<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114773</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/08/2021 20:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/08/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>3 อ. ห่างไกลโรคความดันโลหิตสูง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โรคความดันโลหิตสูง ได้ชื่อว่าเป็นเพชฌฆาตแห่งความเงียบ เนื่องจากส่วนใหญ่มักไม่มีอาการหรืออาการแสดงให้เห็น แต่มักตรวจพบโดยบังเอิญ ในกรณีที่มีความดันโลหิตสูงมากผู้ป่วยอาจจะมีอาการมึนบริเวณท้ายทอย วิงเวียนศีรษะหรือมีอาการแน่นหน้าอก คลื่นไส้ อาเจียน ผู้มีความดันโลหิตสูงเรื้อรังที่ไม่สามารถควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติเป็นระยะเวลานานอาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่ออวัยวะสำคัญ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจหนาตัว หลอดเลือดแดงแข็ง จอประสาทตาเสื่อม ไตเสื่อม โรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายอย่างยิ่ง&amp;nbsp; เสี่ยงต่อการเกิดอัมพาต โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ไตวายและโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบตัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; หากมีภาวะความดันโลหิตสูงนานๆไม่ได้รับการรักษาอย่างสม่ำเสมอและถูกต้องเหมาะสม หัวใจต้องทำงานหนักมากขึ้น กล้ามเนื้อของหัวใจจะหนาขึ้น หัวใจจะโตขึ้น อาจทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดห้องบนเต้นพริ้ว (Atrial Fibrillation) หรือเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้ ดังนั้นเราควรให้ความสำคัญกับการเกิดภาวะความดันโลหิตสูง การป้องกันและการรักษา เพื่อที่จะสามารถชะลอการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.เอนก กนกศิลป์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคความดันโลหิตสูง เป็นภาวะโรคที่ตรวจพบว่าค่าความดันโลหิตอยู่ในระดับที่สูงกว่าปกติ คือ มีค่าความดันตัวบน (systolic: ค่าความดันเลือดในขณะที่หลอดเลือดหัวใจบีบตัว) สูงกว่า 140 มิลลิเมตรปรอท และความดันตัวล่าง (diastolic : ค่าความดันเลือดในขณะที่หลอดเลือดหัวใจคลายตัว) สูงกว่า 90 มิลลิเมตรปรอท ความดันโลหิตสูงมักจะพบร่วมกับปัจจัยเสี่ยงอื่นๆของกลุ่มอาการผิดปกติทางเมตาบอลิซึม เช่น ไขมันในเลือดสูงหรือระดับน้ำตาลในเลือดสูง นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น ขาดการออกกำลังกาย โรคอ้วน มีภาวะเครียดเรื้อรัง ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ รับประทานอาหารที่มีรสเค็มจัดเป็นประจำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อีกทั้ง โรคความดันโลหิตสูงอาจมีสาเหตุมาจากภาวะไตวาย เนื้องอกของต่อมหมวกไต โรคของต่อมไทรอยด์หรือต่อมพาราไทรอยด์ โรคทางเดินหายใจถูกอุดกลั้นขณะนอนหลับหรือการใช้ฮอร์โมนบางชนิด ในการรักษาผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงควรมีการประเมินความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ และผลกระทบต่ออวัยวะต่างๆที่เป็นผลมาจากความดันโลหิตสูงเป็นระยะเวลานาน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่น กล้ามเนื้อหัวใจหนา ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง ไตเสื่อมหรือมีโปรตีนรั่วในปัสสาวะ และจอประสาทตาเสื่อมจากความดันโลหิตสูง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดังนั้นเพื่อป้องกันการเกิดโรคความดันโลหิตสูงเราควรดูแลตนเอง ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้เหมาะสม โดยการใส่ใจ 3 อ. คือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 1) อ.อาหาร กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพหรือ DASH Diet (Dietary Approaches to Stop Hypertension Diet) คือ ลดการบริโภคอาหารที่มีเกลือโซเดียม ไขมันอิ่มตัว ไขมันรวมและคอเรสเตอรอลลง และเพิ่มการรับประทานที่มีใยอาหาร โปรตีน แคลเซียม แร่ธาตุต่างๆอย่างโปแตสเซียมและแมกนีเซียม ได้แก่ ผัก ถั่ว ผลไม้ ธัญพืชที่ไม่ผ่านกระบวนการขัดสี (Whole Grains) ปลา ไขมันไม่อิ่มตัว และลดการบริโภคเนื้อแดง งดการรับประทานน้ำหวานและน้ำอัดลม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2) อ.ออกกำลังกาย ลดเวลานั่ง เพิ่มเวลายืน ยืดเวลาเดิน ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ ให้หัวใจ ปอด ระบบหมุนเวียนโลหิตแข็งแรง ควบคุมน้ำหนักตัว และควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 3-5 ครั้ง/สัปดาห์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 3) อ.อารมณ์ ทำอารมณ์ให้แจ่มใส ไม่เครียด นอกจากนี้ควรงดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด ฉะนั้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หันมาใส่ใจสุขภาพ รู้จักออกกำลังกายให้เหมาะสม และรู้จักเสริม สร้างสุขภาพจิตที่ดีเป็นหนทางสู่การมีสุขภาพดี ย่อมช่วยให้ตัวเราห่างไกลจากโรคความดันโลหิตสูงได้เช่นกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114773</URL_LINK>
                <HASHTAG>3 อ., 3 อ. ห่างไกลโรค, Atrial Fibrillation, DASH Diet, Dietary Approaches to Stop Hypertension Diet, กรมการแพทย์, กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ, ขาดการออกกำลังกาย, นพ.เอนก กนกศิลป์, น้ำตาลในเลือดสูง, ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต, ภาวะหัวใจล้มเหลว, สถาบันโรคทรวงอก, หัวใจเต้นผิดจังหวะ, อ.ออกกำลังกาย, อ.อารมณ์, อ.อาหาร, โรคความดันโลหิตสูง, โรคอ้วน, โรคไขมันในเลือดสูง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210827/image_big_6128e831d2d15.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110888</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/07/2021 20:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/07/2021 07:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>น้ำมันมะกอก..ทางเลือกเพื่อสุขภาพทุกวัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในช่วงเวลาที่คนไทยยังคงต้องดูแลเรื่องของสุขภาพและความปลอดภัยท่ามกลางการระบาดระลอกใหม่ของโควิด-19 อยู่นี้ ผู้คนยังให้ความสำคัญกับการหันมาพัฒนาสุขภาพและการกระตุ้นภูมิคุ้มกันกันมากขึ้นด้วย ซึ่งนอกเหนือจากการรักษาระยะห่างทางสังคมและล้างมือบ่อยๆ แล้ว เรื่องของโภชนาการและการเลือกส่วนประกอบอาหารให้เหมาะสมก็เป็นเรื่องสำคัญสำหรับคนทุกวัย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ผลการศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้โดยสมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ American Heart Association&amp;nbsp; ได้เผยให้เห็นว่า น้ำมันมะกอกถือเป็นส่วนประกอบสำคัญในการทำอาหารที่มีประโยชน์ โดยผู้ที่รับประทานน้ำมันมะกอกเป็นประจำนั้น มีความเสี่ยงน้อยกว่าที่จะเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง และภาวะไขมันในเส้นเลือดสูง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ รายงานจากโครงการ &amp;ldquo;อาหารไทย หัวใจดี&amp;rdquo; มูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ก็แสดงให้เห็นว่าน้ำมันมะกอกนั้นจัดเป็นน้ำมันที่ดีต่อสุขภาพเป็นอันดับต้นๆ อีกด้วย เพราะว่าสามารถช่วยในการลดความเสี่ยงต่อโรคที่เป็นที่รู้จักกันอย่างดี เช่น โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด เนื่องจากน้ำมันมะกอกมีโพลีฟีนอลอยู่สูง อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวซึ่งสามารถช่วยลดความดันและความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ นอกจากนี้ยังมีวิตามินอี วิตามินเค และโอเมก้าด้วย ดังนั้นจึงถือเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้สูงอายุจะต้องได้รับประโยชน์จากอาหารให้ได้มากที่สุดในช่วงภาวะโรคระบาดแบบนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ไม่ได้มีเพียงแค่ผู้สูงอายุเท่านั้นที่จะได้รับประโยชน์จากน้ำมันมะกอก เพราะว่า พญ. พรนิภา ศรีประเสริฐ กุมารแพทย์เจ้าของเพจ &amp;ldquo;เรื่องเด็กๆ by หมอแอม&amp;rdquo; ได้เผยว่าน้ำมันมะกอกนั้นยังเปี่ยมไปด้วยประโยชน์ต่อทารกที่มีอายุเกิน 6 เดือนขึ้นไปด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo;น้ำมันมะกอกสูตรเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิ้น มีส่วนประกอบของโอเมก้า 3 และ โอเมก้า 6 ในปริมาณใกล้เคียงกับน้ำนมแม่ รวมทั้งมีกรดลิโนเลอิกในปริมาณใกล้เคียงกัน ซึ่งช่วยในเรื่องของการสร้างระบบประสาทและพัฒนาการทางสมองของเด็กได้เป็นอย่างดี โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถเริ่มใช้น้ำมันมะกอกในการประกอบอาหารให้แก่ลูกๆ ได้ตั้งแต่เมื่อพวกเขาเริ่มรับประทานอาหารแข็ง หรือเริ่มเคี้ยวได้&amp;rdquo; พญ. พรนิภา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ พญ. พรนิภา ยังได้แบ่งปันประโยชน์ดีๆ จากน้ำมันมะกอกที่มีต่อลูกน้อยดังนี้ 1.บรรเทาอาการท้องผูก ลูกน้อยโตขึ้นทุกวัน และร่างกายก็เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อาการท้องผูกอาจจะเป็นปัญหาที่หลายบ้านต้องเจอ แต่สามารถแก้ได้ไม่ยาก โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถนำน้ำมันมะกอกมาประกอบอาหารเพื่อช่วยระบบขับถ่าย หรืออีกหนึ่งวิธี คือการนำน้ำมันมะกอกอุ่นๆ มาลูบเบาๆ ไปตามเข็มนาฬิกาบริเวณหน้าท้องของลูกก็ได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;2.บรรเทาอาการไอ น้ำมันมะกอกมีส่วนประกอบทางธรรมชาติที่สามารถช่วยบรรเทาอาการไอได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีส่วนช่วยในการฟื้นฟูภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติด้วย คุณพ่อคุณแม่สามารถบรรเทาอาการไอของลูกน้อยและทำให้เขาหลับง่ายขึ้นได้ โดยการผสมน้ำมันมะกอกเพียง 3-4 ช้อนชา กับน้ำมันธรรมชาติอื่นๆ เช่น น้ำมันเปปเปอร์มิ้นท์ หรือน้ำมันยูคาลิปตัส แล้วนำมาลูบบริเวณหน้าอกและหลังของลูกน้อยก่อนนอน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 3.เพิ่มความชุ่มชื่นให้กับผิว แน่นอนว่าคุณพ่อคุณแม่ย่อมอยากที่จะให้ลูกน้อยมีผิวที่ชุ่มชื่นผ่านการดูดซึมสารที่มีประโยชน์ เพื่อจะได้รู้สึกสบายอยู่ตลอดเวลา แต่ทุกวันนี้ลูกน้อยในหลายๆ บ้านอยู่ในห้องแอร์หรือโดนพัดลมเป่าอยู่เป็นประจำ ซึ่งทำให้ผิวแห้งและแพ้ง่าย น้ำมันมะกอกนั้นอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและวิตามินต่างๆ ซึ่งสามารถทำหน้าที่เป็นสารให้ความชุ่มชื่นตามธรรมชาติที่เหมาะกับทุกวัย รวมถึงทารกที่มีอายุมากกว่า 6 เดือนด้วย พญ. พรนิภา แนะนำให้ทาน้ำมันมะกอกสูตรเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิ้นเล็กน้อยลงบนผิว เพื่อลดอาการแห้งกร้าน และช่วยให้เด็กๆ ผ่อนคลาย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110888</URL_LINK>
                <HASHTAG>American Heart Association, กระตุ้นภูมิคุ้มกัน, คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, น้ำมันที่ดีต่อสุขภาพ, น้ำมันมะกอก, น้ำมันมะกอกสูตรเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิ้น, ประโยชน์ต่อทารก, มูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์, สมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา, ส่วนประกอบอาหาร, อาหารไทย หัวใจดี, เกิดโรคหัวใจ, เรื่องเด็กๆ by หมอแอม, เสี่ยงน้อย, โภชนาการ, โรคความดันโลหิตสูง, โอเมก้า 3, โอเมก้า 6</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210723/image_big_60fac81519317.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21908</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/11/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ออกกำลังด้วย &quot;ท่าฟ้อนรำ&quot; ช่วยพัฒนาร่างกายและสมอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(การเอกเซอร์ไซส์ด้วยการฟ้อนรำ จะช่วยฝึกการทรงตัว และป้องกันผู้สูงอายุหกล้มได้รับบาดเจ็บ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัจจุบันรูปแบบของการออกกำลังกายในผู้สูงอายุ มีอยู่หลากหลายประเภท ล่าสุด &amp;ldquo;การฟ้อนรำ&amp;rdquo; ตามท่วงทำนองดนตรีพื้นบ้าน ก็ถูกนำมาใช้ในการเอกเซอร์ไซส์ เพื่อสร้างความแข็งแรง ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตให้กับคนสูงวัย ที่สำคัญยังเป็นรูปแบบของการโยกย้ายส่ายสะโพก ที่คนรุ่นปู่ย่าตายายค่อนข้างถนัดและไม่รู้สึกขัดเขิน เมื่อต้องมายืนออกกำลังในที่สาธารณะ แถมบางรายยังบอกว่าดีเสียอีก เพราะอย่างน้อยลูกๆ หลานๆ จะได้ชื่นชมท่าร่ายรำที่เป็นภูมิปัญญาของคนรุ่นตายายยังสาว เพื่ออนุรักษ์ไว้ไม่ให้สูญหาย อ.ณรงค์ เทียมเมฆ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสุขภาพจาก สสส. มีข้อมูลเกี่ยวกับการเอกเซอร์ไซส์ด้วยท่าฟ้อนรำ ที่ช่วยลดโรค &amp;ldquo;NCD&amp;rdquo; หรือโรคไม่ติดต่อรื้อรังในคนสูงวัย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อ.ณรงค์ อธิบายว่า &amp;ldquo;สำหรับการเลือกออกกำลังกาย ด้วยการ &amp;ldquo;ฟ้อนรำ&amp;rdquo; เนื่องจากเป็นการเคลื่อนไหวอวัยวะร่างกายตามจังหวะเสียงเพลง แน่นอนจะช่วยกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อมัดเล็ก ข้อต่อต่างๆ ตลอดจนกล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายได้ทำงานเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะเป็นท่าทางฟ้อนรำแบบไหน เช่น การฟ้อนรำที่ประยุกต์เรื่องนาฏศิลป์เข้าไป ซึ่งเรียกได้ว่าทุกๆ รูปแบบของการออกกำลังกายด้วยท่าร่ายรำ ล้วนมีประโยชน์ต่อผู้สูงวัยแทบจะทั้งสิ้น เพราะแน่นอนว่าคนวัยเก๋าจะได้ใช้ทั้งหัว ตา ไหล่ แขน มือ นิ้ว ลำตัวที่ต้องโยกย้ายไปตามเสียงเพลง รวมถึงการเคลื่อนไหวหัวเข่า ขณะที่ต้องสลับขาเปลี่ยนท่า เรียกว่าได้ออกกำลังแทบทุกส่วน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่สำคัญยังมีการศึกษาวิจัย &amp;ldquo;การรำไทย&amp;rdquo; จะมีผลต่อสมอง คือ ทำให้สมองได้ใช้งาน ในการจดจำท่าการเดิน และการย่างก้าวขณะฟ้อนรำ เป็นต้นว่าท่านี้จะเดินหน้ากี่ก้าว และต้องถอยหลังกี่ก้าว เมื่อสมองได้ใช้งานก็จะช่วยป้องกันโรคความจำเสื่อมได้ เรียกได้ว่าเป็นการออกกำลังที่พัฒนาทั้งร่างกายและสมองไปพร้อมๆ กัน อีกทั้งยังทำให้รูปร่างและทรวดทรงของคนสูงอายุกระชับ มีการทรงตัวที่ดีเพื่อป้องกันการหกล้มบาดเจ็บ อีกทั้งการเคลื่อนไหวร่างกายก็ยังสามารถช่วยเผาพลาญไขมันที่เรากินเข้าไป จะช่วยลด &amp;ldquo;โรค NCD&amp;rdquo; หรือโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อาทิ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคอ้วนลงพุง ฯลฯ ในคนสูงวัยได้ นอกจากนี้ยังช่วยคลายเครียด ในกลุ่มของผู้สูงวัยที่ใช้สมอง อยู่กับการครุ่นคิด หรือติดโซเชียล ถ้าท่านได้ออกมาฟ้อนรำ ก็จะทำให้ทิ้งอุปกรณ์สมาร์ทโฟนไปชั่วคราว และอย่าลืมว่ากิจกรรมออกกำลังตามจังหวะเสียงเพลงดังกล่าว ผู้สูงอายุจะได้พบเจอกลุ่มคนตั้งแต่ 2 คนขึ้นได้ ก็จะทำให้มีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างที่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(ออกกำลังกายด้วย &amp;ldquo;การฟ้อนรำ&amp;rdquo; ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ข้อต่อ และช่วยลดโรคไม่ติดต่อรื้อรังในคนสูงวัยได้)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนระยะเวลาของการฟ้อนรำเพื่อสุขภาพที่เหมาะสม อันดับแรกก็ขึ้นอยู่กับสมรรถภาพของผู้สูงวัยแต่ละท่าน หรือถ้าเป็นไปได้ก็แนะนำให้ออกกำลังสัปดาห์ละ 150 นาที (คิดเป็นวันละ 30 นาที) หรือจะออกกำลังกายแบบสะสมก็ได้เช่นกัน เช่น ออกกำลังครั้งละ 10 นาที จากนั้นก็เปลี่ยนอิริยาบถไปทำงานบ้านอย่างอื่นและมาออกต่อก็ได้ และจะเอกเซอร์ไซส์แบบรวดเดียว 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมงก็ได้เช่นกัน หรือจะใช้วิธีง่ายๆ ว่าควรออกกำลัง เพื่อให้ชีพจรในร่างกาย ทำงานมากกว่าปกติ หรือชีพจรเต้นให้ได้ 80-90 ครั้งต่อนาที จากที่เคยเต้นอยู่ที่ 50-60 ครั้งต่อนาที เพราะจะทำให้หัวใจทำงานได้มากขึ้น ก็จะทำให้เลือดลมสูบฉีดและไหลเวียนได้ดี ก็จะไปเลี้ยงส่วนต่าง รวมถึงสมองให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อนั้นร่างกายก็จะแข็งแรง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21908</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, ฟ้อนรำ, อ.ณรงค์ เทียมเมฆ, โรคความดันโลหิตสูง, โรคอ้วนลงพุง, โรคเบาหวาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181113/image_big_5beac33b27a93.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21392</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/11/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เลี่ยงแหล่งท่องเที่ยวเย็นจัด-คนพลุกพล่าน  ตัวช่วยวัยเก๋าพักผ่อนส่งท้ายปีเก่าสุขภาพดี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(เครื่องดื่มอุ่นๆ และการหมั่นขยับเขยื้อนร่างกายตัวช่วยที่ทำให้วัยเก๋าเที่ยวอย่างสนุก และทำให้ร่างกายเกิดความสมดุล รับมือกับอากาศเย็นได้ดี)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เข้าสู่หน้าหนาวนับเป็นสัญญาณของการท่องเที่ยวไทย เนื่องจากเป็นช่วงเวลาหยุดพักร้อนใกล้สิ้นปีที่หลายคนรอคอย เพื่อที่จะได้ชวนผู้สูงวัยไปเที่ยวพักผ่อนกันทั้งครอบครัว เพื่อรับอากาศเย็นๆ แต่ทั้งนี้การดูแลสุขภาพ ในตลอดระยะเวลาของท่องเที่ยวก็ถือเป็นสิ่งที่สำคัญไม่น้อย เพราะผู้สูงวัยส่วนใหญ่มักเจ็บป่วยได้ค่อนข้างง่ายกว่าคนหนุ่มสาว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พญ.พลอยลดา ธนาไพศาลวรกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและเวชศาสตร์ชะลอวัย ผู้ก่อตั้งลลลนาคลินิก (Lollana Clinic) มีคำแนะนำสำหรับคนวัยเก๋าที่ต้องเดินทางไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบอากาศเย็นทางภาคเหนือของประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พญ.พลอยลดาให้ข้อมูลว่า &amp;ldquo;ในช่วงที่อาการเริ่มหนาวเย็น ร่างกายของผู้สูงอายุจะไม่แข็งแรงเหมือนกับคนวัยหนุ่มสาว ดังนั้นจึงจำเป็นต้องรักษาอุณหภูมิร่างกายให้อบอุ่นอยู่ตลอดเวลา โดยการใส่เสื้อผ้าหนาๆ หรือต้องพกผ้าพันคอหรือสวมหมวกไหมพรม และต้องหมั่นออกกำลัง อีกทั้งต้องเคลื่อนไหวร่างกาย โดยเฉพาะหากต้องไปท่องเที่ยวในสถานที่อากาศเย็น นอกจากนี้ให้กินและดื่มอาหารที่มีรสอุ่นๆ อีกทั้งต้องดื่มน้ำเปล่าวันละ 6-8 แก้ว พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อเสริมภูมิต้านทานโรคให้กับร่างกาย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ผู้สูงอายุที่มีปัญหาโรคปอดควรเลี่ยงการเดินขึ้นเขาสูง และมีสภาพอากาศเย็นจัด เพราะเสี่ยงต่อการเป็นลมหน้ามืด เนื่องจากพื้นที่สูงจะทำให้ความกดอากาศต่ำ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ก็ให้ระมัดระวังเรื่องเกี่ยวกับ &amp;ldquo;โรคทางเดินหายใจ&amp;rdquo; เช่น โรคไข้หวัด และโรคไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะสถานที่ท่องเที่ยวซึ่งมีคนอยู่เยอะ โดยเฉพาะตลาดหรือห้างสรรพสินค้า เพราะผู้สูงอายุจะเสี่ยงติดเชื้อโรคดังกล่าวได้ค่อนข้างง่าย ดังนั้นการป้องกันคือการไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพปอด ซึ่งต้องอยู่ในพื้นที่อากาศเย็นและคนพลุกพล่าน หรือถ้าหากผู้สูงวัยมีอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก มีอาการเป็นไข้ ก็ควรรีบไปพบแพทย์จะดีที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกหนึ่งภาวะที่พบได้บ่อยในแหล่งท่องเที่ยวที่มีอากาศเย็น คือผู้สูงอายุมีปัญหาเรื่อง &amp;ldquo;ผิวแห้ง&amp;rdquo; เนื่องจากไขมันในร่างกายทำงานลดน้อยลง จึงทำให้ผิวขาดความชุ่มชื่นจึงแห้งแตก การรักษาความชุ่มชื่นในร่างกายก็ยังจำเป็นต้องทำอยู่สม่ำเสมอ โดยการใส่เสื้อผ้าให้อบอุ่น และไม่ควรอาบน้ำอุ่น หรือหลีกเลี่ยงการอาบนานๆ เพราะจะยิ่งทำให้ผิวแห้งมากขึ้นไปอีก หลังจากอาบน้ำก็ให้ทาโลชั่นบ่อยๆ โดยใน 1 วันควรทาโลชั่น 2-3 รอบ หรือทาลิปบาล์มที่ปากเพื่อเพิ่มความชุ่มชื่น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนผู้สูงวัยที่มีปัญหาเกี่ยวโรคระบบไหลเวียนโลหิต หรือ &amp;ldquo;โรคความดันโลหิตสูง&amp;rdquo; แนะนำว่าไม่ควรบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง และเค็มจัด เพราะจะทำให้ความดันโลหิตสูงหรือกำเริบ ซึ่งจะส่งผลให้หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ หรือทำให้หายใจไม่ออกและหมดสติได้เช่นกัน ดังนั้นผู้สูงวัยที่ป่วยโรคดังกล่าวควรบริโภคอาหารอุ่นในช่วงหน้าหนาว และไม่กินไขมันมากเกินไป รวมถึงอาหารรสหวานจัดด้วยเช่นกัน ที่สำคัญให้หมั่นออกกำลังกายในช่วงหน้าหนาว เพื่อเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงและอบอุ่น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ผู้สูงอายุที่เตรียมตัวท่องเที่ยวช่วงหน้าหนาวควรใส่เสื้อผ้าที่หนาและมีผ้าพันคอ เพื่อสร้างความอบอุ่นให้กับร่างกาย)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยสรุปในช่วงหน้าหนาว หากผู้สูงอายุต้องการเดินทางท่องเที่ยวเพื่อรับอากาศบริสุทธิ์ ให้ &amp;ldquo;หลีกเลี่ยงสถานที่อากาศเย็นจัด&amp;rdquo; ที่สำคัญลูกหลานเองก็จำเป็นต้องเช็กสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนการเตรียมเครื่องนุ่งห่มให้เหมาะกันแหล่งเที่ยวที่จะไป เช่น ผ้าพันคอ เสื้อผ้าหนานุ่ม ถ้าเป็นไปได้ไม่แนะนำให้ผู้สูงอายุเดินขึ้นเขาสูงในระยะทางไกลๆ รวมกับอากาศเย็น หรือมีอุณหภูมิเลขตัวเดียว โดยเฉพาะผู้ที่เจ็บป่วยเกี่ยวกับ &amp;ldquo;ปอด&amp;rdquo; เพราะยิ่งสูงความกดอากาศจะยิ่งต่ำ ซึ่งจะทำให้ผู้สูงอายุมีอาการหน้าบวม ตัวบวม ตลอดจนหายใจไม่ออก เนื่องจากหัวใจทำงานมากเกินไป ซึ่งจะทำให้เกิดอาการวูบและหมดสติได้ เป็นไปได้ก็ไม่ควรเดินขึ้นเขา ที่สำคัญให้ &amp;ldquo;หลีกเลี่ยงสถานที่ท่องเที่ยวผู้คนหนาแน่น&amp;rdquo; เพราะจะทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคทางเดินหายใจได้ค่อนข้างง่ายเช่นกัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21392</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, ผิวแห้ง, พญ.พลอยลดา ธนาไพศาลวรกุล, โรคความดันโลหิตสูง, โรคทางเดินหายใจ, โรคไข้หวัดใหญ่, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181105/image_big_5be03db869a2b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16725</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สว.เดินทางต้องวางแผน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เป็นผู้สูงอายุแล้วต้องวางแผนการเดินทาง และเตรียมตัวเดินทางอย่างรอบคอบแต่เนิ่นๆ โดยเริ่มตั้งแต่ออกจากที่พักให้เร็วกว่าปกติ เดินทางไปสนามบินให้มีเวลามากพอก่อนเวลาเที่ยวบิน เพื่อเตรียมตัวด้านเอกสารและอื่นๆ ให้เรียบร้อย จนถึงสถานที่จะขึ้นเครื่องบิน ยา เวชภัณฑ์ ของใช้ที่จำเป็นมีพร้อมอยู่ในกระเป๋าเดินทาง โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคหอบหืด โรคเบาหวาน (ยารับประทาน, ยาฉีด) โรคความดันโลหิตสูง เครื่องชาร์จแบตเตอรี่สำหรับเครื่องมือแพทย์ การเตรียมตัวรับสภาพอากาศสถานที่ปลายทางที่อาจร้อนจัด หนาวจัด และ/หรือมีการฉีดวัคซีนป้องกันโรค (ปรึกษาแพทย์ก่อนออกเดินทางว่าควรต้องฉีดวัคซีนอะไรบ้าง และเพื่อให้วัคซีนออกฤทธิ์ได้มีประสิทธิภาพเมื่อถึงปลายทาง ควรต้องปรึกษาแพทย์ล่วงหน้าอย่างน้อยประมาณ 3-4 สัปดาห์) นะคะ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16725</URL_LINK>
                <HASHTAG>ยา, เล็กๆน้อยๆ, เวชภัณฑ์, โรคความดันโลหิตสูง, โรคหอบหืด, โรคเบาหวาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/5a3767e7341e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14385</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/07/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การออกกำลัง...สำหรับคนมีโรค</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; อายุมากขึ้น เรื่องที่ตามมาคือการมีโรคประจำตัว เช่น โรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน เป็นต้น การป้องกันทำได้โดยควบคุมและรักษาโรคดังกล่าวข้างต้น และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะพบว่าการออกกำลังกายนอกจากช่วยให้ร่างกายโดยรวมแข็งแรงแล้ว ยังสามารถลดอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ตีบตันได้ด้วย ซึ่งวิธีการออกกำลังกายที่เหมาะสมโดยทั่วไป ควรออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละไม่ต่ำกว่า 20 นาที เลือกออกกำลังกายแบบใดก็ได้ ขอให้เป็นการออกกำลังที่มีการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกายตลอดเวลา เช่น เดิน วิ่ง ว่ายน้ำ เป็นต้น.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14385</URL_LINK>
                <HASHTAG>เล็กๆน้อยๆ, โรคความดันโลหิตสูง, โรคหลอดเลือดหัวใจ, โรคเบาหวาน, โรคไขมันในเลือดสูง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/5a3767e7341e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10344</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รพ.ราชวิถีเปิดตัว&#039;คลินิกสุขภาพผู้สูงอายุ&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จากข้อมูลพบว่าในปี 2568 จะมีสัดส่วนประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 ทำให้กลายเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ทั้งนี้ ผู้สูงอายุจะมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่เสื่อมลงทั้งร่างกาย จิตใจ และสังคม โดยมักพบโรคประจำตัวอย่างน้อย 1 โรค และประสบปัญหาทางด้านจิตใจที่เกิดจากการสูญเสียบุคคลใกล้ชิด รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงบทบาทหน้าที่ทางสังคม ทำให้ผู้สูงอายุเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ที่ต้องรับบริการด้านสุขภาพ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ปัจจุบันกลุ่มผู้สูงอายุมักจะเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ ซึ่งเกิดจากความเสื่อมของร่างกาย ได้แก่ 1.โรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน 2.โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด 3.โรคข้อต่อเสื่อมและโรคกระดูกพรุน 4.โรคที่เกี่ยวข้องกับระบบสมองและระบบประสาท เช่น ภาวะสมองเสื่อม โรคพาร์กินสัน 5.โรคที่เกี่ยวกับปัญหาทางจิตเวช เช่น ภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ และ 6.โรคติดเชื้อ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญที่หน่วยงานสาธารณสุขต้องเตรียมความพร้อมในการให้บริการทางสังคมและสุขภาพ สอดคล้องกับแผนพัฒนาผู้สูงอายุแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2545-2564) ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 พ.ศ.2552 และนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข ในการปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุในปัจจุบันและอนาคต โดยผู้สูงอายุสามารถเข้าถึงการบริการที่มีคุณภาพ เท่าเทียม เพื่อให้ผู้สูงอายุเข้าสู่ภาวะวัยสูงอายุอย่างมีคุณภาพ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.มานัส โพธาภรณ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี กล่าวเพิ่มเติมว่า โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ เป็นโรงพยาบาลหนึ่งที่มีผู้สูงอายุมารับบริการเป็นจำนวนมาก ทั้งแผนกผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน ซึ่งในปี 2558-2560 แผนกผู้ป่วยนอกมีผู้สูงอายุมาใช้บริการมากกว่า 3 แสนรายต่อปี สำหรับแผนกผู้ป่วยในมีผู้สูงอายุมาใช้บริการกว่า 1 หมื่นรายต่อปี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นทั้งสองแผนก โรงพยาบาลราชวิถีเล็งเห็นถึงความสำคัญของการดูแลผู้สูงอายุ จึงได้จัดตั้ง &amp;ldquo;คลินิกสุขภาพผู้สูงอายุ&amp;rdquo; เพื่อให้บริการรักษาและดูแลผู้สูงอายุแบบองค์รวม โดยเน้นการให้บริการผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งป่วยด้วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ภาวะสมองเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน ตลอดจนผู้สูงอายุที่ป่วยและทานยามากกว่า 4 ชนิดขึ้นไป สำหรับคลินิกสุขภาพผู้สูงอายุ โรงพยาบาลราชวิถี เปิดให้บริการในทุกวันพฤหัสบดี เวลา 08.00-16.00 น. ณ ห้องตรวจอายุรกรรม ชั้น 9 อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร.0-2354-8108 ต่อ 2128 หรือ 06-1951-9426
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ผู้สูงอายุควรให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพตนเอง โดยการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ลดอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล และไขมัน เน้นอาหารโปรตีนจากเนื้อสัตว์โดยเฉพาะปลา เพิ่มแร่ธาตุที่ผู้สูงอายุมักขาด ได้แก่ แคลเซียม สังกะสี และเหล็ก ซึ่งมีอยู่ในนม ถั่วเหลือง ผัก ผลไม้ ธัญพืชต่างๆ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ สัมผัสอากาศที่บริสุทธิ์ หลีกเลี่ยงอบายมุข ได้แก่ บุหรี่และสุรา ควบคุมน้ำหนักตัว ลดความอ้วน หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ไม่เหมาะสม เช่น การซื้อยามากินเอง หรือกินยาเดิมที่เก็บไว้ หรือรับยามาจากผู้อื่น และหมั่นตรวจสุขภาพประจำปี หากพบอาการผิดปกติต่างๆ ควรรีบพบแพทย์ และนอกจากการดูแลสุขภาพกายแล้ว สุขภาพใจเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน ควรทำจิตใจให้แจ่มใส มองโลกในแง่ดี ไม่เครียดหรือวิตกกังวลกับเรื่องต่างๆ มากเกินไป เพียงเท่านี้จะช่วยให้เป็นผู้สูงอายุที่สุขภาพดีอย่างแท้จริง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10344</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, นพ.มานัส โพธาภรณ์, นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์, ภาวะสมองเสื่อม, โรคความดันโลหิตสูง, โรคพาร์กินสัน, โรคระบบหัวใจ, โรคหัวใจขาดเลือด, โรคเบาหวาน, โรคเรื้อรัง, โรงพยาบาลราชวิถี, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180530/image_big_5b0ea15fb705f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
