<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>7691</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/04/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ใครว่าแก่แล้ว...ห้ามขับ!?!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การขับรถเป็นการแสดงออกอย่างหนึ่งของความเป็นอิสระ การพึ่งพาตนเองได้ ผู้สูงอายุไทยจำนวนไม่น้อยที่ยังขับรถแม้อายุมากกว่า 60 ปี อย่างไรก็ตาม ในอนาคตข้างหน้าเมืองไทยจะมีผู้สูงอายุที่ขับรถเองมากขึ้น เพราะคนเราอายุยืนยาวขึ้น ลองคิดง่ายๆ ว่า ถ้าตอนนี้เรายังขับรถอยู่ เมื่อวันหนึ่งเราอายุเกิน 60 ปี เราจะเลิกขับรถหรือไม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันยังไม่มีความตื่นตัวมากนักในด้านระบบการประเมินความพร้อมของผู้สูงอายุที่ยังขับรถอยู่ ทั้งที่อุบัติเหตุทางการจราจรเป็นสาเหตุของการบาดเจ็บ พิการ และเสียชีวิต ซึ่งผู้สูงอายุก็เป็นกลุ่มเสี่ยงที่สำคัญ เนื่องจากสุขภาพร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แต่โดยส่วนใหญ่แล้วผู้สูงอายุมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุจากการขับรถน้อยกว่าคนหนุ่มสาว สาเหตุเพราะว่าผู้สูงอายุมักจะขับรถช้ากว่า ประสบการณ์การขับรถมีมานานกว่า มักคาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้ง และมักไม่ดื่มแอลกอฮอล์ก่อนขับรถ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ถ้าผู้สูงอายุคนไหนขับรถยิ่งเร็วขึ้นๆ โอกาสการเกิดอุบัติเหตุยิ่งเพิ่มมากขึ้นกว่าคนหนุ่มสาว โดยส่วนใหญ่ถ้าอายุเกิน 70 ปี โอกาสเกิดอุบัติเหตุเพิ่มมากขึ้น และยิ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากถ้าอายุเกิน 80 ปี และถ้าเมื่อไหร่เกิดอุบัติเหตุ ผู้สูงอายุมีแนวโน้มเกิดอุบัติเหตุที่รุนแรง ได้รับอันตรายมากกว่าและโอกาสถึงแก่ชีวิตสูงกว่าคนหนุ่มสาวถึง 9 เท่า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การขับรถต้องอาศัยกระบวนการทางร่างกายเหล่านี้ประกอบกัน คือ สมอง, สมาธิ, การตัดสินใจ, ความคล่องแคล่ว, การประสานงานของส่วนต่างๆ ของร่างกาย, กำลังกล้ามเนื้อที่เพียงพอ, การขยับส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ดี, การมองเห็นและการได้ยินที่ดี หากเรามีความผิดปกติในด้านใดด้านหนึ่งจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจัยที่ทำให้ผู้สูงอายุมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุจากการขับขี่รถยนต์มีปัจจัยหลายอย่าง เช่น อายุมากกว่า 85 ปี และมีปัญหาด้านการมองเห็น รวมถึงภาวะสมองเสื่อม กำลังกล้ามเนื้อลดลง ความว่องไวในการตอบสนองต่อเหตุการณ์คับขันช้าลง การทำงานระหว่างอวัยวะต่างๆ ให้ประสานกันได้ไม่ดี และสมาธิลดลง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนั้นยังอ่อนล้าง่ายถ้าต้องขับรถนานๆ ที่สำคัญ ผู้สูงอายุควรคาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้ง เพราะแรงกระแทกเพียงเล็กน้อยอาจทำให้กระดูกแตกหักได้ นอกจากนี้ ผู้สูงอายุควรหาเพื่อนร่วมทางในขณะขับรถจะได้ช่วยดูเส้นทาง, สัญญาณไฟจราจร หากผู้สูงอายุจำเป็นต้องขับรถไกลๆ ควรเตรียมสภาพร่างกายให้พร้อมก่อนขับรถ โดยปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินการมองเห็น กำลังกล้ามเนื้อแขน ขา การตอบสนองของระบบประสาท รวมถึงกระดูกข้อต่อต่างๆ หากมีโรคประจำตัวให้หลีกเลี่ยงการขับรถตามลำพัง หากจำเป็นให้นำยารักษาโรค บัตรบันทึกประวัติของโรค และบัตรประจำตัวผู้ป่วยติดตัวมาด้วยเสมอ เพราะอาจเกิดอันตรายในขณะขับขี่ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สรุปคือ ผู้สูงอายุขับรถได้ถ้ากายพร้อม ใจพร้อม..จริงไหมคะ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7691</URL_LINK>
                <HASHTAG>การขับรถ, คุณภาพชีวิต, ปัญหาด้านการมองเห็น, ผู้สูงอายุ, สมาธิลดลง, อุบัติเหตุทางการจราจร, อุบัติเหตุที่รุนแรง, โรคประจำตัวกำเริบ, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180423/image_big_5adddec925d74.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6872</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/04/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หกล้มในผู้สูงอายุ ป้องกันได้เริ่มที่ตัวเอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกระบุว่า ผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปจะมีแนวโน้มหกล้มร้อยละ 28-35 ต่อปี และจะเพิ่มเป็นร้อยละ 32-42 เมื่อก้าวเข้าสู่ปีที่ 70 เป็นต้นไป เมื่อผู้สูงอายุหกล้มและกระดูกหัก พบว่า 1 ใน 5 ไม่สามารถกลับมาเดินได้อีก และบางส่วนต้องใช้รถเข็นตลอดไป นอกจากนี้ยังพบว่าการหกล้มเป็นสาเหตุสำคัญของการเข้าโรงพยาบาลในผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ สรุปว่า ความเสี่ยงของการหกล้มจะยิ่งมากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือมีโรคประจำตัว เช่น อัมพฤกษ์ อัมพาต หรือมีปัญหาเรื่องการทรงตัว การล้มในผู้สูงอายุเกิดจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นกระดูกหรือกล้ามเนื้อไม่แข็งแรง มีปัญหาสายตา การกินยาที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาททำให้ง่วงซึม รวมทั้งสภาพแวดล้อมภายในบ้านที่ไม่เหมาะสม ทั้งนี้ การหกล้มในผู้สูงอายุอาจกระทบต่อสุขภาพ คุณภาพชีวิต ก่อให้เกิดความพิการ หรือแม้กระทั่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ประพันธ์ พงศ์คณิตานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า วิธีลดความเสี่ยงของการหกล้มที่ได้ผลมากที่สุดคือการออกกำลังกาย เพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เพิ่มความสามารถในการทรงตัวและการเดินซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการหกล้มในผู้สูงอายุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แนวทางป้องกันไม่ให้เสี่ยงต่อการหกล้ม ได้แก่ &amp;nbsp;1.เลือกรองเท้าที่เหมาะสม เช่น รูปร่างเข้ากับเท้า วัสดุมีความยืดหยุ่น ระบายอากาศได้ดี หุ้มส้นหรือรัดส้นและส้นเตี้ย 2.ใช้ไม้เท้าในการช่วยเดิน 3.ออกกำลังกายที่เหมาะสมกับตนเองอย่างสม่ำเสมอ การป้องกันการหกล้มด้วยวิธีการออกกำลังกาย เพื่อให้ผู้สูงอายุและผู้ดูแลสามารถนำไปปฏิบัติเองได้โดยไม่ต้องพึ่งผู้เชี่ยวชาญ ยกเว้นบางรายที่มีความจำกัดให้เลือกวิธีออกกำลังกายอย่างง่ายหรือปรึกษาแพทย์ตามความจำเป็น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากการออกกำลังกาย พบว่าการปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมภายในบ้านโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบบ้านเพื่อผู้สูงอายุ การผ่าตัดต้อกระจกในผู้สูงอายุที่มีปัญหาการมองเห็นจากโรคต้อกระจก การให้วิตามินดีเสริมในผู้สูงอายุที่มีวิตามินดีพร่อง และการหยุดยาที่มีผลต่อจิตประสาท ทำให้ง่วงซึมหรือสูญเสียการทรงตัว เป็นวิธีการที่จะช่วยป้องกันไม่ให้ผู้สูงอายุเสี่ยงต่อการหกล้ม แต่อย่างไรก็ตาม วิธีการเหล่านี้ควรได้รับการปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญหรือแพทย์ก่อนที่ผู้สูงอายุจะดำเนินการด้วยตนเอง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6872</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, นพ.ประพันธ์ พงศ์คณิตานนท์, นพ.ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์, ผู้สูงอายุ, มีปัญหาสายตา, หกล้มและกระดูกหัก, องค์การอนามัยโลก, โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง, โรคประจำตัวกำเริบ, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180410/image_big_5accac7cd42d8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6871</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/04/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หกล้มในผู้สูงอายุ ป้องกันได้เริ่มที่ตัวเอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกระบุว่า ผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปจะมีแนวโน้มหกล้มร้อยละ 28-35 ต่อปี และจะเพิ่มเป็นร้อยละ 32-42 เมื่อก้าวเข้าสู่ปีที่ 70 เป็นต้นไป เมื่อผู้สูงอายุหกล้มและกระดูกหัก พบว่า 1 ใน 5 ไม่สามารถกลับมาเดินได้อีก และบางส่วนต้องใช้รถเข็นตลอดไป นอกจากนี้ยังพบว่าการหกล้มเป็นสาเหตุสำคัญของการเข้าโรงพยาบาลในผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ สรุปว่า ความเสี่ยงของการหกล้มจะยิ่งมากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือมีโรคประจำตัว เช่น อัมพฤกษ์ อัมพาต หรือมีปัญหาเรื่องการทรงตัว การล้มในผู้สูงอายุเกิดจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นกระดูกหรือกล้ามเนื้อไม่แข็งแรง มีปัญหาสายตา การกินยาที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาททำให้ง่วงซึม รวมทั้งสภาพแวดล้อมภายในบ้านที่ไม่เหมาะสม ทั้งนี้ การหกล้มในผู้สูงอายุอาจกระทบต่อสุขภาพ คุณภาพชีวิต ก่อให้เกิดความพิการ หรือแม้กระทั่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ประพันธ์ พงศ์คณิตานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า วิธีลดความเสี่ยงของการหกล้มที่ได้ผลมากที่สุดคือการออกกำลังกาย เพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เพิ่มความสามารถในการทรงตัวและการเดินซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการหกล้มในผู้สูงอายุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แนวทางป้องกันไม่ให้เสี่ยงต่อการหกล้ม ได้แก่ &amp;nbsp;1.เลือกรองเท้าที่เหมาะสม เช่น รูปร่างเข้ากับเท้า วัสดุมีความยืดหยุ่น ระบายอากาศได้ดี หุ้มส้นหรือรัดส้นและส้นเตี้ย 2.ใช้ไม้เท้าในการช่วยเดิน 3.ออกกำลังกายที่เหมาะสมกับตนเองอย่างสม่ำเสมอ การป้องกันการหกล้มด้วยวิธีการออกกำลังกาย เพื่อให้ผู้สูงอายุและผู้ดูแลสามารถนำไปปฏิบัติเองได้โดยไม่ต้องพึ่งผู้เชี่ยวชาญ ยกเว้นบางรายที่มีความจำกัดให้เลือกวิธีออกกำลังกายอย่างง่ายหรือปรึกษาแพทย์ตามความจำเป็น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากการออกกำลังกาย พบว่าการปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมภายในบ้านโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบบ้านเพื่อผู้สูงอายุ การผ่าตัดต้อกระจกในผู้สูงอายุที่มีปัญหาการมองเห็นจากโรคต้อกระจก การให้วิตามินดีเสริมในผู้สูงอายุที่มีวิตามินดีพร่อง และการหยุดยาที่มีผลต่อจิตประสาท ทำให้ง่วงซึมหรือสูญเสียการทรงตัว เป็นวิธีการที่จะช่วยป้องกันไม่ให้ผู้สูงอายุเสี่ยงต่อการหกล้ม แต่อย่างไรก็ตาม วิธีการเหล่านี้ควรได้รับการปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญหรือแพทย์ก่อนที่ผู้สูงอายุจะดำเนินการด้วยตนเอง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6871</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, นพ.ประพันธ์ พงศ์คณิตานนท์, นพ.ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์, ผู้สูงอายุ, มีปัญหาสายตา, หกล้มและกระดูกหัก, องค์การอนามัยโลก, โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง, โรคประจำตัวกำเริบ, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180410/image_big_5accac7cd42d8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6870</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/04/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หกล้มในผู้สูงอายุ ป้องกันได้เริ่มที่ตัวเอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกระบุว่า ผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปจะมีแนวโน้มหกล้มร้อยละ 28-35 ต่อปี และจะเพิ่มเป็นร้อยละ 32-42 เมื่อก้าวเข้าสู่ปีที่ 70 เป็นต้นไป เมื่อผู้สูงอายุหกล้มและกระดูกหัก พบว่า 1 ใน 5 ไม่สามารถกลับมาเดินได้อีก และบางส่วนต้องใช้รถเข็นตลอดไป นอกจากนี้ยังพบว่าการหกล้มเป็นสาเหตุสำคัญของการเข้าโรงพยาบาลในผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ สรุปว่า ความเสี่ยงของการหกล้มจะยิ่งมากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือมีโรคประจำตัว เช่น อัมพฤกษ์ อัมพาต หรือมีปัญหาเรื่องการทรงตัว การล้มในผู้สูงอายุเกิดจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นกระดูกหรือกล้ามเนื้อไม่แข็งแรง มีปัญหาสายตา การกินยาที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาททำให้ง่วงซึม รวมทั้งสภาพแวดล้อมภายในบ้านที่ไม่เหมาะสม ทั้งนี้ การหกล้มในผู้สูงอายุอาจกระทบต่อสุขภาพ คุณภาพชีวิต ก่อให้เกิดความพิการ หรือแม้กระทั่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ประพันธ์ พงศ์คณิตานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า วิธีลดความเสี่ยงของการหกล้มที่ได้ผลมากที่สุดคือการออกกำลังกาย เพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เพิ่มความสามารถในการทรงตัวและการเดินซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการหกล้มในผู้สูงอายุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แนวทางป้องกันไม่ให้เสี่ยงต่อการหกล้ม ได้แก่ &amp;nbsp;1.เลือกรองเท้าที่เหมาะสม เช่น รูปร่างเข้ากับเท้า วัสดุมีความยืดหยุ่น ระบายอากาศได้ดี หุ้มส้นหรือรัดส้นและส้นเตี้ย 2.ใช้ไม้เท้าในการช่วยเดิน 3.ออกกำลังกายที่เหมาะสมกับตนเองอย่างสม่ำเสมอ การป้องกันการหกล้มด้วยวิธีการออกกำลังกาย เพื่อให้ผู้สูงอายุและผู้ดูแลสามารถนำไปปฏิบัติเองได้โดยไม่ต้องพึ่งผู้เชี่ยวชาญ ยกเว้นบางรายที่มีความจำกัดให้เลือกวิธีออกกำลังกายอย่างง่ายหรือปรึกษาแพทย์ตามความจำเป็น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากการออกกำลังกาย พบว่าการปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมภายในบ้านโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบบ้านเพื่อผู้สูงอายุ การผ่าตัดต้อกระจกในผู้สูงอายุที่มีปัญหาการมองเห็นจากโรคต้อกระจก การให้วิตามินดีเสริมในผู้สูงอายุที่มีวิตามินดีพร่อง และการหยุดยาที่มีผลต่อจิตประสาท ทำให้ง่วงซึมหรือสูญเสียการทรงตัว เป็นวิธีการที่จะช่วยป้องกันไม่ให้ผู้สูงอายุเสี่ยงต่อการหกล้ม แต่อย่างไรก็ตาม วิธีการเหล่านี้ควรได้รับการปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญหรือแพทย์ก่อนที่ผู้สูงอายุจะดำเนินการด้วยตนเอง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6870</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, นพ.ประพันธ์ พงศ์คณิตานนท์, นพ.ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์, ผู้สูงอายุ, มีปัญหาสายตา, หกล้มและกระดูกหัก, องค์การอนามัยโลก, โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง, โรคประจำตัวกำเริบ, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180410/image_big_5accac7cd42d8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6869</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/04/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หกล้มในผู้สูงอายุ ป้องกันได้เริ่มที่ตัวเอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกระบุว่า ผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปจะมีแนวโน้มหกล้มร้อยละ 28-35 ต่อปี และจะเพิ่มเป็นร้อยละ 32-42 เมื่อก้าวเข้าสู่ปีที่ 70 เป็นต้นไป เมื่อผู้สูงอายุหกล้มและกระดูกหัก พบว่า 1 ใน 5 ไม่สามารถกลับมาเดินได้อีก และบางส่วนต้องใช้รถเข็นตลอดไป นอกจากนี้ยังพบว่าการหกล้มเป็นสาเหตุสำคัญของการเข้าโรงพยาบาลในผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ สรุปว่า ความเสี่ยงของการหกล้มจะยิ่งมากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือมีโรคประจำตัว เช่น อัมพฤกษ์ อัมพาต หรือมีปัญหาเรื่องการทรงตัว การล้มในผู้สูงอายุเกิดจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นกระดูกหรือกล้ามเนื้อไม่แข็งแรง มีปัญหาสายตา การกินยาที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาททำให้ง่วงซึม รวมทั้งสภาพแวดล้อมภายในบ้านที่ไม่เหมาะสม ทั้งนี้ การหกล้มในผู้สูงอายุอาจกระทบต่อสุขภาพ คุณภาพชีวิต ก่อให้เกิดความพิการ หรือแม้กระทั่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ประพันธ์ พงศ์คณิตานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า วิธีลดความเสี่ยงของการหกล้มที่ได้ผลมากที่สุดคือการออกกำลังกาย เพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เพิ่มความสามารถในการทรงตัวและการเดินซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการหกล้มในผู้สูงอายุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แนวทางป้องกันไม่ให้เสี่ยงต่อการหกล้ม ได้แก่ &amp;nbsp;1.เลือกรองเท้าที่เหมาะสม เช่น รูปร่างเข้ากับเท้า วัสดุมีความยืดหยุ่น ระบายอากาศได้ดี หุ้มส้นหรือรัดส้นและส้นเตี้ย 2.ใช้ไม้เท้าในการช่วยเดิน 3.ออกกำลังกายที่เหมาะสมกับตนเองอย่างสม่ำเสมอ การป้องกันการหกล้มด้วยวิธีการออกกำลังกาย เพื่อให้ผู้สูงอายุและผู้ดูแลสามารถนำไปปฏิบัติเองได้โดยไม่ต้องพึ่งผู้เชี่ยวชาญ ยกเว้นบางรายที่มีความจำกัดให้เลือกวิธีออกกำลังกายอย่างง่ายหรือปรึกษาแพทย์ตามความจำเป็น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากการออกกำลังกาย พบว่าการปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมภายในบ้านโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบบ้านเพื่อผู้สูงอายุ การผ่าตัดต้อกระจกในผู้สูงอายุที่มีปัญหาการมองเห็นจากโรคต้อกระจก การให้วิตามินดีเสริมในผู้สูงอายุที่มีวิตามินดีพร่อง และการหยุดยาที่มีผลต่อจิตประสาท ทำให้ง่วงซึมหรือสูญเสียการทรงตัว เป็นวิธีการที่จะช่วยป้องกันไม่ให้ผู้สูงอายุเสี่ยงต่อการหกล้ม แต่อย่างไรก็ตาม วิธีการเหล่านี้ควรได้รับการปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญหรือแพทย์ก่อนที่ผู้สูงอายุจะดำเนินการด้วยตนเอง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6869</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, นพ.ประพันธ์ พงศ์คณิตานนท์, นพ.ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์, ผู้สูงอายุ, มีปัญหาสายตา, หกล้มและกระดูกหัก, องค์การอนามัยโลก, โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง, โรคประจำตัวกำเริบ, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180410/image_big_5accac7cd42d8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6771</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/04/2018 19:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฉลองเทศกาลสงกรานต์กับสว. เตรียมสุขภาพให้พร้อมเดินทาง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(ขณะแวะปั๊มพักรถ แนะนำว่าให้ผู้สูงอายุลงมาเดินยืดเส้นยืดสาย เพื่อป้องกันการปวดเมื่อยตามร่างกาย สำหรับผู้ที่ต้องเดินทางไกล)

&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะการเดินทางหลั่งไหลกลับต่างจังหวัด เพื่อไปเยี่ยมญาติหรือไปท่องเที่ยว คือข้อควรปฏิบัติในการดูแลสุขภาพระหว่างทาง โดยเฉพาะคุณตาคุณยายที่ต้องโดยสารทั้งรถประจำทางและรถส่วนตัว ในสภาพการจราจรมักติดขัด อีกทั้งการที่ผู้สูงอายุต้องนั่งอยู่ในรถนานๆ ก็อาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพได้มากกว่าวัยอื่นๆ ไม่ว่าจะอาการของโรคประจำตัวกำเริบ หรืออาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ รวมไปถึงการเป็นลมหน้ามืด เนื่องจากอากาศในช่วงเดือนเมษายนค่อนข้างร้อนจัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(นพ.เอกกิตติ์ สุรการ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในงาน &amp;ldquo;Trauma Day 2018 : ป้องกันและเตรียมรับมือช่วง 7 วันอันตรายก่อนสงกรานต์&amp;rdquo; นพ.เอกกิตติ์ สุรการ ผู้อำนวยการอาวุโสแผนกฉุกเฉินและศูนย์อุบัติเหตุกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับข้อควรปฏิบัติตัว ขณะเดินทางของผู้สูงอายุในช่วงวันปีใหม่ไทยไว้น่าสนใจว่า &amp;ldquo;ผู้สูงอายุที่จำเป็นต้องนั่งรถกลับบ้านในช่วงสงกรานต์ หลักๆ แล้วประกอบด้วย &amp;ldquo;การป้องตัวเอง&amp;rdquo; เพราะอย่าลืมว่าปัญหาหนึ่งของคุณตาคุณยายคือการเคลื่อนไหว้ที่ช้าลง รวมถึงการก้าวเดินที่จะไม่ค่อยมั่นคง ดังนั้นการขึ้น-ลงรถขอให้ทำอย่างช้าๆ ที่สำคัญก็ควรจะมีลูกหลานคอยประคองด้วย นอกจากนี้ การป้องกันตัวเองเกี่ยวกับระบบปัญหากระดูกและมวลเนื้อเยื่อที่ลดลง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ &amp;ldquo;กระดูกหักง่าย&amp;rdquo; และยังส่งผลให้อวัยวะภายในอาจเกิดการชอกช้ำหรือมีการแตกหัก และมีเลือดออกภายใน โอกาสรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นหากต้องโดยสารรถยนต์ส่วนตัว หรือรถประจำทาง อาจจำเป็นต้องนั่งในที่นั่งที่มีเข็มขัดนิรภัยและต้องคาดด้วย บางครั้งผู้สูงอายุอาจจะไม่คุ้นเคยหรือไม่สบายตัว แต่ขอให้คิดอยู่เสมอถึงเรื่องความปลอดภัยเป็นสำคัญ เพราะหากเกิดอุบัติเหตุ การใส่อุปกรณ์ป้องกันจะช่วยลดการสูญเสียและการบาดเจ็บได้เป็นอย่างมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(การเดินทางในช่วงวันหยุดปีใหม่ไทย ผู้สูงอายุควรพกยาประจำตัวไปด้วยทุกครั้ง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในรายของคุณตาคุณยายที่มีอายุมาก มักจะมีปัญหา &amp;ldquo;เรื่องของโรคประจำตัว&amp;rdquo; และจำเป็นต้องยาใช้ต่อเนื่อง หมอแนะนำว่า 1.ให้พกยาประจำตัวไปด้วย 2.จดหรือทำบันทึกเล่มเล็กๆ ว่าผู้สูงอายุมีโรคประจำตัวอะไร และต้องกินยาอะไรต่อเนื่อง เมื่อเกิดการบาดเจ็บ คุณหมอจะได้ให้การรักษาเบื้องต้นจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น และโรคประจำตัวไปด้วยเช่นกัน เพราะว่าโรคเรื้อรังบางชนิดค่อนข้างมีความอันตรายสูง เช่น โรคสมอง หัวใจ ปอด เบาหวานที่มีอาการรุนแรง ซึ่งอาจส่งผลต่อการเสียชีวิต และการหายของแผลได้ จึงจำเป็นต้องรู้ประวัติของผู้ป่วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ผู้สูงอายุที่ต้องเดินทางกลับต่างจังหวัดหรือไปเยี่ยมญาติ ควรมีลูกหลานคอยประคองขณะขึ้น-ลงรถ เพราะผู้สูงวัยมักจะมีปัญหาเรื่องกระดูกที่เสี่ยงต่อการหกล้มได้ง่าย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ อาการที่เกิดได้ในช่วงสภาพอากาศร้อน และต้องโดยสารบนรถที่ค่อนข้างแออัด อย่าง &amp;ldquo;อาการวูบ-อ่อนเพลีย&amp;rdquo; ถ้าต้องเดินทางไกลๆ อันที่จริงสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่ถ้าเป็นผู้สูงอายุหมอแนะนำให้ลูกหลานที่ดูแลหมั่นจอดรถเพื่อให้ท่านได้พักบ่อยๆ ที่สำคัญยังทำให้คนขับได้พัก ได้สดชื่น นอกจากนี้ก็อย่าให้ผู้สูงอายุนั่งติดต่อกันนานๆ โดยขณะที่จอดพักรถก็ให้พาท่านลงมาเดินเพื่อยืดเส้นยืดสาย และอีกหนึ่งข้อปฏิบัติที่ลืมไม่ได้นั้น แนะนำว่าต้องการกินน้ำและอาหารให้มาก เพื่อป้องกันการหิวหรือขาดอาหารขณะเดินทาง เรื่องสำคัญอีกเรื่อง จะต้องระวังรูปแบบการขับรถ โดยห้ามขับขี่ในลักษณะกระตุกไปมา เพราะจะทำให้กระเทือนและรู้สึกเวียนหัว &amp;nbsp;หน้ามืด เป็นลม ในช่วงการจราจรหนาแน่นครับ&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6771</URL_LINK>
                <HASHTAG>Trauma Day 2018, การดูแลสุขภาพ, คุณภาพชีวิต, จราจรติดขัด, ปัญหาสุขภาพ, อาการวูบ-อ่อนเพลีย, เทศกาลสงกรานต์, โรคประจำตัวกำเริบ, โรงพยาบาลกรุงเทพ, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180409/image_big_5acb5ab5c9476.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
