<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>99848</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/04/2021 16:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/04/2021 16:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“บีซีจี”โมเดลเศรษฐกิจสีเขียว  ตามเทรนด์อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
ระบบการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศไทยที่มีการเปลี่ยนแปลงตามยุคตามสมัยนั้น ส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมควบคู่ไปกับการพัฒนาของเทคโนโลยี ซึ่งผู้กำหนดนโยบายเองจำเป็นต้องนำเรื่องดังกล่าวมาอ้างอิงเพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ตอบโจทย์ความต้องการของสังคมให้มากที่สุด ที่ผ่านมาจึงเห็นว่าแนวทางการเดินหน้าเศรษฐกิจของไทยมักจะเอื้อประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนในด้านต่างๆ ซึ่งทั่วโลกก็มีแนวทางคล้ายๆ กันในส่วนใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ในปัจจุบันที่การพัฒนาเศรษฐกิจกำลังถูกปรับเปลี่ยนทิศทางเดินหน้าไป โดยไม่ใช่มุ่งเน้นแต่การพัฒนาอุตสาหกรรมหรือเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวแล้ว เนื่องจากความต้องการของหลายๆ กลุ่มที่เรียกร้องมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ที่ต้องการให้ในทุกๆ ประเทศเดินหน้าระบบเศรษฐกิจไปพร้อมกับการดูแลสิ่งแวดล้อมไปด้วย และปัจจุบันการเรียกร้องดังกล่าวก็เริ่มเห็นผลชัดมากขึ้น เมื่อกลุ่มประเทศผู้นำของโลกเริ่มนำแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่ควบคู่ไปกับการดูแลธรรมชาติมาใช้ และมีการการันตีว่าจะเกิดผลดีอย่างไรบ้างให้กับโลก จนหลายประเทศนำเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นเป้าหมายหลักอันใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมถึงประเทศไทยด้วยที่เห็นความสำคัญของสิ่งแวดล้อมอย่างมาก ซึ่งน่าจะเป็นเหตุผลเดียวกันกับประเทศที่เบนเข็มมาด้านนี้ คือการได้รับเอฟเฟ็กต์ที่สะท้อนกลับมาจากธรรมชาติ ทั้งภัยธรรมชาติต่างๆ และภัยที่มนุษย์สร้างขึ้น ทำให้คนในสังคมปัจจุบันก็เริ่มตระหนักแล้วว่าผลของการไม่ดูแลสิ่งแวดล้อมจะทำให้เกิดผลกระทบอย่างไร และการที่ประเทศไทยเลือกที่จะเดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจตามเป้าหมายใหม่นี้ จึงจำเป็นต้องกำหนดแนวทางการทำงานที่ชัดเจน จนออกมาเป็นยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG พ.ศ.2564-2569&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากลองผิดลองถูกมาสักระยะก็ทำให้เข้าใจแล้วว่า โมเดลบีซีจีนั้นตอบโจทย์มากที่สุด เนื่องจากมีแผนงานที่ครอบคลุมในทุกมิติ แบ่งออกตามตัวอักษรที่ระบุไว้ โดย &amp;ldquo;บี&amp;rdquo; มาจาก ไบโอ อีโคโนมี หรือเศรษฐกิจชีวภาพ คือการนำเทคโนโลยีชีวภาพมาใช้ในการเพิ่มคุณค่าหรือประยุกต์การใช้งานและแปรรูปผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการเกษตร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มมูลค่าทางการเกษตรแก่ผลผลิตทางการเกษตร และนำนวัตกรรมมาเพิ่มความเข้มแข็งของภาคการเกษตรในระบบเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยครอบคลุม 3 กลุ่มหลักๆ ได้แก่ 1.ด้านเกษตรกรรมและอาหารจะขึ้นกับพืชใหม่ๆ และการปรับปรุงกระบวนการผลิตจากความรู้ด้านเศรษฐกิจชีวภาพ รวมไปถึงการใช้แหล่งโปรตีนในอาหารใหม่ เช่น สาหร่ายและแมลง 2.กลุ่มที่ไม่ใช่อาหาร/สมุนไพร/บรรจุภัณฑ์ชีวภาพ เช่น การดูแลสุขภาพไปจนถึงการรักษาแบบแม่นยำและจำเพาะ โดยอาศัยข้อมูลทางพันธุกรรมหรือข้อมูลในระดับโมเลกุล และชีวเภสัชภัณฑ์หรือยาชีวภาพที่สังเคราะห์ขึ้นมาจากสสารที่มีอยู่ตามธรรมชาติ และ 3.กลุ่มพลังงาน เช่น สารชีวมวล เชื้อเพลิงชีวภาพ ไบโอเอทานอล และไบโอดีเซล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ซี&amp;rdquo; ย่อมากจาก เซอร์คูลาร์ อีโคโนมี หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน คือระบบที่มีการนำทรัพยากรต่างๆ มาใช้ซ้ำหรือใช้ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นำวัสดุที่เป็นองค์ประกอบของผลิตภัณฑ์เหล่านั้นกลับมาสร้างคุณค่าใหม่ หมุนเวียนเป็นวงจรต่อเนื่องโดยไม่มีของเสีย โดยต้องใช้ศักยภาพในการหมุนเวียนเพื่อใช้ประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ ส่วนประกอบและวัสดุ ด้วยวิธีการที่เหมาะสม เช่น การใช้ซ้ำ การซ่อมแซม การปรับปรุงใหม่ การผลิตใหม่ การแปรใช้ใหม่ การออกแบบกระบวนการ รวมถึงการพัฒนารูปแบบธุรกิจและนวัตกรรม เป็นต้น ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงมีการติดตามผลเพื่อจัดการให้ผลิตภัณฑ์และวัสดุหมุนเวียนอยู่ภายในระบบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ &amp;ldquo;จี&amp;rdquo; มาจาก กรีน อีโคโนมี หรือเศรษฐกิจสีเขียว คือระบบเศรษฐกิจที่เน้นการลดผลกระทบต่อโลกในระยะยาว แนวคิดดังกล่าวคือ ต้องไม่ให้การกระทำของคนในปัจจุบันไปส่งผลกระทบกับคนในอนาคต เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพทางการผลิตควรจะใช้พลังงานเท่าเดิม หรือให้ดีไปกว่านั้นคือลดการใช้พลังงาน รวมถึงมุ่งเน้นการสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิต ลดปัญหาสิ่งแวดล้อมและฟื้นฟูระบบนิเวศ ซึ่งเน้นไปถึงการพัฒนาการลงทุนและเทคโนโลยีในสาขาการผลิตที่สำคัญ ได้แก่ การเกษตร การก่อสร้างเมือง พลังงาน การประมง การป่าไม้ การอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การขนส่ง การจัดการขยะมูลฝอย และการจัดการทรัพยากรน้ำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงเห็นได้ว่าโมเดลบีซีจีนั้นครอบคลุมในทุกภาคส่วนการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศเลยก็ว่าได้ โดยที่ผ่านมาประเทศไทยเริ่มเอาจริงเอาจังกับการเดินหน้าตามนโยบายดังกล่าวไปมากแล้ว ซึ่งได้รับความร่วมมือจากหลายๆ หน่วยงานทั้งนอกและในสังกัดภาครัฐทำโครงการเพื่อตอบโจทย์การพัฒนาครั้งนี้ และมีหลายๆ งานที่ออกมาแล้วประเทศและสังคมเริ่มเห็นประโยชน์ที่แท้จริง รวมทั้งยังเห็นถึงช่องทางการดำเนินธุรกิจในอนาคตอีกด้วย โดยหลายแผนงานจำเป็นต้องเตรียมไว้ล่วงหน้าเป็นระยะเวลานาน แต่บางแผนงานก็สามารถทำได้เลยเพื่อสร้างผลดีให้กับสังคม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่งในแผนงานหลักๆ ที่จำเป็นต้องเร่งให้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง เนื่องจากเกิดผลกระทบต่อประชาชนในสังคมคือ การดูแลและจัดการเรื่องมลพิษในประเทศ โดยที่ผ่านมานั้นในสังคม โดยเฉพาะกรุงเทพฯ มีเหตุการณ์การสะสมของฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน หรือ PM2.5 ที่สามารถสร้างผลกระทบต่อร่างกายมนุษย์ได้ หลายหน่วยงานจึงมีแผนการจัดการปัญหานี้ออกมา อาทิ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทรวงอุตสาหกรรม กำชับทุกหน่วยปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขฝุ่นพื้นที่ กทม.และปริมณฑลในระยะเร่งด่วน โดยสั่งตรวจสอบ-บังคับใช้กฎหมายในโรงงานควบคุมมลพิษ พร้อมกับเดินหน้ามาตรการจูงใจเพิ่มการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) และให้สินเชื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อย โดยเน้นการตัดสดแทนการเผา รวมถึงในภาคส่วนอื่นๆ ก็ดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง ในด้านพลังงานเองดำเนินการส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซล B10 และ B20 เพื่อลดการปล่อย PM2.5 จากการปล่อยควันจากท่อไอเสียรถยนต์ รวมถึงการสนับสนุนโครงการโรงไฟฟ้าชุมชน เพื่อลดการเผาทิ้งวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในพื้นที่โล่งแจ้ง และการปรับเปลี่ยนมาตรฐานน้ำมันเป็นยูโร 5&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ต้องคำนึงถึงผลกระทบของประชาชนนอกจากฝุ่นละอองแล้ว ยังต้องดูถึงเรื่องน้ำเสีย ขยะมูลฝอย กากอุตสาหกรรม รวมถึงในกลุ่มอื่นๆ ที่จะไปทำลายสิ่งแวดล้อมอีก โดยก็มีหลายโครงการจากหลายหน่วยงานที่เริ่มทำเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจัง อาทิ การนำขยะมารีไซเคิล การลดใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง การดูแลแหล่งน้ำและการคุมเข้มการปล่อยน้ำเสียของโรงงานอุตสาหกรรม การควบคุมการจัดการกากอุตสาหกรรม ตั้งแต่การนำออกจากพื้นที่และการเดินทางของรถขน เพื่อป้องกันการลักลอบทิ้งกากขยะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;โมเดลบีซีจี&amp;rdquo; ที่ตั้งขึ้นไม่ใช่เพียงจะเป็นการดูแลปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมเท่านั้น แต่ยังมีแนวทางที่จะพัฒนาเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในประเทศอีกด้วย ซึ่งหนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เริ่มจะได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบันคือ การเข้ามาของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรือรถอีวี ที่ตอนนี้มีหลายฝ่ายเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว ไม่ว่าจะเป็นด้านค่ายรถยนต์หรือผู้บริโภคเองก็เริ่มให้ความสนใจเพิ่มขึ้นมาก จากการพัฒนาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากขึ้น และยังทำให้รถไฟฟ้า 100% นั้นเริ่มมีราคาถูกลงจนจับต้องได้ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงจำเป็นต้องเข้ามาดูแลเรื่องนี้ เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมดังกล่าว ช่วยผลักดันระบบเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง เนื่องจากหลายฝ่ายมองว่ารถอีวีจะเข้ามาสนับสนุนนโยบายการดูแลสิ่งแวดล้อมของโลก โดยล่าสุดการประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) ที่มีนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน ซึ่งเป็นการประชุมร่วมกับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม มีนโยบายเรื่องดังกล่าวว่า เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนที่สำคัญของโลก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ได้มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน และกระทรวงคมนาคม ร่วมกันพิจารณาส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า ประกอบด้วย รถยนต์ จักรยานยนต์ และรถบัสสาธารณะ โดยกระทรวงอุตสาหกรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมทั้งในส่วนของอุปทาน (ผู้ผลิต) โดยเฉพาะการเชื่อมโยงผู้ผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ที่เกี่ยวเนื่องในยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงผลักดันผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ เพื่อเร่งให้เกิดการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยโดยเร็ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;โดยมีเป้าหมายการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทในปี 2568 รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,055,000 คัน แบ่งเป็น รถยนต์/รถปิกอัพ 402,000 คัน รถจักรยานยนต์ 622,000 คัน และรถบัส/รถบรรทุก 31,000 คัน และในปี 2578 ให้เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนรวม 15,580,000 คัน แบ่งเป็น รถยนต์/รถปิกอัพ 6,400,000 คัน รถจักรยานยนต์ 8,750,000 คัน และรถบัส/รถบรรทุก 430,000 คัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้วางนโยบายการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าด้วยมาตรการระยะเร่งด่วนและมาตรการระยะ 1-5 ปี ดังนี้ มาตรการกระตุ้นการใช้รถอีวีระยะเร่งด่วน โดยจะมุ่งส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าทั้งประเภทสองล้อ สามล้อ และสี่ล้อไฟฟ้า โดยวางแผนจัดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ รวมทั้งส่งเสริมการจัดตั้งศูนย์ทดสอบมาตรฐานแบตเตอรี่ และการบริหารจัดการซากแบตเตอรี่ที่เกิดจากการใช้งานภายในประเทศอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;จะเห็นได้ว่าหลายแผนงานที่ออกมาบางเรื่องก็สามารถดำเนินการได้อย่างจริงจังและเห็นผลแล้ว ขณะที่บางเรื่องก็จำเป็นต้องอาศัยระยะเวลาในการจะทำให้เกิดขึ้นอยู่บ้าง แต่ประเทศไทยเองก็ถือว่าเตรียมพร้อมไว้ในหลายๆ ด้าน ซึ่งที่หยิบยกมาข้างต้นนั้นยังไม่ใช่ทั้งหมดของโครงการที่จะสนับสนุนให้โมเดลบีซีจีเกิดขึ้นได้อย่างจริงจัง เพราะยังมีอีกหลายๆ เรื่องที่มีแผนการดำเนินงาน และมีผู้ที่สนใจจะเข้าร่วมเป็นอย่างมาก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;และการรอคอยความสำเร็จจากการพัฒนาระบบเศรษฐกิจที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ก็ยังเป็นความหวังที่สวยงามของคนในสังคมต่อไป เพราะใครๆ ก็ไม่อยากได้รับผลกระทบแบบที่เคยเกิดขึ้นอีกแล้ว แต่ทุกอย่างก็ต้องเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ ก่อน เพื่อที่จะต่อยอดไปยังภาพที่ใหญ่ขึ้น แต่อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญของการพัฒนาระบบดังกล่าวคือ ความร่วมมือของคนในสังคมที่ตั้งใจจะเริ่มดูแลสิ่งแวดล้อมจากจุดเล็กๆ ไม่ใช่เพียงรอคอยแต่การเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว...&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99848</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงอุตสาหกรรม, ยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี), อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม, เซอร์คูลาร์ อีโคโนมี, เศรษฐกิจสีเขียว, เศรษฐกิจหมุนเวียน, โมเดลบีซีจี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210418/image_big_607c00f80a952.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43398</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/08/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ครม.’เศรษฐกิจ เรียกความมั่นใจ ถกนัดแรก16สค.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; หัวโต๊ะ ครม.เศรษฐกิจนัดแรก 16 ส.ค. จ่อคลอดมาตรการกระตุ้นเรียกมั่นใจนักลงทุน-ผู้บริโภค สั่งทุกกระทรวงขับเคลื่อนโมเดลบีซีจีแก้ ศก.รากหญ้า พิษสงครามการค้า-ส่งออก-บาทแข็ง-ภัยแล้ง ฉุดดัชนีเชื่อมั่นหอการค้าฯ ร่วงสุดรอบ 18 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ในวันที่ 16 ส.ค.นี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม จะเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจเป็นนัดแรกที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อพิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในช่วงปลายปี โดยในที่ประชุม ครม. นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้หน่วยงานอื่นๆ ที่ไม่ใช่แค่กระทรวงการคลัง ทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ได้เตรียมความพร้อมเกี่ยวกับมาตรการดังกล่าวด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;หลังจากประชุม ครม.เศรษฐกิจเสร็จ จะมีการประกาศมาตรการที่แน่ชัดออกมาอย่างเป็นทางการอีกครั้ง โดยรายละเอียดของมาตรการทั้งหมดจะมีความชัดเจนในวันที่ 16 ส.ค.นี้แน่นอน ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจ ทั้งนักลงทุนและผู้บริโภคที่จะมีเชื่อมั่นในมาตรการที่จะออกมานี้ ขณะเดียวกันนายกฯ ยังได้กำชับให้ทุกกระทรวงช่วยกันดู และช่วยคิดมาตรการระยะสั้น กลาง ยาว เข้ามาร่วมกันสนับสนุน เพราะจะไม่มีมาตรการกระตุ้นเพียงระยะสั้นเท่านั้น บางส่วนต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจด้วย&amp;rdquo; นางนฤมล ระบุ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ นายกฯ ยังฝากให้ทุกกระทรวงรับโมเดลการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.การอุดมศึกษาฯ ไปพิจารณาคือ โมเดลบีซีจี หรือการพัฒนาเศรษฐกิจใน 3 มิติ ประกอบด้วย เศรษฐกิจชีวภาพ หรือไบโออีโคโนมี เศรษฐกิจหมุนเวียน หรือเซอร์คูลาร์อีโคโนมี และเศรษฐกิจสีเขียว หรือกรีนอีโคโนมี ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์มองว่าโมเดลดังกล่าวจะเป็นโมเดลสำคัญในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจระดับฐานราก และราคาสินค้าเกษตรตกต่ำได้อย่างแท้จริง จึงได้มอบหมายให้ทุกกระทรวงนำโมเดลนี้ไปคิด เพื่อแก้ปัญหาในระยะกลางและระยะยาวต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.ยังได้รับทราบการรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจในภาพรวม โดยนายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง ได้ชี้แจงให้รับทราบว่า ขณะนี้ตัวเลขดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจต่างๆ มีสัญญาณชะลอตัว มีเพียงภาคการท่องเที่ยวที่ยังสามารถขยายตัวได้ดี ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจอื่นๆ คงต้องรอให้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงในวันที่ 19 ส.ค.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การส่งออกของไทยตอนนี้ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า ซึ่งกระทรวงการคลังระบุว่า ไม่ใช่แค่ไทยที่ได้รับผลกระทบ แต่ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคก็เจอผลกระทบเช่นกัน ทำให้การส่งออกลดลง แต่ก็นิ่งนอนใจไม่ได้ เพราะได้ขยายไปสู่เรื่องของค่าเงินแล้ว ซึ่งไทยก็หาทางรองรับ ล่าสุดคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 1.50% ต่อปี &amp;nbsp;โดย พล.อ.ประยุทธ์ได้กำชับให้ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องน่าจะมีมาตรการอื่นๆ ตามออกมา&amp;rdquo; นางนฤมลกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้รายงานที่ประชุม ครม.ด้วยว่า เพื่อดูแลเรื่องของผลกระทบและความผันผวนต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ล่าสุดกำลังจัดตั้งคณะกรรมการร่วมการเงินการคลัง ที่รวมหน่วยงานอิสระเข้ามาร่วมทำงานกับรัฐ ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และกระทรวงการคลัง&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยเดือนกรกฎาคม 2562 พบว่า จากกลุ่มตัวอย่างประธานหอการค้าและภาคธุรกิจทั่วประเทศ 369 ตัวอย่าง มีความกังวลต่อปัญหาสงครามการค้าระดับโลกระหว่างสหรัฐกับจีน ซึ่งมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ทำให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจและการส่งออก
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกันสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่ที่มีผลกระทบต่อพืชผลทางการเกษตร ทำให้เกิดความเสียหาย และการส่งออกของเมืองไทยเดือน มิ.ย.62 และในช่วงครึ่งปีแรกปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นยังคงมีผลกระทบต่อการส่งออกของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยเดือนก.ค.62 ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 มาอยู่ที่ระดับ 46.7 จากระดับ 47.1 ในเดือน มิ.ย.62 โดยเป็นดัชนีที่ต่ำสุดติดต่อกันในรอบ 5 เดือน นับตั้งแต่เดือน มี.ค.62 และเป็นตัวเลขต่ำสุดในรอบ 18 เดือนนับตั้งแต่เดือน ก.พ.61 นอกจากนี้ยังประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปี 2562 จะอยู่ที่ร้อยละ 3.3-3.5 ซึ่งยังต้องติดตามสถานการณ์ภาวะเศรษฐกิจโลกต่อไป คาดว่าไตรมาส 4 จะมีสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายธนวรรธน์กล่าวว่า จากดัชนีความเชื่อมั่นของหอการค้าไทยที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ทางหอการค้าไทยต้องการให้ภาครัฐดูแลปัญหาเรื่องค่าเงินบาทในปัจจุบันที่เริ่มมีทิศทางอ่อนค่าลงให้อ่อนค่าอย่างมีเสถียรภาพ และเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับประเทศคู่ค้าอื่นๆ และไม่ควรให้แข็งค่ามากกว่าประเทศในภูมิภาคอย่างเช่นในปัจจุบัน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ต้องการให้พัฒนาเศรษฐกิจให้มีการขยายตัวมากยิ่งขึ้น พร้อมกับแก้ไขปัญหาต้นทุนราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูงให้มีการปรับตัวลดลงอยู่ในระดับที่เหมาะสม พร้อมกับออกมาตรการและวางแผนเฝ้าระวังเพื่อแก้ไขปัญหาภัยธรรมชาติทุกช่วงฤดูกาลอย่างจริงจัง ทั้งปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม ไฟป่า รวมถึงกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการรณรงค์ให้ประชาชนซื้อสินค้าและท่องเที่ยวในประเทศ เพื่อกระจายเม็ดเงินให้ได้อย่างทั่วถึง และมีการออกนโยบายที่จะสามารถสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้ดี.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43398</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครม.เศรษฐกิจ, คลอดมาตรการกระตุ้นเรียกมั่นใจนักลงทุน, นฤมล ภิญโญสินวัฒน์, พิษสงครามการค้า, หนังสือพิมพ์, โมเดลบีซีจี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190813/image_big_5d52c903e7ffc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
