<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>43975</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/08/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อึ้ง!ผ่านิ่วถุงน้ำดี กองโต1,898เม็ด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผอ.รพ.สมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ เผยผ่าตัดคนไข้ป่วยนิ่วถุงน้ำดี พบก้อนนิ่วมหาศาล 1,898 เม็ด มากสุดทุบสถิติที่เคยผ่าตัด แนะผู้ป่วยปวดท้อง ท้องอืดเรื้อรัง อัลตราซาวด์ช่องท้องอาจพบก้อนนิ่วหรือมะเร็งท่อน้ำดี สถิติคนอีสานป่วยมากสุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 21 สิงหาคมนี้ ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย นพ.วัฒนา พารีศรี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ ได้เปิดเผยผลการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีของผู้ป่วยรายหนึ่ง เป็นชาย อายุ 61 ปี ชาว ต.หินโงม อ.เมือง จ.หนองคาย เข้ารับการผ่าตัดในช่วงเช้าวันที่ 19 ส.ค.62 หลังจากมีการท้องอืด เหนื่อยง่าย และอัลตราซาวด์พบก้อนนิ่วจำนวนมากในถุงน้ำดี ปรากฏว่าตนผู้ทำการผ่าตัดและคณะต้องตะลึง เมื่อพบว่ามีก้อนนิ่วมากถึง 1,898 เม็ด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.วัฒนาเปิดเผยว่า ปกติแล้วทางโรงพยาบาลได้มีการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีด้วยวิธีการส่องกล้องทุกวัน วันละ 5-10 ราย ในหนึ่งปีจะผ่าตัดคนไข้นิ่วในถุงน้ำดีประมาณ 1,200 ราย ซึ่งนิ่วในถุงน้ำดีมีหลายประเภท ทั้งเม็ดเล็ก ๆ หลายเม็ดกระจัดกระจาย หรือเม็ดใหญ่เม็ดเดียว มีได้ทั้งสีดำ สีน้ำตาล สีเหลือง และสีขาว ขึ้นอยู่กับส่วนประกอบของนิ่ว โดยคนไข้รายล่าสุดที่ตนผ่าตัดพบก้อนนิ่ว 1,898 เม็ด นับตั้งแต่ตนผ่าตัดมาเมื่อประมาณปี 2537 รายนี้เป็นรายที่พบก้อนนิ่วมากที่สุด ขณะที่ในปี 2549 พบ 495 เม็ด ปี 2552 พบ 920 เม็ด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนสถิติการผ่าตัดนิ้วในถุงน้ำดีของโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ ในปี 2558 ผ่าตัดจำนวน &amp;nbsp;861 ราย, ปี 2559 จำนวน 837 ราย, ปี 2560 จำนวน 1,133 ราย และในปี 2561 จำนวนกว่า 1,200 ราย ซึ่งจากข้อมูลจะพบว่ามีแนวโน้มมากขึ้นทุกปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.วัฒนากล่าวว่า สาเหตุของโรคนิ่วในถุงน้ำดียังไม่ทราบแน่ชัด แต่สันนิษฐานได้ว่าเกิดจากผู้ป่วยมีไขมันสูง แคลเซียมในร่างกายสูง น้ำดีมีการติดเชื้อ หรือท่อน้ำดีมีการอุดตัน เหล่านี้ทำให้เกิดการตกตะกอน โดยยังไม่ได้มีการพิสูจน์ว่าปัจจัยเหล่านี้เป็นสาเหตุของการเกิดโรคร้อยเปอร์เซ็นต์ จึงทำให้ยังไม่สามารถป้องกันโรคนี้ได้ และโรคนิ่วในถุงน้ำดีพบมากที่สุดในคนอีสาน ประมาณร้อยละ 10 ของประชากรภาคอีสาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;โรคนิ่วในถุงน้ำดี ร้อยละ 30 จะไม่แสดงอาการ แต่จะพบก็ต่อเมื่อมีการตรวจสุขภาพประจำปี มีการอัลตราซาวด์ตรวจช่องท้อง ขณะนี้มีการรณรงค์เรื่องมะเร็งท่อน้ำดี มีการตรวจอัลตราซาวด์ให้กับประชาชนทั่วไป ส่วนอีกร้อยละ 30 จะมีอาการปวด แน่นท้อง ท้องอืดบ่อย เหมือนโรคกระเพาะ โดยเฉพาะเวลาที่รับประทานอาหารที่มีโปรตีนหรือไขมันสูง แน่นท้องผิดปกติ อีกร้อยละ 30 เกิดจากโรคแทรกซ้อน เช่น ถุงน้ำดีอักเสบ นิ่วอุดท่อน้ำดี จะทำให้ผู้ป่วยปวดท้องมาก ทางที่ดีประชาชนควรตรวจสุขภาพประจำปี อัลตราซาวด์ช่องท้อง หรือผู้ที่ปวดท้อง แน่นท้องเรื้อรัง กินยาโรคกระเพาะไม่หาย รักษาไม่หาย ต้องลองอัลตราซาวด์ดู อาจเป็นนิ่วในถุงน้ำดีได้&amp;quot; นพ.วัฒนากล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43975</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.วัฒนา พารีศรี, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โรคนิ่วในถุงน้ำดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190821/image_big_5d5d43e543bdc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32459</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/03/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นิ่วในถุงน้ำดี…ภัยร้ายผู้หญิงวัย 40+</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โรคนิ่วในถุงน้ำดี เป็นโรคในระบบทางเดินอาหารที่มีอันตรายร้ายแรงถึงชีวิตหากไม่รีบรักษา มักพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยพบได้ตั้งแต่อายุ 30-50 ปี ความน่าสนใจของโรคนี้คือ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักเข้าใจและคิดว่าเป็นโรคกระเพาะอาหารจึงหายามารับประทานเอง จนกระทั่งอาการรุนแรงจึงมาเข้ารับการรักษา ฉะนั้นการรู้ทันโรคนิ่วในถุงน้ำดีเป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.คมเดช ธนวชิระสิน ศัลยแพทย์ด้านการผ่าตัดผ่านกล้องและส่องกล้อง รพ.กรุงเทพ กล่าวว่า ถุงน้ำดี (Gallbladder) คืออวัยวะบริเวณช่องท้องที่ทำหน้าที่ในการกักเก็บน้ำดี ทำให้น้ำดีเข้มข้นเพื่อพร้อมสำหรับย่อยไขมัน นิ่วในถุงน้ำดี (Gall Stone) เป็นโรคในระบบทางเดินน้ำดีที่พบได้บ่อยที่สุด เกิดจากการตกตะกอนของหินปูนหรือคอเลสเตอรอลในน้ำดี ทำให้เกิดนิ่ว โดยลักษณะนิ่วมี 3 ประเภท ได้แก่ 1) นิ่วจากคอเลสเตอรอล (Cholesterol Stones) อาจเป็นสีเหลือง ขาว เขียวเกิดจากการตกตะกอนไขมัน เนื่องจากคอเลสเตอรอลเพิ่มมากขึ้นในถุงน้ำ 2) นิ่วจากเม็ดสี (Pigment Stones) อาจเป็นสีคล้ำดำ เกิดจากความผิดปกติของเลือด โลหิตจาง ตับแข็ง 3) นิ่วโคลน (Mixed Gallstones) เป็นคล้ายโคลน เหนียว หนืด เกิดจากการติดเชื้อใกล้ตับ ท่อน้ำดี ตับอ่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาการที่บ่งบอกโรคนิ่วในถุงน้ำดีอาจไม่แสดงอาการใดๆ หรืออาจแสดงแค่บางอาการ แต่ไม่ครบทุกอาการ ดังนี้ ท้องอืด แน่นท้อง อาหารไม่ย่อยหลังทานอาหารไขมันสูง เป็นๆ หายๆ เรื้อรัง ปวดใต้ลิ้นปี่หรือชายโครงด้านขวา ปวดร้าวที่ไหล่หรือหลังขวา คลื่นไส้อาเจียน (อาการที่เกิดจากถุงน้ำดีติดเชื้อ) มีไข้หนาวสั่น ดีซ่าน ตัว-ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระมีสีขาว (อาการเมื่อก้อนนิ่วอุดในท่อน้ำดี) ทั้งนี้ ก้อนนิ่วที่ตกตะกอนอาจมีขนาดเล็กเท่าเม็ดทรายหรือใหญ่ขนาดลูกกอล์ฟ และมีจำนวนได้ตั้งแต่หนึ่งก้อนไปจนถึงหลายร้อยก้อน หากมีขนาดใหญ่อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดมะเร็งถุงน้ำดีได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดี ได้แก่ เพศหญิงที่อายุ 40 ปีขึ้นไป หรือผู้สูงอายุที่อายุ 60 ปีขึ้นไป คนที่มีภาวะอ้วน น้ำหนักมาก มีโรคประจำตัว อาทิ คอเลสเตอรอลสูง โรคเบาหวาน โรคเลือด โลหิตจาง ธาลัสซีเมีย รวมถึงผู้หญิงที่ตั้งครรภ์หลายครั้ง กินยาคุมกำเนิด ทานฮอร์โมนจากภาวะหมดประจำเดือนผู้ที่อดอาหาร (ถือศีลอด) คนที่ลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว คนที่รับประทานยาลดไขมันในเลือดบางชนิด และมีพันธุกรรม ประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดีมาก่อน การตรวจวินิจฉัยที่ดี คือการพบแพทย์ เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยโดยการทำอัลตราซาวด์ช่องท้องส่วนบน จะทำให้เห็นรายละเอียดของก้อนนิ่วในถุงน้ำดีได้ชัดเจน หลายคนมีข้อสงสัยว่า ทำไมนิ่วในถุงน้ำดีพบมากในผู้หญิงวัย 40 ปีขึ้นไป เป็นเพราะฮอร์โมนเอสโตรเจนมีส่วนทำให้คอเลสเตอรอลในน้ำดีสูงขึ้น ถ้าหากมีโรคไขมันในเลือดสูง ทานยาคุมกำเนิดหรือทานฮอร์โมนจากภาวะหมดประจำเดือน มีบุตรหลายคน เป็นโรคเบาหวาน โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เพิ่มความเสี่ยงการเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดีทั้งสิ้น ดังนั้น หากมีอาการน่าสงสัยควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการตรวจอัลตราซาวด์โดยเร็วที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การรักษาผู้ป่วยที่มีอาการจากนิ่วในถุงน้ำดี หากผ่าตัดได้ แพทย์จะแนะนำให้ผ่าตัดเพื่อเอาถุงน้ำดีออก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน ซึ่งรูปแบบการผ่าตัดมีทั้งการผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้อง ที่จะใช้รักษาผู้ป่วยในกรณีที่มีการอักเสบมาก ถุงน้ำดีแตกทะลุในช่องท้อง จำเป็นต้องพักฟื้นค่อนข้างนาน และอีกหนึ่งรูปแบบคือการผ่าตัดผ่านกล้อง (Laparoscopic Surgery) ที่แพทย์จะเจาะรูขนาดเล็กบริเวณหน้าท้องด้วยเครื่องมือ จากนั้นใส่กล้องเข้าไปเพื่อให้เห็นภาพได้ชัดเจนทุกมิติ ก่อนจะตัดขั้วและเลาะถุงน้ำดีให้หลุดออก วิธีนี้นอกจากช่วยให้แพทย์สามารถมองเห็นอวัยวะภายในได้ชัดเจน แผลมีขนาดเล็ก เจ็บตัวน้อย ลดโอกาสการติดเชื้อ ผู้ป่วยฟื้นตัวไว ซึ่งการผ่าตัดรักษาควรทำภายใน 72 ชั่วโมง และหลังจากผ่าตัดถุงน้ำดีออกไปแล้ว ผู้ป่วยไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการย่อยอาหาร เพราะถุงน้ำดีเป็นเพียงที่เก็บพักน้ำดี แต่การรับประทานอาหารควรลดของมัน เน้นทานผักและปลามากขึ้น เพื่อลดอาการท้องอืดและสร้างสุขภาพดีได้ในระยะยาว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โรคนิ่วในถุงน้ำดีสามารถป้องกันได้โดยการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง เลี่ยงของทอดของมัน ของหวาน ระวังไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน โรคอ้วน ที่สำคัญควรตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี และหมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกาย หากมีอาการผิดปกติในลักษณะที่ชวนสงสัยควรรีบพบแพทย์ทันที ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ เพราะอาจรุนแรงถึงขั้นถุงน้ำดีเน่า หรือแตกจนเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด หรือเกิดมะเร็งถุงน้ำดีในอนาคตได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32459</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, นพ.คมเดช ธนวชิระสิน, โรคนิ่วในถุงน้ำดี, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190328/image_big_5c9cc08ad4bfe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
