<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>81155</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/10/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รู้เท่าทัน..ป้องกันโรคต้อหินได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดวงตาเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกายที่ช่วยในการมอง การอ่าน ใช้ในการรับรู้ เรียนรู้สิ่งต่างๆ และช่วยในการทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประวันมากมาย เมื่อเวลาผ่านไปหลายๆ ปี ดวงตาของเราอาจเสื่อมสภาพ มีอาการตาพร่า ขุ่นมัว มองไม่ชัด ซึ่งอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของอาการผิดปกติทางสายตา โรคทางตาที่ร้ายแรง และเป็นสาเหตุให้ตาบอดมากที่สุดชนิดหนึ่งคือ โรคต้อหิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวจากโรงพยาบาลหัวเฉียวระบุว่า โรคต้อหิน (Glaucoma) ถือเป็นโรคทางสายตาที่อันตรายมากที่สุด เพราะสามารถทำให้ตาบอดถาวรได้ เกิดจากความดันภายในลูกตาสูงกว่าปกติ ทำให้ขั้วประสาทตาเสื่อมลงไปเรื่อยๆ หรือเส้นประสาทตาถูกทำลาย โดยอาจมีอาการปวดตา ตาแดง น้ำตาไหล หรือตามัว การมองเห็นแคบลง ซึ่งโรคต้อหินสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นต้อหิน ผู้ที่มีสายตาสั้นหรือยาวมาก ผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน หรือโรคที่เกี่ยวกับเลือดและหลอดเลือด มีประวัติเคยได้รับบาดเจ็บที่ดวงตาหรือผ่าตัดดวงตา อย่างไรก็ตาม โรคนี้สามารถป้องกันได้หากได้รับการดูแลและปฏิบัติตัวอย่างถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป ควรตรวจเช็กและเข้ารับการตรวจความดันลูกตาทุกๆ 1-5 ปี เพื่อไม่ให้ขั้วประสาทตาเสื่อมมากขึ้น ห้ามซื้อยาหยอดตามาหยอดเองโดยเด็ดขาด หากต้องใช้ยาหยอดตาควรได้รับคำแนะนำจากจักษุแพทย์ก่อนจะดีที่สุด ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยให้ระบบการไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น และลดความดันในตาลง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะอาหารที่มีวิตามินเพื่อบำรุงสายตา หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน เพราะอาจทำให้ความดันในตาเพิ่มขึ้นได้ ควรสวมแว่นหรืออุปกรณ์ป้องกันทุกครั้งที่ต้องเผชิญกับแสงแดด หรือทำกิจกรรมที่อาจทำให้ดวงตาได้รับบาดเจ็บและนำไปสู่การเกิดโรคต้อหิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันการรักษาโรคต้อหินสามารถทำได้หลายวิธี โดยจักษุแพทย์จะตรวจวินิจฉัยรักษาตามอาการและชนิดของโรค เช่น การใช้ยาหยอดตา การรับประทานยา ยิงแสงเลเซอร์ การผ่าตัด แต่จะเป็นเพียงการชะลอไม่ให้ขั้วประสาทตาถูกทำลายไปมากกว่าเดิม เพราะไม่สามารถรักษาให้ส่วนที่เสื่อมไปแล้วกลับมามองเห็นได้ดีเหมือนเดิม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81155</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, โรคต้อหิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201019/image_big_5f8d7ed27d85d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31173</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/03/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/03/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ต้อหิน…โรคที่ผู้สูงวัยต้องใส่ใจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โรคต้อหิน คือหนึ่งในปัญหาดวงตาที่อาจส่งผลร้ายแรงถึงขั้นตาบอด และสิ่งที่หลายคนอาจยังไม่รู้ก็คือต้อหินนั้นไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด และหากเป็นแล้วแม้ได้รับการรักษาก็ไม่สามารถกลับมามองเห็นได้ดีดังเดิม และเนื่องในสัปดาห์ต้อหินโลกในช่วงเดือนมีนาคมของทุกปี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พญ.เกศรินท์ เกียรติเสวี จักษุแพทย์โรคต้อหิน โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า โรคต้อหินเป็นโรคพบได้ทุกช่วงอายุ โดยเฉพาะช่วงอายุ 60-70 ปี ข้อมูลจากชมรมต้อหินแห่งประเทศไทยระบุว่า ในปี 2560 มีผู้ป่วยต้อหินทั่วโลกมากกว่า 65 ล้านคน และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 76 ล้านคนในปี 2020 หรือ พ.ศ.2563 ที่น่าสนใจคือ แนวโน้มผู้ป่วยโรคต้อหินแบบเฉียบพลันมีอายุน้อยลงเรื่อยๆ &amp;nbsp;ต้อหินเป็นโรคความเสื่อมขั้วประสาทตาที่ทำให้สูญเสียการมองเห็น ซึ่งผู้ป่วยมักไม่ทราบว่าตนเองป่วยด้วยโรคนี้ เพราะไม่มีอาการบอกล่วงหน้า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ชนิดของโรคต้อหินแบ่งออกเป็น 1) ต้อหินปฐมภูมิ (Secondary Glaucoma) ได้แก่ ชนิดมุมเปิด (Primary Open-Angle Glaucoma) แบ่งเป็น ความดันตาปกติและความดันสูง และชนิดมุมปิด (Primary Angle-Closure Glaucoma) แบ่งเป็น ต้อหินชนิดเฉียบพลันและต้อหินชนิดเรื้อรัง 2) ต้อหินทุติยภูมิ (Secondary Glaucoma) เป็นผลมาจากสาเหตุอื่นๆ เช่น อุบัติเหตุทางตา เบาหวานขึ้นจอตา 3) ต้อหินแต่กำเนิด (Congenital Glaucoma) พบในเด็กแรกคลอด-3 ปี มาจากพันธุกรรมหรือสาเหตุอื่นๆ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคต้อหิน ได้แก่ กลุ่มคนที่ใช้ยาหยอดตากลุ่มสเตียรอยด์มาเป็นเวลานานๆ เกิดอุบัติเหตุกับดวงตา เช่น การกระทบกระแทกแรงๆ ที่บริเวณดวงตา และเกิดได้จากพันธุกรรม มีประวัติคนในครอบครัวเป็นต้อหินมาก่อน โดยอาการของโรคต้อหิน ปวดตา น้ำตาไหล ตามัวลง เห็นรุ้งรอบดวงไฟ และหากเป็นต้อหินแบบเฉียบพลันอาจมีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย ซึ่งพบในผู้หญิงแถบเอเชียค่อนข้างมาก ความรุนแรงของโรคสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคต้อหินคือ ไม่สามารถรักษาแล้วหายขาดได้ แต่สามารถควบคุมอาการไม่ให้แย่ลงไปกว่าเดิมได้ โดยคนไข้จะต้องมาพบจักษุแพทย์ทุกๆ 3 เดือน ที่สำคัญหากพบว่าเป็นโรคนี้แล้ว ควรรีบมารักษาโดยเร็ว ไม่ปล่อยทิ้งไว้ เพราะอาจร้ายแรงถึงขั้นตาบอดได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การรักษาโรคต้อหินมี 3 วิธีการหลักๆ ได้แก่ 1.การใช้ยา ได้แก่ ยาหยอดตา ยารับประทาน และยาฉีด ซึ่งจักษุแพทย์จะรักษาทีละขั้นตอนแล้วดูผลการตอบสนองต่อการรักษาอย่างใกล้ชิด 2.เลเซอร์ ขึ้นอยู่กับชนิดต้อหิน ใช้เวลารักษาเพียงไม่นาน ส่วนใหญ่มักมีการให้ยาควบคู่ไปด้วยกัน 3.การผ่าตัด วิธีนี้จะใช้เมื่อผู้ป่วยรักษาด้วยยาและเลเซอร์แล้วไม่ได้ผล โดยการผ่าตัดขึ้นกับชนิดและความรุนแรงของต้อหิน สิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจคือ การผ่าตัดรักษาต้อหินเป็นไปเพื่อลดความดันตา ไม่ใช่การผ่าตัดต้อออกไปแล้วหายขาด เพราะต้อหินเมื่อเป็นแล้ว ทำได้ดีที่สุดคือควบคุมอาการไม่ให้แย่ไปกว่าเดิม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น การตรวจวินิจฉัยโรคต้อหินจึงมีความสำคัญ เพราะโรคนี้ไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า พญ.เกศรินท์กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันพบโรคต้อหินในคนที่อายุ 30 กว่าๆ เพิ่มขึ้น ซึ่งบ่งบอกว่าในอนาคตคนที่เป็นโรคนี้จะมีอายุน้อยลง ดังนั้น หากใครที่มีประวัติเสี่ยง หรือสงสัยว่าจะเป็นโรค ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพตาโดยเร็ว แต่สำหรับคนทั่วไปแนะนำให้ตรวจช่วงอายุ 40 ปีขึ้นไป ซึ่งการตรวจต้อหินในปัจจุบันจะสามารถทราบผลได้ทันที ด้วยการตรวจอย่างละเอียดโดยเครื่องสแกนวิเคราะห์จอประสาทตาและขั้วประสาทตา (Optical Coherence Tomography) และเครื่องตรวจลานสายตา (Computerized Static Perimetry) ทำให้สามารถวินิจฉัยโรคต้อหินได้อย่างชัดเจน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในยุคที่สมาร์ทโฟนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปแล้วนั้น หากต้องใช้งานในตอนกลางคืนควรเปิดไฟให้สว่างเพื่อช่วยให้สบายตา และทุกๆ 20 นาทีถึงครึ่งชั่วโมง ควรพักสายตาประมาณ 20 วินาทีถึงครึ่งนาที และหยอดน้ำตาเทียมแบบไม่มีสารกันเสียเพื่อป้องกันอาการตาแห้ง ที่สำคัญควรหมั่นตรวจเช็กดวงตากับจักษุแพทย์อย่างใกล้ชิด เพื่อรับมือโรคต้อหินได้ทันท่วงที.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31173</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, พญ.เกศรินท์ เกียรติเสวี, โรคต้อหิน, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190312/image_big_5c87a1989112a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24365</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/12/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/12/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สวมแว่นกันแดด-รู้รอบเลือกกิน ตัวช่วย..บำรุงสายตาคนสูงวัย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(คนสูงวัยที่ต้องออกแดด หรือทำงานกลางแจ้ง สามารถป้องกันโรคต้อกระจกด้วยการสวมแว่นกันแดดอย่างสม่ำเสมอ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในปี 2568 คาดว่าจะมีสูงอายุร้อยละ 20 จากประชากรทั้งหมด โดยที่ร้อยละ 85 ของผู้สูงอายุสามารถดูแลตนเองได้ และที่ต้องพึ่งพิงคนอื่นเกือบร้อยละ 15 ผลกระทบสุขภาพของผู้สูงอายุนอกจากโรคเรื้อรังสุดฮิตทั้งอันดับต้นๆ คือ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคอ้วนลงพุง และโรคข้อเสื่อมแล้ว ยังพบว่ามีผู้สูงอายุกว่าร้อยละ 70 ที่สายตาไม่ดี การมองเห็นไม่ชัดเจน เกิดภาวะสายตาเลือนราง หรืออาจตาบอดถ้าไม่ได้รับการรักษาตั้งแต่แรก ซึ่งโรคตาที่พบมากในผู้สูงอายุ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฉะนั้น &amp;ldquo;การมีสุขภาพดวงตาที่ดี&amp;rdquo; ไม่เพียงทำให้การมองเห็นดีขึ้น แต่ยังทำให้การใช้ชีวิตของผู้สูงวัยเต็มไปด้วยความสุข และเมื่ออายุมากขึ้น ความเสื่อมของร่างกายก็พบได้บ่อยขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะปัญหาสุขภาพตา ทั้งต้อกระจก ไหนจะต้อหินที่พบได้บ่อยสำหรับคนวัยหลัก 5 หลัก 6&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(นพ.นพวุฒิ ตรีพรชัยศักดิ์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.นพวุฒิ ตรีพรชัยศักดิ์ จักษุแพทย์และผู้อำนวยการศูนย์รักษาตาท็อปเจริญ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคที่เป็นปัญหาสายตาผู้สูงวัย ตลอดจนการดูแลป้องกันไว้น่าสนใจ ว่า &amp;ldquo;การเตรียมความพร้อมให้กับผู้สูงวัยใกล้ตัวในการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการดูแลสุขภาพดวงตา เพราะ &amp;ldquo;ดวงตา&amp;rdquo; เป็นอวัยวะหนึ่งที่มีความบอบบาง และมีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อการดำรงชีวิตของคนเรา และเมื่ออายุมากขึ้น เท่ากับว่าดวงตาถูกใช้งานมาเป็นเวลานานขึ้นด้วย ซึ่งส่งผลให้เกิดโรคและปัญหาทางด้านสายตาต่างๆ อาทิ โรคต้อกระจก ต้อหิน และจุดภาพชัดที่ จอตาเสื่อม ภาวะเบาหวานขึ้นจอตา ภาวะสายตายาวตามอายุ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม ที่เกิดจากการใช้อุปกรณ์ดิจิตอลหรือคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานโดยไม่ได้พักสายตา ประกอบกับแสงสีน้ำเงิน (Blue light) จากหน้าจอของอุปกรณ์ดังกล่าว ส่งผลให้กล้ามเนื้อตาล้า มีอาการตาแห้ง แสบตา เคืองตา ปวดตา ตาพร่า เกิดภาพเบลอหรือภาพซ้อน ปวดศีรษะ ซึ่งในปัจจุบันมีผู้สูงวัยจำนวนมากใช้อุปกรณ์ดังกล่าวในชีวิตประจำวันมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับผู้สูงวัยที่ต้องใช้อุปกรณ์สมาร์ทโฟนบ่อยๆ ควรเลือกสวมแว่นกรองแสงที่ป้องกันแสงสีน้ำเงินและสีฟ้า จากการใช้สายตาจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ไอทีต่างๆ นั่นเอง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ในส่วนของการป้องกัน &amp;ldquo;โรคต้อกระจก&amp;rdquo; ซึ่งเป็นโรคของความเสื่อมและพบได้ในผู้สูงอายุอยู่แล้ว โดยทั่วไปคนไทยจะเริ่มต้นที่อายุ 50 ปีโดยปกติ แต่ในส่วนของบางรายที่มีโรคประจำตัวอย่าง โรคเบาหวาน หรือโรคประจำตัวบางโรคที่ต้องใช้สเตียรอยด์เป็นประจำ ก็จะทำให้เป็นโรคต้อกระจกได้ค่อนข้างง่าย การดูแลอันดับแรกตั้งแต่เนิ่นๆ เช่น การใช้ยาหรือประจำตัวก็ต้องรักษาให้ดี และหมั่นมาพบแพทย์หากมีปัญหาสุขภาพตา รวมถึงเรื่องของรังสียูวี เนื่องจากมีงานวิจัยว่าผู้ที่ทำงานอยู่กลางแจ้งอาจทำให้เป็นโรคต้อกระจกได้ ดังนั้นวิธีที่ง่ายที่สุดในการป้องกันโรคต้อกระจก คือหมั่นสวมแว่นกันแดดที่มีคุณภาพ หรือสามารถกันรังสียูวีได้ 100 เปอร์เซ็นต์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน &amp;ldquo;โรคต้อหิน&amp;rdquo; สาเหตุที่พบคือกรรมพันธุ์ ถ้าในบ้านมีใครที่เป็นโรคต้อหิน ลูกหลานก็อาจจะต้องมารับการตรวจดูต้อหิน หรือหมั่นมาตรวจดวงตาเสมอ กระทั่งคนที่มีความดันตาสูง ซึ่งหากจักษุแพทย์วัดแล้วว่าค่าความดันลูกตาสูงเกิน 20 มิลลิเมตรของปรอท ก็อาจจะต้องตรวจดูต้อหินด้วยเช่นกัน เพราะโรคนี้เมื่อเป็นระยะเริ่มต้นอาจจะไม่มีอาการ ก็ต้องหมั่นมาพบจักษุแพทย์สม่ำเสมอครับ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ผู้สูงอายุที่ใช้สมาร์ทโฟนจำเป็นต้องปกป้องสุขภาพดวงตาด้วยการสวมแว่นกรองแสง เพื่อป้องกันแสงสีฟ้าและสีน้ำเงิน ที่ทำให้ดวงตา เหนื่อยล้าและปวดตา)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.นพวุฒิบอกอีกว่า สำหรับการดูแลรักษาดวงตาให้หลีกหนีจากโรคภัยและปัญหาต่างๆ สามารถทำได้โดย การรับประทานอาหาร โดยเฉพาะอาหารหลัก 5 หมู่ ที่คนไทยรับประทานก็สามารถช่วยป้องกันโรคทางตาได้ โดยต้องทำควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพดวงตาตาแต่เนิ่นๆ อย่างที่เรียนไปตอนต้น ไม่ว่าจะสวมแว่นกันแดดสม่ำเสมอ ตลอดจนการสวมแว่นกรองแสง เมื่อต้องจ้องหน้าจอคอมพ์เป็นเวลานานๆ การใช้สายตาอย่างพอเหมาะ หากมีการใช้สายตาติดต่อกันเป็นเวลานานควรพักสายตาโดยการเปลี่ยนอิริยาบถหรือทำกิจกรรมอื่นแทน หากจำเป็นต้องใช้คอนแทคเลนส์ การทำความสะอาดถือเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ดวงตาเจอกับเชื้อโรคต่างๆ ตลอดทั้งวัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สำหรับการดูแลป้องกันสุขภาพดวงตา โดยการรับประทานอาหารที่มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อดวงตา เช่น ผักใบเขียวที่อุดมไปด้วยวิตามินเอสูง ช่วยบำรุงสายตาอย่าง ผักบุ้ง ผังคะน้า หรือผักที่สีส้มอย่าง ฟักทองและแครอต ที่มีเบตาแคโรทีน ซึ่งจะช่วยป้องกันสารอนุมูลอิสระ ที่ช่วยลดความเสื่อมของสุขภาพตา รวมถึงสารลูทีน เช่น ไข่แดง เครื่องในสัตว์ ซึ่งอาหารที่กินช่วยป้องกันโรคทางตาได้ แต่สุดท้ายการตรวจสุขภาพดวงตา รวมถึงการตรวจวัดสายตาเป็นประจำ จะทำให้เรารู้ถึงสุขภาพดวงตาของเราเอง เมื่อเกิดปัญหาหรือโรคต่างๆ จะสามารถรักษาได้อย่างทันท่วงที&amp;rdquo;.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24365</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, นพ.นพวุฒิ ตรีพรชัยศักดิ์, โรคต้อกระจก, โรคต้อหิน, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181216/image_big_5c1650e3b02bf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6390</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/04/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตรวจต้อหิน รู้ทันก่อนสาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เนื่องในสัปดาห์ต้อหินโลกที่จัดขึ้นในช่วงเดือนมีนาคมทุกปี โรงพยาบาลกรุงเทพร่วมรณรงค์อยากให้คนไทยทุกคนใส่ใจรู้เท่าทันโรคต้อหิน เข้ารับการตรวจสุขภาพตากับจักษุแพทย์เพื่อตรวจหาต้อหินแต่เนิ่นๆ เพราะต้อหินเป็นโรคทางดวงตาที่พบได้บ่อย หากไม่รักษามีอันตรายถึงขั้นตาบอด ซึ่งการสูญเสียการมองเห็นจากโรคต้อหินนั้นเป็นการสูญเสียแบบถาวร ไม่สามารถที่จะแก้ไขให้กลับคืนมามองเห็นดังเดิมได้ และจากข้อมูลของชมรมต้อหินแห่งประเทศไทยระบุว่า ในปี 2560 มีผู้ป่วยต้อหินทั่วโลกมากกว่า 65 ล้านคน และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มถึง 76 ล้านคนในปี 2020 หรือ พ.ศ.2563
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พญ.เกศรินท์ เกียรติเสวี จักษุแพทย์โรคต้อหิน โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า ผู้ป่วยโรคต้อหินแบบเฉียบพลันมีอายุน้อยลงเรื่อยๆ สาเหตุของการเกิดต้อหินโดยส่วนใหญ่เกิดจากความเสื่อมของร่างกาย และเป็นกลุ่มโรคที่มีการเปลี่ยนแปลงการทำลายขั้วประสาทตา ไม่มีสาเหตุและปัจจัยภายนอก ผู้ป่วยมักไม่ทราบว่าตนเองป่วยด้วยโรคนี้ ไม่มีอาการบอกล่วงหน้า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ชนิดของต้อหินแบ่งออกเป็น 1.ต้อหินปฐมภูมิ (Secondary Glaucoma) ได้แก่ ต้อหินชนิดมุมเปิด (Primary Open-Angle Glaucoma) เป็นต้อหินที่พบได้บ่อยกว่าต้อหินประเภทอื่น เกิดจากการอุดตันของ Trabecular meshwork (ทางระบายออกของน้ำในลูกตาอยู่ที่มุมตา) ทำให้น้ำหล่อเลี้ยงลูกตาไม่สามารถไหลเวียนออกได้ตามปกติ เกิดความดันลูกตาสูง ส่งผลให้ประสาทตาถูกทำลาย ต้อหินชนิดมุมปิด (Primary Angle-Closure Glaucoma) ต้อหินประเภทนี้พบได้น้อยกว่าต้อหินมุมเปิด เกิดจากมุมตาถูกม่านตาปิดกั้น ส่งผลให้น้ำหล่อเลี้ยงลูกตาไม่สามารถไหลเวียนได้ตามปกติ แบ่งออกเป็นต้อหินมุมปิดชนิดเฉียบพลันและต้อหินชนิดเรื้อรัง หากเป็นต้อหินแบบเฉียบพลันอาจมีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย และพบในผู้หญิงเอเชียค่อนข้างมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; 2.ต้อหินทุติยภูมิ (Secondary Glaucoma) เกิดจากสาเหตุอื่นๆ เช่น อุบัติเหตุทางตา เบาหวานขึ้นจอตา เป็นต้น และ 3.ต้อหินแต่กำเนิด (Congenital Glaucoma) มักพบในเด็กแรกคลอด-3 ปี เกิดจากพันธุกรรมหรือสาเหตุอื่นๆ &amp;nbsp;ปัจจัยเสี่ยงในการเกิดต้อหินได้แก่ คนมีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป การใช้ยาหยอดตากลุ่มสเตียรอยด์เป็นระยะเวลานาน เกิดอุบัติเหตุทางตา เช่น การกระทบกระแทกที่ดวงตา จากพันธุกรรม เช่น มีประวัติคนในครอบครัวเป็นต้อหิน มีสายตาที่ผิดปกติมาก เช่น สั้นมากๆ หรือยาวมากๆ (กรณีที่ไม่ใช่ภาวะสายตายาวในผู้สูงอายุ)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความรุนแรงของโรคต้อหินคือ ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถรักษาเพื่อควบคุมอาการไม่ให้แย่ลงไปกว่าเดิมได้ โดยคนไข้จะต้องมาพบจักษุแพทย์ทุกๆ 3 เดือน ที่สำคัญเมื่อพบว่าเป็นโรคนี้ต้องรีบมารักษาโดยเร็วไม่ปล่อยทิ้งไว้ เพราะอาจร้ายแรงถึงขั้นตาบอดในทันทีได้ ขณะที่การรักษาต้อหินแม้จะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ควบคุมอาการไม่ให้แย่ลงได้ภายใต้การดูแลของจักษุแพทย์อย่างใกล้ชิด โดยมี 3 วิธีการหลักๆ ได้แก่ 1.การใช้ยา เช่น ยาหยอดตา ยารับประทาน และยาฉีด ซึ่งจักษุแพทย์จะรักษาทีละขั้นตอนแล้วดูผลการตอบสนองต่อการรักษาอย่างใกล้ชิด 2.เลเซอร์ ขึ้นอยู่กับชนิดต้อหิน ใช้เวลารักษาเพียงไม่นาน ส่วนใหญ่มักมีการให้ยาควบคู่ไปด้วยกัน 3.การผ่าตัด วิธีนี้จะใช้เมื่อผู้ป่วยรักษาด้วยยาและเลเซอร์แล้วไม่ได้ผล โดยการผ่าตัดขึ้นกับชนิดและความรุนแรงของต้อหิน สิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจคือ การผ่าตัดรักษาต้อหินเป็นไปเพื่อลดความดันตาไม่ใช่ผ่าตัดต้อออกไปแล้วหายขาด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การตรวจวินิจฉัยเพื่อเฝ้าระวังโรคต้อหินมีความสำคัญมาก เพราะโรคนี้ไม่มีสัญญาณเตือน ปัจจุบันโรคต้อหินพบในคนที่มีอายุเพียง 30 กว่าๆ เพิ่มขึ้น บ่งบอกว่าในอนาคตคนที่เป็นโรคนี้มีอายุน้อยลง ดังนั้นถ้าใครที่มีประวัติเสี่ยงหรือสงสัยว่าจะเป็นโรคนี้ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพตาโดยเร็ว แต่ถ้าหากเป็นคนทั่วไปแนะนำให้ตรวจช่วงอายุ 40 ปีขึ้นไป ซึ่งการตรวจต้อหินในปัจจุบันสามารถทราบผลได้ทันที ด้วยการตรวจอย่างละเอียด โดยเครื่องสแกนวิเคราะห์จอประสาทตาและขั้วประสาทตา (Optical Coherence Tomography) และเครื่องตรวจลานสายตา (Computerized Static Perimetry) ทำให้สามารถวินิจฉัยโรคต้อหินได้อย่างชัดเจน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันโทรศัพท์มือถือแบบสมาร์ทโฟนเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น เรียกได้ว่าแทบจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ดวงตาของคนเรากับการใช้งานสมาร์ทโฟน หากต้องใช้งานตอนกลางคืนควรเปิดไฟให้สว่าง เพื่อช่วยให้สบายตา ไม่ควรปิดไฟแล้วมองหน้าจอสมาร์ทโฟนที่มีแสงจ้า ทุกๆ 20 นาทีถึงครึ่งชั่วโมงควรพักสายตาประมาณ 20 วินาทีถึงครึ่งนาที และควรหยอดน้ำตาเทียมแบบไม่มีสารกันเสียเพื่อป้องกันไม่ให้ตาแห้ง ใส่ใจดูแลสุขภาพดวงตากันตั้งแต่วันนี้ เพราะดวงตาของเรามีเพียงคู่เดียวเท่านั้น สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์จักษุกรุงเทพ หรือ Call Center โทร.1719.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6390</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, จักษุแพทย์, ตาบอด, ผู้ป่วยต้อหิน, พญ.เกศรินท์ เกียรติเสวี, สุขภาพ, โรคต้อหิน, โรงพยาบาลกรุงเทพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180403/image_big_5ac37732cab91.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
