<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>104836</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2021 20:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2021 20:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แนะผู้หญิงติด &#039;#ไม่สูบบุหรี่&#039; ป้องกัน...โรคสมองเสื่อม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องในวันงดสูบบุหรี่โลก 31 พ.ค.ของทุกปี มีรายงานข่าวล่าสุดจากผลงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารการรายงานทางวิทยาศาสตร์อย่าง Scientific Reports มาเตือนคุณผู้หญิงเพื่อให้ตระหนักรู้ว่า สาวๆควรติด#แฮทแทคเตือนใจอันดับ 1 เกี่ยวกับเรื่องไม่ควรทำ นั่นคือการสูบบุหรี่&amp;nbsp; หากไม่อยากเจอกับภาวะสมองเสื่อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากวิเคราะห์ข้อมูลจากผู้คนมากกว่า 70,000 คนที่มีอายุระหว่าง 18 ถึง 85 ปีทั่วโลก นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันวิจัย Genomics องค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร (TGen) ค้นพบว่าการสูบบุหรี่และโรคหัวใจ และหลอดเลือดมีความสัมพันธ์โดยตรง กับการทำงานของความรู้ความเข้าใจ ในสมองของมนุษย์เรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้การสูบบุหรี่ เชื่อมโยงกับสุขภาพหัวใจและโรคหลอดเลือดได้ เพราะเกิดจากปัจจัยต่างๆเช่น ความดันโลหิตสูง จึงทำให้น้ำตาลในเลือดสูง คอเลสเตอรอลสูง ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลมาจากโรคอ้วน ที่สำคัญปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ ทำให้ความสามารถในการเรียนรู้และจดจำลดลง อย่างโรคสมองเสื่อม แต่มักจะเกิดขึ้นในระดับที่แตกต่างกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับเพศ ผลกระทบที่เป็นอันตราย ซึ่งผลการวิจัยได้ระบุว่าการสูบบุหรี่จะส่งผลกระทบต่อผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะการเป็นโรคสมองเสื่อม ในขณะที่ผู้ชายที่สูบบุหรี่มักจะเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดมากกว่า กล่าวอีกนัยหนึ่งเพื่อป้องกันโรคสมองเสื่อมหนึ่ง สิ่งที่ดีที่สุดที่ผู้หญิงไม่ควรทำ คือ อย่าเริ่มสูบบุหรี่ หรือหยุดสูบบุหรี่โดยเร็วที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลการวิจัยเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าการสูบบุหรี่ และโรคหัวใจและหลอดเลือด ส่งผลต่อการเรียนรู้ทางคำพูด และความจำไปจนกระทั่งเมื่อคุณอายุมากขึ้น โดยเริ่มตั้งแต่อายุ 18 ปีเป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ศาสตราจารย์ด้านประสาทวิทยา อย่าง &amp;ldquo;ดร.แมทท์ ฮูเลนเทลแมน&amp;rdquo; บอกว่า &amp;ldquo; การสูบบุหรี่จะทำให้ทั้งการรับรู้ และเรียนรู้สิ่งต่างๆ รวมถึงความจำในผู้หญิงทำได้ลดน้อยลง ซึ่งภาวะความทรงจำที่น้อยลงจะพบโดยตรงในผู้หญิงมากกว่า ในขณะที่ผู้ชายสูบบุหรี่ก็มักจะเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับ โรคหัวใจและหลอดเลือด อีกทั้งมีความสัมพันธ์กับการเรียนรู้ และความทรงจำที่ลดลงในผู้ชายได้ด้วยเช่นกัน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้โรคอัลไซเมอร์ นั้นเป็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งได้รับการยอมรับในปัจจุบันนั้น คือการลดลงของความรู้ความเข้าใจ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ผู้คนป่วยเป็นโรคหลอดเลือด จะส่งผลต่อความบกพร่องทางสติปัญญา และทำให้เกิดเป็นภาวะสมองเสื่อมในที่สุด (VCID) ซึ่งตกตะกอนหรือเป็นผลพวง จากโรคหลอดเลือดสมอง ที่สร้างความเสียหายให้กับหลอดเลือดอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อความจำ และความสามารถในการคิด ดังนั้นกล่าวโดยสรุปว่าการสูบบุหรี่ และโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง เป็นปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงต่อ VCID หรือภาวะสมองเสื่อมนั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมาคมโรคหลอดเลือดสมองในอเมริกา อย่าง American Heart Association และ American Stroke Association มีคำแนะนำ&amp;nbsp;7&amp;nbsp;ขั้นตอนที่ควรทำ เพื่อให้เราห่างไกลจากโรคสมองเสื่อมได้ 1.ไม่สูบบุหรี่ 2. การจัดการความดันโลหิต 3. รักษาระดับคอเลสเตอรอล หรือควบคุมไขมันในร่างหาย ให้อยู่ในระดับที่ดีต่อสุขภาพ&amp;nbsp; 4. ลดน้ำตาลในเลือด 5. เพิ่มการออกกำลังกาย 6. รับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการและสมดุล 7. ลดน้ำหนักหากจำเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้การป้องกันโรคอัลไซเมอร์ คือ 1. การป้องกันหรือรักษาอาการของโรคซึมเศร้าถ้ามี 2. ลดการแยกทางสังคม หากมี 3. การ จำกัด การดื่มแอลกอฮอล์ 4. ต่อสู้กับความผิดปกติของการนอนหลับถ้ามี 5. ทำให้สมองทำงานอยู่เสมอ 6. การรักษาการสูญเสียการได้ยิน ถ้ามี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104836</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ไม่สูบบุหรี่, ผู้หญิง, วันงดสูบบุหรี่โลก, โรคสมองเสื่อม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210531/image_big_60b4e0bb81b73.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43375</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/08/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ป่วยอัลไซเมอร์..รู้เร็ว ช่วยชะลอ-ยืดอายุได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ผู้สูงอายุที่มีอาการเครียดในเรื่องต่างๆ มากเกินไป เสี่ยงต่อการป่วยโรคความจำเสื่อมและโรคอัลไซเมอร์ได้ในที่สุด)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างที่รู้กันดีว่าคนอายุหลัง 65 ปีขึ้นไปนั้นเสี่ยงต่อการเป็น &amp;ldquo;โรคสมองเสื่อม&amp;rdquo; หรืออัลไซเมอร์กว่าคนวัยอื่นๆ สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากภาวะความเสื่อมของร่างกาย โดยเฉพาะอวัยวะที่สำคัญอย่างสมอง หรือแม้ปัจจัยอื่นรวมด้วย อย่างผู้ที่ป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง กระทั่งโรคเรื้อรังอย่างเบาหวาน ความดันโลหิตสูง การสูบบุหรี่ ที่ไปกระตุ้นอาการของโรคให้เป็นมากขึ้น ที่สำคัญหากในครอบครัวมีผู้สูงอายุที่ป่วยจำเป็นได้รับการดูแลจากลูกหลาน ซึ่งบางครั้งอาจกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจในครอบครัว ตลอดจนคุณภาพชีวิตของทั้งลูกหลานและผู้ป่วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(พญ.ศุภมาศ วิบูรณ์สุขสันต์)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พญ.ศุภมาศ วิบูรณ์สุขสันต์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์โรคสมองและระบบประสาท รพ.เวชธานี มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคสมองเสื่อม และการดูแลรวมถึงสังเกตอาการเบื้องต้นไว้น่าสนใจ ว่า &amp;ldquo;สาเหตุของโรคสมองเสื่อมนั้น ร้อยละ 80% เกิดจากภาวะเสื่อมของสมองเอง ซึ่งเป็นไปตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น หรือบางครั้งการที่คนไข้มีปัจจัยเสี่ยงร่วมด้วย อย่างการที่ท่านป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ที่เป็นสาเหตุหนึ่งของโรคสมองเสื่อมและการที่สมองเสื่อมแล้ว ก็จะนำมาสู่ภาวะโรคอัลไซเมอร์หรืออาการหลงลืมได้ในที่สุด ทั้งนี้ ระยะเริ่มต้นของการโรคสมองเสื่อมนั้นมีคอนเซ็ปต์ให้จำอย่างง่ายๆ คือ อันที่ 1.พฤติกรรมของคนไข้จะเปลี่ยนแปลงไป เช่น มีภาวะซึมเศร้า ถามไม่ตอบ เก็บตัว 2.ความทรงจำเริ่มเปลี่ยนแปลง เช่น ถามเรื่องเดิมซ้ำๆ ลืมกุญแจบ้านในที่แปลกๆ เช่น ตู้เย็น ตู้ปลา 3.จากที่เคยชอบแต่งตัวก็ไม่ชอบอาบน้ำ หรือปล่อยเนื้อตัวให้สกปรกเลอะเทอะ กระทั่งบางคนกินข้าวได้ช้าลง หรือแม้แต่การติดกระดุมเสื้อด้วยตัวเองไม่ได้ 4.อารมณ์เปลี่ยนแปลงไป มีลักษณะอาการก้าวร้าวมากขึ้น โมโหง่าย หรือหงุดหงิดง่ายขึ้น ทั้งนี้อาการที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ผู้ป่วยจะไม่รู้สึกตัวเอง แต่จะสร้างความหงุดหงิดและรำคาญให้ลูกหลานหรือผู้ดูแล &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ผู้สูงอายุที่ออกกำลังกายเป็นประจำด้วยการคิดเลข หรือเล่นเกมที่ได้ฝึกการใช้สมอง จะช่วยชะลอโรคความจำเสื่อมได้)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ทั้งนี้ ผู้สูงวัยที่อายุ 65 ปีขึ้นไปมีความเสี่ยงในการเป็นโรคสมองเสื่อม และเมื่ออายุ 70 ปีก็จะเสี่ยงเป็นโรคนี้ 5% และหากอายุ 75 ปีก็จะเสี่ยงต่อการป่วยคิดเป็นร้อยละ 10% และอายุ 85 ปี มีความเสี่ยงของโรคอยู่ที่ 25% โดยลูกหลาน 4 คนจะต้องดูแลผู้สูงวัยป่วยอัลไซเมอร์ 1 คน ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้บ้านเราจะต้องเผชิญกับโรคดังกล่าว ประกอบปัจจุบันจำนวนของเด็กที่เกิดใหม่ลดน้อยลง ทั้งนี้เพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าวและนำมาสู่การรักษาเบื้องต้นให้กับผู้ป่วย เพราะบางรายที่ป่วยความจำเสื่อมซึ่งมาจากการขาดวิตามิน D12 จากการป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง สามารถรักษาโรคสมองเสื่อมให้หายได้ (ผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมซึ่งมาจากปัจจัยการขาดวิตามินจากโรคหลอดเลือดสมอง พบได้ประมาณร้อยละ 10-20)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ผู้สูงวัยที่ออกกำลังกายและมีอารมณ์ขันจากการเข้าสังคม ช่วยป้องกันโรคความจำเสื่อมได้)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับการป้องกันโรคสมองเสื่อมนั้น โดยการลดปัจจัยเสี่ยงก่อโรคเป็นวิธีที่ดีสุด เนื่องจากโรคนี้เป็นสิ่งที่แก้ไขหรือรักษาด้วยยาไม่หายขาด 100% ดังนั้นผู้สูงอายุควรงดดื่มสุรา งดสูบบุหรี่ อีกทั้งการออกกำลังกายสม่ำเสมอ สามารถช่วยชะลอโรคความจำเสื่อมได้ เช่น การเดิน, การว่ายน้ำ, การปั่นจักรยาน หรือการเล่นเกมคิดเลข เล่นเกมจับคู่ กระทั่งการฝึกสมองด้วยการลบเลขไปเรื่อยๆ เช่น 100-97 = 93, 93-7 = 86 ฯลฯ ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้ผู้สูงวัยคิดหรือใช้สมอง หรือแม้แต่การเล่นไพ่นกกระจอก เป็นต้น ส่วนการบริโภคแปะก๊วยที่ช่วยเรื่องความจำ แม้ยังไม่มีข้อมูล 100% ว่าช่วยได้ แต่ทั้งนี้หมอไม่ได้ห้าม เพราะสามารถรับประทานเป็นตัวเสริมได้ ส่วนการฉีดวัคซีนป้องกันภาวะโรคสมองเสื่อมและโรคอัลไซเมอร์ ยังไม่มีข้อมูลออกมาระบุว่าได้ประโยชน์จริง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พญ.ศุภมาศบอกอีกว่า &amp;ldquo;หากลูกหลานพบอาการที่ปัจจัยก่อโรคสมองเสื่อมข้างต้น ให้รีบพาผู้สูงวัยมาพบแพทย์ด้านสมองโดยด่วน เพื่อนำไปการวินิจฉัยและรักษาแบบประคับประคอง แต่หากในรายที่มีอาการมาก แพทย์จะรักษาโดยการตรวจด้วยเครื่องสแกนสมองหรือ MRI เพื่อตรวจดูความเสื่อมของสมองว่าอยู่ในระดับใด ซึ่งผู้ป่วยบางรายอาจได้รับยารักษาเพื่อชะลออาการเสื่อมของสมอง หากว่าตรวจพบภาวะผิดปกติได้ในระยะแรก ทั้งนี้ก็เพื่อชะลอโรคและยืดอายุของผู้ป่วยให้ยืนยาวขึ้น ร่วมกับการดูแลภายนอกด้านอื่นๆ จากลูกหลานที่ต้องอาศัยความเข้าใจ ที่สำคัญผู้สูงวัยนั้นอย่ากลัวการแก่ เพราะมนุษย์เราทุกคนต้องอายุมากขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา ที่สำคัญก็ไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องสมองเสื่อมและเป็นอัลไซเมอร์มากเกินไป เพราะผู้ใหญ่ที่มีภาวะความเครียดสูงจะเสี่ยงต่อการเป็นอัลไซเมอร์ได้ในที่สุด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด การยอมรับและดูแลสุขภาพให้แข็งแรงด้วยการออกกำลังกาย เป็นตัวป้องกันโรคสมองเสื่อมที่ดีที่สุดว่าไหมค่ะ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43375</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, พญ.ศุภมาศ วิบูรณ์สุขสันต์, โรคสมองเสื่อม, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190813/image_big_5d52ab5d2905a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6088</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/03/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/03/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เทคนิคกายบริหารในบ้าน ทุกห้องใช้สอยได้ประโยชน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(กายบริหารในบ้านอย่าง การนั่งยกขาค้างไว้บนเก้าอี้ จะช่วยป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อมได้)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ว่าไปแล้วการ &amp;ldquo;บริหารสมอง&amp;rdquo; และการสร้างความแข็งแรงเพื่อลดปัญหา &amp;ldquo;สุขภาพข้อเสื่อม&amp;rdquo;ให้กับผู้สูงอายุ สามารถทำได้ทุกที่ไม่เว้น แม้แต่ห้องหับต่างๆ ภายในบ้าน อย่าง ห้องนั่งเล่น ห้องครัว และห้องน้ำ โดยเฉพาะการปล่อยให้คุณตาคุณยายนอนดูทีวีวันละ 2 ชั่วโมงในห้องนั่งเล่น จะส่งผลให้ผู้สูงอายุป่วยเป็นโรคสมองเสื่อมได้ง่าย ดังนั้นหากลองพลิกแพลงใช้ห้องอเนกประสงค์ดังกล่าวทำกิจกรรมร่วมกับผู้สูงวัย ก็ถือเป็นการป้องกันโรคและสร้างผูกพันได้ทางหนึ่ง หรือแม้แต่ห้องน้ำที่ใช้สำหรับปลดทุกข์ หากฝึกกายบริหารที่ถูกต้องก็สามารถป้องกันโรคปัสสาวะเล็ดในคนสูงอายุได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ผศ.พ.ท.พญ.พัฒน์ศรี&amp;nbsp; ศรีสุวรรณ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผศ.พ.ท.พญ.พัฒน์ศรี ศรีสุวรรณ แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว รพ.พระมงกุฎเกล้า มีคำแนะนำดีๆ ในการสร้างเสริมสุขภาพให้แข็งแรงจากห้องในบ้านมาแนะนำคุณตาคุณยายกันว่า &amp;ldquo;นอกจากการเตรียมบ้านให้ปลอดภัยแล้ว ผู้สูงอายุสามารถสร้างความแข็งแรงทั้งร่ายกาย รวมถึงฝึกสมองป้องกันอัลไซเมอร์จากห้องต่างๆ ภายในบ้าน โดยที่หลายคนอาจมองข้ามไป เริ่มจาก &amp;ldquo;ห้องนั่งเล่น&amp;rdquo; ที่ควรหลีกเลี่ยงการตั้งโต๊ะทีวี หากจะให้ดีต่อสุขภาพวัยเก๋านั้น ให้ลูกหลานลองหากกิจกรรมทำด้วยกัน เช่น เล่นเกมจับคู่เพื่อฝึกสมอง หรือลองหาปฏิทินมาติดไว้เพื่อให้คุณตาคุณยายฝึกการใช้ความคิดว่า วันนี้วันที่เท่าไร?? เดือนอะไร?? นอกจากนี้ก็สามารถบริหารสมองด้วยกัน 1.ยกมือขวาขึ้นมาและหมุนไปข้างหน้า 2.ยกมือซ้ายขึ้นมาและหมุนไปด้านหลัง (แนะนำให้หมุนพร้อมกัน) วิธีนี้จะเป็นการช่วยฝึกการทำงานของสมองทั้งสองข้างให้เท่ากันเพื่อป้องกันสมองฝ่อ โดยที่ผู้สูงอายุสามารถนั่งทำเองได้ที่บ้านหากมีเวลาว่าง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(&amp;ldquo;หมุนแขนขวาไปด้านหน้า พร้อมกับหมุนแขนซ้ายไปด้านหลัง&amp;rdquo; (จากนั้นทำสลับข้างกัน) เทคนิคป้องกันโรคสมองเสื่อมที่สามารถทำได้ในห้องนั่งเล่นที่บ้าน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ &amp;ldquo;ห้องน้ำ&amp;rdquo; ก็เป็นอีกฟังก์ชันการใช้งานที่ช่วยป้องกันโรค &amp;ldquo;ปัสสาวะเล็ดในคนสูงวัย&amp;rdquo; โดยขณะที่นั่งชักโครก แนะนำว่าให้คุณตาคุณยายลองฝึกขมิบอุ้งเชิงกรานวันละ 20 ครั้ง 3 เวลาขณะเข้าห้องน้ำ โดยมีวิธีทำง่ายๆ คือ ให้ลองคิดถึงเวลาที่เรากลั้นปัสสาวะและปล่อย จากนั้นให้กลั้นสั้นๆ และปล่อย โดยทำตามจำนวนครั้งที่บอกไว้ข้างต้น หรือแม้แต่การลดโรคสมองเสื่อม ด้วยการ &amp;ldquo;แปรงฟันในข้างที่เราไม่ถนัด&amp;rdquo; เช่น หากเราถนัดมือขวาจะแสดงให้เห็นว่าผู้สูงอายุจะใช้สมองข้างซ้ายเยอะ ดังนั้นถ้าต้องการให้สมองอีกด้านคือข้างขวาไม่ฝ่อและใช้งานได้ปกติ หรือต้องการให้สมองทำงานเท่ากันทั้ง 2 ด้าน ก็ให้ลองแปรงฟันมือซ้าย เป็นต้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถัดมาเป็น &amp;ldquo;ห้องครัว&amp;rdquo; แน่นอนว่ามีอายุมากขึ้น คุณพ่อคุณแม่ของเราก็มักจะมีการรับรู้รสชาติที่แย่ลง โดยเฉพาะ &amp;ldquo;รสขม&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;รสเค็ม&amp;rdquo; แต่รสหวานและรสเปรี้ยวยังสามารถใช้การได้ดี ซึ่งลูกหลานสามารถสังเกตได้ว่าเวลาที่ผู้สูงอายุเข้าครัวปรุงอาหารให้ลูกหลานรับประทานจะมีความเค็มมาเป็นอันดับแรก ซึ่งเป็นอันตรายมากสำหรับคุณตาคุณยายที่ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ดังนั้นการกระตุ้นสมองในห้องครัวให้ลด ละ เลิกการรับประทานอาหารรสเค็มจัดนั้น แนะนำว่าให้ผู้สูงอายุหลับตาและดมกลิ่นอาหารรสเค็ม ตรงนี้จะไปกระตุ้นสมองในส่วนของการรับกลิ่น เมื่อได้รับรู้กลิ่นแล้ว สมองในส่วนนี้ก็จะสั่งให้ผู้สูงอายุค่อยๆ ปรับลดความเค็มลงทีละนิด จนกระทั่งปรับเปลี่ยนโดยการกินรสเค็มน้อยลง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(ผู้สูงอายุเดินเร็วในสนามหญ้าหน้าบ้านวันละ 40 นาที ป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปิดท้ายกันที่ &amp;ldquo;สนามหญ้าหน้าบ้าน&amp;rdquo; แนะนำว่าควรตั้งเก้าไว้สำหรับนั่งเล่น 1 ชุด และควรเป็นชุดเก้าอี้ที่มีความแข็งแรง ไม่ขยับเขยื้อนได้ง่าย เช่น ชุดโต๊ะเก้าอี้ทำจากปูน ทั้งนี้ ผู้สูงอายุสามารถป้องกัน &amp;ldquo;โรคเข่าเสื่อม&amp;rdquo; ได้โดยการนั่งบนเก้าอี้ จากนั้นกางขาค้างไว้ (นับในใจ 1-10 ครั้ง) และยกขาลง จากนั้นทำซ้ำเดิม วันละประมาณ 10 นาที ก็จะช่วยชะลอข้อเข่าเสื่อมได้ นอกจากนี้ก็ยังสามารถ &amp;ldquo;เดินเร็ว&amp;rdquo; รอบสนามหญ้าหน้าบ้าน หรือสวนสาธารณะวันละ 40 นาที หากคุณตาคุณยายเดินเร็วได้วันละ 3 เวลา ก็จะป้องกันโรคสมองเสื่อมได้เช่นกัน ที่สำคัญการออกกำลังกายช่วงเช้าจะได้รับวิตามินดีที่ช่วยทำให้ผู้สูงอายุนอนหลับได้ดีเช่นเดียวกัน&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6088</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, ผศ.พ.ท.พญ.พัฒน์ศรี ศรีสุวรรณ, สมองฝ่อ, โรคสมองเสื่อม, โรคเข่าเสื่อม, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180329/image_big_5abcedb6eed55.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
