<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>26097</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/01/2019 21:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/01/2019 21:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘นัท มีเรีย’ชู‘แม่จินดา’ต้นแบบหญิงแกร่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังดารา-นักร้องสาว นัท-มีเรีย เบเนเดดตี้ (ชุมนานนท์) ได้สูญเสีย คุณแม่จินดา เต็งมีศรี ที่ป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง และเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลศิริราชมานานกว่า 11 ปี โดยเมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมาก็ได้มีการเคลื่อนศพคุณแม่จินดา มาบำเพ็ญกุศลที่วัดพระศรีมหาธาตุวรวิหาร บางเขน ศาลาทักษิณาประดิษฐ์ &amp;nbsp;พร้อมกันนี้ นัท มีเรีย ได้เปิดใจเป็นครั้งแรก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;วันนี้เป็นวันรดน้ำและสวดคืนแรกนะคะ จะสวดทั้งหมด 5 คืนจนถึงคืนวันเสาร์ และวันอาทิตย์ที่ 13 ก็จะฌาปนกิจค่ะ คุณแม่ก็ป่วยมานานนะคะ 11 ปี เป็นกล้ามเนื้ออ่อนแรง และติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ก็ใช้สายเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะมานานหลายปี ก็คงจะมีอาการติดเชื้อค่ะ ไข้ขึ้นสูง ก็ไปอย่างสงบค่ะ เป็นช่วงกลางคืน เพราะช่วงเช้านัทจะไลน์คอลคุยกันอยู่ ก็ยังเห็นคุณแม่ยังลืมตานิดๆ เหมือนพยายามจะบอก หรือพยายามจะสื่อสารกับเรานะคะ พอตอนกลางคืนสัก 4 ทุ่มกว่าๆ คุณแม่ก็ไม่อยู่แล้ว แต่ว่าเราก็ไปหาเขาและไปดูแลตามปกติ อาบน้ำสระผมเปลี่ยนชุดให้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก็ได้คุยกันทางโทรศัพท์ตลอดค่ะ ช่วงที่ทางโรงพยาบาลโทรมาก็คุยทางโทรศัพท์ด้วยค่ะ ก็พูดกับคุณแม่เยอะค่ะ พูดไปหมดแล้ว&amp;nbsp; พูดทุกวัน พูดเหมือนที่เคยพูดค่ะ มันไม่ได้มีอะไรที่ต้องพูดเป็นพิเศษ เพราะเราก็พูดกันทุกวันอยู่แล้ว คุยกันเกือบจะทุกวันค่ะ 11 &amp;nbsp;ปีที่คุณแม่ป่วยมันเหมือนเป็นประโยคที่เราเจอคุณพ่อคุณแม่เราทุกวัน ถามว่าเตรียมใจไว้ก่อนไหม เตรียมไว้ตลอดค่ะ คิดว่ามันต้องมีวันนี้อยู่แล้วสักวันนึง แต่ก็พยายามจะมีสติให้มาก และโชคดีที่มีญาติพี่น้องเพื่อนๆ พี่ๆ อยู่ในวันนั้นพอดี ทุกคนก็เลยร่วมแรงร่วมใจแยกย้ายทำหน้าที่แต่ละคนไปโดยที่ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดีจริงๆ ค่ะ ขอบคุณจริงๆ ขอบคุณสถานการณ์ทุกอย่าง ขอบคุณอั้มด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต้องบอกเลยว่าที่นัทเป็นได้อย่างทุกวันนี้ อย่างที่ทุกคนเห็นว่านัทเป็นยังไง ก็ต้องขอบคุณคุณแม่จริงๆ ขอบคุณคุณพ่อคุณแม่ที่ปลูกฝังเลี้ยงดูนัทมาอย่างดี คุณแม่เป็นคนเข้มแข็ง เป็นคนรักครอบครัว เป็นคนดูแลคนอื่น เราก็เห็นตรงนี้มาตลอด ก็เลยทำให้รู้สึกว่าที่เราเข้มแข็งได้วันนี้มันก็มาจากที่คุณแม่เขาทำให้เราเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน จากที่เราเข้มแข็งน้อย เราก็ค่อยๆ เข้มแข็งมากขึ้น จริงๆ เราเข้มแข็งมากกว่าเขาอีก เพราะว่าเขาป่วยเนอะ เขาค่อนข้างจะทนทุกข์ทรมานกว่าเราเยอะ แต่เราก็มีหน้าที่ของเราที่เป็นลูกให้ดีที่สุด ตัวเขาก็ดำรงชีวิตของเขาและชีวิตของเราให้ไปด้วยกันแบบเรียนรู้ชีวิตซึ่งกันและกันค่ะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถามว่าคุณแม่มีห่วงอะไรอีกไหม จริงๆ นัทไม่ทราบนะคะ แต่นัทเชื่อว่าที่ได้เห็นภาพเมื่อวาน สถานการณ์ต่างๆ นัทเชื่อว่าคุณแม่น่าจะหลับสบาย เพราะว่าคุณแม่สวยงามมาก ตาปิดสนิท เหมือนคนนอนหลับไปเฉยๆ เลยค่ะ นัทก็อาบน้ำสระผมแต่งตัวให้ อยู่ด้วยกันหลายชั่วโมงมากเลยค่ะ รู้สึกเหมือนเขานอนไปเฉยๆ เหมือนเขาแพลนทุกอย่างไว้ให้เราดีหมดแล้ว ทุกอย่างของคุณแม่อยู่ในใจเราตลอดมา มันเป็นอะไรที่เราแค่คิดเราก็มีความสุขแล้ว บางอย่างเราได้ปฎิบัติในขณะที่เขายังปกติดี และตอนที่เขาอาจจะดูแลตัวเองไม่ได้ และเราก็ดูแลทำหน้าที่ของเรา เราก็เดินหน้าต่อไปค่ะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วันนี้ก็ได้ทุกๆ คนช่วยเยอะนะคะ ตั้งแต่คนในครอบครัว รวมไปจนถึงเพื่อนสนิท เพื่อนทุกๆ คน เพื่อนทั้งในวงการ นอกวงการ คือแทบจะไม่ต้องทำอะไรมากเลยค่ะ ทุกคนทำหน้าที่ให้นัทหมดเลย จนนัทรู้สึกปลื้มใจ และอยากจะขอบคุณจากใจจริงๆ สำหรับทุกๆ ท่านที่ให้การช่วยเหลือนะคะ และดูแลนัทเสมอมา และที่สำคัญก็เป็นพระมหากรุณาธิคุณสำหรับครอบครัวนัทที่สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถท่านทรงเมตตาอนุเคราะห์ ท่านทรงดูแลและให้ความเมตตาอย่างยิ่งกับครอบครัวของนัทนะคะ อันนี้เป็นพระมหากรุณาอย่างหาที่สุดไม่ได้จริงๆ ค่ะ เหนือเกล้าเหนือกระหม่อมจริงๆ ค่ะ เป็นอะไรที่ครอบครัวเราทุกคนปลื้มใจค่ะ&amp;quot;

&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26097</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณแม่จินดา เต็งมีศรี, นักร้อง, นัท มีเรีย, วัดพระศรีมหาธาตุวรวิหาร, เสียชีวิต, โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190108/image_big_5c34aea4261ce.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26019</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/01/2019 09:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/01/2019 09:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘นัท มีเรีย’ใจสลาย โพสต์เศร้า’สูญเสียคุณแม่’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราชมานานกว่า 11 ปี ด้วยอาการป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่งยังไม่รู้วิธีรักษาและสาเหตุ สำหรับคุณแม่จินดา เต็งมีศรี คุณแม่ของนักร้องคนดัง นัท-มีเรีย เบนเนเดดตี้(ชุมนานนท์) &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยอาการเริ่มแรกเกิดจากที่คนป่วยเริ่มพูดไม่ชัด หยิบจับอะไรก็หล่น เริ่มพูดกลืนกินอะไรลำบาก น้ำหนักลด ต้องเจาะหน้าท้องให้อาหาร เจาะคอใส่เครื่องช่วยหายใจ เพราะหัวใจทำงานไม่ได้ กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ล่าสุด วันนี้ (8 ม.ค.) นัท มีเรีย ได้เผยผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว โดยระบุว่า คุณแม่ได้จากไปอย่างสงบแล้ว &amp;quot;แม่จ๋า...หลับให้สบายนะคะแม่ ไม่มีคำใดจะบอก เพราะได้บอกไปหมดแล้ว ไม่มีอะไรค้างในหัวใจ เพราะใจมันว่างไปหมดแล้ว&amp;quot; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณภาพจากอินสตาแกรม @myriabenedetti&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26019</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณแม่จินดา เต็งมีศรี, นักร้อง, นัท มีเรีย, ศิริราช, สูญเสีย, สูญเสียแม่, โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190108/image_big_5c340f2a5a5b7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20813</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/10/2018 14:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/10/2018 14:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘พ่อรอง’เปิดใจชีวิตนี้ขาด’แม่ทุม’ไม่ได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คู่ทุกข์คู่ยากที่อยู่เคียงข้างกันมานานกว่า 50 ปี อย่าง แม่ทุม-ปทุมวดี เค้ามูลคดี นอนป่วยรักษาตัวโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงและไทรอยด์เป็นพิษมานานหลายปี โดยพ่อรอง เค้ามูลคดี ศิลปินแห่งชาติ ก็ยอมรับว่าอาการแบบนี้ทางการแพทย์ถือว่าหมดทางรักษาแล้ว แต่สำหรับความรู้สึกของพ่อรองยอมรับว่าทำใจไม่ได้ และมีความกลัวที่สุดในชีวิต หากวันหนึ่งต้องสูญเสียภรรยาไปจริงๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยเจ้าตัวได้เปิดใจในรายการคลับฟรายเดย์โชว์ ถึงเรื่องราวความรักและข้อคิดในการใช้ชีวิตคู่&amp;ldquo;สมัยหนุ่มๆ ก็เจ้าชู้มาก นี่แหล่ะผู้ชนะสิบทิศตัวจริงเลย&amp;nbsp; ต้องเรียกว่าสับรางไม่ถูก ขนาดว่าไปนั่งกับอีกคนยังเรียกชื่อเป็นอีกคนเลย&amp;nbsp; กับอาทุม ภรรยา เราเป็นเพื่อนกันมาก่อน&amp;nbsp; ตอนนั้นเราเป็นแฟนกับเพื่อนเขา แต่มีปัญหาทะเลาะกันทุกวัน&amp;nbsp; ก็มีอาทุมนี่แหล่ะที่เป็นที่ปรึกษาให้&amp;nbsp; สุดท้ายเราก็เลิกกับเพื่อนเขา&amp;nbsp; แล้วพอเรามีปัญหาอะไรเข้ามา&amp;nbsp; อาทุมเขาก็จะคอยช่วยเหลือเราตลอด&amp;nbsp; จนเรารู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้ดีนะ แก้ปัญหาให้เราได้ทุกอย่าง&amp;nbsp; ก็เลยตัดสินใจขอเขาแต่งงานเลย&amp;nbsp; ทั้งๆ ที่ไม่ได้จีบกันเลยนะ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เราไปขอกับพ่อเขาเลย&amp;nbsp; แต่พอแต่งงานกันแล้วลายเจ้าชู้เราก็ออก&amp;nbsp; มีอยู่ช่วงหนึ่งถึงขั้นไปอยู่บ้านผู้หญิงอื่นเลยสองสามเดือนไม่ได้กลับบ้าน เพราะเขาสวยมากเราก็ติดใจ&amp;nbsp; แรกๆ อาทุมไม่รู้เลยจับไม่ได้&amp;nbsp; แต่พอวันหนึ่งถูกเขาจับได้ขึ้นมา&amp;nbsp; เราก็ถามเขาว่า ทุกครั้งที่แม่ไปเจอพ่ออยู่กับผู้หญิง&amp;nbsp; ทำไมแม่ไม่อาละวาด เขาตอบมาว่า &amp;ldquo;ฉันให้เกียรติผัวฉัน&amp;nbsp; เขาบอกว่าเขาจะอดทนต่อไปเรื่อยๆ&amp;nbsp; อดทนจนกว่าผัวจะให้เกียรติฉันบ้าง&amp;rdquo; ฟังจบก็อึ้งเหมือนโดนแตะเข้ายอดอก แต่ถึงเราจะเจ้าชู้นอกใจเขาขนาดนี้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ในช่วงเวลาที่เราลำบากที่สุด&amp;nbsp; ถูกยึดทรัพย์ไม่มีอะไรเหลือในบ้านเลยเขาก็อยู่กับเรา&amp;nbsp; มาตอนนี้อาทุมป่วยทางการแพทย์ถือว่าหมดทางรักษาแล้ว&amp;nbsp; สิ่งที่เรากลัวที่สุดในชีวิต คือกลัวว่าต้องเสียอาทุมไป เรากลัวจริงๆ &amp;nbsp;ในชีวิตไม่เคยกลัวอะไรเท่านี้เลย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณภาพจากอินสตาแกรม @rong_kao&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20813</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปทุมวดี เค้ามูลคดี, พ่อรอง, รอง เต้ามูลคดี, แม่ทุม, โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง, ไทรอยด์เป็นพิษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181027/image_big_5bd40c9aa41ba.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6872</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/04/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หกล้มในผู้สูงอายุ ป้องกันได้เริ่มที่ตัวเอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกระบุว่า ผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปจะมีแนวโน้มหกล้มร้อยละ 28-35 ต่อปี และจะเพิ่มเป็นร้อยละ 32-42 เมื่อก้าวเข้าสู่ปีที่ 70 เป็นต้นไป เมื่อผู้สูงอายุหกล้มและกระดูกหัก พบว่า 1 ใน 5 ไม่สามารถกลับมาเดินได้อีก และบางส่วนต้องใช้รถเข็นตลอดไป นอกจากนี้ยังพบว่าการหกล้มเป็นสาเหตุสำคัญของการเข้าโรงพยาบาลในผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ สรุปว่า ความเสี่ยงของการหกล้มจะยิ่งมากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือมีโรคประจำตัว เช่น อัมพฤกษ์ อัมพาต หรือมีปัญหาเรื่องการทรงตัว การล้มในผู้สูงอายุเกิดจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นกระดูกหรือกล้ามเนื้อไม่แข็งแรง มีปัญหาสายตา การกินยาที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาททำให้ง่วงซึม รวมทั้งสภาพแวดล้อมภายในบ้านที่ไม่เหมาะสม ทั้งนี้ การหกล้มในผู้สูงอายุอาจกระทบต่อสุขภาพ คุณภาพชีวิต ก่อให้เกิดความพิการ หรือแม้กระทั่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ประพันธ์ พงศ์คณิตานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า วิธีลดความเสี่ยงของการหกล้มที่ได้ผลมากที่สุดคือการออกกำลังกาย เพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เพิ่มความสามารถในการทรงตัวและการเดินซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการหกล้มในผู้สูงอายุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แนวทางป้องกันไม่ให้เสี่ยงต่อการหกล้ม ได้แก่ &amp;nbsp;1.เลือกรองเท้าที่เหมาะสม เช่น รูปร่างเข้ากับเท้า วัสดุมีความยืดหยุ่น ระบายอากาศได้ดี หุ้มส้นหรือรัดส้นและส้นเตี้ย 2.ใช้ไม้เท้าในการช่วยเดิน 3.ออกกำลังกายที่เหมาะสมกับตนเองอย่างสม่ำเสมอ การป้องกันการหกล้มด้วยวิธีการออกกำลังกาย เพื่อให้ผู้สูงอายุและผู้ดูแลสามารถนำไปปฏิบัติเองได้โดยไม่ต้องพึ่งผู้เชี่ยวชาญ ยกเว้นบางรายที่มีความจำกัดให้เลือกวิธีออกกำลังกายอย่างง่ายหรือปรึกษาแพทย์ตามความจำเป็น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากการออกกำลังกาย พบว่าการปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมภายในบ้านโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบบ้านเพื่อผู้สูงอายุ การผ่าตัดต้อกระจกในผู้สูงอายุที่มีปัญหาการมองเห็นจากโรคต้อกระจก การให้วิตามินดีเสริมในผู้สูงอายุที่มีวิตามินดีพร่อง และการหยุดยาที่มีผลต่อจิตประสาท ทำให้ง่วงซึมหรือสูญเสียการทรงตัว เป็นวิธีการที่จะช่วยป้องกันไม่ให้ผู้สูงอายุเสี่ยงต่อการหกล้ม แต่อย่างไรก็ตาม วิธีการเหล่านี้ควรได้รับการปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญหรือแพทย์ก่อนที่ผู้สูงอายุจะดำเนินการด้วยตนเอง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6872</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, นพ.ประพันธ์ พงศ์คณิตานนท์, นพ.ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์, ผู้สูงอายุ, มีปัญหาสายตา, หกล้มและกระดูกหัก, องค์การอนามัยโลก, โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง, โรคประจำตัวกำเริบ, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180410/image_big_5accac7cd42d8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6871</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/04/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หกล้มในผู้สูงอายุ ป้องกันได้เริ่มที่ตัวเอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกระบุว่า ผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปจะมีแนวโน้มหกล้มร้อยละ 28-35 ต่อปี และจะเพิ่มเป็นร้อยละ 32-42 เมื่อก้าวเข้าสู่ปีที่ 70 เป็นต้นไป เมื่อผู้สูงอายุหกล้มและกระดูกหัก พบว่า 1 ใน 5 ไม่สามารถกลับมาเดินได้อีก และบางส่วนต้องใช้รถเข็นตลอดไป นอกจากนี้ยังพบว่าการหกล้มเป็นสาเหตุสำคัญของการเข้าโรงพยาบาลในผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ สรุปว่า ความเสี่ยงของการหกล้มจะยิ่งมากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือมีโรคประจำตัว เช่น อัมพฤกษ์ อัมพาต หรือมีปัญหาเรื่องการทรงตัว การล้มในผู้สูงอายุเกิดจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นกระดูกหรือกล้ามเนื้อไม่แข็งแรง มีปัญหาสายตา การกินยาที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาททำให้ง่วงซึม รวมทั้งสภาพแวดล้อมภายในบ้านที่ไม่เหมาะสม ทั้งนี้ การหกล้มในผู้สูงอายุอาจกระทบต่อสุขภาพ คุณภาพชีวิต ก่อให้เกิดความพิการ หรือแม้กระทั่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ประพันธ์ พงศ์คณิตานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า วิธีลดความเสี่ยงของการหกล้มที่ได้ผลมากที่สุดคือการออกกำลังกาย เพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เพิ่มความสามารถในการทรงตัวและการเดินซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการหกล้มในผู้สูงอายุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แนวทางป้องกันไม่ให้เสี่ยงต่อการหกล้ม ได้แก่ &amp;nbsp;1.เลือกรองเท้าที่เหมาะสม เช่น รูปร่างเข้ากับเท้า วัสดุมีความยืดหยุ่น ระบายอากาศได้ดี หุ้มส้นหรือรัดส้นและส้นเตี้ย 2.ใช้ไม้เท้าในการช่วยเดิน 3.ออกกำลังกายที่เหมาะสมกับตนเองอย่างสม่ำเสมอ การป้องกันการหกล้มด้วยวิธีการออกกำลังกาย เพื่อให้ผู้สูงอายุและผู้ดูแลสามารถนำไปปฏิบัติเองได้โดยไม่ต้องพึ่งผู้เชี่ยวชาญ ยกเว้นบางรายที่มีความจำกัดให้เลือกวิธีออกกำลังกายอย่างง่ายหรือปรึกษาแพทย์ตามความจำเป็น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากการออกกำลังกาย พบว่าการปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมภายในบ้านโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบบ้านเพื่อผู้สูงอายุ การผ่าตัดต้อกระจกในผู้สูงอายุที่มีปัญหาการมองเห็นจากโรคต้อกระจก การให้วิตามินดีเสริมในผู้สูงอายุที่มีวิตามินดีพร่อง และการหยุดยาที่มีผลต่อจิตประสาท ทำให้ง่วงซึมหรือสูญเสียการทรงตัว เป็นวิธีการที่จะช่วยป้องกันไม่ให้ผู้สูงอายุเสี่ยงต่อการหกล้ม แต่อย่างไรก็ตาม วิธีการเหล่านี้ควรได้รับการปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญหรือแพทย์ก่อนที่ผู้สูงอายุจะดำเนินการด้วยตนเอง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6871</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, นพ.ประพันธ์ พงศ์คณิตานนท์, นพ.ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์, ผู้สูงอายุ, มีปัญหาสายตา, หกล้มและกระดูกหัก, องค์การอนามัยโลก, โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง, โรคประจำตัวกำเริบ, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180410/image_big_5accac7cd42d8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6870</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/04/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หกล้มในผู้สูงอายุ ป้องกันได้เริ่มที่ตัวเอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกระบุว่า ผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปจะมีแนวโน้มหกล้มร้อยละ 28-35 ต่อปี และจะเพิ่มเป็นร้อยละ 32-42 เมื่อก้าวเข้าสู่ปีที่ 70 เป็นต้นไป เมื่อผู้สูงอายุหกล้มและกระดูกหัก พบว่า 1 ใน 5 ไม่สามารถกลับมาเดินได้อีก และบางส่วนต้องใช้รถเข็นตลอดไป นอกจากนี้ยังพบว่าการหกล้มเป็นสาเหตุสำคัญของการเข้าโรงพยาบาลในผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ สรุปว่า ความเสี่ยงของการหกล้มจะยิ่งมากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือมีโรคประจำตัว เช่น อัมพฤกษ์ อัมพาต หรือมีปัญหาเรื่องการทรงตัว การล้มในผู้สูงอายุเกิดจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นกระดูกหรือกล้ามเนื้อไม่แข็งแรง มีปัญหาสายตา การกินยาที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาททำให้ง่วงซึม รวมทั้งสภาพแวดล้อมภายในบ้านที่ไม่เหมาะสม ทั้งนี้ การหกล้มในผู้สูงอายุอาจกระทบต่อสุขภาพ คุณภาพชีวิต ก่อให้เกิดความพิการ หรือแม้กระทั่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ประพันธ์ พงศ์คณิตานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า วิธีลดความเสี่ยงของการหกล้มที่ได้ผลมากที่สุดคือการออกกำลังกาย เพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เพิ่มความสามารถในการทรงตัวและการเดินซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการหกล้มในผู้สูงอายุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แนวทางป้องกันไม่ให้เสี่ยงต่อการหกล้ม ได้แก่ &amp;nbsp;1.เลือกรองเท้าที่เหมาะสม เช่น รูปร่างเข้ากับเท้า วัสดุมีความยืดหยุ่น ระบายอากาศได้ดี หุ้มส้นหรือรัดส้นและส้นเตี้ย 2.ใช้ไม้เท้าในการช่วยเดิน 3.ออกกำลังกายที่เหมาะสมกับตนเองอย่างสม่ำเสมอ การป้องกันการหกล้มด้วยวิธีการออกกำลังกาย เพื่อให้ผู้สูงอายุและผู้ดูแลสามารถนำไปปฏิบัติเองได้โดยไม่ต้องพึ่งผู้เชี่ยวชาญ ยกเว้นบางรายที่มีความจำกัดให้เลือกวิธีออกกำลังกายอย่างง่ายหรือปรึกษาแพทย์ตามความจำเป็น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากการออกกำลังกาย พบว่าการปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมภายในบ้านโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบบ้านเพื่อผู้สูงอายุ การผ่าตัดต้อกระจกในผู้สูงอายุที่มีปัญหาการมองเห็นจากโรคต้อกระจก การให้วิตามินดีเสริมในผู้สูงอายุที่มีวิตามินดีพร่อง และการหยุดยาที่มีผลต่อจิตประสาท ทำให้ง่วงซึมหรือสูญเสียการทรงตัว เป็นวิธีการที่จะช่วยป้องกันไม่ให้ผู้สูงอายุเสี่ยงต่อการหกล้ม แต่อย่างไรก็ตาม วิธีการเหล่านี้ควรได้รับการปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญหรือแพทย์ก่อนที่ผู้สูงอายุจะดำเนินการด้วยตนเอง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6870</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, นพ.ประพันธ์ พงศ์คณิตานนท์, นพ.ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์, ผู้สูงอายุ, มีปัญหาสายตา, หกล้มและกระดูกหัก, องค์การอนามัยโลก, โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง, โรคประจำตัวกำเริบ, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180410/image_big_5accac7cd42d8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6869</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/04/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หกล้มในผู้สูงอายุ ป้องกันได้เริ่มที่ตัวเอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกระบุว่า ผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปจะมีแนวโน้มหกล้มร้อยละ 28-35 ต่อปี และจะเพิ่มเป็นร้อยละ 32-42 เมื่อก้าวเข้าสู่ปีที่ 70 เป็นต้นไป เมื่อผู้สูงอายุหกล้มและกระดูกหัก พบว่า 1 ใน 5 ไม่สามารถกลับมาเดินได้อีก และบางส่วนต้องใช้รถเข็นตลอดไป นอกจากนี้ยังพบว่าการหกล้มเป็นสาเหตุสำคัญของการเข้าโรงพยาบาลในผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ สรุปว่า ความเสี่ยงของการหกล้มจะยิ่งมากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือมีโรคประจำตัว เช่น อัมพฤกษ์ อัมพาต หรือมีปัญหาเรื่องการทรงตัว การล้มในผู้สูงอายุเกิดจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นกระดูกหรือกล้ามเนื้อไม่แข็งแรง มีปัญหาสายตา การกินยาที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาททำให้ง่วงซึม รวมทั้งสภาพแวดล้อมภายในบ้านที่ไม่เหมาะสม ทั้งนี้ การหกล้มในผู้สูงอายุอาจกระทบต่อสุขภาพ คุณภาพชีวิต ก่อให้เกิดความพิการ หรือแม้กระทั่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ประพันธ์ พงศ์คณิตานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า วิธีลดความเสี่ยงของการหกล้มที่ได้ผลมากที่สุดคือการออกกำลังกาย เพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เพิ่มความสามารถในการทรงตัวและการเดินซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการหกล้มในผู้สูงอายุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แนวทางป้องกันไม่ให้เสี่ยงต่อการหกล้ม ได้แก่ &amp;nbsp;1.เลือกรองเท้าที่เหมาะสม เช่น รูปร่างเข้ากับเท้า วัสดุมีความยืดหยุ่น ระบายอากาศได้ดี หุ้มส้นหรือรัดส้นและส้นเตี้ย 2.ใช้ไม้เท้าในการช่วยเดิน 3.ออกกำลังกายที่เหมาะสมกับตนเองอย่างสม่ำเสมอ การป้องกันการหกล้มด้วยวิธีการออกกำลังกาย เพื่อให้ผู้สูงอายุและผู้ดูแลสามารถนำไปปฏิบัติเองได้โดยไม่ต้องพึ่งผู้เชี่ยวชาญ ยกเว้นบางรายที่มีความจำกัดให้เลือกวิธีออกกำลังกายอย่างง่ายหรือปรึกษาแพทย์ตามความจำเป็น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากการออกกำลังกาย พบว่าการปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมภายในบ้านโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบบ้านเพื่อผู้สูงอายุ การผ่าตัดต้อกระจกในผู้สูงอายุที่มีปัญหาการมองเห็นจากโรคต้อกระจก การให้วิตามินดีเสริมในผู้สูงอายุที่มีวิตามินดีพร่อง และการหยุดยาที่มีผลต่อจิตประสาท ทำให้ง่วงซึมหรือสูญเสียการทรงตัว เป็นวิธีการที่จะช่วยป้องกันไม่ให้ผู้สูงอายุเสี่ยงต่อการหกล้ม แต่อย่างไรก็ตาม วิธีการเหล่านี้ควรได้รับการปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญหรือแพทย์ก่อนที่ผู้สูงอายุจะดำเนินการด้วยตนเอง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6869</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, นพ.ประพันธ์ พงศ์คณิตานนท์, นพ.ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์, ผู้สูงอายุ, มีปัญหาสายตา, หกล้มและกระดูกหัก, องค์การอนามัยโลก, โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง, โรคประจำตัวกำเริบ, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180410/image_big_5accac7cd42d8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
