<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>103739</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/05/2021 21:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/05/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทยฟิตติดบ้านต้านโควิด-19 รอดไปด้วยกัน ชวน “กินดี-มีขยับ-หลับสบาย-คลายเครียด”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;สสส.-เครือข่ายคนไทยไร้พุง-สมาคมโรคเบาหวานฯ ชวนคนไทย &amp;ldquo;ฟิตติดบ้านต้านโควิด-19&amp;rdquo; หยุดอ้วนห่างไกลโควิด และมหันตภัยโรค NCDs ยิ่งช่วง work from home แนะปรับวิถีชีวิตใหม่รอดไปด้วยกัน &amp;ldquo;อยู่บ้าน กินดี มีขยับ หลับสบาย คลายเครียด&amp;rdquo; กินครบ 5 หมู่ ปรุงเอง เพิ่มผักผลไม้ ใช้ 2 สูตร ชู 6:6:1 ลดหวาน-มัน-เค็ม และ 2:1:1 สไตล์ไทยผสมเมดิเตอร์เรเนียน เดินหมื่นก้าวต่อวัน มีวินัยเคลื่อนไหวตัวเองบ่อยๆ ออกกำลังกาย เปิดเกมท้าทายแข่งกันทำกิจกรรมตัวเลขเบรกโรคเฟส 1 เฟส 2&amp;nbsp; อยู่บ้านหุ่นดีช่วงโควิด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เครือข่ายคนไทยไร้พุง สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย จัดงานเสวนาความรู้และแถลงข่าวกิจกรรมไทยฟิตติดบ้านต้านโควิด-19 ตอน &amp;ldquo;รอดไปด้วยกัน&amp;rdquo; ผ่านทาง facebook เครือข่ายคนไทยไร้พุง และ facebook สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย ข้อมูลความรู้ที่จะได้รับ ความสำคัญของการดูแลสุขภาพในภาวการณ์ระบาดของโควิด-19 เหตุใดผู้ที่เป็นโรคอ้วน อ้วนลงพุงและโรคเรื้อรังจึงเกิดผลกระทบรุนแรงเมื่อติดเชื้อโควิด-19 เราควรใช้ชีวิตขณะอยู่บ้าน Work From Home อย่างไรให้มีสุขภาพแข็งแรง ห่างไกลโรค การตรวจประเมินสุขภาพตนเองด้วยวิธีง่ายๆ คำแนะนำด้านการออกกำลังกายง่ายๆ ในบ้าน คำแนะนำด้านการปรุงอาหาร/สั่งอาหารกินที่บ้านให้ดีต่อสุขภาพ เสริมภูมิต้านทานโรค &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ร่วมสนุกกับกิจกรรมต่อเนื่องในช่วงเดือน พ.ค.64-มิ.ย.64 &amp;ldquo;ตัวเลขเบรกโรค&amp;rdquo; การตรวจประเมินสุขภาพตนเองและตั้งเป้าหมายด้านสุขภาพ &amp;ldquo;ฟิตติดบ้าน&amp;rdquo; การออกกำลังกายง่ายๆ ในบ้าน &amp;ldquo;กินที่บ้าน ต้านโรค&amp;rdquo; การเลือกกิน/สั่งอาหารให้ดีต่อสุขภาพ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท์ ประธานเครือข่ายคนไทยไร้พุง ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย เปิดประเด็นข้อสงสัยว่าทำไมเราต้องมาคุยเรื่องโรคอ้วนเกี่ยวข้องกับโควิด-19 อย่างไร? ดูจากกราฟตั้งแต่ปี 2563 ช่วงเดือน ม.ค.เราต้องเผชิญและผจญกับโรคโควิด-19 ระบาดรอบแรก ต่อมาเดือน ส.ค.-ก.ย.-ต.ค.ระบาดรอบที่ 2 พบการระบาดใน จ.สมุทรสาคร คลัสเตอร์ จ.อ่างทอง ใน จ.ระยอง จ.ชลบุรี พอเริ่มซาลงก็ระบาดในรอบที่ 3 เมื่อเดือน มี.ค.2564 โดยเฉพาะระลอกที่ 3 การระบาดหลังสงกรานต์ เรื่องมาตรการปิดสถานบันเทิง ในช่วงนี้เป็นช่วงที่เราตระหนก ทำไมสถานการณ์ติดเชื้อแต่ละวันพุ่งสูงขึ้นมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในช่วงวันที่ 13 ม.ค.2563-16 ม.ค.2564 ตรวจพบผู้ป่วยโควิดเสียชีวิตเป็นชาย 55 คน หญิง 15 คน อายุ 28-87 ปี เสียชีวิต 70 ราย โรคที่พบ NCDs สูงสุด 58.3% โรคอื่นๆ 18.1% ไม่มีโรค 16.7% ไม่ทราบผู้เสียชีวิตมีปัญหาอะไรเป็นสาเหตุ 6.9% ในกลุ่มโรค NCDs มีโรคเบาหวาน 65% ความดันโลหิตสูง 55% หัวใจ 12.5% มีอัมพาต ไตเรื้อรัง ปอดเรื้อรัง ทั้งหมดรวมเรียกว่าโรค NCDs ในกราฟจะเห็นว่าบางคนมีมากกว่า 1 โรค เบาหวาน ความดัน โรคหัวใจ โรคไต &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในช่วงวันที่ 1 เม.ย.-6 พ.ค. พบว่ามีคนไข้เสียชีวิต 242 ราย เป็นจำนวน 3-4 เท่าของช่วงแรก จำนวน 75.6% อายุ 60 ปีขึ้นไป เป็นผู้สูงอายุและมีโรคประจำตัว เป็นกลุ่มเสี่ยงมาก อัตราเสียชีวิตร้อยละ 0.51 ในช่วงวันที่ 9 พ.ค.64 ติดเชื้อ 54,512 ราย เสียชีวิต 305 ราย คิดเป็น 0.56% ตัวเลขล่าสุดเมื่อวันที่ 9 พ.ค.มีผู้เสียชีวิต 417 ราย ตัวเลขผู้เสียชีวิตในช่วงนี้สูงจริงๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; วงจรกลุ่มโรคไม่ติดต่อและวิธีการบริหารจัดการ ช่วงคนปกตินั้นถ้ามีพฤติกรรมไม่ดีทำให้มีโอกาสเสี่ยงเกิดโรค NCDs มีโรคแทรกซ้อนตามมาเสมอ โรคแทรกซ้อนคุกคามเรามากๆ จนถึงระยะสุดท้ายจะต้องมีคนเข้ามาดูแล ไม่สามารถจะพึ่งพาตนเองได้เมื่อเจ็บป่วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ถ้าเราปกติ ไม่ป่วย เราควรป้องกันตัวเองเพื่อไม่ให้เกิดโรคกลายเป็นความเสี่ยง เพราะเมื่อเราเกิดโรค NCDs ภัยเงียบ แต่ถ้าเราเริ่มป่วยเป็นโรค NCDs กลุ่มโรคไม่ติดต่อ ย่อมมีปัจจัยเสี่ยงจากบุหรี่ เหล้า ไม่ออกกำลังกาย ไม่มีกิจกรรมทางกาย สัมผัสกับมลพิษ ถ้าเราไม่ได้ตรวจก็จะไม่มีทางรู้ได้ว่าเราเป็นโรค NCDs แล้วหรือยัง ต้องตรวจค้นตั้งแต่เริ่มต้น เราจะไม่รู้ว่ามันจะมาเมื่อไหร่ เมื่อเป็นแล้วเราต้องรักษาให้ดี ต้องปรับเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม กินยา รักษาให้ดี มิฉะนั้นจะมีโรคแทรกซ้อนเข้ามาเกี่ยวข้อง ต้องพึ่งพาคนอื่น อยู่คนเดียวจะลำบาก แต่ถ้าเรามีสุขภาพดี ถึงแม้จะมีโรค ยังทำงานได้ ช่วยตัวเองได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทำไมถึงมีคำว่าอ้วน อ้วนคือบ้านของโรค NCDs คนที่อ้วนมีความดันผิดปกติ มีน้ำตาลผิดปกติ มีไขมันผิดปกติในเลือด สิ่งเหล่านี้จะเปลี่ยนเป็นโรคได้ เราต้องดูแลสุขภาพให้ดี มิฉะนั้นในระยะสุดท้าย เราจะกลายเป็นคนทุพพลภาพ เสียชีวิตก่อนวัยอันควร การมีสุขภาพที่ดี เงินซื้อไม่ได้ ต้องทำด้วยตัวเอง ใครทำให้เราก็ไม่ได้ด้วย แม้จะมีโรค เราก็ต้องมีสุขภาพดี วงจรที่จะเกิดโรค NCDs คือพันธุกรรมและการปฏิบัติของตัวเอง ดังนั้นต้องรีบแก้ไขเรื่องการดูแลสุขภาพก่อนที่จะมีอายุมากขึ้น การดูแลพื้นฐานเป็นปัจจัยทำให้เกิดโรค NCDs เราต้องดูแลอาหารการกิน มีกิจกรรมที่ออกแรง อย่านั่งๆ นอนๆ มากจนเกินไป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การปรับวิถีชีวิตของตัวเอง กินให้ถูกต้อง ออกกำลังกายอย่างไร นอนให้ครบ 7 ชั่วโมงอย่างน้อยสำหรับผู้ใหญ่ ถ้าเป็นเด็กนอน 8-10 ชั่วโมง ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ไม่สูบบุหรี่ ทำจิตใจให้สบาย ต้องมีการเคลื่อนไหวตัวเองอยู่ตลอดเวลา ตัวต้องเคลื่อน ไม่ใช่นั่งเล่นมือถือแต่เพียงอย่างเดียวโดยที่ตัวเองไม่ได้เคลื่อนไหว เราต้องฉีดวัคซีนเพิ่มภูมิในตัวเองให้แข็งแรงให้เพียงพอด้วย เราอยากให้รอดไปด้วยกัน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ดร.สง่า ดามาพงษ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.สง่า ดามาพงษ์ ที่ปรึกษาเครือข่ายคนไทยไร้พุงและผู้ทรงคุณวุฒิ สสส. ตั้งข้อสังเกตที่ท้าทายว่า เมื่อโควิดยังไม่ไป เราจะกินอยู่อย่างไรเพื่อให้ลดความเสี่ยงต่อการติดโควิด เรื่องนี้หมอทั้งโลกก็บอกไม่ได้ว่าโควิดจะไปเมื่อไหร่ เมื่อโควิดยังอยู่กับเรา เคล็ดลับในการกินเพื่อลดความเสี่ยง 3:2:1 เคล็ดไม่ลับ 3อ:2ส:1พ. อ.1 เลือกกิน &amp;ldquo;อาหาร&amp;rdquo; ที่ถูกหลักโภชนาการ อ.2 &amp;ldquo;ออกกำลังกาย&amp;rdquo; หรือเคลื่อนไหวร่างกาย อ.3 ควบคุม &amp;ldquo;อารมณ์&amp;rdquo; ส.1 งดสูบบุหรี่ ส.2 งดดื่มสุรา 1พ. คือ พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อาหารสร้างภูมิคุ้มกันโรค กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นผักและผลไม้ สมุนไพร ไม่หวาน ไม่มัน ไม่เค็ม ไม่เผ็ด องค์การ FAO สนับสนุนให้คนไทยกินผักผลไม้ที่มีไฟเบอร์เยอะๆ กินอาหารให้ครบ 5 หมู่สู้กับโรคและสร้างภูมิคุ้มกันโรค การที่เราได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ ทำให้เซลล์ร่างกายแข็งแรง มีภูมิต้านทานโรคได้เป็นอย่างดี เรากินเพื่อให้ได้อาหาร ร่างกายได้รับสารอาหาร 5 ตัว และน้ำ เข้าไปอยู่ในเซลล์แข็งแรง ร่างกายมีภูมิต้านทาน โปรตีนสร้างสารแอนติบอดี โปรตีนในอาหารสร้างเซลล์แข็งแรง เซลล์เม็ดเลือดขาว วิตามินซีได้จากผัก ผลไม้ ช่วยเม็ดเลือดขาวกระตุ้นร่างกายสร้างแอนติบอดี ผัก คะน้า ไม่เปรี้ยว ถั่วงอก ได้วิตามินซีต้านโรค วิตามินเอ สังกะสีเพิ่มอีมูนให้ร่างกาย โปรไบโอติกส์ เรากินนมเปรี้ยว ผักหมักดอง ช่วยทำให้ลำไส้ย่อยดูดซึมสารอาหารได้ดี เซลล์แข็งแรง ในนมก็มีพฤกษาเคมี เป็น ศ.ทั่วโลกฮือฮามาก ผัก ผลไม้ มีพฤกษาเคมีลดความเข้มขันอนุมูลอิสระ สร้างภูมิต้าน บรรเทาการอักเสบได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อาหารเนื้อ นม ไข่ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน แร่ธาตุ สร้างสารแอนติบอดีป้องกันไวรัสเข้าสู่ร่างกาย มีโปรตีนใยอาหารสร้างเซลล์ให้แข็งแรง เม็ดเลือดขาวมีภูมิต้านทาน วิตามินซีได้จากผักผลไม้ ช่วยทำให้เม็ดเลือดขาวสร้างแอนติบอดีได้เป็นอย่างดี วิตามินเอ อี สังกะสีช่วยสร้างระบบภูมิคุ้มกัน Probiotics Prebiotics กินผักดอง โยเกิร์ตทำให้ลำไส้ย่อยและดูดซึมสารอาหารได้ดี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; คนกินหวานจัด มันจัด เค็มจัด เกลืออย่าเกิน 1 ช้อนชา เรากินอาหาร ถ้าเราต้องการลดน้ำหนัก กินตามสูตร 2:1:1 เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ข้าว ถ้าเรากิน 2:1:1 เราจะไม่อ้วน วันนี้เราอยู่บ้าน เปิดตู้เย็นตลอดเวลาหรือเปล่า ต้องกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ไม่ว่าจะสั่งอาหาร หรือทำอาหารกินเอง เน้นพริก ขิง กระชาย กระเทียมให้ได้ พยายามหาโอกาสทำอาหารกินเองที่บ้าน วัยรุ่นติดอยู่กับบ้านเปิดยูทูบ ทำกับข้าวกินเองที่บ้าน ควบคุมคุณภาพ โภชนาการ รสชาติหวานจัด การสั่งอาหารนอกบ้านเข้ามาให้ครบ 5 หมู่ ต้องกินผักผลไม้ด้วย ถึงเวลาต้องปฏิวัติตู้เย็นให้คนเข้าถึงอาหารว่างให้ดีด้วย มื้อเที่ยงถึงเย็นทำตู้เย็นในบ้านมีผลไม้พร้อมกิน หยิบเข้าถึงได้ดีขึ้นด้วย วางส้มอยู่บนโต๊ะกินข้าว พริกมีสารต้านอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบ ระบบไหวเวียนโลหิตดีขึ้น ขิงมีสารแอนติออกซิแดนต์ลดการอักเสบได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; กินให้ฟิตเมื่ออยู่ติดบ้าน เน้นกินอาหารไทยครบ 5 หมู่ ที่มีพริก ขิง กระชาย พริก กระชายกินจากขนมจีน พริกกินจากสมุนไพร พยายามทำอาหารกินเองที่บ้าน พริกสร้างภูมิคุ้มกัน มีสาร capsaisin ต่อต้านอนุมูลอิสระและออกฤทธิ์ต้านไวรัส รา แบคทีเรีย ลดการอักเสบ ทำให้ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น มีวิตามินเอ ซี และแร่ธาตุหลายชนิด ขิงมีสาร jinjerol และ shoganol ต้านอนุมูลอิสระ และลดการอักเสบ กินแบบธรรมชาติ กระชายขาว รพ.รามาธิบดีทดลองในห้องทดลองสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตไวรัสโควิด และยังยั้งการเซลล์ในการผลิตไวรัส แต่ต้องวิจัยต่อเพื่อให้ได้คำตอบ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เสวนาให้ความรู้และแถลงข่าวกิจกรรมรอดไปด้วยกัน เรากำลังกังวลเรื่องวัคซีนฉีดดีหรือไม่ฉีดดี ชวนฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิต้านทาน หลายคนหลงลืมไปว่าการฉีดวัคซีนให้กับตัวเอง เพื่อสร้างภูมิต้านทานให้กับตัวเองอย่างดีด้วย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;ลดนั่ง เพิ่มยืน เดิน ไม่เพลิน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;&amp;ldquo;นั่งกินนอนกิน&amp;rdquo; ละบุหรี่ เลิกเหล้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;ผศ.นพ.สมเกียรติ แสงวัฒนาโรจน์&amp;nbsp;คณะกรรมการเครือข่ายคนไทยไร้พุง&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สโลแกนไทยฟิตติดบ้านต้านโควิด กับเครือข่ายคนไทยไร้พุง กินดี มีขยับ หลับสบาย คลายเครียด ทำไมคนอ้วนจึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับโควิด คนที่มี BMI เกินหรือคนที่อ้วน ทำไมคนอายุน้อยๆ ไม่มีปัจจัยเสี่ยงที่จะเสียชีวิตจากการติดโควิด ความอ้วนทำให้ภูมิคุ้มกันบกพร่องทำให้เซลล์ต่างๆ ทำงานผิดปกติ เซลล์การป้องกัน มีการอักเสบเรื้อรัง ยิ่งอ้วนมากขึ้นเท่าไหร่จะพบปัญหาการอักเสบมากยิ่งขึ้น เยื่อบุหลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดสมองทำงานผิดปกติ ไม่ขยายตัว ติดเชื้อได้ง่ายขึ้น ระบบการเกิดลิ่มเลือดมากกว่าปกติ เลือดข้นกว่าปกติ ระบบภูมิคุ้มกันคอมพิเมนต์ผิดปกติ กระตุ้นระบบอาร์เอเอสเอ การอักเสบรับเชื้อโรค คนอ้วนไม่ออกแดดจะรับเชื้อในเนื้อเยื่อไขมัน การนั่งนอนขยับลำบาก เวลาป่วยเป็นโควิดนอนลำบาก นอนคว่ำก็ลำบาก คนอ้วนน้อยเนื้อต่ำใจไม่กล้าไป รพ. เบาหวาน ความดัน ไตวาย อ้วนทั้งคณะ ไขมันพอกตับ โรคปอด นอนกรนหยุดหายใจ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อาหารที่สัมพันธ์กับลดการตายจากทุกสาเหตุและการตายจากโรคทางเดินหายใจ อ.อาหารย่อยง่าย ไกลโรคคือ 2-1-1(เฉลี่ย/มื้อ) 2 (พริก ผัก ถั่ว งา) 1 (ปลา) 1 (ข้าวกล้อง)+(ผลไม้)+ชาเขียวร้อนไม่ปรุงรส งดอาหารย่อยยาก มากโรค คือหวานแรง เนื้อแดง ปรุงแต่ง ปนเปื้อน : งดอาหารสำเร็จรูป ปรุงแต่งสุดๆ ของเบเกอรี่ อาหารหวานเกิน น้ำตาลเทียม ลดเนื้อสัตว์ใหญ่&amp;nbsp; (100-120 กรัม/วัน) เนื้อปรุงแต่ง (30-50 กรัม/วัน) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในประเทศสเปน อาหารที่ชาวสเปนรับประทาน อาหารชาวกรีกโบราณ อาหารชาวเมดิเตอร์เรเนียน ดีต่อสุขภาพมากขึ้น การศึกษาที่เมืองจีน กินพริกสดมากกว่า 6 วัน/สัปดาห์ สัมพันธ์กับการลดความตายจากโรคทางเดินหายใจ 30% ทุก 10 กรัม ถั่วลิสงที่กิน/วัน สัมพันธ์กับลดการตายจากโรคทางเดินหายใจ 31% ทุก 30 กรัมที่กินปลา (ไม่ทอด)/วัน สัมพันธ์กับลดการตายจากโรคทางเดินหายใจ 23% ข้าวกล้องทุก 90 กรัมที่กินธัญพืช (ไม่ขัดสี)/วัน สัมพันธ์กับลดการตายจากโรคทางเดินหายใจ 22% หญิงญี่ปุ่นดื่มชาเขียว 5 แก้ว/วัน สัมพันธ์กับลดการตายจากโรคทางเดินหายใจ 34%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;Sallis R.Br J Sports Med 2021 จากการศึกษาคนไข้ผู้สูงวัยจำนวน 48,440 ถึงปัจจัยเสี่ยงเมื่อป่วยเป็นโควิด-19 พบว่า 2 ปีก่อนผู้ป่วยชาวอังกฤษที่มีดัชนีมวลกาย (BMI) มากกว่าหรือเท่ากับ 40 กก./ตร.ม. สัมพันธ์กับเพิ่มการป่วยหนัก (ต้องนอนไอซียู) และการตายจากโควิด-19 พฤติกรรม &amp;ldquo;นั่งนอนมาก&amp;rdquo; (กิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ ไม่ฟิต ติดเตียง) หรือฟิตแต่ไม่สม่ำเสมอ สัมพันธ์กัน เพิ่มการนอนไอซียูและการตายจากโควิด-19 ดังนั้นบ้านเราใครที่มีพฤติกรรมนั่งๆ นอนๆ ทั้งวัน ผู้ป่วยที่นอนติดเตียงโอกาสที่จะติดโควิด-19 สูง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ถ้าจะให้คำแนะนำ ลดนั่ง เพิ่มยืน เดิน ไม่เพลิน &amp;ldquo;นั่งกินนอนกิน&amp;rdquo; การละบุหรี่ เลิกเหล้า กับเครือข่ายคนไทยไร้พุง ต้องเห็นโทษ โดยความเป็นโทษ เห็นประโยชน์เกื้อกูล รู้ทางเลือก ขอตั้งจิตอธิษฐานสาบานพระ ว่าลูกจะละเลิกบุหรี่เหล้า เข้าพรรษาไม่สูบไม่มึนเมา หนักก็เอาเบาก็สู้ ไม่ถอยเลย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;ไทยจ่ายค่าดูแลรักษาโรคอ้วน&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;และสัมพันธ์โรคอ้วนมากกว่าปีละแสนล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาสุขภาพจากโรควิถีชีวิตที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อโรค แต่เป็นมหันตภัยเงียบที่กำลังทำร้ายสุขภาพของคนไทยอย่างร้ายแรง คือโรคอ้วน มีสาเหตุหลักจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารหวาน มัน เค็ม เพิ่มมากขึ้น กินผักและผลไม้น้อยลง ดื่มสุรา สูบบุหรี่ และขาดการออกกำลังกาย ส่งผลให้คนไทยกำลังถูกโรคอ้วนซึ่งเป็นมหันตภัยเงียบคุกคามอยู่ในขณะนี้ก่อให้เกิดโรค เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หัวใจ หลอดเลือดสมอง มะเร็ง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; คนไทยเป็น &amp;ldquo;โรคอ้วน&amp;rdquo; ติดอันดับที่ 5 ของทวีปเอเชียแปซิฟิก ประเทศไทยมีประชากรที่มีรูปร่างท้วมจนถึงอ้วนมากกว่า 17 ล้านคน คนไทยเป็น &amp;ldquo;โรคอ้วน&amp;rdquo; เพิ่มขึ้นปีละ 25% (4.2 ล้านคน/ปี) คนไทยเสียชีวิตจากโรคอ้วนปีละ 20,000 คน ประเทศไทยเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาโรคอ้วนและโรคต่างๆ ที่สัมพันธ์กับโรคอ้วนมากกว่าปีละ 100,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้ป่วย 7 กลุ่มโรคเรื้อรังที่จะต้องได้รับการฉีดวัคซีน 7 มิ.ย.ถึง 31 ก.ค.นี้ ผู้ป่วยทางเดินหายใจเรื้อรังรุนแรง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตวายเรื้อรัง (ระยะสุดท้ายระยะที่ 5) โรคหลอดเลือดสมอง โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคอ้วน (น้ำหนัก 100 กก.ขึ้นไป) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ข้อมูลกระทรวงสาธารณสุข โครงการรณรงค์ทำความดีเข้าพรรษา ลดน้ำหนักสร้างสุขภาพดีวิถีชีวิตไทย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103739</URL_LINK>
                <HASHTAG>กินที่บ้าน ต้านโรค, ดร.สง่า ดามาพงษ์, ตัวเลขเบรกโรค, ผศ.นพ.สมเกียรติ แสงวัฒนาโรจน์, รอดไปด้วยกัน, ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท์, สมาคมโรคเบาหวานฯ, สสส., สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, หยุดอ้วนห่างไกลโควิด, องค์การ FAO, อยู่บ้าน กินดี มีขยับ หลับสบาย คลายเครียด, เครือข่ายคนไทยไร้พุง, โรค NCDs, โรคอ้วน, ไทยฟิตติดบ้านต้านโควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210521/image_big_60a7bc8843e66.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90672</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/01/2021 16:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/01/2021 06:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แพทย์เตือนโควิด-19 ระลอกใหม่รุนแรง ผู้ป่วยกลุ่มโรค NCDs-อ้วน-เบาหวานสุดเสี่ยง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล จี้จุดโควิดรอบ 2 รุนแรงกว่าครั้งแรก เตือนคนมีโรคประจำตัวน่าเป็นห่วง กลุ่มโรค NCDs เบาหวาน-อ้วน-โรคหลอดเลือดหัวใจ ชี้ผู้เสียชีวิตไม่ใช่เพียงปอดถูกทำลายสาเหตุเดียว แต่ตายจากไตวาย-เลือดไม่เลี้ยงแขนขา ย้ำไวรัสพัฒนาตัวเอง พร้อมกลายพันธุ์เสมอ สสส.วอนคนไทยสร้างสุขภาพตนเองรับมือ ใช้วัคซีนพฤติกรรมยกระดับป้องกันตนเองสูงสุด ทั้งก่อนและหลังการฉีดวัคซีน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่ รุนแรงกว่าและต่างจากรอบแรก ด้วยเหตุผลหลายปัจจัย ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจากภายในสถานที่อโคจร การกระทำผิดกฎหมายลักลอบเข้าเมือง คนไม่ยอมเปิดเผยตัวว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงและติดโควิดมาแล้ว จะเป็นการง่ายกว่าในการสืบสวนต้นตอที่มาของโรคซึ่งมีที่มาอย่างซับซ้อน ความรุนแรงของโรคจากเชื้อโรคกลายพันธุ์ โดยเฉพาะประชาชนกลุ่มเสี่ยง ที่ปอดทำงานไม่เต็มที่ เมื่อไวรัสจู่โจมระบบทางเดินหายใจอาจทำลายปอด 10-20% จนปอดไม่พื้นกลับมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;กลุ่มเสี่ยงมีดังนี้ 1.ผู้สูงอายุ เมื่ออายุมากขึ้น อวัยวะต่างๆ จะเสื่อมตามกาลเวลา 2.คนที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับปอด เช่น โรคปอด มะเร็งปอด ถุงลมโป่งพอง แม้ปอดถูกทำลายเล็กน้อย ก็จะส่งผลต่อชีวิตอย่างมาก ร่างกายจะเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว 3.คนที่มีน้ำหนักมาก มีไขมันใต้ผิวหนัง หรือใต้ช่องท้องมาก รวมถึงผู้ป่วยเบาหวาน กลุ่มนี้เสี่ยงกับการหายใจที่ยากลำบากกว่าเดิม เพราะกระบังลมเคลื่อนไหวได้ยาก ทำให้ปอดทำงานได้น้อยลง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวอีกว่า งานวิจัยพบเมื่อโควิด-19 เข้าไปในร่างกาย ภูมิคุ้มกันจะทำงานเต็มที่สัปดาห์ที่ 2 หรือวันที่ 8 หลังรับเชื้อ เพื่อยับยั้งหรือช่วยไม่ให้เกิดโรค ถ้าภูมิคุ้มกันปกติ 2-3 สัปดาห์แรกจะทำงานเต็มที่ จากนั้นค่อยๆ ลดลง จึงพบมีกลุ่มคนที่ได้รับเชื้อแต่ไม่แสดงอาการ และหายได้เอง หากภูมิคุ้มกับไม่ปกติ เพราะมีโรคประจำตัวที่ต้องใช้ยารักษาที่ไปกดภูมิคุ้มกัน เช่น เบาหวาน ที่ควบคุมระดับน้ำตาลเองไม่ได้ เป็นโรคหลอดเลือด เม็ดเลือดขาวไม่สามารถจัดการเชื้อโรคได้ คนกลุ่มนี้เมื่อได้รับเชื้อโควิด-19 จะมีอาการรุนแรง ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงไม่เพียงปอดถูกทำลาย แต่มีจำนวนไม่น้อยที่เสียชีวิตเพราะไตวาย เลือดไม่ไปเลี้ยงแขนขา ความรุนแรงของเชื้อไปกระทบกับอวัยวะอื่นด้วย ดังนั้นผู้ที่มีโรคประจำตัวจึงมีความเสี่ยงมากขึ้นไปอีก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;ธรรมชาติของไวรัสทุกชนิดไม่เฉพาะโควิด-19 มันจะปรับตัวหรือที่เรียกว่ากลายพันธุ์อยู่เสมอ อย่างในอังกฤษพบว่าเชื้อโควิด-19 ติดต่อได้ง่ายขึ้น รวดเร็วขึ้น ดังนั้นต้องช่วยกันลดปัจจัยเสี่ยงที่จะกลายเป็นวิกฤติ คือ 1.พบกับบุคคลเสี่ยง 2.อยู่ในพื้นที่เสี่ยง 3.ร่วมกิจกรรมเสี่ยง 4.เข้าไปช่วงเวลาเสี่ยง คนไทยทุกคนต้องร่วมกันจัดการกับ 4 เสี่ยงนี้เท่าที่จะทำได้ตามปัจจัยและเงื่อนไขชีวิตตนเอง ไม่ต้องรอให้รัฐออกมาตรการ ไม่จำเป็นต้องให้มีการบังคับ นี่คือสิ่งที่เราจะช่วยปกป้องชีวิตของตัวเองและคนที่เรารัก&amp;rdquo; ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า กลุ่มประชาชนที่มีโรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs (Non communicable diseases) อาทิ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไต หัวใจ เส้นเลือดอุดตัน และมะเร็ง มีความเสี่ยงโควิด-19 รุนแรงต่อโรคมากกว่าคนทั่วไปถึง 5 เท่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;โดยผู้ป่วยเบาหวานในไทยมีถึง 4.8 ล้านคน และข้อมูลจาก UNIATF (United Nations Inter Agency Task Force Mission to Thailand on Noncommunicable Disease) รายงานว่า ผู้ที่มีภาวะโรคอ้วนจะเพิ่มความเสี่ยงการเกิดอาการรุนแรงของโควิด-19 ถึง 7 เท่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ขณะที่เด็กและเยาวชนมีปัญหาน้ำหนักเกินเพิ่มขึ้นถึง 13.1% ผู้ที่สูบบุหรี่เพิ่มความเสี่ยงถึง 1.5 เท่า และการดื่มสุราส่งผลให้ร่างกายมีภูมิต้านทานในการต่อสู้กับไวรัสต่ำลง แม้จะดื่มหนักเพียงครั้งเดียว เราจึงควรดูแลสุขภาพอยู่เสมอ เพราะร่างกายที่ดีจะเป็นต้นทุนสำคัญเพื่อต่อสู้กับทุกโรคไม่เฉพาะโควิด-19 และยกระดับการป้องกันตนเอง คนรอบข้าง และกลุ่มเสี่ยง โดยใส่หน้ากาก หมั่นล้างมือ เว้นระยะห่าง ไม่ให้ตนเองกลายเป็นบุคคลเสี่ยงเสียเอง เปรียบเสมือนเรากำลังสร้างวัคซีนทางพฤติกรรมป้องกันการติดเชื้อ ทั้งในขณะที่วัคซีนฉีดยังไม่มา หรือแม้กระทั่งมีวัคซีนกันแล้วพฤติกรรมเสริมสร้างสุขภาพและป้องกันโรคเหล่านี้ก็ควรจะต้องยังปฏิบัติคู่ขนานไปต่อเนื่องไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในวัยใด อาชีพใด รวมทั้งตัวเรา ทุกคนในครอบครัวสามารถติดเชื้อโควิด-19 ได้ทั้งนั้น มีข้อมูลพบว่าคน 100 คนที่ติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 80 คนไม่มีอาการป่วย ส่วนใหญ่ยังไม่รู้ตัวว่าตัวเองติดเชื้อแล้ว อีก 15 คนมีอาการป่วยต้องได้รับการรักษา อีก 5 คนมีอาการป่วยรุนแรง และมีโอกาสเสียชีวิต 2-3% ดังนั้นคนไทยรับผิดชอบส่วนตัวเพื่อส่วนรวม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;โควิด-19 ติดต่อได้โดยการสัมผัสสารคัดหลั่ง โดยเฉพาะละอองฝอยน้ำมูก น้ำลาย ผ่านการไอ จาม และเราเองใช้มือของเราที่สัมผัสเชื้อมาเช็ดจมูก ขยี้ตา หรือเช็ดปาก หรือจับอาหารกิน ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวร่างกายโดยที่เราไม่ได้ทันระวังตัว ลืมตัว ซึ่งเป็นไปตามความเคยชิน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;โควิดไม่ติดถ้าเราช่วยกันป้องกัน เพียงทำตามคำแนะนำ และมีการป้องกัน ไม่ตายถ้ารักษา ไม่ตีตรา เพราะเราอยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัย ยิ่งชุมชนที่มีการรังเกียจ คนก็จะยิ่งปกปิดข้อมูล คนในชุมชนก็จะยิ่งเสี่ยงมาร่วมกันเปิดพื้นที่ปลอดภัยในชุมชน ไม่รังเกียจ ไม่ขับไล่หรือไล่ล่า เพื่อให้คนที่มีความเสี่ยงหรือคนที่ติดเชื้อโควิด-19 มีความมั่นใจที่จะออกมาบอกข้อมูลและเข้ารับการตรวจรักษา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;การป้องกัน ไม่กีดกัน ต้องเริ่มต้นที่ตัวเรา เพราะทุกคนอาจจะติดเชื้อโควิด-19 แล้ว แต่ยังเป็นระยะที่ไม่มีอาการ เราจำเป็นต้องป้องกันตัวเองและผู้อื่นด้วยวิธีการดังกล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;1.สวมหน้ากากป้องกัน 2.ล้างมือด้วยสบู่บ่อยๆ และทุกครั้งหลังจับสิ่งของใดๆ 3.เว้นระยะปลอดภัย 4.หลีกเลี่ยงการพบปะสังสรรค์ การสัมผัสเนื้อตัวร่างกาย ไม่จับมือหรือการรวมกลุ่มชุมนุมกัน ทั้งนี้เราต้องการระยะห่างทางกาย ต้องการความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันทางสังคม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

กลุ่มเสี่ยงโควิด-19 จากโรคเบาหวาน

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;โรคเบาหวานเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินกว่าที่ควรจะเป็นอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา ทั้งยังคุกคามผู้ป่วย ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนก่อให้เกิดการเจ็บป่วย พิการ หรือเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ทำให้ผู้ป่วยและครอบครัวมีภาระต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลสูง ทั้งนี้ในเลือดของคนปกติต้องมีน้ำตาลในระดับที่พอเหมาะอยู่ตลอดเวลา ถ้าระดับน้ำตาลต่ำเกินไปร่างกายจะไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ อาจถึงขั้นหมดสติหรือชัก ถ้าระดับน้ำตาลสูงมากๆ จะเกิดเป็นพิษ ทำให้ส่วนต่างๆ ของร่างกายเสื่อมเร็วขึ้น ถ้าน้ำตาลในเลือดสูงมากๆ ในเวลาอันสั้นจะทำให้ชักหรือหมดสติได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;น้ำตาลในร่างกายได้จากอาหารที่รับประทานเข้าไป ก็จะเปลี่ยนเป็นน้ำตาล แต่ถ้าไม่ได้กินอาหารนานๆ ตับจะช่วยสร้างน้ำตาลให้ ไตก็ช่วยตับสร้างน้ำตาลได้ด้วย ส่วนใหญ่น้ำตาลที่ร่างกายสร้างขึ้นมานั้นมากกว่า 80% ได้มาจากตับ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;สาเหตุมาจากการหลั่งอินซูลินซึ่งเป็นตัวที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่เพียงพอ เรียกว่ามีภาวะขาดอินซูลิน หรือเกิดจากความสามารถในการตอบสนองต่อฤทธิ์ของอินซูลินลดลง เรียกว่ามีภาวะดื้ออินซูลิน หรืออาจจะเกิดจากทั้งสองอย่าง ทำให้เซลล์นำน้ำตาลไปใช้ไม่ได้ เบาหวานพบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ หญิงหรือชาย อ้วนหรือผอม และหญิงมีครรภ์ก็มีสิทธิ์เป็นเบาหวานได้ แต่หลังคลอดก็จะหายได้เอง ดัชนีที่ชี้ว่าเป็นโรคเบาหวานคือ ดื่มน้ำมาก น้ำหนักลดโดยไม่มีสาเหตุ ปัสสาวะบ่อย มีอาการชาที่ปลายมือ ปลายเท้า ความรู้สึกลดลง การมองเห็นไม่ชัดเจน แผลหายช้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานชนิดเรื้อรัง ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทำให้เกิดปัญหาที่หลอดเลือดหรืออวัยวะใดของร่างกายจะทำให้เกิดความพิการ ทุพพลภาพหรือเสียชีวิตได้ การมองเห็นบกพร่อง อาจตาบอดจากเบาหวานแทรกซ้อนที่จอประสาทตา อัมพฤกษ์อัมพาต กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ไตวาย หลอดเลือดที่ขาตีบตัน อาการปลายประสาทเสื่อม ทำให้มีอาการชา ปลายมือปลายเท้า ปวดแสบปวดร้อน แขนขาไม่มีแรง เท้าหรือข้อเท้าผิดรูป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ดังนั้น จะต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติหรือใกล้เคียงกับปกติ ขณะเดียวกันต้องควบคุมภาวะหรือปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่พบร่วมด้วย ความดันโลหิตสูง ระดับไขมันผิดปกติในเลือดอย่างเข้มงวด สิ่งสำคัญต้องดูแลเรื่องอาหารให้ดี ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ใช้ยาตามแพทย์สั่งเพื่อลดภาวะแทรกซ้อนจะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและอายุยืนยาว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ข้อมูลการลงทะเบียนเด็กและวัยรุ่นที่ป่วยเป็นเบาหวานมีอายุน้อยกว่า 18 ปีทั่วประเทศ จำนวน 915 ราย ในช่วงปี 2553-2557 โดยชมรมต่อมไร้ท่อเด็กและวัยรุ่นแห่งประเทศไทย พบว่าความชุกของผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 ในเด็กมีมากกว่าชนิดที่ 2 โดยพบเบาหวานชนิดที่ 1 ทั้งหมด 612 ราย (จำนวน 67%) เบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 208 ราย (23%) ที่เหลือเป้นเบาหวานชนิดอื่นๆ อายุเฉลี่ยเด็กเป็นเบาหวาน 10.3 ปี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ปี 2563 เด็กไทยมีภาวะโรคอ้วนถึง 12% คาดหมายว่าอีก 10 ปีข้างหน้าในปี พ.ศ.2573 เด็กไทยในวัย 2-17 ปีจะมีภาวะโรคอ้วนเพิ่มขึ้น 1.7 ล้านคน (16%) และอาจรุนแรงเป็น 2 เท่าถึง 3.9 ล้านคน (32%) ในจำนวน 50% เด็กที่มีภาวะโรคอ้วนจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่อ้วน 1.มีปัญหาต่อสุขภาพและพัฒนาการ 2.ส่งผลกระทบต่อความสำเร็จทางการศึกษาและคุณภาพชีวิต 3.เสี่ยงต่อโรคร้ายในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDS) 4.มีระดับไขมัน ความดันเลือดและน้ำตาลในเลือดเปลี่ยนแปลง เป็นภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ โรคเบาหวาน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;เพื่อเป็นการรู้เท่าทัน ป้องกันโรคอ้วนในเด็ก องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดตั้งคณะกรรมาธิการระดับสูงว่าด้วย &amp;ldquo;การยุติโรคอ้วนในวัยเด็ก&amp;rdquo; จำเป็นต้องมีการจัดการควบคุมน้ำหนักสำหรับเด็ก การจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบและมีมาตรฐาน ระบบการเชื่อมต่อฐานข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ใช้งาน มีกลไกการติดตามผล เฝ้าระวัง ค้นหาและจัดการกับโรคอ้วน เพื่อให้บริการสาธารณสุขมูลฐาน ทั้งป้องกันและรักษาลดความเสี่ยงด้านสุขภาพในระยะยาว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;การรู้เท่าทันตัวเลข &amp;ldquo;น้ำหนัก-ส่วนสูง&amp;rdquo; ช่วยป้องกันโรคอ้วนในเด็กไทย การชั่งน้ำหนักวัดส่วนสูงให้ได้มาตรฐาน อ่านผลได้อย่างถูกต้องและจัดเก็บเป็นประจำอย่างเป็นระบบช่วยประเมินความเสี่ยงการเกิดโรคอ้วนในเด็กได้ ทั้งยังเป็นการลดโอกาสเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง NCDS มีสุขภาพแข็งแรงพร้อมที่จะสู้โรคโควิด-19 ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

สสส.วอนสังคมไม่เลือกปฏิบัติผู้ติดเชื้อแรงงานข้ามชาติศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;หมอประสิทธิ์เตือน ต้องเร่งตั้ง รพ.สนาม แยกคนติดเชื้อ-คนป่วยออกจากคนปกติ ไม่รีบทำโอกาสระบาดพุ่ง-แพร่ในชุมนุมหนักกว่าเดิม-ทำระบบแพทย์ล่มสลาย ย้ำ &amp;ldquo;อะไรที่ผิดไปแล้ว อย่าให้เกิดซ้ำอีกครั้ง&amp;rdquo; บ่อนพนัน-ลักลอบเข้าเมืองต้องหมดไปเด็ดขาด สสส.วอนสังคมไม่เลือกปฏิบัติ แรงงานข้ามชาติ ผู้ติดเชื้อ ล้วนมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19 ขณะนี้มีความจำเป็นยิ่งที่ไทยต้องเตรียมตั้ง รพ.สนาม เพื่อรองรับผู้ป่วยโควิด-19 โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงหลายๆ พื้นที่ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น พื้นที่ต้องเร่งจัดหาสถานที่เหมาะสมตามหลักวิชาการ นำมาพัฒนาเป็น รพ.สนาม สามารถดูแลผู้ติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการแต่แพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้ และรักษาผู้ป่วยที่อาการไม่รุนแรง เพื่อแยกผู้ป่วยโควิด-19 ไม่ให้สัมผัสกับคนปกติ หากไม่เร่งดำเนินการตั้งแต่ตอนนี้จะยิ่งทำให้สถานการณ์การระบาดในไทยรุนแรงเพิ่มขึ้น ขอให้คนไทยทุกคนรับรู้ว่า รพ.สนามคือเครื่องมือควบคุมการระบาด และช่วยจัดสรรทรัพยากรช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด-19 ที่ มีอยู่อย่างจำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้คนไทยปลอดภัยจากโควิด-19 มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวอีกว่า รพ.สนามมีความจำเป็น 4 ข้อ คือ 1.ผู้ป่วยทั่วไปใน รพ.จะลดการติดเชื้อ แยกแยะระหว่างผู้ป่วยโรคทั่วไป ผู้ป่วยโควิด-19 ไม่ให้ปะปนกัน 2.บุคลากรสาธารณสุข แพทย์ พยาบาล ลดความเสี่ยงติดเชื้อ เพื่อให้ทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ 3.รพ.ในระบบปกติจะมีเตียงเพียงพอสำหรับผู้ป่วยโรคอื่นๆ ไม่ต้องงดรับผู้ป่วยทั่วไป เหมือนช่วงระบาดเมื่อต้นปี 63 และ 4.ชุมชนจะปลอดภัยมากขึ้น เพราะ รพ.สนามจะรองรับผู้ป่วยโควิด-19 ผู้ติดเชื้อ ผู้กักกันตัวเองที่อยู่ระหว่างรอผลยืนยัน ช่วยแยกคนติดเชื้อออกจากชุมชน ลดการแพร่เชื้อได้อย่างดี ตอนนี้ รพ.ต่างๆ เริ่มพบคนไข้โควิด-19 อาการหนักมากขึ้น และจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ หากยุทธศาสตร์ต้นน้ำไม่สามารถคุมการระบาดได้ ยุทธศาสตร์ปลายน้ำจะเอาไม่อยู่ และขอให้มั่นใจว่าหากผู้ป่วยมีอาการรุนแรงก็จะถูกส่งต่อไปยัง รพ.ปกติแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;รอบนี้การติดเชื้อมาจากเรื่องที่ผิดกฎหมาย แหล่งอบายมุข การลักลอบเข้าเมือง การสอบสวนโรคจึงทำได้จำกัด ดังนั้นผู้ต้องสงสัยว่าติดเชื้อที่ยังไม่เข้าสู่ระบบ ปิดบังไทม์ไลน์และไม่กักตัว ใช้ชีวิตตามปกติยังมีอีกมาก ในที่สุดไทยจะมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้น และมีอาการรุนแรงขึ้นจนทำให้เตียงใน รพ.ไม่พอ เหมือนหลายๆ พื้นที่เสี่ยงที่ รพ.ในพื้นที่เริ่มส่งสัญญาณแล้ว ผมขอร้องคนไทยทุกคนให้มองตามความจริง ว่า รพ.สนามคือตัวช่วยให้ทุกคนปลอดภัยจากโควิด-19 มากขึ้น เราต้องเร่งตั้ง รพ.สนาม ตั้งแต่วันนี้ เพราะการตั้ง รพ.สนามต้องใช้เวลา ทั้งเตรียมพื้นที่ ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ บุคลากร เพื่อปฏิบัติตามหลักวิชาการอย่างเคร่งครัด ดังนั้นขอให้มั่นใจเรื่องความปลอดภัยว่าเชื้อจะไม่หลุดรอดออกไป ผมขอฝากอีกเรื่องว่าสิ่งใดที่เป็นความผิดพลาดที่เกิดขึ้นแล้ว ขออย่าให้เกิดขึ้นอีก เจ้าหน้าที่รัฐต้องช่วยกันอย่าให้มีอีก คนไทยต้องร่วมใจกัน&amp;rdquo; ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ผู้ติดโควิด-19 ในระลอกนี้มีทั้งคนไทยและแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาทำงานในไทย การควบคุมโรคที่จะได้ผลดีควรจะดำเนินการโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติในทุกมิติ ทั้งระหว่างคนต่างสัญชาติ หรือการตั้งข้อรังเกียจกับผู้ติดเชื้อ คนข้างเคียงและคนที่รักษาหายแล้ว ซึ่งถ้าเกิดความกลัวที่จะถูกรังเกียจ ถูกต่อต้าน จะยิ่งทำให้เกิดการปกปิดข้อมูล ยิ่งเพิ่มความเสี่ยง แม้ว่าเราต้องดูแลการติดเชื้ออย่างเคร่งครัด แต่ก็ต้องดูแลไม่ให้ถึงขั้นไปด้อยค่าความเป็นมนุษย์ของคนด้วยกัน และขาดความเห็นอกเห็นใจผู้ติดเชื้อที่ได้รับทุกข์อยู่แล้ว ท่าทีนี้จะทำให้เกิดความสะดวกใจ ยอมเปิดเผยข้อมูล ยอมรับการรักษา เกิดความร่วมมือในการช่วยดูแล ลดการกระจายเชื้อในชุมชนได้ผลดียิ่งกว่าสังคมที่ต่างคนต่างห่วงแต่ตัวเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;สสส.จึงขอชวนให้ทุกคนทำความเข้าใจและปรับวิธีคิดว่าการควบคุมโรคไม่ให้แพร่ระบาดและการเห็นอกเห็นใจไม่ตีตราผู้เสี่ยงผู้ติดเชื้อ เป็นเรื่องที่ทำควบคู่กันได้อย่างเกื้อกูล โดยรู้จักวิธีป้องกันตัวเองและผู้อื่นเสมือนเรามีเชื้อ ขณะเดียวกันก็ระวังคำพูด สายตา ท่าทางที่บั่นทอนคนอื่น ให้กำลังใจผู้ที่อาจติดเชื้อ ต้อนรับผู้ที่รักษาหายแล้ว และให้ความร่วมมือกับกระบวนการควบคุมโรคในชุมชนของเรา เช่น การให้ความร่วมมือกับกติกาต่างๆ ที่กำหนด การสนับสนุนการจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;โรงพยาบาลสนามหรือ Field hospital หรือ Cohort center รพ.สนาม อาวุธสู้โควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;เป็นการจัดตั้งที่พักสำหรับการสังเกตอาการผู้ติดเชื้อที่มีอาการเล็กน้อย หรือไม่มีอาการ ในพื้นที่ที่มีการควบคุม ทำให้การดูแลทันท่วงที&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;จะต้องมีการคัดกรอง ไม่รับกลุ่มที่มีอาการหรือมีความเสี่ยง รวมถึงระบบการส่งต่อกรณีที่ต้องการรักษาพยาบาลฉุกเฉิน มีระบบดูแลรักษาพยาบาลเบื้องต้น และระบบสำคัญๆ ของโรงพยาบาล โดยเฉพาะระบบการควบคุมการติดเชื้อ เพื่อป้องกันการระบาดสู่บุคคลภายนอกและชุมชน ทำให้ชุมชนปลอดภัย ลดการแพร่กระจายเชื้อ บุคลากรทางการแพทย์ใน รพ.ไม่เสี่ยงต่อการติดโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;หลังจากการตรวจเชิงรุกของกระทรวงสาธารณสุขพบว่ามีผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เพิ่มมากขึ้น ทำให้ ศบค.มีแนวคิดที่จะให้พื้นที่หลายแห่งโดยเฉพาะพื้นที่ของกองทัพเตรียมตั้งโรงพยาบาลสนามเพื่อรองรับกลุ่มผู้ป่วย ก่อนหน้านี้มีการตั้งโรงพยาบาลสนามที่ จ.สมุทรสาคร ตลาดกลางกุ้งสมุทรสาคร สนามกีฬาจังหวัดสมุทรสาคร บริษัท พัทยาฟู้ด อินดัสตรี จำกัด และที่บริษัท วัฒนาฟาร์ม ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ขณะเดียวกัน ทางกองทัพเรือส่งมอบโรงพยาบาลสนามให้จังหวัดชลบุรี 3 แห่ง เพื่อรองรับผู้ติดเชื้อ โรงพยาบาลสนามศูนย์การฝึก หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี โรงพยาบาลสนามค่ายพระมหาเจษฎาราชเจ้า หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี โรงพยาบาลสนาม สนามฝึกกองทัพเรือ บ้านจันทเขลม หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน จ.จันทบุรี นอกจากนี้ยังมีโรงพยาบาลสนามที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90672</URL_LINK>
                <HASHTAG>ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา, โควิด-19, โรค NCDs</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210122/image_big_600a9c439a65e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52759</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/12/2019 14:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/12/2019 06:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สสส. สมาคมโรคเบาหวานฯ ประกวดคลิปขยับวิ่งต้นแบบองค์กร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
สสส.สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย เครือข่ายคนไทยไร้พุง ได้ฤกษ์ Together Fight Diabetes วันเบาหวานโลก ชวนคนไทยทุกวัยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ลดปัจจัยเสี่ยง เหล้า บุหรี่ เพิ่มปัจจัยเสริมอาหารเพื่อสุขภาพและออกกำลังกาย เพื่อลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เบาหวาน Act today to change tomorrow เชิญชวนประกวดคลิปขยับออกกำลังกายระหว่างพักการประชุม/การปฏิบัติงาน เพื่อพัฒนาองค์กรไปสู่การเป็น Healthy Organization เป็นชุดต้นแบบ มีสปอนเซอร์สนับสนุนการวิ่ง เพื่อการออกกำลังกายมีสุขภาพดีเป็นทีม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สสส. สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย เครือข่ายคนไทยไร้พุง ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย สำนักอนามัย กทม. เครือข่ายชมรมเบาหวานไทย ชมรมเพื่อเด็กและวัยรุ่นเบาหวาน กลุ่มเพื่อนเบาหวาน ได้ฤกษ์วันเบาหวานโลก 14 พ.ย. จุดเริ่มต้นของการรวมพลังสู่กิจกรรมเพื่อสุขภาพ 4 กิจกรรมหลัก ที่ห้อง 201 อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวว่าโรค NCDs เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของโลกและประเทศไทย ทั้งโลกมีผู้เสียชีวิตปีละมากกว่า 40 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 71 ของการเสียชีวิตทั้งหมด ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศที่กำลังพัฒนา เมื่อคำนวณมูลค่าความสูญเสีย 47 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี 2573 หากไม่มีการแก้ไข ประเทศไทยจะมีผู้เสียชีวิต 400,000 คน/ปี คิดเป็นร้อยละ 76 ของการเสียชีวิตทั้งหมด จำนวนครึ่งหนึ่งเสียชีวิตก่อนวัยอันควร คิดเป็นมูลค่าความสูญเสียร้อยละ 2.2 ของ GDP/ปี โรคเบาหวานเป็น 1 ใน 5 โรค NCDs ที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทย อันมีสาเหตุจากพฤติกรรมทางสุขภาพที่ไม่เหมาะสม การรับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ การมีกิจกรรมทางกายที่ไม่เหมาะสม การสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สสส.สนับสนุนให้เกิดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสุขภาพ และให้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของประชาชนในทุกช่วงวัย การพัฒนาและจัดการความรู้ สนับสนุนให้เกิดการจัดสิ่งแวดล้อมทางกฎหมายและทางสังคม การผลักดันนโยบายที่เอื้อต่อพฤติกรรมสุขภาวะ เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงด้านยาสูบและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพิ่มปัจจัยเสริมด้านอาหารเพื่อสุขภาวะและการเพิ่มกิจกรรมทางกาย ใช้การสื่อสารการตลาดเพื่อรณรงค์ปรับเปลี่ยนค่านิยมวัฒนธรรม ขยายแนวคิดความรอบรู้ด้านสุขภาพให้เหมาะสมตามกลุ่มวัย ตั้งแต่วัยเด็ก เยาวชน วัยทำงาน ผู้สูงวัย ตลอดจนประชากรกลุ่มเฉพาะ ผู้พิการ กลุ่มสถานะบุคคล เพื่อขับเคลื่อนให้ประชาชนเกิดความรอบรู้ด้านสุขภาพ เกิดการเปลี่ยนแปลงสู่สังคมสุขภาวะ ขับเคลื่อนงานลงสู่พื้นที่เป้าหมาย อาทิ สถานประกอบการ สถานศึกษา ชุมชน ครอบครัวอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสนับสนุนการทำงานของภาคีภายใต้กลไกที่หลากหลาย เพื่อลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;โรคไม่ติดต่อเรื้อรังเป็นโรคที่เกิดจากพฤติกรรม จะต้องมีการสื่อสารเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในองค์กร จูงใจให้สนใจกินอาหารเพื่อสุขภาพ ออกกำลังกาย ขณะนี้หน่วยงานการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) มีโปรแกรม How To กระตุ้นให้มีการวิ่งเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไม่เป็นโรคเบาหวาน Together fight Diabetes &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;การประกวดคลิปเพิ่มการขยับออกกำลังกายระหว่างพักการประชุม/การปฏิบัติงาน เพื่อพัฒนาองค์กรไปสู่การเป็น Healthy Organization เพื่อรวบรวมเป็นชุดต้นแบบให้องค์กรต่างๆ รวมถึงหน่วยงานด้านสาธารณสุขนำไปใช้เผยแพร่ เพื่อกระตุ้นประชาชนวัยทำงานในองค์กรเห็นความสำคัญกับการขยับออกกำลังกายในชีวิตประจำวัน และตระหนักถึงภัยอันตรายของการนั่งทำงานติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน นำไปสู่ความเสี่ยงในการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;แต่ละองค์กรสามารถส่งคลิปเข้าประกวดได้องค์กรละไม่เกิน 3 ชุด ประกอบด้วย คลิปแสดงท่าออกกำลังกายต้นแบบที่ผู้ชมนำไปปฏิบัติตามได้ในห้องประชุมหรือสถานที่ทำงาน ความยาวไม่เกิน 10 นาที โดยไม่จำกัดจำนวนผู้สาธิต คลิปแสดงการนำไปปฏิบัติในห้องประชุมหรือสถานที่ทำงานจริง ความยาวไม่เกิน 10 นาที คลิปที่ส่งเข้าประกวดมีท่าออกกำลังกายครบทั้ง 3 หมวด (Cardio Exercise, Weight training, Flexibility Exercise) เป็นท่าออกกำลังกายที่ถูกต้องเหมาะสมกับการปฏิบัติในห้องประชุมหรือสถานที่ทำงาน สามารถใช้เก้าอี้ อุปกรณ์สำนักงาน หรือสิ่งของที่อยู่ในห้องประชุม สถานที่ทำงานประกอบได้ เลือกใช้เพลงประกอบที่เจ้าของลิขสิทธิ์อนุญาตให้ใช้ได้ หรือไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ใดๆ คลิปทั้งหมดที่ส่งเข้าประกวดและผ่านการตรวจจากคณะกรรมการแล้ว จะนำมารวบรวมเป็นชุดคลิปต้นแบบเผยแพร่ให้องค์กรทั่วประเทศ เพื่อนำไปขยายผลในการปฏิบัติ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ให้ upload คลิปลงใน Youtube ส่ง Link ให้กับเครือข่ายทางอีเมล raipoong@gmail.com ระบุชื่อองค์กร/หน่วยงาน ที่ส่งเข้าประกวด ระบุชื่อผู้ประสานงานหลักพร้อมเบอร์โทร.ติดต่อ กำหนดส่งคลิปภายในวันที่ 31 ม.ค.2563 ประกาศผลและมอบรางวัลในงาน Together Fight Diabetes Fair ในเดือน ก.ค.2563 รางวัลชนะเลิศได้รับโล่รางวัลจากเครือข่ายคนไทยไร้พุง พร้อมรางวัลมูลค่า 20,000 บาท จำนวน 1 รางวัล รางวัลรองชนะเลิศ โล่รางวัลจากเครือข่ายคนไทยไร้พุงและรางวัลมูลค่า 10,000 บาท จำนวน 1 รางวัล รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้รับโล่รางวัลจากเครือข่ายคนไทยไร้พุงและรางวัลมูลค่า 5,000 บาท จำนวน 10 รางวัล &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท์ นายกสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย และประธานคณะกรรมการเครือข่ายคนไทยไร้พุง กล่าวว่า โรค NCDs โรคเบาหวานก่อตัวช้า ไม่ปรากฏอาการหรือมีสัญญาณเตือน ยกเว้นเบาหวานประเภทที่ 1 ซึ่งเกิดจากตับอ่อนถูกทำลายจากภูมิคุ้มกันของตนเอง ทำให้สร้างอินซูลินไม่ได้ น้ำตาลที่กินเข้าไปคั่งค้างอยู่ในกระแสเลือดทำให้น้ำตาลในเลือดสูง สาเหตุจากพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ทำให้เกิดการกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติขึ้น เชื้อชาติคนผิวขาวอยู่แถบขั้วโลกเหนือ ประเทศที่อยู่ใกล้แนวเส้นศูนย์สูตร ไทย อินเดีย มีอาการภายใน 5 วัน 7 วัน หรือ 1 เดือน&amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เยาวชนที่เป็นเบาหวานตั้งแต่วัยเด็กเล็กและวัยเรียน จำเป็นต้องมีอุปกรณ์ตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดเพื่อผู้ป่วยสามารถดูแลตนเองได้ แต่อุปกรณ์ดังกล่าวไม่ครอบคลุมอยู่ในรายการของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มีค่าใช้จ่าย 13,000 บาท/ปี ทำให้ครอบครัวของผู้ป่วยที่มีฐานะยากจนไม่สามารถเข้าถึงอุปกรณ์นี้ได้ หลายหน่วยงานร่วมมือจัดกิจกรรมเพื่อระดมทุนช่วยเหลือเยาวชนกลุ่มนี้ 100,000 คนในประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;คนส่วนใหญ่ช่วงวัยรุ่นไม่อ้วน เมื่อจบมาทำงาน 3-5 ปี น้ำหนักเพิ่มขึ้นปีละ 1 กก. องค์กรจะมีคนอ้วน 20% บางองค์กรครึ่งหนึ่งเป็นโรคอ้วน เป็นสัญญาณที่น่ากลัว เพราะโรคภัยไข้เจ็บ โดยเฉพาะเบาหวาน จะตามมา มนุษย์ออฟฟิศนั่งทำงานเนือยนิ่งอยู่กับโต๊ะประชุม เบรกเป็นเค้ก กาแฟ ดังนั้นการมีสุขภาพที่ดีเป็นเรื่องสำคัญ จะต้องมีการขยับเขยื้อน มีโต๊ะยืนทำงานแทนที่จะนั่งทำงานอย่างเดียว การเดินขึ้น-ลงบันไดเป็นการออกกำลังกาย การเสิร์ฟอาหารที่มีผลดีต่อสุขภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เครือข่ายคนไทยไร้พุงจัดกิจกรรม Active Meeting Challenge ภารกิจท้าคุณขยับ ด้วยการขอท้าให้องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน หน่วยงานด้านสาธารณสุข สมาคม ชมรม กลุ่มเพื่อสุขภาพต่างๆ เข้าร่วมการประกวดคลิปออกกำลังกายระหว่างพักการประชุมหรือการปฏิบัติงาน เพื่อกระตุ้นให้คนในองค์กรให้ความสำคัญกับการเพิ่มการขยับร่างกายในชีวิตประจำวัน ตระหนักถึงภัยอันตรายของการนั่งทำงานติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน นำไปสู่ความเสี่ยงในการเกิดโรค NCDs รวมถึงโรคเบาหวาน กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาองค์กรไปสู่การเป็น Healthy Organization หรือองค์กรสุขภาพดี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ทั้งนี้ ยังมีกิจกรรม Healthy Family Workshop เชิญชวนสมาชิกในครอบครัวร่วม workshop ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและออกกำลังกาย รูปแบบกิจกรรมเรียนรู้ที่สนุกสนาน นำไปใช้กับสถานการณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ครอบครัวห่างไกล NCDs และเบาหวาน มีทั้ง workshop ดูแลสุขภาพเด็กวัยเรียน ดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ โดยเรียนรู้ร่วมกันระหว่างคนในครอบครัว (เด็กวัยเรียนร่วม workshop พร้อมผู้ปกครอง ผู้สูงอายุพร้อมบุตรหลาน) รายละเอียดประกาศรับสมัครได้ผ่านทางเฟซบุ๊กแฟนเพจเครือข่ายคนไทยไร้พุง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;Together Fight Diabetes Fair กิจกรรมรวมพลังสู้เบาหวานและโรค NCDs จัดขึ้นในช่วงเดือน ก.พ.2563 มีองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน ภาคีเครือข่ายสุขภาพร่วมจัด มีนิทรรศการความรู้ในการจัดการเบาหวานและโรค NCDs การเรียนรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยและคนรอบข้าง ในระดับครอบครัว องค์กรและสังคม การให้ความรู้ในการดูแลสุขภาพให้รอดพ้นจากเบาหวาน และการสังเกตอาการเริ่มต้นของเบาหวาน การนำเสนอผลงานจากหน่วยงานต่างๆ ที่ร่วมรณรงค์ต่อสู้โรคเบาหวาน มีกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพอื่นๆ กิจกรรมจากภาคเอกชน งานวิ่งอ่อนหวาน 2019 โดยดัชมิลล์ กิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพด้านภัยเบาหวานของเทสโก้ โลตัส.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52759</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมคุณภาพ (สสส.), ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม, โรค NCDs, โรคเบาหวาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191218/image_big_5df9d7ea91f7e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39050</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/06/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/06/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องทำเอง&quot; ข้อคิดจาก อ.สง่า ดามาพงษ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm; text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หน้าเด็กกว่าวัยจนหนุ่มๆ หลายคนอดไม่ได้ที่จะอยากรู้เคล็ดลับการดูแลสุขภาพของ อ.สง่า ดามาพงษ์ นักโภชนาการวัยเก๋า ที่ให้ทายอายุเท่าไหร่ก็ทายไม่ถูก แต่งานนี้เจ้าตัวแง้มว่าใกล้เลข 7 เข้าไปทุกขณะจิต แต่ลุคส์ที่ดูอ่อนกว่าวัยของที่ปรึกษากรมอนามัยไม่ได้มาเนรมิตมาในพริบตา แต่ทว่าเจ้าตัวเริ่มดูแลสุขภาพตั้งวัยเลข 3 เพราะอยากเห็นตัวเองในอายุ 60 ปี เป็นคนวัยเก๋าที่มีสุขภาพดีปราศจากโรคภัย และปัจจุบันแม้อายุใกล้หลัก 7 อ.สง่าบอกให้ฟังว่า ไม่มีโรคประจำตัวแต่อย่างใด โดยเฉพาะกลุ่มของ &amp;ldquo;โรค NCDs&amp;rdquo; (โรคเอ็นซีดี) อย่าง โรคเบาหวาน, ความดันโลหิต, โรคอ้วนลุงพุง ฯลฯ ส่วนหนึ่งเพราะการตื่นตัวในการดูสุขภาพตั้งแต่วัยเยาว์ ตลอดจนความรู้ด้านจากการทำงานโภชนาการที่เป็นเคล็ดลับสุขภาพดี ซึ่ง อ.สง่า ให้คำจำกัดความว่า &amp;ldquo;ดอกเบี้ยชีวิต&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(อ.สง่า ดามาพงษ์)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อ.สง่า บอกผ่านเสียงตามสายว่า อันที่จริงแล้วเคล็ดลับในการดูแลสุขภาพของตัวเองนั้น เริ่มตั้งแต่ตอนอายุ 30 ปี เพราะถ้าหากเราเริ่มหันมาดูแลสุขภาพ เมื่อตอนอายุ 60 ปีนั้น อาจจะไม่ทันการณ์แล้ว สำหรับผมบอกกับตัวเองตั้งแต่ตอนอายุเข้าเลข 3 ว่า ถ้านาย &amp;ldquo;สง่า ดามาพงษ์&amp;rdquo; อายุ 60 เขาจะต้องไม่แก่มาก และต้องไม่เป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ฯลฯ เพราะเขาไม่อยากเป็นภาระให้ลูกหลาน ซึ่งผมมีลูก 1 คน กระทั่งตอนนี้อายุใกล้ 70 ปีแล้ว และผมยังตั้งเป้าหมายไว้ว่า ถ้าตัวเองอายุ 60 ปีเมื่อไหร่ ก็จะเอาเงินบำนาญไปเที่ยว และเมื่อเราบอกคนอื่นได้ เราก็ต้องทำให้ได้เช่นกัน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ผมไม่มีโรคประจำตัวอะไรเลยครับ ไม่ว่าจะเบาหวาน หรือความดันโลหิตสูง เพราะผมเริ่มดูแลตัวเองตั้งแต่อายุ 30 ปีครับ ส่วนหนึ่งไม่อยากเป็นภาระลูกหลาน เนื่องจากมีลูกคนเดียว และโชคดีว่าผมเป็นคนสุขภาพดี ส่วนหนึ่งเพราะเป็นนักโภชนาการ เราจึงมีความรู้ในการดูแลตัวเอง ทั้งเรื่องของการบริโภคอาหาร และการออกกำลังกายที่เหมาะสม ตลอดจนการสร้างแรงบันดาลใจให้ตัวเอง เพื่อให้เราหันกลับดูแลสุขภาพให้แข็งแรงและไม่เจ็บป่วย ผมเชื่อว่าคนทุกคนนั้นมีแผนที่ 2 ในชีวิตเสมอ เพียงแต่ว่ายังไม่ได้ถูกนำออกมาใช้ หรือบางคนก็ยังไม่เคยวาดภาพตัวเอง เมื่อตอนที่เรามีอายุมากขึ้น ถ้าเราอยากให้ตัวเองเป็นอย่างไร ดังนั้นจึงควรเริ่มวางแผนดูแลสุขภาพตั้งแต่วันนี้ อย่ารอให้ตัวเองอายุเยอะแล้วค่อยดูแล &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับผมได้คิดไว้แล้วว่า ตอนอายุ 60 ปี สุขภาพของผมจะเป็นอย่างไร และจะใช้ชีวิตแบบไหน เมื่อมีแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต และดูแลสุขภาพแล้ว ผมก็ทำตามที่ได้ปักหมุดเอาไว้ ที่สำคัญก็จะสลัดความเครียดทิ้งไป นอนหลับพักผ่อนวันละ 7 ชั่วโมง หาเวลาว่างอยู่กับเพื่อนๆ บ้าง ไม่ดื่มสุรา ไม่สูบบุหรี่&amp;nbsp; และก็ออกกำลังกายอาทิตย์ละ 4 วัน ด้วยการเดินเร็วสลับกับจ๊อกกิ้งหน้าบ้าน ไปจนถึงสุดซอย 5 รอบ ก็คิดเป็นระยะทาง 5 กิโลเมตร ส่วนอาหารที่ผมรับประทานเป็นประจำ คือ &amp;ldquo;อาหารไทย&amp;rdquo; ครับ เน้นเป็นเมนู แกง, ย่าง, อบ, นึ่ง อาหารที่ทอดจะกินน้อย ที่สำคัญจะกินผักให้มาก ถ้าจะให้ระบุเป็นเมนูคือ แกงเลียง, แกงส้ม, น้ำพริก เพราะถ้าเรากินน้ำพริกก็จะได้รับประทานผัก นอกจากนี้ผมก็จะรับประทานส้มตำอาทิตย์ละ 2 ครั้ง และถ้ามีโอกาสไปเที่ยวทางภาคใต้ ก็จะไม่พลาดกินข้าวยำปักษ์ใต้ เพราะว่าผักจะค่อนข้างเยอะ ซึ่งเคล็ดลับการดูแลสุขภาพของผมที่กล่าวมานั้น ผมเรียกมันว่า &amp;ldquo;ดอกเบี้ยชีวิต&amp;rdquo; เราต้องสะสมตั้งแต่อายุน้อยๆ ซึ่งผมเริ่มตั้งแต่อายุ 30 ปี แล้วไล่มาเรื่อยๆ มันก็เหมือนกับการเอาเงินไปฝากธนาคาร พอตอนนี้ผมอายุใกล้ 70 แล้ว ผมก็ดึงดอกเบี้ยชีวิตของผมออกมาใช้ ทำให้ผมไม่เจ็บป่วย เพราะไม่มีโรคประจำตัว และไม่ต้องกินยา ที่สำคัญทุกวันนี้ที่บ้านผมไม่มีตู้ยาครับ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การดูแลสุขภาพของ อ.สง่า ว่าน่าสนใจและควรเอาเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเด็กยุคใหม่ที่ไม่ชอบกินผัก ซึ่งต้องทำให้เป็นวินัย ควบคู่กับการเอกเซอร์ไซส์แล้ว การทำงานหลังวัย 60 ปีที่เจ้าตัวให้สโลแกนว่า &amp;ldquo;การทำงานคือชีวิต และทำให้เรามีความสุข โดยเฉพาะการที่แบ่งปันความรู้ให้กับผู้อื่น&amp;rdquo; ก็เป็นแบบอย่างที่ดีในการทำงาน และทำประโยชน์เพื่อสังคมในสาขาวิชาและความรู้ที่มี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ที่ผ่านมาผมทำงานเป็นข้าราชการ ซึ่งก่อนเกษียณได้ทำงานด้านอาหารและโภชนาการของกรมอนามัยมามากว่า 37 ปี รวมถึงยังทำงานเป็นวิทยากรด้านการดูแสสุขภาพ เป็นคอลัมนิสต์ เป็นเจดี กระทั่งตำแหน่งล่าสุดหลังเกษียณ ซึ่งทำอยู่ทุกวันนี้คือ เป็นที่ปรึกษากรมอนามัย และผู้ทรงคุณวุฒิจาก สสส. ซึ่งปัจจุบันแม้ผมเกษียณแล้วก็ยังทำงานอยู่ทุกวัน และมากขึ้นกว่าเดิม เพราะว่างานที่ทำตอนนี้ค่อนข้างสนุกและเป็นอิสระ ซึ่งก่อนหน้านี้เราทำงานราชการ ส่วนหนึ่งก็ทำเพื่อเจ้านาย เพื่อผู้อื่น ที่สำคัญก็มักจะเกิดความกดดันขณะที่ทำงาน แต่ตอนนี้เราทำงานโดยไม่จำเป็นกังวลเรื่องรายได้ และความกดดันต่างๆ และไม่ต้องเอาตำแหน่ง ซึ่งตอนนี้เราทำงานในลักษณะของการแบ่งปันข้อมูล ในด้านของโภชนาการ และการมีสุขภาพดีไปสู่ผู้อื่น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เกริ่นไปตอนต้นว่า อ.สง่า มีลูกคนเดียว สำหรับสิ่งที่อยากบอกลูกคงไม่มี เพราะทุกวันนี้สอนลูกโดยการทำเป็นตัวอย่างให้เขาดู เพื่อให้ลูกทำตาม พูดง่ายๆ ว่าเป็นการสร้างสิ่งที่ดีให้ลูกเห็น เพื่อให้เขาทำตาม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ดอกเบี้ยชีวิต&amp;rdquo; ยิ่งทำยิ่งมีต้นทุนชีวิตสำรองไว้ใช้ในยามอายุมาก โดยเฉพาะโรคภัยไข้เจ็บที่ไม่ถามหาคนใส่ใจการดูแลสุขภาพ...เห็นด้วยไหมค่ะ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39050</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, โรค NCDs, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190620/image_big_5d0b7e38ee56b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27878</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/01/2019 14:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/01/2019 14:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โครงการ อย.น้อย ส่งเสริมเด็กไทยฉลาดบริโภคผลิตภัณฑ์สุขภาพเพื่อสุขภาพดีห่างไกลโรค NCDs</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (คนที่ 5 จากซ้าย) นำทีมเจ้าหน้าที่ อย.ลงพื้นที่โรงเรียนสมุทรสาครวิทยาลัย เยี่ยมชมความก้าวหน้าโครงการ อย.น้อย ซึ่งดำเนินโครงการมาเป็นปีที่ 16 หวังให้เด็กไทยฉลาดเลือกบริโภคผลิตภัณฑ์สุขภาพเพื่อสุขภาพดีห่างไกลโรค NCDs โดย ดร.ประพจน์ แย้มทิม ผู้อำนวยการโรงเรียน (คนที่ 3 จากขวา) พร้อมครูอาจารย์โรงเรียนสมุทรสาครวิทยาลัยและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาครให้การต้อนรับ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27878</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์, สมุทรสาคร, อาหารและยา, โรค NCDs</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190130/image_big_5c51561dca37f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
