<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>63992</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2020 10:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/04/2020 10:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอยง&#039; เผยหลักการกำหนด &#039;เขตปลอดโรคโควิด-19&#039; ต้องไม่มีการแพร่ระบาด 28 วัน  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 เม.ย.63 - ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยา คลินิกภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่า &amp;quot;โควิด-19&amp;quot; การกำหนดว่าเป็นเขตปลอดโรค โดยหลักการของโรคระบาด ตั้งแต่ SARS ไข้หวัดนก MERS ที่ระบาดในเกาหลี และ Ebola การจะบอกว่าพื้นที่ใดเป็นเขตปลอดโรค หรือไม่มีโรคจริงๆ จะถือเอาเวลาเป็น 2 เท่า ของระยะฟักตัวเช่นสมัย SARS ระยะฟักตัวให้ 10 วัน ก็จะต้องไม่มีโรคในพื้นที่นั้น 20 วัน จึงจะถือว่าเป็นเขตปลอดโรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เช่นเดียวกัน โควิด-19 ถ้าเราให้ระยะฟักตัวเป็น 14 วัน เราจะถือเขตปลอดภัยโรคของพื้นที่ใด จะต้องไม่มีโรคนั้นเป็นระยะเวลา 2 เท่า ของระยะเวลาฟักตัว คือ 28 วัน จึงจะมั่นใจว่าในพื้นที่นั้นไม่มีโรคนี้จริงๆ&amp;quot;ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63992</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, MERS, ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก, ระยะฟักตัว, ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ, อีโบลา, เขตปลอดโรค, โรคระบาด SARS, ไข้หวัดนก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200423/image_big_5ea1045000bfc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56919</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/02/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/02/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วันนั้นเมื่อ SARS ระบาด เปรียบวันนี้เมื่อไวรัสอู่ฮั่นอาละวาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากเปรียบเทียบการระบาดของโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ปีนี้ กับ SARS เมื่อปี 2003 หรือ 17 ปีก่อน ก็จะเห็นความเหมือนและความแตกต่างที่น่าสนใจหลายประเด็น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คราวที่ SARS ระบาดมีคนเสียชีวิต 774 ติดเชื้อกว่า 8,000 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ครั้งนั้นเริ่มเดือนพฤศจิกายนปี 2002 ถึงกรกฎาคม 2003 หรือประมาณ 9 เดือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะนั้นเศรษฐกิจจีนยังเล็กกว่าปัจจุบันหลายเท่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตอนนั้นจำนวนนักท่องเที่ยวจีนมาไทยยังมีอยู่ไม่กี่ล้าน ไม่เหมือนขณะนี้ก่อนการระบาดของไวรัสอู่ฮั่นที่เรามีนักท่องเที่ยวจีนมากกว่า 10 ล้านต่อปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อปี 2003 โลกโซเชียลมีเดียของจีนและของโลกยังค่อนข้างจำกัด ไม่เหมือนกับวันนี้ที่คนสามารถเข้าไปหาข้อมูลและแสดงความเห็นในเครือข่ายสังคมออนไลน์อย่างคึกคัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ครั้งนั้นการออกข่าวเรื่องการแพร่ระบาดค่อนข้างจำกัดและปกปิด ครั้งนี้มีแรงกดดันจากคนทั้งโลกให้จีนต้องบอกกล่าวเรื่องราวและปล่อยสถิติล่าสุดตลอดเวลา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การค้าขายและลงทุนระหว่างจีนกับไทยเมื่อ 17 ปีก่อน เมื่อเปรียบเทียบกับปัจจุบันก็ห่างไกลกันมากมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คราวนั้นเศรษฐกิจไทยไม่ได้ผูกติดกับจีนอย่างใกล้ชิดแนบแน่นเหมือนวันนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะโลกมีปฏิสัมพันธ์กับจีนใกล้ชิดวันนี้มากกว่าปี 2003 เพิ่มขึ้นหลายเท่า อะไรที่เกิดที่จีนก็มีผลกระทบไปทั่วทั้งโลก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อการเดินทางไปมาหาสู่ การค้าขายและลงทุน รวมไปถึงการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวระหว่างจีนกับส่วนต่างๆ ของโลกมีความคึกคักมากขึ้นตลอดเวลา เวลามีข่าวร้ายที่แพร่ไปถึงกันได้จึงกลายเป็นวิกฤติระดับโลกอย่างฉับพลันทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มองในแง่ดี วันนี้จีนมีเครื่องมือตั้งรับกับการแพร่กระจายของโรคร้ายได้ดีกว่าเมื่อก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกทั้งมีพลังและอาวุธทางเศรษฐกิจที่จะตั้งรับการถดถอยทางเศรษฐกิจที่มาพร้อมกับความวุ่นวายทางด้านสุขอนามัย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การพยากรณ์ว่าเศรษฐกิจจีนจะได้รับผลกระทบจากไวรัสกลายพันธุ์ตัวนี้มากน้อยเพียงใดยังเป็นเพียงเรื่องคาดเดาเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2003 ผลร้ายจาก SARS ปีนั้นทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในปีต่อมาหดตัวจาก 11.1% ลงมาที่ 9.1%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปีนี้หลายสำนักประมาณการไว้ก่อนหน้านี้ว่า เศรษฐกิจจีนในไตรมาสแรกน่าจะโตที่ 5.9%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ความปั่นป่วนอันเกิดจากการแพร่กระจายของไวรัสตัวใหม่นี้ทำให้มีการทบทวนการประเมินตัวเลขใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีตั้งแต่ให้ตัวเลขเศรษฐกิจของจีนทั้งปีนี้หล่นลงไปที่ 5% ถึง 2% แล้วแต่จะมองในแง่บวกมากบวกน้อยหรือลบมากลบน้อย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จะวิเคราะห์เศรษฐกิจจีนก็ต้องพิเคราะห์เศรษฐกิจโลกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนเกิดโรคระบาดครั้งนี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกน่าจะโตได้ที่ 3.3% เปรียบเทียบกับ 2.9% สำหรับทั้งปี 2019 ที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อปี 2003 นั้นเศรษฐกิจโลกโตที่ 4% และขยับขึ้นไปที่ 6% ในปี 2007
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นั่นแปลว่าการระบาดของ SARS มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกค่อนข้างจำกัดเพราะการฟื้นตัวเกิดขึ้นได้เร็วและแรงพอสมควร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่วันนี้ปัจจัยทางลบมีอยู่หลายประการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ที่ยังไม่รู้ว่าจะกระเตื้องขึ้นหลังจากการลงนามใน &amp;nbsp;&amp;quot;ข้อตกลงพักรบ&amp;quot; เมื่อเดือนก่อนหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกทั้งยังไม่แน่นอนว่าเมื่อจีนเผชิญกับภัยโรคร้ายเช่นนี้ แล้วจะสามารถทำตามเงื่อนไขในการซื้อสินค้าจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นได้มากน้อยเพียงใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้นประเด็นนี้จึงกลายเป็นคำถามใหญ่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีความไม่แน่นอนของความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยังมีความผันผวนรวนเรไม่น้อย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยังไม่ต้องเอ่ยถึงความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีเหนือที่อาจจะระเบิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกทั้งการเกิด Brexit ในช่วงนี้ก็อาจจะมีผลทำให้การต่อรองเจรจาระหว่างอังกฤษและสหภาพยุโรปกับส่วนต่างๆ ของโลกจะมีผลทางบวกหรือลบอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เศรษฐกิจของจีนวันนี้โตกว่าเมื่อ 17 ปีก่อนถึง 8 เท่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จีนได้ปรับปรุงแก้ไขระเบียบและกฎหมายอย่างมากมายในช่วงเวลาที่ผ่านมา เช่นนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนที่ยืดหยุ่นมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกทั้งธนาคารกลางของจีนก็เริ่มใช้เครื่องมือหลายๆ ทางในการปรับแก้ระบบการเงินการธนาคารและนโยบายดอกเบี้ยที่แตกต่างไปจากแนวทางเดิมๆ เมื่อเกิดโรคระบาด SARS ครั้งนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้นปัจจัยที่แตกต่าง วิธีคิดและบริหารประเทศจีนของผู้นำยุคนี้ ภายใต้การนำของสี จิ้นผิง จึงทำให้เราต้องประเมินผลกระทบของวิกฤติรอบใหม่นี้จากมุมมองใหม่และให้รอบด้านมากขึ้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56919</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาแฟดำ, โรคระบาด SARS</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
