<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>6229</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/04/2018 20:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พบวัยรุ่นไทยป่วย เป็นโรคติด‘มือถือ’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เตือนคนรุ่นใหม่ป่วยเป็นโรคโมโนโฟเบีย หรือโรคติดโทรศัพท์มือถือ บางรายถึงขั้นเครียด ตัวสั่น เหงื่อออก คลื่นไส้หากมือถือไม่ได้อยู่กับตัวหรือแบตหมด ชี้ส่งผลเสียต่อสุขภาพ รวมทั้งปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง สำรวจพบกลุ่มวัยรุ่นอายุ 18-24 ปีเป็นมากถึงร้อยละ 40&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข และโฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ในยุคที่โทรศัพท์สมาร์ทโฟนกลายเป็นสิ่งจำเป็นในการติดต่อสื่อสาร แต่บางกลุ่มมีพฤติกรรมติดอยู่กับการเล่นโทรศัพท์มือถือตลอดเวลา เช่น พกติดตัว ต้องวางไว้ใกล้ตัวเสมอ รู้สึกกังวลเมื่อมือถือไม่ได้อยู่กับตัวหรือแบตเตอรี่หมด คอยเช็กข้อความจากโซเชียลมีเดีย หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูบ่อยแม้ไม่มีเรื่องด่วน ตื่นนอนจะเช็กโทรศัพท์ก่อนและยังคงเล่นโทรศัพท์ก่อนนอน ติดเกม หรือในแต่ละวันใช้เวลาพูดคุยกับผู้คนผ่านโทรศัพท์ในโลกออนไลน์มากกว่าพูดคุยกับคนรอบข้าง ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้จะถูกวินิจฉัยว่าเป็นอาการติดโทรศัพท์มือถือ (Nomophobia) และบางรายอาจมีอาการเครียด ตัวสั่น เหงื่อออก คลื่นไส้ หากไม่มีโทรศัพท์มือถืออยู่กับตัว โทรศัพท์แบตหมด หรือว่าอยู่ในที่ไร้สัญญาณ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อาการติดโทรศัพท์มือถือจะส่งผลต่อการปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง และสุขภาพร่างกาย เช่น เกิดนิ้วล็อก เกิดจากการใช้นิ้วกด จิ้ม สไลด์หน้าจอเป็นระยะเวลานาน เกิดอาการทางสายตา เช่น ตาล้า ตาพร่า ตาแห้ง เกิดจากเพ่งสายตาจ้องหน้าจอเล็กๆ ที่มีแสงจ้านานเกินไป อาจส่งผลให้วุ้นในตาเสื่อม จอประสาทตาเสื่อม เกิดอาการปวดเมื่อยคอ บ่า ไหล่ จากการก้มหน้า ค้อมตัวลง ส่งผลเลือดไหลเวียนไม่สะดวก หากเล่นนานๆ อาจมีอาการปวดศีรษะตามมา รวมไปถึงหมอนรองกระดูกเสื่อมสภาพก่อนวัยอันควร และเกิดโรคอ้วนจากการไม่ลุกเดินไปไหน&amp;quot; พญ.พรรณพิมลกล่าว &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พญ.ทิพาวรรณ บูรณสิน จากสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต กล่าวว่า โนโมโฟเบีย (Nomophobia) มาจากคำว่า &amp;quot;no mobile phone phobia ใช้เรียกอาการที่เกิดจากความหวาดกลัว วิตกกังวลเมื่อขาดโทรศัพท์มือถือ ซึ่งพบเกิดในกลุ่มเยาวชน อายุ 18-24 ปี มากถึงร้อยละ 70 รองลงมาคือกลุ่มคนวัยทำงาน ช่วงอายุ 25-34 ปี และกลุ่มวัยใกล้เกษียณ 55 ปีขึ้นไป อย่างไรก็ตาม แนวทางการเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้สมาร์ทโฟนด้วยตนเองมีหลายวิธี เช่น กำหนดช่วงเวลาในการใช้โซเชียลมีเดียในแต่ละวัน, กำหนดสถานการณ์ที่จะไม่เล่นสมาร์ทโฟน เช่น ขณะเดิน กิน ก่อนนอน ตื่นนอนใหม่ๆ ขับรถ อยู่บนรถโดยสาร เรียน ทำงาน หรือแม้แต่อยู่ในห้องน้ำ ควรหากิจกรรม งานอดิเรก เล่นกีฬา กิจกรรมผ่อนคลายในครอบครัวทดแทนเวลาในการใช้อุปกรณ์สื่อสารทุกชนิด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6229</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงสาธารณสุข, พญ.ทิพาวรรณ บูรณสิน, พญ.พรรณพิมล วิปุลากร, สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โรคติดโทรศัพท์มือถืองอมแงม, โรคโมโนโฟเบีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180401/image_big_5ac0e29d07549.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6216</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/04/2018 13:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/04/2018 13:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;Nomophobia&quot;เสพติดมือถืองอมแงม ได้หลายโรคตามมา&quot;นิ้วล็อก -จอประสาทตาเสื่อม- หมอนรองกระดูกแย่- แถมท้ายโรคอ้วน ก้นบาน&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพจาก Sites.Google.com&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
01เม.ย.61-แพทย์ สธ.เตือนเล่นโทรศัพท์มือถือตลอดเวลาเสี่ยง &amp;quot;โนโมโฟเบีย&amp;quot; หรือมาจากคำว่า no mobile phone phobia &amp;ldquo;อาการติดโทรศัพท์มือถืองอมแงม &amp;quot; มีผลต่อสุขภาพ นิ้่วล็อก จอประสาทตาเสื่อม ปวดเมื่อย บ่า ไหล่ คอ &amp;nbsp;หมอนรองกระดูกเสื่อม และอ้วน เพราะไม่ลุกไปไหนทั้งวัน แนะปรับเปลี่ยนพฤติกรรม มีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้าง หากิจกรรมทดแทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)และโฆษกสธ. &amp;nbsp;กล่าวว่า &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในยุคที่โทรศัพท์สมาร์ทโฟน กลายเป็นสิ่งจำเป็นในการติดต่อสื่อสาร แต่บางกลุ่มมีพฤติกรรมติดอยู่กับการเล่นโทรศัพท์มือถือตลอดเวลา เช่น พกติดตัว ต้องวางไว้ใกล้ตัวเสมอ รู้สึกกังวลเมื่อมือถือไม่ได้อยู่กับตัวหรือแบตเตอรี่หมด คอยเช็กข้อความจากโซเชียลมีเดีย หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูบ่อยแม้ไม่มีเรื่องด่วน ตื่นนอนจะเช็กโทรศัพท์ก่อนและยังคงเล่นโทรศัพท์ก่อนนอน ติดเกม หรือในแต่ละวันใช้เวลาพูดคุยกับผู้คนผ่านโทรศัพท์ในโลกออนไลน์มากกว่าพูดคุยกับคนรอบข้าง ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ จะถูกวินิจฉัยว่าเป็นอาการติดโทรศัพท์มือถือ (Nomophobia) &amp;nbsp;และบางรายอาจมีอาการเครียด ตัวสั่น เหงื่อออก คลื่นไส้ หากไม่มีโทรศัพท์มือถืออยู่กับตัว โทรศัพท์เเบตหมด หรือว่าอยู่ในที่ไร้สัญญาณ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาการติดโทรศัพท์มือถือจะส่งผลต่อการปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างและสังคม โดยเฉพาะด้านสุขภาพร่างกาย เช่น 1.นิ้วล็อก เกิดจากการใช้นิ้วกด จิ้ม สไลด์ หน้าจอเป็นระยะเวลานาน 2.อาการทางสายตา เช่น ตาล้า ตาพร่า ตาแห้ง เกิดจากเพ่งสายตาจ้องหน้าจอเล็กๆ ที่มีแสงจ้านานเกินไป อาจส่งผลให้วุ้นในตาเสื่อม จอประสาทตาเสื่อม 3.ปวดเมื่อยคอ บ่า ไหล่ จากการก้มหน้า ค้อมตัวลง ส่งผล เลือดไหลเวียนไม่สะดวก หากเล่นนานๆ อาจมีอาการปวดศีรษะตามมา รวมไปถึงหมอนรองกระดูกเสื่อมสภาพก่อนวัยอันควร &amp;nbsp;4.โรคอ้วน แม้พฤติกรรมจะไม่ส่งผลโดยตรง แต่การนั่งทั้งวันโดยไม่ลุกเดินไปไหน เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคอ้วนและโรคเรื่อรังอื่นๆได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านพญ. ทิพาวรรณ &amp;nbsp; &amp;nbsp;บูรณสิน สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต กล่าวว่า &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โนโมโฟเบีย (Nomophobia) มาจากคำว่า &amp;quot;no mobile phone phobia&amp;quot; เป็นศัพท์ที่หน่วยงายวิจัยทางการตลาดขนาดใหญ่ (YouGov) บัญญัติขึ้นเมื่อปี 2010 ที่ใช้เรียกอาการที่เกิดจากความหวาดกลัว วิตกกังวลเมื่อขาดโทรศัพท์มือถือ ซึ่งพบมากที่สุด กว่าร้อยละ 70 ในกลุ่มเยาวชน 18-24 ปี &amp;nbsp;รองลงมาคือ กลุ่มคนวัยทำงานช่วงอายุ 25 &amp;ndash; 34 ปี และกลุ่มวัยใกล้เกษียณ 55 ปีขึ้นไป ตามลำดับ ในปัจจุบัน ยังไม่ถึงขั้นกำหนดเกณฑ์การวินิจฉัยโรคหลักทางจิตเวช (DSM 5) เนื่องจากการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรค พยาธิสภาพทางจิตใจ และ ผลกระทบต่อสุขภาพจิตในระยะยาวยังมีไม่มากพอ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม แนวทางการเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้สมาร์ทโฟนด้วยตนเอง มีหลายวิธี เช่น &amp;nbsp;กำหนดช่วงเวลาในการใช้โซเชียลมีเดียในแต่ละวัน,กำหนดสถานการณ์ที่จะไม่เล่นสมาร์ทโฟน เช่น ขณะเดิน กิน ก่อนนอน ตื่นนอนใหม่ๆ ขับรถ อยู่บนรถโดยสาร เรียน ทำงาน หรือแม้แต่อยู่ในห้องน้ำ ควรหากิจกรรม งานอดิเรก เล่นกีฬากิจกรรมผ่อนคลายในครอบครัวทดแทนเวลาในการใช้อุปกรณ์สื่อสารทุกชนิด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6216</URL_LINK>
                <HASHTAG>no mobile phone phobia, เล่นโทรศัพท์มือถือมีผลต่อนิ้่วล็อก จอประสาทตาเสื่อม ปวดเมื่อย บ่า ไหล่ คอ  หมอนรองกระดูกเสื่อม และอ้วน, โนโมโฟเบีย, โรคติดโทรศัพท์มือถืองอมแงม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180401/image_big_5ac076fc2bbbe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
