<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>104135</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/05/2021 18:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/05/2021 18:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คุณหมอเตือน &#039;work from bed&#039;เสี่ยงโรคกระดูก-กล้ามเนื้อในอนาคต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;Work From Home&amp;quot; คือ &amp;ldquo;การทำงานที่บ้าน&amp;rdquo; เป็นเทรนด์การทำงานยุคใหม่ที่ตามมากับเทคโนโลยีสารสนเทศที่พัฒนาในสถานการณ์ปัจจุบัน Work Form Home อาจไม่ใช่แค่เทรนด์การทำงานที่เกิดขึ้นตามสมัยนิยม หรือ &amp;nbsp;&amp;ldquo;ทางเลือก&amp;rdquo; ในการทำงานเท่านั้น แต่มันกำลังจะกลายเป็น &amp;ldquo;ทางรอด&amp;rdquo; ของมวลมนุษยชาติ เมื่อคราวเกิดวิกฤตโรคระบาด อย่างที่เรากำลังเผชิญกับ &amp;ldquo;โควิด 19&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ &amp;nbsp;อธิบดีกรมการแพทย์ &amp;nbsp;กล่าวว่า &amp;nbsp;จากสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด 19 ทุกคนไม่ได้เตรียมตัวเพื่อทำงานที่บ้าน บางคนไม่อยากทำงานที่บ้านด้วยซ้ำ แต่ถูกบังคับโดยสถานการณ์ COVID-19 นอกจากนี้บรรยากาศและการถูกบังคับไม่ให้ไปไหน ทำให้ไม่มีความกระตือรือร้นที่จะทำงาน จึงมีความขี้เกียจเกิดขึ้น การทำงานบนเตียงเป็นเรื่องที่ง่ายที่สุด และกลุ่มคนทำงานอายุน้อยส่วนใหญ่ก็เลือกที่จะทำงานบนเตียงมากกว่าไปทำงานในโต๊ะรับประทานอาหาร หรือโต๊ะครัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สมบูรณ์ &amp;nbsp; ทศบวร &amp;nbsp;ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กล่าวถึง สำหรับหลายคนการทำงานจากบ้าน ยังหมายถึงทำงานบนเตียงด้วย ( work from home = work from bed) การต้องรีบตื่น อาบน้ำ แต่งตัวไปทำงาน กลายเป็นการล้างหน้า เปิดคอมพิวเตอร์และนั่งทำงานบนเตียงต่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีการศึกษาในเดือนพฤศจิกายน 2000 พบว่าคนอเมริกัน 72% จากที่สำรวจ 1000 คน ทำงานบนเตียง ซึ่งเพิ่มขึ้น 50% ตั้งแต่มี COVID-19 ระบาด ทุกหนึ่งในสิบคนจะบอกว่าทำงานอยู่บนเตียง 24-40 ชั่วโมงหรือมากกว่าบนเตียง ซึ่งคนทำงานหนุ่มสาวอังกฤษอายุ 18-34 ชั่วโมงไม่มีโต๊ะหรือเก้าอี้ทำงานที่เหมาะสม และทำงานในเตียงมากกว่า แรงงานที่อายุมากกว่าถึงสองเท่า แต่การทำงานในเตียงไม่ใช่แค่ไม่มีที่นั่งทำงานที่เหมาะสม กลับกลายเป็นแฟชั่นไป ในความเป็นจริงการทำงานบนเตียง เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมาหลายอย่าง ทั้งด้านจิตใจและด้านร่างกาย แม้จะไม่รู้สึกในตอนนี้ ผลจะคงอยู่ ไปเรื่อยๆ และจะแสดงอาการในระยะเวลาต่อมา &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในทางเออร์โกโนมิกส์ถือว่าไม่เหมาะสมกับร่างกายทั้งนั้น การทำงานบนเตียงจะทำให้เกิดอันตรายของกล้ามเนื้อคอ หลัง สะโพก และมีอันตรายมากขึ้นเมื่อทำงานในเตียงนุ่มๆ ในคนทำงานหนุ่มสาวจะมีอันตรายมากกว่า เนื่องจากไม่ค่อยมีอาการปวดขณะทำงานบนเตียง แต่หลังจากนั้น ก็จะมีอาการของกระดูกและข้อ ซึ่งเป็นผลจากการนอนทำงานบนเตียง ถึงตอนนี้พวกเขาจะแข็งแรง แต่ในอนาคต ก็จะมีโรคหรือปัญหาทางเออร์โกโนมิกส์เกิดขึ้น เมื่ออายุมากขึ้น ซึ่งรวมถึงอาการปวดศีรษะ และในที่สุดจะปวดหลัง กล้ามเนื้อหลังแข็งเกร็ง ปวดคอ จากการบาดเจ็บของกระดูก เอ็นและกล้ามเนื้อที่คอ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณหมอแนะนำว่า ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้และจำเป็นต้องทำงานบนเตียง ก็พยายามนึกว่านั่งทำงานบนเก้าอี้ ให้นั่งหลังตรง อยู่ในท่าเหมือนนั่งเก้าอี้ จะช่วยลดการบาดเจ็บของกระดูกและกล้ามเนื้อได้ ม้วนผ้าห่มหรือใช้หมอนหนุนหลังเป็น lumbar support สอดหมอนรองเข่าพยายามแยก จอออกจาก keyboard เพื่อให้จออยู่ในระดับสายตาไม่ต้องก้มหน้ามอง (อาจใช้ remote keyboard) อย่านอนคว่ำหน้าพิมพ์งาน จะมีการบาดเจ็บที่คอและข้อศอกอย่างมาก พยายามทำงานในหลายๆท่าทาง เช่นยืนทำงานบ้าง และต้องคิดไว้ว่า COVID-19 ยังอยู่อีกนาน อาจจะคุ้มที่จะหาซื้อ โต๊ะ เก้าอี้ ทำงานที่เหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;COVID-19 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง การป้องกันมีความสำคัญมากขึ้น เมื่อผ่านพ้นการระบาดไปแล้ว อย่าให้กลายเป็นคนงานที่ไม่มีคุณภาพจากการนอนไม่หลับ และเป็นโรคกระดูกและข้อเรื้อรัง ในภายหลังเลย มาป้องกันดีกว่า อย่านอนทำงานบนเตียง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104135</URL_LINK>
                <HASHTAG>work from bed, Work from Home, ทำงานบนเตียง, ทำงานบนเตียงเสี่ยงป่วย, โรคกระดูก, โรคกล้ามเนื้อ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210525/image_big_60acdb2405543.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9823</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/05/2018 19:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;โภชนาบำบัด&#039; เทรนด์ดูแลสุขภาพ ป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังวัยเก๋า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ช่วยบำรุงสายตาและป้องกันโรคสมองเสื่อมในผู้สูงอายุได้ดี)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ &amp;ldquo;เอ็น ซี ดี&amp;rdquo; (NCDs) พบได้บ่อยในคนยุคนี้ ไม่ว่าจะเป็นโรคอัลไซเมอร์ ที่คุ้นเคยกันดีในคนอายุ 60 ปีขึ้นไป โรคเบาหวาน และโรคกระดูกพรุน ฯลฯ ทั้งนี้ จึงมีการนำ &amp;ldquo;โภชนาการบำบัด&amp;rdquo; มาใช้ หรือกินอาหารเพื่อช่วยรักษาโรค ทั้งนี้ เพื่อลดการจ่ายยาให้กับคนไข้ ซึ่งการรักษาโรคดังกล่าวเรียกได้ว่าเป็นเทรนด์ที่กำลังจะมาในอนาคต ในงาน &amp;ldquo;เคล็ดลับชะลอวัย...ให้สดใสไปอีกนาน&amp;rdquo; ที่จัดโดย บริษัท อินเตอร์ฟาร์มา กรุ๊ป จำกัด ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์ อ.ประจำคณะสาธารณสุขศาสตร์ ม.มหิดล ให้ความรู้เกี่ยวกับการบำบัดโรค ด้วยศาสตร์ดังกล่าวไว้น่าสนใจ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผศ.ดร.เอกราช กล่าวว่า &amp;ldquo;สำหรับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อันดับแรกที่พบ ได้แก่ &amp;ldquo;โรคอัลไซเมอร์&amp;rdquo; ที่เกิดจากการบริโภคอาหารกลุ่ม &amp;ldquo;แป้ง&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;น้ำตาล&amp;rdquo; ในปริมาณที่เกินความพอดีกับร่างกาย เนื่องจากอาหารทั้ง 2 ประเภทจะส่งผลต่อคลื่นสมอง ทำให้เกิดการอักเสบและเสื่อมลงในที่สุด และปัจจุบันยังมีการศึกษาพบว่า คนไทยบริโภคน้ำตาลสูงถึง 29 ช้อนชาต่อวัน ทั้งที่ความจริงไม่ควรกินหวานเกิน 6 ช้อนชาต่อวัน สำหรับอาหารที่ป้องกันภาวะสมองเสื่อม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ได้แก่ กลุ่ม &amp;ldquo;สารสกัดจากใบแปะก๋วย&amp;rdquo; ซึ่งจะช่วยทำให้ระบบโลหิตไหลเวียนไปเลี้ยงสมองได้ดี (ไม่แนะนำให้นำใบแปะก๋วยมาตำให้ละเอียดก่อนรับประทาน เนื่องจากสารอาหารต้องสกัดออกมาผ่านทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น) หรือเป็นอาหารในกลุ่มของ &amp;ldquo;ตระกูลเบอร์รี่&amp;rdquo; ที่ช่วยบำรุงสมองและสายตา เช่น มะเม่า, มะหลอด, มะเกี่ยง สำหรับหลายคนที่กลัวการบริโภคไข่ สำหรับผู้สูงอายุที่ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ สามารถกินไข่ได้วันละ 1-2 ฟอง โดยเฉพาะ &amp;ldquo;ไข่แดง&amp;rdquo; ที่มีสารสื่อประสาทที่ช่วยบำรุงสมอง รวมถึงการบริโภค &amp;ldquo;วิตามิน B รวม&amp;rdquo; B 1, B 6, B 12 ที่มีสารสื่อประสาทและบำรุงสมอง ก็สามารถลดปัจจัยโรคอัลไซเมอร์ได้เช่นกัน ที่สำคัญไม่ควรรับประทานอาหารจังก์ฟูดส์, น้ำตาล และอย่าคิดในแง่ลบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(&amp;ldquo;น้ำมันรำข้าว&amp;rdquo; ตัวช่วยป้องกันผู้สูงอายุป่วยโรคหัวใจและโรคหลอดเลือด)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไล่มาถึง &amp;ldquo;โรคหัวใจและหลอดเลือด&amp;rdquo; ที่สามารถป้องกันได้โดยการบริโภค &amp;ldquo;แอสต้าแซนทิน&amp;rdquo; ที่มีอยู่ใน &amp;ldquo;สาหร่ายสีแดง&amp;rdquo; ซึ่งเป็นสารที่อยู่ในกลุ่มของ &amp;ldquo;แคโรทีนอยด์&amp;rdquo; ซึ่งช่วยป้องกันอนุมูลอิสระ หรือเลือกปรุงอาหารที่ใช้ &amp;ldquo;น้ำมันรำข้าว&amp;rdquo; ที่มีกรดไขมันชนิดดีอย่าง &amp;ldquo;HDL&amp;rdquo; เพื่อไปไล่ไขมันไม่ดี หรือ &amp;ldquo;LDL&amp;rdquo; ที่เป็นสาเหตุของหลอดเลือดอุดตัน และทำให้เกิดโรคหัวใจในที่สุด นอกจากนี้ก็ควรบริโภค &amp;ldquo;แมกนีเซียม&amp;rdquo; ที่ทางการแพทย์ระบุว่า เป็นแร่ธาตุที่ดีต่อหัวใจ เพื่อช่วยลดทั้งไขมันและน้ำตาลในเลือดได้ อีกทั้งยังช่วยให้ผู้สูงอายุนอนหลับสบายอีกด้วย ซึ่งพบได้ในถั่วและผักใบเขียว ปิดท้ายกันที่ &amp;ldquo;วิตามิน E&amp;rdquo; ที่ช่วยต้านการแข็งตัวของลิ่มเลือด อีกทั้งช่วยลดการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ &amp;ldquo;โรคเบาหวาน&amp;rdquo; ที่มีการวิจัยออกมาระบุว่า &amp;ldquo;ขมิ้นชัน&amp;rdquo; สามารถลดการเกิดโรคเบาหวานได้ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคเบาหวานแฝง หรือค่าเฉลี่ยของระดับน้ำตาลอยู่ที่ 100-125 ขึ้นไป และการทดสอบให้ผู้ที่อยู่ในภาวะเสี่ยงต่อโรค โดยการรับประทานขมิ้นชันเป็นเวลา 9 เดือน ผลปรากฏว่าไม่เป็นโรคเบาหวาน รวมถึง &amp;ldquo;อบเชย&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;สารสกัดจากเมล็ดองุ่น&amp;rdquo; ที่สามารถช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ รวมถึงแร่ธาตุอย่าง &amp;ldquo;แมกนีเซียม&amp;rdquo; ที่ช่วยลดภาวะปลายประสาทอักเสบ จากภาวะโรคเบาหวานได้ ข้อควรปฏิบัติที่สำคัญ แนะนำว่าหลังรับประทานอาหารให้ผู้สูงอายุควรหมั่นเดินไปมาเป็นเวลาอย่างน้อย 10 นาที ทั้งนี้ เพื่อให้น้ำตาลที่ได้จากอาหารไหลเวียนออกจากระบบเลือด เพื่อไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยไม่ให้ตกค้างในหลอดเลือด ซึ่งนับเป็นสาเหตุของโรคเบาหวาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ปิดท้ายกันที่โภชนะบำบัด ที่ป้องกัน &amp;ldquo;โรคกระดูก&amp;rdquo; ในผู้สูงอายุ ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทำให้กระดูกบางลง ได้แก่ การดื่มแอลกอฮอล์ การพักผ่อนไม่เพียงพอ และการขาดวิตามิน D โดยเฉพาะช่วงวัยหนุ่มสาวที่ไม่ค่อยชอบออกแดด ดังนั้นการสร้างความแข็งแรงให้กับกระดูกนั้น ได้แก่ การบริโภค &amp;ldquo;วิตามิน C&amp;rdquo; ซึ่งมีความสำคัญมากในการสร้างคอลลาเจนให้กับมวลกระดูก ทำให้แข็งแรง หรือแม้แต่การรับประทาน &amp;ldquo;กระดูกอ่อนฉลาม&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;กระดูกอ่อนหมู&amp;rdquo; ที่สำคัญควรหมั่นออกไปสัมผัสแสงแดดสม่ำเสมอ&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9823</URL_LINK>
                <HASHTAG>NCDs, กระดูกพรุน, คุณภาพชีวิต, น้ำตาล, น้ำมันรำข้าว, ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์, เอ็น ซี ดี, แป้ง, โภชนาการบำบัด, โรคกระดูก, โรคอัลไซเมอร์, ใบแปะก๋วย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180523/image_big_5b05605d6631f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
