<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>69473</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/06/2020 13:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/06/2020 13:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แพทย์รามาฯ ปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ จากผู้ป่วยโควิด-19 รักษาธาลัสซีเมีย เคสแรกของโลกสำเร็จ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 มิ.ย.63 มูลนิธิรามาธิบดี ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ร่วมด้วย คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล แถลงข่าวความสำเร็จ ในการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์อย่างเร่งด่วนเคสแรกของโลก ในช่วงวิกฤตโควิด-19 &amp;nbsp;จากน้องจีโอ้-เด็กชายศิลา บุญกล่อมจิตร &amp;nbsp;ผู้บริจาคไขกระดูกวัย 5 ขวบ ในฐานะผู้ติดเชื้อโควิด-19 &amp;nbsp;เพื่อรักษาน้องจีน-เด็กหญิงจินตนาการ บุญกล่อมจิตร &amp;nbsp;พี่สาววัย 7 ขวบ ผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียตั้งแต่กำเนิด ตอกย้ำความเป็นเลิศทางการแพทย์ และก้าวสำคัญของรามาธิบดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดในเด็ก อาจารย์ประจำภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า &amp;nbsp;สำหรับการรักษาน้องจีน ซึ่งถือว่าเป็นเคสพิเศษเพราะได้ทำการรักษาในช่วงโควิด-19 ซึ่งแผนการดำเนินการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์อยู่ในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงพีคของการระบาดโควิด &amp;nbsp;ดังนั้นการทำงานของคณะแพทย์จะต้องแข่งกับเวลา เนื่องจากน้องจีนได้เข้ากระบวนการเตรียมความพร้อมของร่างกาย ด้วยการรับเคมีบำบัดหรือคีโมจนครบเรียบร้อยในวันที่ 7 เมษายน ทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่ำและเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต หากไม่ได้รับการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ในเวลานั้น เคสนี้จึงมีความท้าทายและซับซ้อนเป็นอย่างมาก เพราะในขณะเดียวกัน ในวันที่จะต้องเก็บสเต็มเซลล์น้องจีโอ้ กลับตรวจพบว่าติดเชื้อโควิด-19 ทำให้ต้องอยู่ในฐานะผู้ป่วยอีกคน &amp;nbsp;ทั้งสองคนยังอายุน้อยด้วยกันทั้งคู่ ทุกขั้นตอนจึงต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ การจัดเก็บสเต็มเซลล์จากไขกระดูกจึงมีความเสี่ยงหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงของสเต็มเซลล์ที่ได้จะมีเชื้อโควิด-19 รวมถึงขั้นตอนการปลูกถ่ายที่ทีมแพทย์ต้องรับมือกับความเสี่ยงขณะปฏิบัติหน้าที่อีกด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.นพ.อุษณรัสมิ์ อนุรัฐพันธ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน รศ.นพ.อุษณรัสมิ์ อนุรัฐพันธ์ &amp;nbsp;แพทย์ผู้ดำเนินการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด อาจารย์สาขาวิชาโลหิตวิทยาและมะเร็งวิทยา ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล &amp;nbsp;ให้ข้อมูลว่า โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia) เป็นโรคโลหิตจางทางพันธุกรรม &amp;nbsp;โดยประชากรไทยมีพาหะของโรคหรือสามารถเพาะโรคได้ประมาณร้อยละ 40 และมีผู้ป่วยโรคนี้ถึงขั้นรุนแรงและต้องรักษาเพิ่มเติมประมาณ 1 แสนราย ซึ่งเป็นกลุ่มที่สามารถรักษาด้วยการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์จากไขกระดูกของบุคคลอื่น &amp;nbsp;โดยทั้งผู้ให้และผู้รับต้องมีความเข้ากันได้ของเนื้อเยื่อโดยสมบูรณ์ 100% สำหรับเคสน้องจีน ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะการจะหาสเต็มเซลล์ที่เข้ากันได้ในผู้บริจาคที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกันทางพันธุกรรมมีน้อยมาก คิดเป็นอัตราส่วน 1 ใน 20,000-50,000 ราย ซึ่งต้องใช้เวลา ส่วนการตัดต่อยีนส์ไม่สามารถทำได้ &amp;nbsp;ดังนั้นสเต็มเซลล์ของน้องจีโอ้จึงเป็นความหวังเดียว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเคลื่อนย้ายน้องจีโอ ช่วงติดเชื้อโควิด-19&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.นพ.อุษณรัสมิ์ &amp;nbsp;กล่าวต่อว่า แต่ก่อนเก็บสเต็มเซลล์ได้มีการตรวจคัดกรองเชื้อโควิด-19 ซึ่งจากประวัติก็พบว่าไม่มีความเสี่ยง แต่เมื่อตรวจด้วยวิธี RT-PCR ผลออกมาเป็นบวก และวันต่อมาก็ต้องปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ให้น้องจีน ซึ่งได้รับยาเคมีบำบัดขนาดสูงไปแล้วนั้น อาจจะทำให้เกิดภาวะไขกระดูกฝ่อ และภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ &amp;nbsp;โดยเฉพาะการติดเชื้อ จึงได้มีการประชุมกับทีมแพทย์โรงพยาบาลทันทีกว่า 4 ชั่วโมง ก็มีมติคือต้องดำเนินการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์จากน้องจีโอ้ไปยังน้องจีนตามแผน &amp;nbsp;แต่น้องจีโอ้จะต้องถูกย้ายตัวไปกักโรคและรักษายัง โรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์ ที่เป็นศูนย์ดูแลรักษาผู้ป่วยโควิด-19 เมื่อถึงยังโรงพยาบาลทีมแพทย์ก็ต้องสวมชุด PPE ในการดำเนินการผ่าตัดเจาะไขกระดูก ประมาณกว่า 1 ชั่วโมง และนำกลับมาตรวจอีกครั้ง เพราะคนไข้ที่เป็นโควิด-19 จะติดเชื้อในกระแสเลือดร้อยละ 10 &amp;nbsp;ซึ่งผลออกมาพบว่าไขกระดูกไม่มีการติดเชื้อทำให้การรักษาปลูกถ่ายให้น้องจีนยังคงรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลรามาธิบดีง่ายขึ้น จากนั้นก็ตรวจเช็คเป็นระยะกว่า 10 วัน ก็สามารถกลับบ้านได้ &amp;nbsp;จึงไม่เพียงเป็นความน่ายินดีที่เราสามารถช่วยชีวิตคู่พี่น้องได้อย่างปลอดภัย แต่นี่ยังถือเป็นอีกก้าวหนึ่งที่สำคัญในการรักษาผู้ป่วยที่น่าภาคภูมิใจของการแพทย์ไทยอีกด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การปลูกถ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของครอบครัวน้องจีน-น้องจีโอ้ นายสุชาย บุญกล่อมจิตร ผู้เป็นพ่อ เล่าว่า น้องจีนมีแนวโน้มป่วยเป็นโรคธาลัสซีเมีย ตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์ ที่ผ่านมาน้องจีนเข้ารับการรักษาและอยู่ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มาโดยตลอด จนปลายปี 2561 ครอบครัวได้รับข่าวดี ว่าผลการตรวจเนื้อเยื่อของน้องจีนและน้องจีโอ้เข้ากันได้ ครอบครัวจึงตัดสินใจให้น้องจีนเข้ารับการรักษาด้วยการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์อย่างไม่ลังเล โดยน้องจีนได้รับคิวผ่าตัดในเดือนเมษายนที่ผ่านมา แต่ในเวลานั้นก็ได้ทราบน้องจีโอ้ติดเชื้อโควิด-19 และภรรยาเองก็ติดเชื้อไปด้วย ทุกคนจำเป็นต้องแยกจากกันในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด ซึ่งทีมแพทย์ก็ได้เข้ามาพูดคุยและให้ความเชื่อมั่นว่าการผ่าตัดมีโอกาสที่จะประสบผลสำเร็จมากกว่า ทำให้ความหวังที่รอคอยมานานเป็นจริง ซึ่งในตอนนี้น้องจีโอ้ ภรรยาก็หายป่วยจากโควิด และน้องจีนก็อยู่ในช่วงการฟื้นฟู ทำให้ครอบครัวได้กลับมาอยู่ และเล่นด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครอบครัวน้องจีน-จีโอ้

&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69473</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี, ปลูกถ่ายสเต็มเซลล์, รศ.นพ.อุษณรัสมิ์ อนุรัฐพันธ์, ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง, โรคธาลัสซีเมีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200623/image_big_5ef199aee89b2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8278</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/05/2018 19:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/05/2018 18:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รพ.รามาฯเจ๋งตัดต่อยีนส์รักษาธาลัสซีเมียหายขาดครั้งแรกของโลก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง หัวหน้าโครงการโรคมะเร็งในเด็กและอาจารย์แพทย์สาขาโลหิตวิทยาและมะเร็งวิทยา และกุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าว ถึงกรณีการศึกษาวิจัยพบโรคธาลัสซีเมียให้หายขาดด้วยการบำบัดยีนเป็นครั้งแรกของโลก ว่า โรคธาลัสซีเมีย เป็นโรคทางพันธุกรรมที่มีโอกาสน้อยมากที่จะรักษาให้หายขาดได้ ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยราวๆ&amp;nbsp;2-3&amp;nbsp;แสนคน การรักษาที่ทำมา 60 ปี คือ ต้องถ่ายเลือด และให้ยาขับเหล็กตลอดชีวิต ทั้งนี้ มีวิธีการอีกวิธีการหนึ่งที่ได้ผลดีและทำมากว่า 30 ปี คือ การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ ซึ่งรักษาผู้ป่วยหายขาดได้เกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ แต่เป็นการใช้สเต็มเซลล์ของคนอื่น เช่น พี่น้อง หรือ คนอื่นๆ เลย ต้องอาศัยความเข้ากันได้ ที่ผ่านมาพบการเข้ากันได้ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ แต่ความยากคือต้องใช้ยาขนาดสูง ต้องใช้ยากดภูมิ เสี่ยงต่อการติดเชื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.นพ.สุรเดช กล่าวว่า เรื่องการรักษาด้วยการตัดยีนส์หรือยีนส์เทอราปี มีการพยายามทำมานานพอสมควรแต่ไม่ประสบความสำเร็จ ล่าสุดทาง รพ.รามาธิบดีได้ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศหลายสถาบันมาประมาณ 4-5 ปี อาทิ สหรัฐอเมริกา 4 สถาบัน ฝรั่งเศส 1 สถานบัน และประเทศไทยอีก 1 สถาบัน ในภาษาวิจัยเรียกมัลติเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี เพราะงานวิจัยที่ทำแบบนี้แล้วประสบความสำเร็จทุกที่แสดงว่ามีความแม่นยำ และแน่นอน โดยศึกษาการรักษาผู้ป่วยด้วยการนำสเต็มเซลล์ของผู้ป่วยมาตัดต่อยีนส์ ซึ่งเป็นยีนส์ใหม่ที่ได้จากการสร้างขึ้นมาในหลอดทดลอง ทั้งนี้ได้มีการทดลองในผู้ป่วย 22 ราย เป็นคนไทย 4 ราย และในจำนวนคนไทยนี้มี 3 คน ที่ทำการทดลองทุกกระบวนการในประเทศไทย ยกเว้นเรื่องการตัดต่อยีนส์ที่ยังต้องทำในต่างประเทศ ซึ่งประสบความสำเร็จ และเป็นการประสบความสำเร็จครั้งแรกของโลก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.นพ.สุรเดช กล่าวต่อว่า เนื่องจากเป็นการวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยอยู่แล้ว ตนจึงไม่ทราบค่าใช้จ่าย แต่คิดว่าหากนำเข้ามาใช้รักษาในเมืองไทยคิดว่ามีจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จตรงนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าจะมีโอกาสขยายไปยังการรักษาโรคที่เกิดจากพันธุกรรมอื่นๆ ได้ เช่น โรคมะเร็งตอนนี้ก็มีการตัดต่อยีนส์ของเซลล์เม็ดเลือดขาวไปฆ่าเซลล์มะเร็ง แต่ปัญหาคือไม่มีทุนวิจัยจริงจัง หากจะทำให้สำเร็จต้องทำให้เป็นเรื่องระดับชาติ&amp;nbsp; ที่ผ่านมาบอกว่าการวิจัยขึ้นหิ้งนั้นไม่ใช่ แต่เป็นการศึกษาที่รากฐานที่รัฐบาลไม่ได้ให้ความสนใจ.&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8278</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.สุรเดช หงส์อิง, บำบัดยีน, สเต็มเซลล์, โรคทางพันธุกรรม, โรคธาลัสซีเมีย, โรงพยาบาลรามาธิบดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180501/image_big_5ae85eb967389.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
