<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>37577</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2019 08:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2019 08:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พ่อแม่&#039;เชิด ร็อคแสลง&#039;ทำใจไม่ได้ลูกชายจากไปไม่ทันร่ำลา รอรับศพกลับบำเพ็ญกุศลบ้านเกิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 มิ.ย.62- เมื่อเวลา 22.00 น. (3 มิ.ย.62) &amp;nbsp;บรรยากาศที่บ้านเลขที่ 208 &amp;nbsp;หมู่ 1 บ้านแสลงโทน &amp;nbsp;ต.แสลงโทน &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อ.ประโคนชัย &amp;nbsp;จ.บุรีรัมย์ &amp;nbsp; ซึ่งเป็นบ้านเกิดของนายบุญเชิด พรมประโคน อายุ 40 ปี หรือ &amp;ldquo;เชิด &amp;nbsp;ร็อคแสลง&amp;rdquo; &amp;nbsp; นักร้องลูกทุ่งชื่อดัง เจ้าของบทเพลง &amp;ldquo;มอเตอร์ไซด์ฮ่าง , กิ้งกือตกส่าง&amp;rdquo; &amp;nbsp;ที่เสียชีวิต จากอาการป่วยด้วยโรคตับแข็ง มีเลือดออกจมูกและทวาร เมื่อช่วงบ่ายวันที่ (3 มิ.ย.) &amp;nbsp;ที่โรงพยาบาลรามคำแพง &amp;nbsp; ต่างเป็นไปด้วยความโศกเศร้าหลังทราบข่าวการจากไปของนักร้องลูกทุ่งชื่อดัง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเฉพาะนายเสมือน &amp;nbsp; พรมประโคน อายุ 68 ปี และนางปืน &amp;nbsp;พรมประโคน อายุ 66 ปี พ่อและแม่ของนักร้องหนุ่ม &amp;nbsp;ที่ยังทำใจไม่ได้กับการจากไปของลูกชายโดยไม่ทันได้ร่ำลาหรือสั่งเสีย &amp;nbsp;และเตรียมรอรับศพลูกชายกลับมาบำเพ็ญกุศลที่บ้านเกิด &amp;nbsp; ซึ่งคาดว่าศพจะมาถึงช่วงเย็นวันนี้ (4 มิ.ย.) &amp;nbsp; ขณะที่ญาติและชาวบ้านที่ทราบข่าวต่างก็มาแสดงความเสียใจและให้กำลังพ่อและแม่ของนักร้องหนุ่มที่บ้านอย่างไม่ขาดสาย &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้พ่อและแม่ของนักร้องหนุ่มยังได้จุดธูปกราบไหว้ศาลตา-ยาย เพื่อขอให้ภรรยาและลูกๆ ที่เดินทางไปรับศพลูกชายกลับมาอย่างปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางปืน &amp;nbsp; พรมประโคน &amp;nbsp; แม่นักร้องหนุ่มลูกทุ่งชื่อดัง​ &amp;nbsp; บอกว่า &amp;nbsp;ช่วงที่ลูกชายล้มป่วยและเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลรามคำแหง &amp;nbsp;ก็ได้เดินทางไปเยี่ยมเมื่อสัปดาห์ก่อนเมื่อเห็นสภาพลูกชายกู้สึกสงสาร &amp;nbsp;และเมื่อเดินทางกลับมาบ้านก็จะไปกราบไว้บนบานศาลตาปู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำหมู่บ้านทุกวัน &amp;nbsp;เพื่อขอให้ลูกชายหายป่วย &amp;nbsp; แต่สุดท้ายปาฏิหาริย์ก็ไม่มีจริง &amp;nbsp;จริงๆ วันนี้ตั้งใจจะเดินทางไปเยี่ยมลูกชายที่ รพ.รามคำแหง &amp;nbsp;ซึ่งลูกสะใภ้โอนเงินค่ารถมาให้ 2,000 บาท &amp;nbsp;ก็ติดต่อรถไว้แล้วเตรียมจะเดินทางไปช่วงเย็น &amp;nbsp;แต่ตอนบ่ายลูกสะใภ้ก็โทรศัพท์มาบอกว่าลูกชายสิ้นใจแล้ว &amp;nbsp;ก็รู้สึกเสียใจมากที่ไม่ได้ไปดูใจลูกชายก่อนตาย และยังไม่ทันได้ร่ำลาหรือสั่งเสียเลย &amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ก็ขอให้ดวงวิญญาณของลูกไปอยู่ในภพภูมิที่ดี &amp;nbsp;หากชาติหน้ามีจริงขอให้ได้เกิดมาเป็นครอบครัวเดียวกันอีก &amp;nbsp;และขอขอบคุณแฟนเพลง &amp;nbsp;และผู้ใจบุญทุกคนที่ให้ความช่วยเหลือลูกชาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายเสมือน &amp;nbsp; พรมประโคน &amp;nbsp; ผู้เป็นพ่อ​ บอกว่า &amp;nbsp; &amp;nbsp;ยังทำใจไม่ได้ที่ลูกชายจากไปเร็วแบบนี้ &amp;nbsp;หากลูกรับรู้ได้ก็อยากจะบอกว่ารักเขามาก &amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ผ่านมาเชิด &amp;nbsp;ถือเป็นเสาหลักที่คอยดูแลพ่อแม่ช่วงที่มีงานเยอะๆ ลูกจะส่งเงินมาให้ตลอด &amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ระยะหลังลูกไม่ค่อยมีงานจึงไม่ค่อยได้ส่งแต่ทางบ้านก็เข้าใจ &amp;nbsp;แต่ไม่คิดว่าลูกจะมาจากไปเร็วขนาดนี้ &amp;nbsp;ก็ขอให้ลูกได้ไปอยู่ในภพภูมิที่ดีชาติหน้ามีจริงก็ขอให้เกิดมาเป็นพ่อลูกกันอีก.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37577</URL_LINK>
                <HASHTAG>เชิด ร็อคแสลง, เสียชีวิต, โรคตับแข็ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190604/image_big_5cf5c871f2a17.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37535</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/06/2019 16:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/06/2019 16:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สิ้น’เชิด ร็อคแสลง’ ปิดตำนาน’มอเตอร์ไซค์ฮ่าง’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังจากที่ก่อนหน้านี้ อดีตนักร้องชื่อดัง เชิด ร็อคแสลง หรือ บุญเชิด พรมประโคน อายุ 40 ปีเจ้าของบทเพลง มอเตอร์ไซค์ฮ่าง ได้ล้มป่วยลงด้วยโรคตับแข็งระยะสุดท้าย และได้เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลรามคำแหง มาตั้งแต่วันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา โดยมี นางสาวปาริชาติ เจตนา อายุ 40 ปี ภรรยา คอยดูแลอยู่ไม่ห่าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งในวันนี้อาการของนักร้องหนุ่มค่อนข้างโคม่า โดยในเฟซบุ๊กของเชิด ร็อคแสลง ก็ได้มีความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา โดยมีการโพสต์ข้อความไม่ว่าจะเป็น &amp;quot;อย่าเป็นอะไรไปนะ พี่ทำใจดี ๆ ไว้นะ&amp;quot; และ &amp;quot;ขอพี่อย่าเป็นอะไรใจแข็งไว้รอให้ลูกมาก่อนนะ พี่อยากเจอลูกไม่ใช่เหรอ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และในเวลาประมาณ 12.30 น. ก็มีการอัพเดทล่าสุดว่านักร้องหนุ่มเจ้าของบทเพลงมอเตอร์ไซค์ฮ่าง ได้จากไปอย่างสงบแล้ว โดยในเฟซบุ๊ก เชิด ร็อคแสลง ได้มีการโพสต์ข้อความระบุว่า &amp;quot;หลับให้สบายนะพี่ไม่ต้องห่วงหนูกับลูก..หนูจะเข็มแข็ง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก เชิด ร็อคแสลง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37535</URL_LINK>
                <HASHTAG>นักร้อง, มอเตอร์ไซด์ฮ่าง, เชิด ร็อคแสลง, เสียชีวิต, โรคตับแข็ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190603/image_big_5cf4e6ce80962.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36758</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/05/2019 15:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/05/2019 15:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รพ.ราชวิถีชวนบริจาค ซื้อเครื่องมือแพทย์ เพื่อเปลี่ยนถ่าย&quot;ตับ&quot; </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
ทีมศัลยแพทย์ รพ.ราชวิถี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
25พ.ค.62-&amp;quot;ตับ&amp;rdquo; เป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย ทำหน้าที่ขจัดสารพิษออกจากเลือด สร้างภูมิคุ้มกันบางอย่างขึ้นมาต่อสู้โรคติดเชื้อ และกำจัดเชื้อโรคต่างๆออกจากเลือด นอกจากนี้ตับยังทำหน้าที่สร้างโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบในการทำให้เลือดแข็งตัว และสร้างน้ำดี เป็นต้น นั่นเป็นเพียงหน้าที่ส่วนหนึ่งของตับเท่านั้น ซึ่งตับมีความสำคัญมากต่อร่างกาย ดังนั้นโรคเกี่ยวกับตับทำให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของคนเรา อย่างเช่นผู้ป่วยที่เป็นโรคตับแข็ง เคยมีผู้ประเมินไว้ว่าโรคตับแข็งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของประชากรโลก 25,000 คน ทุกปี จัดเป็นสาเหตุการตายที่เกิดจากโรคเป็นอันดับที่ 8 อีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้นการผ่าตัดปลูกถ่ายตับ จึงเป็นทางรอดเดียวของผู้ป่วยโรคตับแข็ง มะเร็งตับ และผู้ป่วยตับวายเฉียบพลัน ซึ่งหากไม่ได้รับการผ่าตัดปลูกถ่ายให้ทันถ่วงทีนั้น จะมีผลทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ โดยสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคตับแข็ง เกิดจากไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง ที่มีทั้งชนิด บี และซี ส่วนสาเหตุที่พบมากรองลงมาในประเทศไทย คือ การดื่มสุรา &amp;nbsp;สำหรับสาเหตุของภาวะตับวายเฉียบพลันมักเกิดจากตับอักเสบเฉียบพลันที่รุนแรง นอกจากนั้นอาจเกิดจากการรับประทานยาสมุนไพรบางประเภท หรือการรับประทานยาที่มีพิษกับตับในปริมาณที่มากเกินไป เช่น ยาแก้ปวด (พาราเซตามอล)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนสำคัญที่สุดในการปลูกถ่ายตับนั้น &amp;nbsp;คือการได้รับบริจาคอวัยวะจากผู้ที่เสียชีวิต ซึ่งหน่วยงานที่ดูแลเรื่องการรับบริจาคอวัยวะ ณ ขณะนี้คือศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทยซึ่งทำหน้าที่ เป็นตัวกลางในการรับบริจาคอวัยวะ &amp;nbsp;โดย เป็นผู้ประสานไปยังศูนย์การปลูกถ่ายตับต่างๆ ทั่วประเทศ และ &amp;nbsp;จัดลำดับคิวในการรับอวัยวะของแต่ละศูนย์ ยกเว้นกรณีฉุกเฉินที่มีผู้ป่วยตับวายเฉียบพลันซึ่งเข้าเกณฑ์ที่สภากาชาดกำหนด จะได้จัดลำดับพิเศษเป็นคิวแรก เนื่องจาก ภาวะดังกล่าวเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินที่จะทำให้คนไข้เสียชีวิตหากไม่ได้รับการปลูกถ่ายตับทันเวลา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อมีผู้บริจาคตับเข้ามาที่ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ ทางศูนย์รับบริจาคอวัยวะจะตรวจสอบข้อมูลของผู้บริจาคและแจ้งไปยังศูนย์ปลูกถ่ายตับลำดับแรกที่มีผู้ป่วยที่เข้ากันได้กับผู้บริจาคตับ &amp;nbsp;จากนั้นทางศูนย์ปลูกถ่ายตับที่ได้รับตับจะแบ่งทีมศัลยแพทย์ออกเป็น 2 ทีม และดำเนินตามขั้นตอนดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สอาด ตรีพงษ์กรุณา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทีมศัลยแพทย์ทีมแรกจะทำหน้าที่ผ่าตัดนำตับออกจากตัวของผู้บริจาค โดยจะตรวจดูความสมบูรณ์ของอวัยวะว่าสามารถนำมาปลูกถ่ายได้หรือไม่ ถ้าหากอวัยวะมีความสมบูรณ์สามารถนำมาปลูกถ่ายได้ก็จะต้องนำอวัยวะแช่ในน้ำหล่อเลี้ยง แล้ว แช่เย็นไว้ที่อุณหภูมิ ประมาณ 4 องศา เพื่อนำมาปลูกถ่ายให้กับผู้รอรับอวัยวะ ระยะเวลาระหว่างการนำอวัยวะออกจากร่างผู้บริจาค และนำอวัยวะมาปลูกถ่ายให้กับผู้ป่วยไม่ควรจะมากกว่า &amp;nbsp;16-17 ชั่วโมง เนื่องจากตับที่นำออกจากร่างกายของผู้บริจาคไม่สามารถมีชีวิตอยู่นานกว่า 24 ชั่วโมง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ทีมศัลยแพทย์ไปรับอวัยวะจากผู้บริจาค ทาง รพ. ก็จะทำการเรียกตัวผู้ป่วยที่รอรับการปลูกถ่ายอวัยวะ มาเตรียมตัวในการผ่าตัด เจาะเลือด เช็คเลือด เตรียมเลือดสำรอง สำหรับใช้ในการผ่าตัด และทำสิ่งที่จำเป็นสำหรับเตรียมการผ่าตัดเปลี่ยนตับ แล้วศัลยแพทย์อีกทีมจะเริ่มทำการผ่าตัดในผู้ที่จะรับอวัยวะโดยจะจัดเวลาให้พอดีกับเวลาที่ตับที่รับบริจาคจะเดินทางมาถึง ทั้งนี้เพื่อให้เวลาที่นำตับออกจากผู้บริจาคจนปลูกถ่ายเสร็จสิ้นทันในเวลา 16-17 ชั่วโมง
เมื่อเสร็จสิ้นการผ่าตัดปลูกถ่ายตับผู้ป่วยจะต้องพักฟื้นอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ และสังเกตการทำงานของตับที่ได้รับการปลูกถ่ายใหม่ ว่าสามารถทำงานได้ปกติหรือไม่ โดยต้องพักฟื้นที่โรงพยาบาลประมาณ 2-4 สัปดาห์ แพทย์จึงจะอนุญาตให้กลับบ้านได้ หลังจากกลับบ้านไปแล้วนั้นผู้ป่วยจะต้องดูแลสุขภาพตัวเองดังนี้ คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
1.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ป่วยปลูกถ่ายตับต้องรับประทานยากดภูมิไปตลอดชีวิตโดยจะสามารถลดขนาดยาได้เมื่อเวลาผ่านไป เพื่อป้องกันร่างกายต่อต้านอวัยวะที่ได้รับการปลูกถ่าย &amp;nbsp;ดังนั้นภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยจะต่ำกว่าคนทั่วไปจึงต้องระมัดระวังดูแลตัวเองให้ห่างจากการติดเชื้อ
2.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย ตามที่แพทย์กำหนดอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันอาการแทรกซ้อนต่างๆ&amp;nbsp;
หลังจากปลูกถ่ายตับไปแล้ว ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ ทำงาน และออกกำลังกายได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โรงพยาบาลราชวิถีนับเป็นโรงพยาบาลแห่งแรกในสังกัดกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ที่สามารถผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะได้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 และยังเป็นโรงพยาบาลแห่งแรกที่สามารถผ่าตัดปลูกถ่าย 2 อวัยวะ พร้อมกัน คือ หัวใจและปอด สำเร็จเป็นแห่งแรกของประเทศไทย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในปี พ.ศ. 2532 และต่อมาเริ่มผ่าตัดปลูกถ่าย ตับ ไต รวมถึงเนื้อเยื่อกระจกตา จนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะมากกว่า 400 ราย และปลูกถ่ายกระจกตามากกว่า 1,000 ราย และเป็น 1 ใน 4 ของโรงพยาบาลทั่วประเทศ ปัจจุบันเป็นโรงพยาบาลราชวิถีมีการผ่าตัดปลูกถ่ายตับให้กับผู้ป่วยไปแล้ว 36 ราย ตั้งแต่ปี 2539 โดยในแต่ละรายจะมีมีค่าใช้จ่ายในการปลูกถ่ายอยู่ที่ประมาณ 4-5 แสนบาท ยังไม่รวมค่ายากดภูมิ อีกเดือนละประมาณ 10,000 บาท ซึ่งคนไข้ส่วนใหญ่ที่มาทำการรักษาที่โรงพยาบาลราชวิถี ไม่สามารถที่จะจ่ายค่ารักษาได้ จึงทำให้โรงพยาบาลต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมด โดยการสนับสนุนของมูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี แต่ด้วยงบประมาณที่มีอยู่จำกัดจึงไม่สามารถผ่าตัดปลูกถ่ายให้กับผู้ป่วยได้มากเท่าที่ควร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จึงขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมสมทบทุนบริจาคซื้อเครื่องมือแพทย์กับโรงพยาบาลราชวิถี โดยสามารถร่วมบริจาคได้ที่ชื่อบัญชี &amp;ldquo;เงินบริจาคของโรงพยาบาลราชวิถี&amp;rdquo; หมายเลขบัญชี 051-276128-1 &amp;nbsp;ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาโรงพยาบาลราชวิถี &amp;nbsp;(ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า) หรือ สอบถามโทร 02 &amp;ndash; 3548108 -37 ต่อ 3032 หรือกรอกข้อมูลผ่าน http://www.rajavithi.go.th
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตับแข็ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตับปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36758</URL_LINK>
                <HASHTAG>บริจาคเครื่องมือแพทย์, รพ.ราชวิถี, เปลี่ยนถ่ายตับ, โรคตับแข็ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190525/image_big_5ce8f766eaadf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7213</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/04/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วัคซีน..จำเป็นแค่ไหน??? เสริมภูมิคุ้มกันในผู้สูงวัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจุบันวัคซีนในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะประเทศไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว จึงมีคำถามว่า จำเป็นมากน้อยเพียงใดสำหรับการฉีดวัคซีนเสริมภูมิคุ้มกันให้กับผู้ใหญ่หรือผู้สูงวัย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ปิยะวัชร์ เตธวัช อายุรแพทย์ โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ในวัยผู้สูงอายุ หากเกิดโรคติดเชื้ออาจมีอาการรุนแรง และใช้เวลาในการรักษานาน การฉีดวัคซีนจึงเป็นแนวทางหนึ่งเพื่อป้องกันโรคและลดค่าใช้จ่ายทางด้านสาธารณสุขลงเมื่อเทียบกับที่คนไข้ต้องไปนอนในโรงพยาบาลนานๆ เมื่อป่วยแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากข้อมูลของสถานเสาวภา สภากาชาดไทย พบว่า การฉีดวัคซีนป้องกันโรคในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุของประเทศไทยยังอยู่ในอัตราที่ไม่สูงมากนัก การรณรงค์และให้ความรู้เกี่ยวกับการฉีดวัคซีนจึงเป็นเรื่องสำคัญ ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์ได้ออกคำแนะนำการให้วัคซีนป้องกันโรคสำหรับผู้ใหญ่และผู้สูงอายุในปี พ.ศ.2557 โดยแบ่งวัคซีนเป็น 2 กลุ่มคือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.วัคซีนที่ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุควรจะได้รับหากไม่มีข้อห้าม ได้แก่ 1.1) วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป และผู้ป่วยอายุระหว่าง 19-64 ปีที่มีประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคหอบหืด โรคถุงลมโป่งพอง และผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งจากโรคเรื้อรัง ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคไต โรคเลือด รวมถึงผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือได้รับยากดภูมิคุ้มกัน 1.2) วัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ ในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป 1.3) วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี ในผู้ป่วยโรคไตที่ได้รับการฟอกไต รวมไปถึงผู้ป่วยที่ได้รับเลือดบ่อย นอกจากนี้ยังอาจพิจารณาให้ในผู้ที่มีโรคหัวใจ โรคถุงลมโป่งพอง โรคตับแข็ง โรคไตวายเรื้อรัง ผู้ป่วยโรคเบาหวาน รวมถึงผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือได้รับยากดภูมิคุ้มกัน 1.4) วัคซีนรวมป้องกันโรคคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน โดยแนะนำให้ฉีดทุก 10 ปี 1.5) วัคซีนป้องกัน Human Papillomavirus (HPV) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดมะเร็งปากมดลูก โดยแนะนำให้ฉีดในสตรีอายุ 9-26 ปี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.วัคซีนที่อาจพิจารณาให้ตามความเสี่ยงหรือโรคประจำตัวของผู้ป่วย ได้แก่ 2.1) วัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ ในผู้ป่วยอายุระหว่าง 19-64 ปีที่มีโรคหัวใจ โรคหอบหืด โรคถุงลมโป่งพอง โรคตับแข็ง โรคไตวายเรื้อรัง ผู้ป่วยโรคเบาหวาน รวมถึงผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ และผู้เป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง 2.2) วัคซีนป้องกันอีสุกอีใส ในรายที่ไม่มีภูมิคุ้มกันโรคและมีโอกาสสัมผัสเชื้อ เช่น ครูหรือผู้ที่เลี้ยงเด็กเป็นจำนวนมาก รวมไปถึงสตรีวัยเจริญพันธุ์ที่ยังไม่ต้องการตั้งครรภ์ ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่ไม่ทราบหรือไม่เคยมีประวัติเคยเป็นมาก่อน ควรตรวจหาภูมิคุ้มกันโรคอีสุกอีใสก่อนได้รับวัคซีน 2.3) วัคซีนป้องกันโรคงูสวัด ในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป เพื่อลดอุบัติการณ์ของการเกิดโรคงูสวัด และช่วยลดความรุนแรงของอาการงูสวัดได้หากเป็นโรค 2.4) วัคซีนป้องกัน Human Papillomavirus (HPV) ในชายอายุ 19-26 ปี โดยเฉพาะกลุ่มชายรักร่วมเพศ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ HPV ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของมะเร็งบริเวณทวารหนักและอวัยวะเพศ 2.5) วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ โดยเฉพาะในวัยรุ่นและผู้ใหญ่ตอนต้น 2.6) วัคซีนป้องกันไข้เยื่อหุ้มสมองอักเสบ สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปยังไปพิธีฮัจญ์และอุมเราะห์ ณ ประเทศซาอุดีอาระเบีย หรือผู้ที่จะเดินทางไปอยู่อาศัยในพื้นที่ที่มีเชื้อเยื่อหุ้มสมองอักเสบชุกชุม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การป้องกันก่อนเกิดโรคถือเป็นหัวใจสำคัญของการมีสุขภาพที่ดี ทั้งยังช่วยลดภาวะแทรกซ้อนจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ที่มีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงมากขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น วัคซีนดังที่กล่าวมาเป็นเพียงบางส่วนของวัคซีนที่สามารถฉีดเพื่อช่วยป้องกันโรคที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้ แต่ทั้งนี้ ผู้ที่ต้องการฉีดวัคซีนควรพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนเข้ารับการฉีด เพื่อรับการสอบถามประวัติสุขภาพ การตรวจร่างกาย และรับคำแนะนำเกี่ยวกับข้อบ่งชี้และข้อห้ามของวัคซีนแต่ละตัว เพื่อให้ได้รับประโยชน์และความปลอดภัยจากการฉีดวัคซีนอย่างแท้จริง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่คลินิกวัคซีน รพ.กรุงเทพ หรือ Call Center โทร.1719.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7213</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, ฉีดวัคซีน, นพ.ปิยะวัชร์ เตธวัช, บาดทะยัก, สภากาชาดไทย, โรคคอตีบ, โรคตับแข็ง, โรคหอบหืด, โรคหัวใจ, โรคเบาหวาน, โรคเลือด, โรคไต, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180416/image_big_5ad4922359761.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
