<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>31726</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/03/2019 16:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/03/2019 16:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โมซัมบิกหวั่นยอดสังเวยพายุไซโคลน-น้ำท่วมเกิน 1,000 ศพ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ผู้นำโมซัมบิกหวั่นเกรงว่า ยอดผู้สังเวยพายุไซโคลนและน้ำท่วมเมื่อสัปดาห์ที่แล้วอาจเพิ่มจาก 84 คน เป็นมากกว่า 1,000 คน หลังภาพความเสียหายปรากฏชัดขึ้น ส่วนซิมบับเวเพื่อนบ้านที่โดนพายุลูกเดียวกัน มีคนเสียชีวิตแล้วเกือบร้อย และสูญหายอีกมากกว่า 200 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพถ่ายที่มิชชันเอวิเอชันเฟลโลว์ชิพเผยแพร่เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2562 เผยสภาพน้ำท่วมในเมืองเบย์ราของโมซัมบิก / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2562 กล่าวว่า พายุไซโคลนอิดายเข้าถล่มมาลาวี, โมซัมบิก และซิมบับเวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วพร้อมกับกระแสลมรุนแรง ฝนตกหนัก และน้ำท่วมฉับพลัน ทำลายถนนหนทางและบ้านเรือนประชาชน เมืองเบย์ราในภาคกลางของโมซัมบิกเป็นเมืองที่พายุไซโคลนลูกนี้เข้าถล่มโดยตรงเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 14 มีนาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานาธิบดีฟิลิป นยูซี แห่งโมซัมบิก แถลงต่อประชาชนเมื่อวันจันทร์ว่า ขณะนี้จำนวนผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการอยู่ที่ 84 คน แต่หลังจากได้สำรวจทางอากาศเหนือพื้นที่ประสบภัยเมื่อเช้า ก็ทำให้เข้าใจสถานการณ์ซึ่งบ่งชี้ว่าอาจมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1,000 คน &amp;quot;นี่คือภัยพิบัติด้านมนุษยธรรมอย่างแท้จริง&amp;quot; เขากล่าว &amp;quot;ผู้คนมากกว่า 100,000 คนตกอยู่ในอันตราย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาพถ่ายทางอากาศโดยมิชชันเอวิเอชันเฟลโลว์ชิพ องค์กรเอกชนไม่แสวงกำไร เผยให้เห็นว่า กลุ่มคนหลายกลุ่มติดอยู่บนหลังคาโดยรอบตัวมีระดับน้ำท่วมสูงถึงหน้าต่าง ประธานาธิบดีนยูซีกล่าวด้วยว่า หลายคนหนีขึ้นไปหลบบนต้นไม้รอคอยความช่วยเหลือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพถ่ายวันที่ 18 มีนาคม 2562 โดยโครงการอาหารโลกแห่งสหประชาชาติ เผยความเสียหายภายหลังไซโคลนเคลื่อนเข้าถล่มเมืองเบย์รา / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สหพันธ์กาชาดสากลและเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศ (ไอเอฟอาร์ซี) แถลงว่า ระดับความเสียหายในเมืองเบย์รานั้นมโหฬารและน่ากลัวยิ่ง 90% ของเมืองที่มีประชากรราว 530,000 คนแห่งนี้และพื้นที่โดยรอบ ได้รับความเสียหายหรือถูกทำลาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เกือบทุกสิ่งอย่างถูกทำลาย การสื่อสารผ่านสายถูกตัดขาดอย่างสิ้นเชิง ถนนถูกทำลาย ยังไม่สามารถเข้าถึงบางชุมชนที่ได้รับผลกระทบได้&amp;quot; เจมี เลอซัวร์ จากไอเอฟอาร์ซีกล่าวในแถลงการณ์ และเสริมด้วยว่า เมื่อวันอาทิตย์น้ำในเขื่อนแห่งหนึ่งล้นจากเขื่อนเข้าท่วมถนนสายสุดท้ายที่เหลืออยู่ของเมืองนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อัลแบร์โต มอนด์ลาเน ผู้ว่าราชการจังหวัดโซฟาลา เตือนว่า ภัยคุกคามใหญ่ที่สุดในตอนนี้ซึ่งใหญ่กว่าพายุไซโคลน ก็คือน้ำท่วม เพราะฝนยังคงตกมากขึ้นเรื่อยๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;องค์กรเอกชนโคซาโคเตือนด้วยว่า เขื่อนบางแห่งเริ่มล้น แห่งอื่นมีน้ำเต็มความจุและอีกไม่ช้าจะต้องเปิดประตูระบายน้ำ การประดังประเดกันทั้งน้ำท่วม, ไซโคลน, เขื่อนแตกและอาจก่อคลื่นของมวลน้ำก่อเกิดเป็นภัยพิบัติครั้งเลวร้ายแบบที่ไม่เคยเกิดในโมซัมบิกมาก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนประเทศเพื่อนบ้านของโมซัมบิกนั้น มาลาวีซึ่งได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักและน้ำท่วมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว จำนวนผู้เสียชีวิตเท่าเดิมที่ 56 คน โดยยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมภายหลังพายุไซโคลนถล่ม ขณะที่กระทรวงสารสนเทศของซิมบับเวยืนยันว่า ผู้สังเวยชีวิตเพราะไซโคลนอิดายอยู่ที่ 98 คน แต่ยังสูญหายไม่ต่ำกว่า 217 คน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนงานบริษัทตัดไม้ติดอยู่บนถนนที่โดนกระแสน้ำตัดขึ้นที่เมืองชิมานิมานี ทางตะวันออกของซิมบับเว เมื่อวันที่ 18 มีนาคม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31726</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซิมบับเว, น้ำท่วม, พายุไซโคลน, สังเวยพายุ, อิดาย, เบย์รา, โมซัมบิก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190319/image_big_5c90b19bacfca.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14315</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รวบโจรโมซัมบิก รีดค่าไถ่ยิงอัยการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอฟบีไอประสานทางการไทยรวบหัวหน้าองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติหมายเลข 1 ของโมซัมบิก พฤติการณ์โหดเหี้ยม อุ้มรีดค่าไถ่ 100 ล้านบุคคลสำคัญและนักธุรกิจกว่า 50 รายทั้งในและนอกประเทศ รายใดไม่ยอมจ่ายถูกฆ่าทิ้ง เคยจับอัยการที่ทำคดียิงหัวถึง 16 นัด รวมทั้งฆ่านักข่าว ก่อนหนีเข้ามากบดานในไทยกว่า 3 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) วันที่ 29 กรกฎาคมนี้ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท. แถลงข่าวรจับกุมตัวนายโมมาเด
&amp;nbsp;แอสซิฟ อับดุล ซาตาร์ (Momade Assif Abdul SATAR) สัญชาติโมซัมบิก ผู้ต้องหาที่ทางการโฆซัมบิกต้องการตัวมากที่สุด หลังก่อเหตุอุกฉกรรจ์ ลักพาตัวเรียกค่าไถ่ ฆาตกรรมเจ้าหน้าที่รัฐ แล้วหลบหนีเข้ามาหลบซ่อนตัวที่ประเทศไทยนานกว่า 3 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.สุรเชษฐ์กล่าวว่า ทางการไทยได้รับการประสานงานจากประเทศสหรัฐอเมริกาให้ช่วยติดตามตัวนายโมมาเด ผู้ต้องหาตามหมายแดงของอินเตอร์โพล มีความผิดข้อหาครอบครองอาวุธ ฆาตกรรม และลักพาตัว ซึ่งเป็นที่ต้องการตัวของประเทศโมซัมบิกเป็นอย่างมาก โดยประเทศโมซัมบิกได้มีการประสานไปยังเอฟบีไอประจำภูมิภาคแอฟริกา ให้ประสานไปยังเอฟบีไอภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการตรวจสอบพบว่า ผู้ต้องหาได้หลบหนีเข้ามาในประเทศไทย โดยใช้ชื่อในหนังสือเดินทางว่านายซาฮิม โมฮำหมัด อัสลาม กระทั่งวันที่ 25 ก.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบทราบว่ามีชายซึ่งมีตำหนิรูปพรรณตรงกับผู้ต้องหาปรากฏตัวอยู่ที่ล็อบบี้โรงแรมมาริออท ซอยสุขุมวิท 57 กทม. จึงแสดงตัวขอตรวจสอบหนังสือเดินทาง ซึ่งชายดังกล่าวไม่สามารถแสดงได้ เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวและพิมพ์ลายนิ้วมือทั้ง 10 นิ้ว ไปส่งตรวจพิสูจน์ที่กองพิสูจน์หลักฐานกลาง เพื่อนำไปเปรียบเทียบกับลายนิ้วมือตามหมายแดงของอินเตอร์โพล พบว่าเป็นลายนิ้วมือเดียวกับผู้ต้องหา ซึ่งการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายเป็นลักษณะบุคคลต้องห้ามตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง จึงเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร จากการตรวจสอบพบว่าผู้ต้องหาเข้ามาอยู่ในประเทศไทยนาน 3 ปีแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ทางการโมซัมบิกยืนยันว่า ระหว่างที่ผู้ต้องหารายนี้ได้หลบหนีออกนอกประเทศในระยะเวลาประมาณ 3 ปี ยังได้มีการสั่งให้องค์กรของตนดำเนินการลักพาตัวและเรียกค่าไถ่บุคคลต่างๆ ในประเทศโมซัมบิก และอีกหลายประเทศในทวีปแอฟริกา ซึ่งพบว่ามีการลักพาตัวนักธุรกิจที่เข้าไปทำธุรกิจในประเทศโมซัมบิกเพื่อเรียกค่าไถ่รวมแล้วกว่า 50 ครั้ง โดยแต่ละครั้งจะเรียกค่าไถ่เป็นเงินประมาณ 100 ล้านบาท หากไม่ได้รับเงินจะฆ่าเหยื่อ โดยมีเหยื่อถูกฆาตกรรมไปแล้ว 2 ราย และยังได้ทำร้ายและฆ่าเจ้าหน้าที่ของทางการโมซัมบิก และครอบครัวของเจ้าหน้าที่ที่ทำคดีองค์กรนี้ โดยเหยื่อรายหนึ่งคืออัยการที่ถูกยิงศีรษะถึง 16 นัด รวมถึงก่อเหตุฆ่าสื่อมวลชน ทำให้เป็นที่หวาดกลัวของเจ้าหน้าที่ รวมถึงประชาชนเป็นอย่างมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.สุรเชษฐ์กล่าวว่า จะแบล็กลิสต์ผู้ต้องหารายนี้ถาวร ไม่ให้เดินทางกลับเข้ามายังประเทศไทยได้อีก นอกจากนี้ระหว่างการจับกุมตัว ผู้ต้องหาเสนอเงินสินบนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย เจ้าหน้าที่จะส่งตัวกลับประเทศโมซัมบิกภายในสัปดาห์หน้า และจะขยายผลถึงลูกน้องที่อยู่ในประเทศไทยต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14315</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซาฮิม โมฮำหมัด อัสลาม, บก.ปอศ., พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เอฟบีไอ, แอสซิฟ อับดุล ซาตาร์, โมซัมบิก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180729/image_big_5b5dc2491ef9b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9557</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/05/2018 09:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/05/2018 09:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ยกทัพบุกโมซัมบิกหวังขยายการค้าร่วมกัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปลัดพาณิชย์ นำทัพผู้แทนไทย เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า &amp;nbsp;ไทย-โมซัมบิก หวังหารือแนวทางขยายการค้าระหว่างกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า มีกำหนดจะนำคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (Joint Trade Committee: JTC) ไทย-โมซัมบิก (ระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส) ครั้งที่ 2 และการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 21-23 พฤษภาคม 2561 ณ กรุงมาปูโต สาธารณรัฐโมซัมบิก โดยจะเป็นประธานร่วมกับ นางคาร์ลา โซโต้ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมและพาณิชย์ของโมซัมบิก โดยการเยือนโมซัมบิกครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของแผนหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์และเป็นโอกาสอันดีที่จะได้กระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ หารือแนวทางขยายการค้าระหว่างกัน รวมถึงโอกาสการขยายการลงทุนของไทยในโมซัมบิกในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ รวมทั้งจะร่วมหาแนวทางเสริมสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจในสาขาต่าง ๆ เช่น อัญมณี การเกษตร ประมง พลังงาน และการท่องเที่ยว เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ โมซัมบิกเป็นประเทศที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเป็นพื้นที่เป้าหมายการลงทุนของไทยในแอฟริกา ทั้งยังมีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ สามารถเป็นแหล่งวัตถุดิบให้กับอุตสาหกรรมการผลิตของไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางนันทวัลย์ กล่าวว่า โมซัมบิกถือเป็นประเทศที่มีความสำคัญต่อไทยทางด้านการค้าและการลงทุนในภูมิภาคแอฟริกา ปัจจุบันไทยลงทุนในโมซัมบิกมูลค่ากว่า 6,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ในสาขาสำคัญ เช่น พลังงาน การก่อสร้าง และโรงแรม เป็นต้น ซึ่งนับว่าเป็นประเทศที่ไทยมีมูลค่าการลงทุนสูงสุดในแอฟริกา ทั้งนี้ โมซัมบิกมีที่ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่ดี เป็นสะพานเชื่อมไปสู่ประเทศอื่นๆ ในทวีปแอฟริกาที่ไม่มีทางออกทางทะเล ได้แก่ มาลาวี ซิมบับเว แซมเบีย และสวาซิแลนด์ อีกทั้งมีทรัพยากรทั้งทางบกและทางทะเลที่อุดมสมบูรณ์มากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก โดยเฉพาะด้านเหมืองแร่ และพลังงาน โดยโมซัมบิกเป็นแหล่งวัตถุดิบอัญมณีที่สำคัญของโลก ทับทิมกว่าครึ่งของโลกถูกขุดขึ้นในเหมืองโมซัมบิก และยังมีสปิเนลสีชมพู (Pink Spinel) ทัวร์มาลีน (Tourmaline) และพลอยชนิดอื่นๆ อีกจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังมีแหล่งพลังงานมหาศาล โดยมีปริมาณก๊าซธรรมชาติสำรองมากเป็นอันดับ 11 ของโลก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้บริโภคชาวโมซัมบิกและแอฟริกาส่วนใหญ่มีความชื่นชอบสินค้าและบริการของไทย เช่น สินค้าอุปโภคบริโภค และธุรกิจบริการ อาทิ โรงแรม สปา นวดแผนไทย และร้านอาหารไทย การเดินทางเข้าร่วมการประชุม JTC ครั้งนี้ จึงมุ่งเน้นหารือถึงแนวทางการขยายโอกาสการค้าสินค้าและบริการของไทยในตลาดโมซัมบิก ตลอดจนผลักดันการอำนวยความสะดวกทางการค้าการลงทุน และแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่างๆ นอกจากนี้ ชาวโมซัมบิกยังมีความรู้สึกที่ดีต่อประเทศไทย โดยเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2561 รัฐบาลไทยได้บริจาคข้าวสารจำนวน 1 ล้านกิโลกรัม เพื่อช่วยเหลือโมซัมบิกที่ประสบปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปี 2560 โมซัมบิกเป็นคู่ค้าอันดับที่ 75 ของไทยในตลาดโลก และเป็นอันดับ 11 ในภูมิภาคแอฟริกา โดยการค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 219.84 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 37.9% จากปีก่อนหน้า โดยไทยส่งออกมูลค่า 204.05 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 37.8% จากปีก่อนหน้า และนำเข้ามูลค่า 15.79 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 39.3% จากปีก่อนหน้า ทั้งนี้ ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2561 การค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 49.50 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า &amp;nbsp;7.55% เมื่อพิจารณาศักยภาพในฐานะแหล่งวัตถุดิบแล้ว มูลค่าการค้าสองฝ่ายยังสามารถขยายตัวเพิ่มขึ้นได้อีกมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปโมซัมบิก ได้แก่ ข้าว เม็ดพลาสติก รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ สายไฟฟ้า สายเคเบิ้ล เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ปูนซีเมนต์ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ แผงสวิทซ์และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้า อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป และผ้าผืน สินค้านำเข้าสำคัญของไทยจากโมซัมบิก ได้แก่ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็ง แปรรูปและกึ่งสำเร็จรูป สินแร่โลหะ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ ไม้ซุง ไม้แปรรูปและผลิตภัณฑ์ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ แร่และผลิตภัณฑ์จากแร่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9557</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงพาณิชย์, คณะกรรมการร่วมทางการค้า, นันทวัลย์ ศกุนตนาค, ปลัดกระทรวงพาณิชย์, โมซัมบิก, ไทย-โมซัมบิก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180511/image_big_5af576ea5e68e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>1110</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/01/2018 16:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/01/2018 16:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทูตโมซัมบิกซาบซึ้งไทยส่งข้าวช่วยเหลือครั้งประสบภัยธรรมชาติ  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ม.ค 61 - ที่ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นางมาเรีย กุสตาวา เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐโมซัมบิกประจำประเทศไทย ถิ่นพำนัก ณ กรุงจาการ์ตา เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในโอกาสอำลาตำแหน่ง ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญการหารือว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณที่เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐโมซัมบิกที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ส่งเสริมความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศให้มีความก้าวหน้าอย่างมาก พร้อมทั้งแสดงความยินดีที่จะเดินทางไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐโมซัมบิกประจำสาธารณรัฐประชาชนจีนต่อไป &amp;nbsp;โดยเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐโมซัมบิกกล่าวขอบคุณรัฐบาล ที่รักษามิตรภาพอันใกล้ชิดกับโมซัมบิก ผ่านการส่งเสริมความร่วมมือในด้านต่าง ๆ ที่มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ท.วีรชน เปิดเผยอีกว่า ทั้งสองฝ่ายยังได้แสดงความยินดีที่ทั้งสองประเทศมีความร่วมมือด้านการค้าการลงทุนเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนในด้านพลังงาน การท่องเที่ยว และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การเกษตรและประมง ที่มีส่วนช่วยพัฒนาเศรษฐกิจและการจ้างงานในโมซัมบิก &amp;nbsp;โดยไทยขอให้ฝ่ายโมซัมบิกอำนวยความสะดวกและสนับสนุนการลงทุนของภาคเอกชนไทยในโมซัมบิกอย่างต่อเนื่องต่อไป &amp;nbsp;พร้อมกันนี้ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐโมซัมบิกยังกล่าวแสดงความประทับใจอย่างยิ่ง ที่รัฐบาลไทยได้ดำเนินโครงการพัฒนาชุมชนต้นแบบ ภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในโมซัมบิก ที่มีส่วนช่วยให้สามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ &amp;nbsp;โดยฝ่ายไทยยินดีที่จะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในสาขาที่ไทยมีความเชี่ยวชาญ อาทิ ด้านสาธารณสุข การเกษตร ด้านประมง และการท่องเที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ท.วีรชน กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกันในทุกระดับ พร้อมทั้งผลักดันความร่วมมือภายใต้กลไกความร่วมมือระดับทวิภาคีที่มีอยู่ และกลไกที่จะมีขึ้นในอนาคต เพื่อสานต่อความสัมพันธ์และส่งเสริมผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น โดยในช่วงท้าย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐโมซัมบิกยังแสดงความซาบซึ้งประเทศไทย ที่ให้ความช่วยเหลือด้านอาหาร คือ ข้าว เมื่อครั้งที่โมซัมบิกประสบภัยธรรมชาติ &amp;nbsp;สะท้อนให้เห็นถึงมิตรภาพและความจริงใจของมิตรประเทศ ที่แม้จะอยู่ห่างไกลแต่ก็พร้อมจะให้ความช่วยเหลือและดูแลซึ่งกันและกัน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/1110</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข้าว, โมซัมบิก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180115/5a5c760a534c2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
