 2519, คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์, ประธานพรรคไทยสร้างไทย, เฟซบุ๊ก, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211006/image_big_615d24f1e65e5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118915</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/10/2021 07:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/10/2021 07:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘หมอธีระ’เสนอ2งานวิจัยโควิดที่น่าสนใจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ต.ค.2564 - &amp;nbsp;รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กถึงสถานการณ์โควิด-19 ว่า เมื่อวานทั่วโลกติดเพิ่ม 394,248 คน ตายเพิ่ม 7,191 คน รวมแล้วติดไปรวม 236,554,407 คน เสียชีวิตรวม 4,830,367 คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 อันดับแรกที่ติดเชื้อสูงสุดคือ อเมริกา สหราชอาณาจักร ตุรกี รัสเซีย และบราซิล จำนวนติดเชื้อใหม่ในแต่ละวันของทั่วโลกตอนนี้ มาจากทวีปเอเชีย ยุโรป และอเมริกาเหนือ ซึ่งรวมกันคิดเป็นร้อยละ 93.8 ของทั้งโลก ในขณะที่จำนวนการเสียชีวิตคิดเป็นร้อยละ 91.05&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;...สำหรับสถานการณ์ไทยเรา เมื่อวานติดเชื้อเพิ่ม 9,869 คน สูงเป็นอันดับ 9 ของโลก และอันดับ 4 ของเอเชีย&amp;nbsp;แต่หากรวม ATK อีก 3,495 คน จะสูงเป็นอันดับ 8 ของโลก และอันดับ 3 ของเอเชีย เป็นรองเพียงตุรกีและอินเดีย แต่หากดูเฉพาะอาเซียน จะเป็นอันดับ 1&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;...อัพเดตงานวิจัยที่น่าสนใจ หนึ่ง สำหรับคนที่อยากทบทวนว่าไวรัสโควิด-19 ติดเชื้อเข้าไปในร่างกายแล้วเกิดอะไรขึ้นบ้าง &amp;nbsp;Kristie MJ และคณะ จากออสเตรเลีย ได้ตีพิมพ์บทความวิชาการทบทวนเกี่ยวกับปฏิกิริยาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการติดเชื้อโควิด-19 (SARS-CoV-2 virus) กับระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายคน เปรียบเทียบกับค้างคาว&amp;nbsp;บทความนี้เขียนได้ดีมาก เผยแพร่ใน Science Immunology ฉบับวันที่ 17 กันยายน 2564 ที่ผ่านมา เหมาะสำหรับน้องๆ ม.ปลาย ที่สนใจชีววิทยา นักเรียนแพทย์ทั้งปรีคลินิกและคลินิก รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ครับ จะช่วยให้เข้าใจได้ดีขึ้นมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอง คำถามเกี่ยวกับระดับแอนติบอดี้ว่าจะสัมพันธ์กับระดับประสิทธิภาพในการป้องกันการป่วยจากโรคโควิด-19 หรือไม่ มีงานวิจัยหนึ่งที่น่าสนใจ โดย Feng S และคณะ จากมหาวิทยาอ๊อกซฟอร์ด สหราชอาณาจักร เผยแพร่ในวารสารการแพทย์ Nature Medicine ฉบับวันที่ 29 กันยายน 2564 &amp;nbsp;ศึกษาในคนที่ฉีดวัคซีน ChAdOx1 (หรือ Astrazeneca vaccine นั่นเอง) ในช่วงที่มีการระบาดของสายพันธุ์ Alpha (ที่ระบาดมากในสหราชอาณาจักรก่อน Delta)และวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่างระดับแอนติบอดี้กับระดับประสิทธิภาพในการป้องกันการป่วยจากโรคโควิด-19&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามข้อจำกัดของงานวิจัยนี้คือ ทำในยุคสายพันธุ์อัลฟ่า ซึ่งความสัมพันธ์ของระดับแอนติบอดี้กับระดับประสิทธิภาพในการป้องกันโรคอาจแตกต่างจากเดลต้าและอื่นๆ ในอนาคต นอกจากนี้ยังจำเพาะกับวัคซีน Astra ซึ่งอาจแตกต่างจากวัคซีนอื่นๆ ที่มีใช้อยู่ในโลกอีกมากมายหลายชนิด รวมถึงเรื่องการที่จะป้องกันโรคนั้น ในร่างกายจะมีระบบภูมิคุ้มกันหลักคือ ภูมิคุ้มกันในน้ำเลือดหรือแอนติบอดี้ กับภูมิคุ้มกันระดับเซลล์ ซึ่งการวิจัยนี้วัดเฉพาะเรื่องแรกและอาจมีปัจจัยอื่นๆ ที่มีอิทธิพลต่อระดับภูมิคุ้มกัน เช่น อายุ ฯลฯ ซึ่งงานวิจัยนี้มีคนสูงอายุในสัดส่วนที่น้อยมาก แต่อย่างน้อยก็ถือว่าเป็นงานวิจัยที่มีความน่าสนใจมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประเทศไทย... ยังขอย้ำเตือนให้ป้องกันตัวอย่างสม่ำเสมอ ใช้ชีวิตอย่างมีสติ การใส่หน้ากากสำคัญมาก&amp;nbsp;ด้วยรักและห่วงใย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ้างอิง
Kristie MJ et al. Of bats and men: Immunomodulatory treatment options for COVID-19 guided by the immunopathology of SARS-CoV-2 infection. Science Immunology. 17 Sep 2021.
Feng S et al. Correlates of protection against symptomatic and asymptomatic SARS-CoV-2 infection. Nature Medicine. 29 Sep 2021.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118915</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะแพทยศาสตร์, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์, สถานการณ์, เฟซบุ๊ก, โควิด-19, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210827/image_big_612840b590316.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118165</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/09/2021 07:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/09/2021 07:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ภูเก็ต&#039;พบติดเชื้อใหม่อีก187ราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ก.ย.2564 - เพจสำนักงาน ประชาสัมพันธ์จังหวัดภูเก็ตได้โพสต์กราฟฟิกพร้อมเนื้อหา รายงานสถานการณ์โควิด-19 จังหวัดภูเก็ตล่าสุด ซึ่งเป็นข้อมูลในวันที่ &amp;nbsp;28 กันยายน 2564 เมื่อเวลา 20.00 น. ว่าระลอกเมษายน ยอดเดิมยกมา (ในจ.) 10,546 ราย ผู้ติดเชื้อรายใหม่ 187 ราย โดยเป็นผู้ติดเชื้อ Sandbox 2 ราย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมผู้ติดเชื้อทั้งหมด 10,883 ราย แบ่งเป็นติดเชื้อภายในจังหวัด &amp;nbsp;10,733 ราย ผู้ติดเชื้อโครงการรับกลับมารักษา &amp;nbsp; &amp;nbsp;42 ราย ผู้ติดเชื้อรับจาก ตจว. 10 ราย ผู้ติดเชื้อลูกเรือ ตปท. &amp;nbsp; 19 ราย &amp;nbsp; ผู้ติดเชื้อ ตปท. 6 &amp;nbsp;ราย ผู้ติดเชื้อ Sandbox &amp;nbsp;115ราย ผู้ติดเชื้อกลับบ้าน 139 ราย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สรุปผู้ติดเชื้อสะสม &amp;nbsp;Case + สะสม 10,883 ราย คงพยาบาล 4,448 ราย D/C รวมทั้งหมด 6,509 ราย ครบ 14 &amp;nbsp;วัน 6,430 ราย Lab Error 2 ราย ส่งต่อ ตจว. 3 ราย และเสียชีวิต 74 ราย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118165</URL_LINK>
                <HASHTAG>กราฟฟิก, เพจสำนักงาน ประชาสัมพันธ์จังหวัดภูเก็ต, โควิด-19, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210929/image_big_6153b654cb0db.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117487</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2021 09:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2021 09:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘อดีตรองอธิบดีมธ.’วิเคราะห์ศึก’ลุงตู่VSธรรมนัส’กับอนาคต’พปชร.’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ย.2564 - รศ.หริรักษ์&amp;nbsp;สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า&amp;nbsp;ไม่มีใครสามารถฟันธงได้ว่าอนาคตพรรคพลังประชารัฐจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัยหรือไม่ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ไม่ว่าจะมีการยุบสภา หรือจะเป็นการเลือกตั้งหลังจากสภาหมดวาระในอีกประมาณปีครึ่ง ก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลจากการสำรวจของนิด้าโพล คนที่ตอบส่วนใหญ่เห็นว่าการปลด ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และและ อ.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ออกจากการเป็นรัฐมนตรี เป็นเรื่องเหมาะสมแล้ว และระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพรรคพลังประชารัฐ และไม่ควรตั้งพรรคการเมืองเอง นั่นหมายความว่า ประชาชนที่ตอบเห็นว่า พรรคพลังประชารัฐมีนักการเมืองแบบเก่าที่หวังผลประโยชน์ และคิดแต่เรื่องโควตารัฐมนตรีมากเกินไป พล.อ.ประยุทธ์จึงไม่ควรลงไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการของพรรค การดูแลพรรค และการเมืองในและนอกพรรค ควรเป็นหน้าที่ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เช่นเดิม
การที่ พล.อ.ประวิตร &amp;nbsp;รั้งตัว ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ไว้ให้คงอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ อาจเป็นเพราะคนอย่าง ร.อ.ธรรมนัส ควรที่จะเก็บไว้อยู่ใกล้ตัว จะดีกว่าปล่อยให้ไปอยู่กับฝ่ายตรงข้าม ซึ่งการที่ ร.อ.ธรรมนัส จะเลิกยุ่งกับการเมือง ไปใช้ชีวิตเงียบๆ ที่จังหวัดพะเยาเป็นเรื่องที่พูดได้แต่เป็นไปไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อ ร.อ.ธรรมนัสตัดสินใจอยู่กับพรรคพลังประชารัฐต่อไปตามความต้องการของ พล.อ.ประวิตร คำถามคือว่า เรื่องที่เกิดขึ้นระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์และ ร.อ.ธรรมนัส จะจบลงง่ายๆอย่างนี้หรือ คำตอบคือ คงไม่จบ เพราะ ร.อ.ธรรมนัสบอกเองว่า &amp;quot;ผมเป็นคนจำนาน&amp;quot; ดังนั้นไม่ลืมแน่ๆ พล.อ.ประยุทธ์เองก็คงไม่ลืมเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ทราบว่าที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ มีความไว้วางใจ ร.อ.ธรรมนัสแค่ไหน แต่จากนี้ไปเป็นที่แน่ใจได้ว่า ไม่มีทางไว้วางใจอีกตลอดกาล &amp;nbsp;อย่างนั้น ร.อ.ธรรมนัส จะมีอนาคตทางการเมืองได้อย่างไรหาก พล.อ.ประยุทธ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย ในทางกลับกันหาก ร.อ.ธรรมนัส ยังเป็นเลขาธิการพรรคอยู่ และยังคุมเสียง ส.ส.ทั้งในพรรคพลังประชารัฐจำนวนหนึ่ง และเสียง ส.ส.พรรคเล็ก ทำให้ยังมีอำนาจต่อรอง ร.อ.ธรรมนัส จะขวางไม่ให้พรรคเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัยหรือไม่ ไม่ทราบเหมือนกันว่า พล.อ.ประวิตรเตรียมหาทางออกไว้แล้วหรือไม่อย่างไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ว่าจะอย่างไร พรรคพลังประชารัฐคงจะต้องทำทุกวิถีทางที่จะให้ได้กลับมาจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้ง ไม่ว่าจะจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคใดก็ตาม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การผลักดันให้การเปลี่ยนแปลงวิธีลงคะแนนเลือกตั้งจากใช้บัตรใบเดียว และมีจำนวน ส.ส.ที่พึงมีเป็นตัวจำกัดจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อที่พรรคจะได้ มาเป็นใช้บัตร 2 ใบ ใบหนึ่งเลือกส.ส.เขต ใบหนึ่งเลือกพรรค โดยไม่มีการจำกัดจำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อที่พรรคจะได้ อาจเป็นการตกลงร่วมกันกับพรรคต่างๆ ที่ร่วมกันโหวตผ่าน ซึ่งไม่แน่ว่าข้อตกลงร่วมกันดังกล่าวคืออะไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างที่เคยกล่าวแล้วหลายครั้งว่า การจับมือกันระหว่างพรรคพลังประชารัฐกับพรรคเพื่อไทยเพื่อจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันหลังเลือกตั้งครั้งหน้าไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนอยู่ที่ว่า จะสามารถเจรจาต่อรองผลประโยชน์ได้ลงตัวหรือไม่เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในที่สุด เราจะได้ทราบกันว่า ความแนบแน่นของ 3 ป. เป็นสิ่งที่ไม่มีอะไรมาโยกคลอนได้จริงหรือไม่ เมื่อถึงวันนั้น
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117487</URL_LINK>
                <HASHTAG>พปชร., พรรคพลังประชารัฐ, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร, อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล, เฟซบุ๊ก, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210906/image_big_6135e4381fbd3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
