<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>58677</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/03/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/03/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รู้ทัน&quot;โรคกระดูกพรุน&quot; ตัวสร้างปัญหาชีวิตสว.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;โรคกระดูกพรุน&amp;rdquo; เป็นภัยเงียบที่ไม่มีสัญญาณเตือน และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดกระดูกหักในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะกระดูกสะโพก หากปล่อยไว้อาจทวีความรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต ปัจจุบันสถานการณ์ของโรคกระดูกพรุน นับว่าอยู่ในจุดที่น่าห่วง โดยจากสถิติพบว่าเป็นปัญหาสาธารณสุขอันดับ 2 ของโลก รองจากโรคหัวใจและหลอดเหลือด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สาเหตุของการเกิดโรคกระดูกพรุนนั้นมาจากการที่ร่างกายขาดแคลเซียม รวมถึงในแต่ละช่วงวัยได้รับแคลเซียมในปริมาณที่ไม่เหมาะสม ซึ่งในวัยทารกต้องการปริมาณแคลเซียม 270 มิลลิกรัมต่อวัน วัยเด็กต้องการปริมาณแคลเซียม 800 มิลลิกรัมต่อวัน วัยรุ่นต้องการปริมาณแคลเซียม 1,300 มิลลิกรัมต่อวัน วัยผู้ใหญ่ต้องการปริมาณแคลเซียม 1,000-1,200 มิลลิกรัมต่อวัน โดยตลอดช่วงชีวิตร่างกายต้องการปริมาณแคลเซียมเฉลี่ยประมาณ 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.เทพรักษา เหมพรหมราช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกและข้อ โรงพยาบาลสมุทรสาคร ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถิติของโรคนี้ว่า &amp;ldquo;ผู้ป่วยที่กระดูกสะโพกหัก จะมีโอกาสเสียชีวิตในปีแรกประมาณร้อยละ 20 และครึ่งหนึ่งจะเสียชีวิตภายใน 6 ปี นอกจากนั้นโรคกระดูกพรุนยังก่อให้เกิดอาการปวดหลัง หลังโก่งงอ เคลื่อนไหวลำบาก หายใจลำบาก ปอดทำงานได้ไม่ดี มีอาการเหนื่อยง่าย ส่งผลให้เกิดทุพพลภาพหรืออาจถึงขั้นเสียชีวิตในที่สุด&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีข้อมูลจากกองวิเคราะห์อาหาร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข&amp;nbsp;ได้วิเคราะห์ปริมาณแคลเซียมในอาหารของไทย พบว่า อาหารภาคกลางมีปริมาณแคลเซียมไม่เพียงพอต่อร่างกาย โดยมีปริมาณแคลเซียมเฉลี่ยต่อวันน้อยที่สุดเพียง 156 มิลลิกรัมต่อวันเท่านั้น ส่วนอาหารของภาคเหนือมีปริมาณแคลเซียมเฉลี่ยมากที่สุดอยู่ที่ &amp;nbsp;251.8 มิลลิกรัมต่อวัน ส่วนอาหารที่มีปริมาณแคลเซียมสูง ได้แก่ นม เนย ชีส กุ้งแห้ง ปลากรอบ งาดำ ถั่วแดง เต้าหู้ ผักใบเขียว เช่น คะน้า ใบชะพลู เป็นต้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับวิธีดูแลร่างกายเพื่อช่วยให้ห่างไกลจากโรคกระดูกพรุน ทีมแพทย์และเภสัชกรจากไบโอฟาร์มฯ ได้ให้คำแนะนำว่า ควรให้ความสำคัญต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคให้ร่างกายได้รับแคลเซียมเพิ่มมากขึ้น หากยังไม่เพียงพอก็สามารถทานอาหารเสริมประเภทแคลเซียมได้ แต่ต้องอยู่ในปริมาณที่เหมาะสมตามคำแนะนำของแพทย์ โดยไม่ควรรับประทานแคลเซียมร่วมกับยาความดัน เพราะมีผลต่อการดูดซึมของยาและหากทานแคลเซยมพร้อมอาหารที่มีผักมากจะทำให้ท้องอืดได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากแคลเซียมแล้วควรมีการเสริมวิตามินดีเพิ่มมากขึ้น เพื่อช่วยในการดูดซึมปริมาณแคลเซียมเข้าสู่ร่างกายได้ดียิ่งขึ้น โดยเราสามารถได้รับวิตามินดีโดยตรงได้จากแสงแดดและอาหารที่มีวิตามินดี เช่น ไข่แดง นม ปลาคอด ปลาแซลมอน ซาร์ดีนหรือปลาแมคเคอเรลที่นิยมนำมาผลิตปลากระป๋อง เป็นต้น ซึ่งหากได้รับวิตามินดีและแคลเซียมอย่างเพียงพอแล้วจะสามารถช่วยลดความเสี่ยงจากกระดูกหักได้ถึง 30% รวมไปถึงการงดบริโภคอาหารที่มีรสเค็ม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ น้ำอัดลม หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ การใช้ยาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการดื่มกาแฟ ไม่ควรเกินวันละ 4 แก้ว และหมั่นออกกำลังกายเสริมสร้างกล้ามเนื้อและการทรงตัว เช่น การเดิน วิ่งเหยาะๆ รำมวยจีน แกว่งแขน ก็มีส่วนช่วยในการป้องกันโรคกระดูกพรุนและช่วยลดความรุนแรงจากการหกล้มได้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชวิศ เพชรรัตน์ ผู้จัดทำโครงการ ตู้ยาไบโอฟาร์มฯ เพื่อนคู่สุขภาพชุมชน บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด กล่าวว่า &amp;ldquo;ไบโอฟาร์มได้ลงพื้นที่จัดกิจกรรม พร้อมเติมเวชภัณฑ์ให้แก่เจ้าหน้าที่ศูนย์บริการสาธารณสุขและชุมชนในเขตเทศบาลนครสมุทรปราการ เป็นหนึ่งในกิจกรรมเพื่อสังคมที่เราจัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามปณิธานของบริษัทที่ไบโอฟาร์ม เพื่อนคู่สุขภาพ คู่คนไทยมากว่า 45 ปี ที่นอกจากจะมีการเติมยาให้แก่ตู้ยาชุมชนแล้ว ทางบริษัทยังได้เชิญแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกและข้อมาให้ความรู้ในการดูแลรักษาสุขภาพแก่ชุมชนอย่างถูกวิธี นับเป็นการป้องกันที่ดีที่สุด&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58677</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, นพ.เทพรักษา เหมพรหมราช, โรคกระดูกพรุน, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200302/image_big_5e5d01b9222bd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56815</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/02/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/02/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>งานวิจัยระบุผงชูรส (MSG) อาจช่วยผู้มีภาวะสมองเสื่อม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยกำลังเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับอวัยวะของมนุษย์ ผู้คนต่างมีอายุที่ยืนยาวขึ้นและมีสุขภาพดีขึ้นมากกว่าที่เคยเป็นมา ความก้าวหน้าทางการแพทย์และการดูแลสุขภาพได้เปลี่ยนโรคต่างๆ ที่เมื่อก่อนเคยถูกมองว่าเป็นอันตรายถึงชีวิต ให้กลายเป็น &amp;quot;ภาวะเรื้อรัง&amp;quot; ที่เราสามารถมีชีวิตอยู่กับโรคได้เป็นเวลาหลายทศวรรษ ผลลัพธ์หนึ่งของความก้าวหน้านี้คือ ประชากรผู้สูงอายุมีจำนวนเพิ่มขึ้นทั่วโลก รวมถึงภาวะด้านสุขภาพที่ปกติจะรุมเร้าเราในอดีตมีภาวะที่ดีขึ้น เช่น โรคกระดูกพรุน โรคข้ออักเสบ รวมถึงโรคภาวะสมองเสื่อม กลับมีภาวะที่ดีขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความเสี่ยงของโรคภาวะสมองเสื่อมนั้นจะเพิ่มสูงขึ้นไปตามอายุที่เพิ่มขึ้น ตามข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกพบว่า ร้อยละ 60-70 ของผู้ป่วยโรคนี้จะเกิดจากโรคอัลไซเมอร์ ขณะที่ประชากรโลกเพิ่มสูงขึ้น คาดว่าอัตราการเกิดของภาวะสมองเสื่อมนั้นจะสูงขึ้นเช่นกัน โดยจะเพิ่มขึ้นจาก 47 ล้านรายในปี พ.ศ.2558 เป็น 131 ล้านรายในปี พ.ศ.2593
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาวะสมองเสื่อมส่งผลกระทบต่อทั้งชุมชน ไม่เฉพาะผู้ป่วยและผู้ดูแลผู้ป่วยเท่านั้น คาดการณ์ว่าค่าใช้จ่ายทั่วโลกที่เกี่ยวข้องกับภาวะสมองเสื่อมอยู่ที่ประมาณ 818,000 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐในปี พ.ศ.2558 และคาดว่าตัวเลขนี้จะเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 2.5 เท่าในปี พ.ศ.2573 ดังนั้นจึงต้องมีการค้นหาแนวทางที่เป็นไปได้ทั้งหมดที่นำไปสู่การลดภาระที่มีต่อบุคคลและต่อสังคมลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มีการตีพิมพ์บทความหนึ่งที่น่าตื่นเต้นและอาจสร้างให้เกิดความประหลาดใจอย่างมากในวารสารโภชนาการทางคลินิกในสหภาพยุโรป (European Journal of Clinical Nutrition) นักวิจัยจาก Tottori University ในญี่ปุ่นได้ดำเนินการศึกษาวิจัยในผู้ที่ต้องทุกข์ทรมานกับภาวะสมองเสื่อมที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพด้านประโยชน์ของ MSG
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การศึกษาวิจัยนี้มีการแยกผู้ป่วยที่มีภาวะสมองเสื่อม 159 รายเป็น 2 กลุ่ม โดยที่กลุ่มแรกมีผู้ป่วย 80 รายได้รับอาหารที่เติมเกลือเข้าไป 0.26 กรัม (3 มื้อ/วัน) และอีกกลุ่มมีผู้ป่วย 79 รายได้รับอาหารที่เติม MSG เข้าไป 0.9 กรัม (3 มื้อ/วัน) โดยกำหนดปริมาณที่เติมเข้าไปตามปริมาณเกลือโซเดียมเทียบเท่ากับปริมาณที่รับเข้าไปในแต่ละวันสำหรับแต่ละกลุ่ม กลุ่มตัวอย่างทั้งหมดได้รับการตรวจร่างกาย ตรวจเลือด ตอบแบบสอบถาม และทดสอบอาการทางการรับรู้ทั้งก่อนและหลังการทดลองที่มีระยะเวลา 12 สัปดาห์ และหลังจากนั้น 4 สัปดาห์ในระหว่างการประเมินเพื่อติดตามผล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในการติดตามผล นักวิจัยพบว่ากลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับ MSG แสดงให้เห็นถึงคะแนนที่สูงกว่าสำหรับการทดสอบความสามารถด้านการรับรู้ โดยรวมเมื่อเทียบกับกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับเกลือ (p&amp;lt;0.05) นอกจากนี้ยังพบว่าผลการทดสอบด้าน &amp;quot;การจดจำคำ&amp;quot; และ &amp;quot;การจดจำเวลา&amp;quot; สูงกว่าอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีการพิจารณาว่าการสูญเสียความอยากอาหารเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักสำหรับการลุกลามของภาวะสมองเสื่อมในผู้ป่วยสูงอายุ มีการตั้งสมมติฐานว่าความสามารถในการรับรสอูมามิอาจลดลงเมื่ออายุมากขึ้น และปัจจัยนี้ส่งผลให้ไม่มีความสุขในการรับประทานอาหาร ในการศึกษาวิจัยนี้ การเติม MSG ที่เพิ่มการรับรสอูมามิในอาหารนั้น จะช่วยเพิ่มความอยากอาหาร และช่วยเพิ่มการรับรู้ในผู้ป่วยผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อมด้วย การศึกษาวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าการใช้รสอูมามิอาจช่วยยับยั้งการลุกลามของภาวะสมองเสื่อม และนักวิจัยต่างเชื่อว่าการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมอาจแสดงให้เห็นถึงผลในเชิงบวกที่มีต่อการเริ่มต้นของโรคด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้ว่ามีผลลัพธ์ที่น่าตื่นเต้นและมีความหวังอย่างมาก แต่การวิจัยเหล่านี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น นักวิจัยกล่าวว่าจำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเพื่อยืนยันการศึกษาวิจัยนี้ เพื่อให้เข้าใจได้ดีขึ้นว่าทำไม MSG ถึงมีผลในทางบวกต่อความสามารถในการรับรู้ และมีผลอย่างไร.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56815</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, โรคกระดูกพรุน, โรคข้ออักเสบ, โรคภาวะสมองเสื่อม, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200210/image_big_5e414a9ad2253.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43451</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/08/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วิตามินซี...จำเป็นต้องมี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้สูงอายุมีโอกาสที่จะขาดวิตามินแทบทุกชนิด ที่พบบ่อยคือการขาดวิตามินซี มักพบในรายที่รับประทานผักและผลไม้น้อย เป็นโรคโลหิตจางเนื่องมาจากการขาดธาตุเหล็ก และอีกโรคหนึ่งที่สำคัญที่มักพบโดยทั่วไปก็คือ โรคกระดูกพรุน อันเนื่องมาจากการขาดแคลเซียม และมีภาวะการขาดโปรตีน วิตามินดี และวิตามินซี ร่วมด้วย ดังนั้นอย่าเบื่อที่จะรับประทานวิตามินซีนะคะ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43451</URL_LINK>
                <HASHTAG>เล็กๆน้อยๆ, โรคกระดูกพรุน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/5a3767e7341e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34373</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/04/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/04/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชะลอโรคกระดูกพรุน เลือกอาหารคู่ออกกำลัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(นมและโยเกิร์ต แหล่งเติมแคลเซียมป้องกันโรคกระดูกพรุนที่หาได้ง่ายที่สุดในผู้สูงอายุ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;โรคกระดูกพรุน&amp;rdquo; มักเกิดขึ้นได้กับผู้สูงวัยเนื่องจากความเสื่อมของร่างกาย และเมื่อป่วยแล้วสามารถกระทบต่อการใช้ชีวิต ทั้งการขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวร่างกาย ที่เสี่ยงต่อการหกล้มและป่วยติดเตียง เนื่องการกระดูกหัก อีกทั้งเป็นแผลกดทับได้ในที่สุด แต่ในอีกมุมหนึ่งก็เป็นโรคที่สามารถชะลอความเสื่อมของกระดูกได้เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะการบริโภคอาหารที่มีส่วน 4 แร่ธาตุสำคัญอย่าง แคลเซียม, คอลลาเจน, วิตามินดี และฟอสฟอรัส ตลอดจนการปรับไลฟ์สไตล์ที่เสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ดร.จรูญศรี ชูศักดิ์)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.จรูญศรี ชูศักดิ์ นักกำหนดอาหาร ให้ข้อมูลว่า &amp;ldquo;ก่อนอื่นที่จะพูดเรื่องโรคกระดูกพรุนในผู้สูงวัยนั้น ต้องทำความรู้จักกับโครงสร้างของกระดูกก่อนว่ามีแร่ธาตุสำคัญอะไรบ้าง ทั้งนี้ ในกระดูกประกอบด้วย 4 แร่ธาตุ ได้แก่ แคลเซียม คอลลาเจน วิตามินดี และฟอสฟอรัส ทั้งนี้ อาหารที่จะมีส่วนประกอบของแร่ธาตุดังกล่าว ประกอบด้วย 1.นม ที่เป็นแหล่งของแคลเซียม ดังนั้นหากผู้สูงอายุท่านใดที่ไม่แพ้นม แนะนำให้ดื่มนมวันละ 1-2 แก้วทุกวันเป็นประจำ ที่สำคัญควรเป็นนมที่ไม่เติมน้ำตาล หรือนมรสธรรมชาติ กระทั่งเลือกนมพร่องมันเนยก็ได้เช่นกัน หรือหากผู้สูงอายุแพ้นม กระทั่งมีอาการท้องเสียเมื่อดื่มนม ก็ให้เลือกรับประโยเกิร์ตที่เป็นแหล่งของแคลเซียมได้เช่นกัน ส่วนอันที่ 2.โยเกิร์ต ถือเป็นอาหารที่มีแคลเซียมและช่วยบำรุงกระดูก แต่ควรเลือกรับประทานเป็นโยเกิร์ตรสธรรมชาติ ไม่เติมแต่งน้ำตาลลงไป 3.ปลาตัวเล็กตัวน้อย หรือ กุ้งแห้ง ก็เป็นแหล่งของแคลเซียมเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(&amp;ldquo;ปลาแซลมอน&amp;rdquo; แหล่งอาหารวิตามินดีสูง ป้องกันโรคกระดูกพรุนได้ดี)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 4.ผักใบเขียว อาทิ คะน้า ใบยอ 5.เต้าหู้ เงาดำ ซึ่งอาหาร 2 กลุ่มนี้ล้วนเป็นแหล่งของแร่ธาตุอย่างแคลเซียมและฟอสฟอรัส 6.วิตามินดี ที่ได้จากแสงแดด ซึ่งถ้าสังเกตให้ดีนั้นผู้สูงอายุที่อยู่ในเมืองกรุงมักจะขาดวิตามินดี เนื่องจากส่วนใหญ่มักจะชอบอยู่ในบ้านเพราะแดดร้อน นั่นจึงเป็นสาเหตุของโรคกระดูกพรุน เพราะถ้าไม่ได้รับแสงแดดการดูดซึมวิตามินดีในร่างกาย โดยเฉพาะในลำไส้ก็จะลดลงทำให้กระดูกเสื่อมและกระดูกพรุนได้ในที่สุด นอกจากนี้ ปลาแซลมอนถือเป็นกลุ่มอาหารที่มีวิตามินดีค่อนข้างสูง ที่ผู้สูงอายุควรบริโภคเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(&amp;ldquo;ชาและกาแฟ&amp;rdquo; กลุ่มอาหารที่กระตุ้นภาวะโรคกระดูกพรุน เพราะเมื่อดื่มแล้วจะทำให้การดูดซึมวิตามินดีทั้งในอาหารและแสงแดดทำงานได้ไม่ดี)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนอาหารที่กระตุ้นให้เกิดภาวะกระดูกพรุน ได้แก่ &amp;ldquo;ชาและกาแฟ&amp;rdquo; เพราะเวลาที่ดื่มเข้าไปนั้นจะทำให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมจากอาหาร และแสงแดดได้น้อยลงเช่นเดียวกัน นอกจากการออกกำลังกายที่ช่วยเสริมสร้างมวลกระดูกให้แข็งแรง นอกจากการบริโภคอาหารแล้ว ได้แก่ การออกกำลังกายตามวัย อาทิ การเดิน หรือการวิ่งเหยาะวันละ 30 นาที หรือแม้แต่การรำมวยจีน ก็ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กระดูกได้เช่นกัน เพราะเป็นกีฬาที่ลดการบาดเจ็บจากการกระแทกของกระดูกขณะเคลื่อนไหวที่รุนแรงแล้ว การออกกำลังกายเบาๆ ยังช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตของผู้สูงวัยได้ดี ที่สำคัญผู้สูงอายุก็ต้องเลือกรับประทานอาหารให้หลากหลาย เพื่อให้ได้รับสารอาหารที่พอเพียงต่อร่างกายทั้งกระดูกและกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ และที่ลืมไม่ได้คือผู้สูงอายุจะต้องหมั่นจิบน้ำบ่อยๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ เพราะหากร่างกายขาดน้ำก็จะทำให้ภาวะเลือดในร่างกายข้นและมีความหนืด ทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตและระบบย่อยอาหารทำงานได้ไม่ดีเช่นกันค่ะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ผู้สูงวัยเดินรับแดดยามเช้า และออกกำลังกายเบาๆ ก็ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนได้)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เดือนเมษายนเป็นช่วงที่มีแดดแรงก็จริง แต่การเดินรับแสงอาทิตย์ยามเช้าช่วงตรู่ 6-7 โมงเช้า วันละ 20-30 นาที ก็มีส่วนช่วยเสริมสร้างวิตามินดี ป้องกันโรคกระดูกพรุนได้อย่างง่ายๆ นอกจากการเลือกบริโภคอาหารแคลเซียมสูงจริงไหมค่ะ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34373</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, ดร.จรูญศรี ชูศักดิ์, โรคกระดูกพรุน, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190424/image_big_5cc061f9bb580.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14106</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/07/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โรคกระดูกพรุนในผู้สูงวัย &quot;ภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.นพ.ทวี ทรงพัฒนาศิลป์ ประธานมูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทย กล่าวในงานกิจกรรมภายใต้หัวข้อ &amp;ldquo;ภัยจากโรคกระดูกพรุน&amp;rdquo; จัดโดยชมรมรักษ์กระดูก ภายใต้มูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทย ร่วมกับ บ.แอมเจน ประเทศไทย ว่า ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขให้ความสนใจกับเรื่องกระดูกหักในผู้สูงวัยจากโรคกระดูกพรุนค่อนข้างมาก เนื่องจากสถานการณ์ผู้สูงวัยในประเทศไทยกำลังมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น โดยในปี 2562 จะเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยจะมีประชากรสูงวัยมากกว่าประชากรเด็ก คือมีผู้สูงวัย 18% เด็ก 15.9% และในปี 2564 ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ คือมีประชากรสูงวัยมากกว่า 20% และในปี 2574 จะมีอัตราส่วนของผู้สูงวัย 28% จากจำนวนประชากรทั้งประเทศ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โรคกระดูกพรุนในผู้สูงวัยจึงเป็นภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม ซึ่งในยุโรปและอเมริกามีผู้หญิงสูงวัยมากกว่า 7 แสนรายประสบปัญหากระดูกสะโพกหัก มีอัตราการตายประมาณ 20-25% ในปีแรก ในขณะที่คนไข้มากกว่า 1 ใน 3 ไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้ และประมาณ 1 ใน 5 ต้องนอนบนเตียงตลอดไป ทั้งนี้ จำนวนผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักทั่วโลกในปี พ.ศ.2593 คาดการณ์จะมีจำนวนประมาณ 6.25 ล้านราย และในเอเชียมีประมาณ 3.25 ล้านราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับในประเทศไทยมีข้อมูลสถิติอัตราการตายภายหลังกระดูกสะโพกหักจากโรคกระดูกพรุนในจังหวัดเชียงใหม่ ในปี 2541 เป็นจำนวน 289 รายต่อแสนคนต่อปี เพิ่มขึ้นเป็น 367 รายต่อแสนคนต่อปีในปี 2546 ส่วนใหญ่กระดูกสะโพกหักเกิดจากล้มจากการยืนระดับปกติเท่านั้น ในแต่ละปีมีผู้ป่วยที่กระดูกสะโพกหักต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลรัฐสูงถึง 200,000-300,000 ราย และต้องใช้เวลาในการนอนโรงพยาบาลเฉลี่ย 22.7 วัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระดูกในร่างกายคนเรามีทั้งหมด 206 ชิ้น กระดูกสามารถปรับตัว เปลี่ยนแปลง และเติบโตได้ตามอายุ มีหน้าที่สำคัญในการเป็นแกนหลักในการยึดเกาะของเอ็นกล้ามเนื้อต่างๆ ทำให้ร่างกายเคลื่อนที่เคลื่อนไหวได้ และทำหน้าที่เป็นส่วนแข็งปกป้องอวัยวะภายใน รวมทั้งเป็นแหล่งสะสมของแคลเซียมและฟอสฟอรัส อันเป็นแร่ธาตุที่สำคัญในการทำงานของเนื้อเยื่อและอวัยวะสำคัญหลายอย่างในร่างกาย และแคลเซียมยังเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้กระดูกมีความแข็ง ทำให้กระดูกจำเป็นที่ต้องการแคลเซียมเพื่อการทำงานตามหน้าที่ที่ดี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ มีกรณีตัวอย่างของผู้หญิงอายุ 65 ปีคนหนึ่งมาพบแพทย์ด้วยอาการกระดูกสันหลังหักยุบร่วมกับมีอาการปวดหลัง ซึ่งเป็นสัญญาณบอกเหตุของโรคกระดูกพรุน ถ้าหากแพทย์ให้ความสนใจแค่การให้ยาระงับปวดมารับประทาน แต่ไม่ได้ดูแลรักษาเรื่องโรคกระดูกพรุน หลังจากผ่านไป 4 ปี ผู้ป่วยคนนี้ก็กลับมาหาเราด้วยกระดูกสะโพกหักเนื่องจากล้ม ซึ่งถือว่าเป็นภาวะกระดูกหักซ้ำ ซึ่งมีโอกาสที่จะเสียชีวิตได้ประมาณ 20-25% ผู้ป่วยคนนี้มีความเสี่ยงสูงอยู่แล้วตั้งแต่กระดูกสันหลังหักยุบ เนื่องจากไม่ได้รับการรักษาตามแนวทางที่ถูกต้องตั้งแต่แรก อย่าลืมว่าการผ่าตัดดามกระดูกที่หักหรือการเปลี่ยนข้อเทียมใดๆ ไม่สามารถรักษาโรคกระดูกพรุนหรือลดความเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกหักที่ตำแหน่งอื่นๆ ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในปัจจุบันหลายคนยังเข้าใจว่ากระดูกพรุนเป็นเรื่องของโรคคนชรา ไม่มีทางรักษาได้ ในปัจจุบันทางการแพทย์ถือว่าโรคกระดูกพรุนสามารถรักษาได้ ถึงแม้จะทำให้หายขาดไปเลยไม่ได้ แต่เราสามารถลดความเสี่ยงหรือโอกาสที่จะเกิดกระดูกหักได้ โดยให้การให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคและการป้องกัน การให้รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงและให้ได้รับวิตามิน D ที่เพียงพอ รวมทั้งการออกกำลังกายที่เหมาะสม และถ้าจำเป็นเราสามารถใช้ยาบางอย่างในการช่วยเพิ่มมวลกระดูกและลดความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน รศ.พญ.วิไล คุปต์นิรัติศัยกุล ประธานชมรมรักษ์กระดูก กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงสำคัญอันหนึ่งของโรคกระดูกพรุนคือ อายุมากขึ้น และผู้หญิงเป็นได้ง่ายกว่าผู้ชาย บางคนมีประวัติกระดูกหักมาก่อน มีประวัติการผ่าตัดที่รังไข่ การขาดประจำเดือนเป็นเวลานาน มีการใช้ยาสเตียรอยด์ บริโภคแคลเซียมน้อยกว่า 400 มิลลิกรัม และขาดการออกกำลังกาย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับแนวทางการรักษาโรคกระดูกพรุน ปัจจุบันมียากระตุ้นการสร้างกระดูกใหม่ และยายับยั้งการสลายกระดูก ทำให้ผู้ป่วยมีมวลกระดูกเพิ่มขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม &amp;nbsp;แพทย์จะมุ่งเน้นการป้องกันการเกิดโรคคือ ให้ผู้สูงวัยปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หมั่นออกกำลังกายตามความเหมาะสม รับแสงแดดอ่อนๆ เป็นประจำ รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมและวิตามิน D ที่เพียงพอ แต่ไม่ใช่ไปหาซื้อยารับประทานโดยไม่ปรึกษาแพทย์ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาหารที่ผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ กาแฟ น้ำอัดลม อาหารรสเค็มจัด และรับประทานโปรตีนมากเกินพอดี เพราะจะไปทำให้เกิดการขับแคลเซียมออกจากร่างกายมากเกินไป.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14106</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระดูกสันหลังหัก, กาแฟ, คุณภาพชีวิต, ดร.นพ.ทวี ทรงพัฒนาศิลป์, น้ำอัดลม, รศ.พญ.วิไล คุปต์นิรัติศัยกุล, อาหารรสเค็มจัด, โรคกระดูกพรุน, โรคคนชรา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180725/image_big_5b5876e66c0a1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
