<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>104560</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/05/2021 10:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/05/2021 10:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สุดอาลัย! &#039;มาลาริน บุนนาค&#039;ปิดตำนานดาวยั่วในตำนาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:14.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วงการบันเทิงสูญเสียอีกครั้ง เมื่อนักแสดงรุ่นใหญ่ อดีตดาวยั่วคนดังในอดีตอย่าง ต่าย-มาลาริน บุนนาค &amp;nbsp;วัย 71 ปี เสียชีวิตลงแล้วด้วยโรคหัวใจ เมื่อช่วงเย็นของวันวานที่ผ่านมา โดยจะมีการตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดหลักสี่ เป็นเวลาสามคืนด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:14.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยเพจดาราภาพยนตร์ ได้แจ้งข่าวเศร้าว่า ดาวยั่วชื่อดังในอดีต ต่าย-มาลาริน บุนนาค ในวัย 71 ปี เสียชีวิตอย่างสงบด้วยโรคหัวใจ เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมากำหนดสวดอภิธรรม ณ วัดหลักสี่ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:14.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต่าย-มาลารินบุนนาค เป็นบุตรสาวของคุณธิดา บุนนาค นักตอบปัญหาชีวิตและปัญหาเรื่องเพศชื่อดังในยุคนั้น เริ่มชีวิตในเส้นทางมายาจากการเข้าประกวดนางงาม จากนั้นเข้าสู่วงการหนังไทยในปี 2513 ด้วยผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกคือ ทุ่งมหาราช โดยมีสมบัติ-สุทิศา แสดงนำ โดยเธอรับบทนางอิจฉา แนวเซ็กซี่ ด้วยรูปร่างหน้าตาและฝีมือทางการแสดงเธอได้กลายเป็นดาวยั่วชื่อดัง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:14.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และมาโด่งดังมากขึ้น เมื่อมาจับคู่กับโขมพัสตร์ อรรถยา ดาวยั่วชื่อดังอีกคน มีสโลแกนว่าโป๊ไม่เปลือย ในหนังเรื่อง ลมรักทะเลใต้ (2514) จากนั้นมีโอกาสแสดงภาพยนตร์ต่างประเทศร่วมกับนักแสดงชายคนดังอย่าง บรู๊ซ ลี ในภาพยนตร์ใน ไอ้หนุ่มซินตึ๊ง (The Big Boss) นอกจากนี้ยังมีผลงานทางโทรทัศน์ อาทิ พระอภัยมณี รวมถึง ไกรทอง ที่ออกฉายทางช่อง 7 และถือเป็นนักแสดงหญิงที่ประสบความสำเร็จในอาชีพ โดยการปรากฏตัวในฐานะซุูเปอร์สตาร์หนังไทย คือการที่เธอเดินทางมาประทับรอยมือ รอยเท้า เป็นดาวดวงที่14 ณ ลานดารา หอภาพยนตร์แห่งชาติ เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2551 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:14.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:14.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:14.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:14.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:14.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:14.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:14.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:14.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:14.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:14.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:14.0pt&quot;&gt;ขอบคุณข้อมูลและภาพประกองจาก เพจดาราภาพยนตร์&amp;nbsp; , ThaiMoviePoster&amp;nbsp; , ดาราย้อนยุค&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104560</URL_LINK>
                <HASHTAG>ต่าย-มาลาริน บุนนาค, วัย 71 ปี, อดีตดาวยั่ว, เสียชีวิต, โรคหัวใจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210529/image_big_60b1ae2b36074.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103675</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/05/2021 14:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/05/2021 11:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อ่านเลยข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้ป่วย&#039;โรคหัวใจ&#039;และ &#039;หลอดเลือด&#039;กับการฉีดวัคซีนโควิด-19 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ฉีดวัคซีน..เอาที่สบายใจ (13 ) กลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โรคหัวใจและหลอดเลือด ในผู้สูงอายุที่อายุ 60 ปีขึ้นไป เป็น 1 ใน กลุ่มโรค เป้าหมายที่ควรได้รับวัคซีนโควิด-19 เป็นกลุ่มแรก ถัดจากกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ด่านหน้า ซึ่งยังมีโรคทางเดินหายใจเรื้อยัง โรคไตวายเรื้อรัง โรคหลอดเลือดสมอง โรคอ้วน (ค่าดัชนีมวลกายมากกว่า 30) โรคมะเร็ง และเบาหวาน ที่ต้องได้รับวัคซีนก่อนด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.อชิรวินทร์ จิรกมลชัยสิริ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ระบุว่า โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นกลุ่มที่มีข้อมูลทางคลินิกยืนยันแล้วว่ามีโอกาสเสียชีวิตหรือเป็นอาการรุนแรงถ้าติดเชื้อโควิด-19 สูงกว่าประชากรทั่วไป สำหรับผู้ป่วยกลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด มีข้อแนะนำพิเศษ คือ ผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดทุกคนควรเข้ารับการฉีดวัคซีนโควิด-19 เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตและโอกาสการเป็นโรคโควิด-19 รุนแรง โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงสูงที่สุด คือ กลุ่มที่เพิ่งเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยปัญหาโรคหัวใจ, โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ, ความดันของหลอดเลือดแดงปอดสูง, ภาวะหัวใจล้มเหลว หรือมีโรคร่วมอื่นๆ เช่น เบาหวาน, อ้วน (ค่าดัชนีมวลกายมากกว่า 30), ความดันโลหิตสูง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จากข้อมูลทั้งหมดจากการวิจัยเฟส 3 ยังยืนยันความปลอดภัยและไม่มีผลข้างเคียงที่จะทำให้โรคหัวใจแย่ลงแต่อย่างใด มีรายงานการแพ้ยารุนแรงแต่ก็ไม่ได้มากกว่าวัคซีนชนิดอื่นๆ ที่มีใช้ที่ผ่านมา และจากรายงานวัคซีนโควิด-19 ยังไม่พบว่ามีการเกิดปฏิกิริยาระหว่างวัคซีนกับกลุ่มยารักษาโรคหัวใจจากข้อมูลทั้งหมด ในกลุ่มที่ทานยาต้านเกล็ดเลือดและ/หรือยาละลายลิ่มเลือด มีเพียงรายงานการเกิดอาการช้ำหรือปวดบริเวณที่ฉีดเพิ่มขึ้นเล็กน้อ&amp;rdquo; นพ. อชิรวินทร์ อ้างอิงข้อมูลการวิจัย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับข้อปฏิบัติตัวสำหรับกลุ่มที่รับประทานยาต้านเกล็ดเลือดและ/หรือกลุ่มยาละลายลิ่มเลือดก่อนและหลังรับวัคซีน คือ 1.กลุ่มที่ทานยาดังกล่าวก็ยังจำเป็นที่ต้องฉีดวัคซีนและสามารถรับประทานยาโดยไม่ต้องหยุดก่อนรับการฉีดวัคซีนโควิด-19 โดยแจ้งทีมแพทย์พยาบาลว่าทานยากลุ่มดังกล่าว 2.การฉีดวัคซีนจะใช้เข็มที่เล็กกว่าปกติและกดบริเวณที่ฉีดนานกว่าปกติ เนื่องจากมีโอกาสการเกิดรอยฟกช้ำหรือห้อเลือดได้สูงกว่าคนทั่วไปแต่มักจะหายได้เอง (ขอเรียนให้ทราบว่าวัคซีนโควิด-19 นั้นปัจจุบันยังไม่สามารถบริหารยาแบบฉีดใต้ผิวหนังได้เหมือนวัคซีนไข้หวัดใหญ่บางชนิด ต้องฉีดเข้ากล้ามอย่างเดียวเท่านั้น)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ. อชิรวินทร์ เพิ่มเติมว่า ในส่วนความกังวลเรื่องลิ่มเลือดที่เกิดในวัคซีนบางประเภท สามารถทานยาละลายลิ่มเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือดก่อนการฉีดวัคซีนโควิด-19 นั้น ไม่แนะนำอย่างยิ่งและมีโอกาสเกิดอันตรายจากการใช้ยากลุ่มดังกล่าวโดยไม่จำเป็น และข้อมูลกลไกการเกิดลิ่มเลือดหลังจากการฉีดวัคซีนโควิด-19 ก็ไม่สามารถป้องกันด้วยการทานยากลุ่มดังกล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103675</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉีดวัคซีน..เอาที่สบายใจ, โรคหัวใจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210521/image_big_60a738ab79a86.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103674</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/11/-0001 00:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/11/-0001 00:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อ่านเลย ข้อควรปฏิบัติสำหรับ สำหรับผู้ป่วยกลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือดกับการฉีดวัคซีนโควิด-19 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฉีดวัคซีน..เอาที่สบายใจ (13 ) กลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โรคหัวใจและหลอดเลือด ในผู้สูงอายุที่อายุ 60 ปีขึ้นไป เป็น 1 ใน กลุ่มโรค เป้าหมายที่ควรได้รับวัคซีนโควิด-19 เป็นกลุ่มแรก ถัดจากกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ด่านหน้า ซึ่งยังมีโรคทางเดินหายใจเรื้อยัง โรคไตวายเรื้อรัง โรคหลอดเลือดสมอง โรคอ้วน (ค่าดัชนีมวลกายมากกว่า 30) โรคมะเร็ง และเบาหวาน ที่ต้องได้รับวัคซีนก่อนด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ. อชิรวินทร์ จิรกมลชัยสิริ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ระบุว่า โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นกลุ่มที่มีข้อมูลทางคลินิกยืนยันแล้วว่ามีโอกาสเสียชีวิตหรือเป็นอาการรุนแรงถ้าติดเชื้อโควิด-19 สูงกว่าประชากรทั่วไป สำหรับผู้ป่วยกลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด มีข้อแนะนำพิเศษ คือ ผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดทุกคนควรเข้ารับการฉีดวัคซีนโควิด-19 เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตและโอกาสการเป็นโรคโควิด-19 รุนแรง โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงสูงที่สุด คือ กลุ่มที่เพิ่งเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยปัญหาโรคหัวใจ, โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ, ความดันของหลอดเลือดแดงปอดสูง, ภาวะหัวใจล้มเหลว หรือมีโรคร่วมอื่นๆ เช่น เบาหวาน, อ้วน (ค่าดัชนีมวลกายมากกว่า 30), ความดันโลหิตสูง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จากข้อมูลทั้งหมดจากการวิจัยเฟส 3 ยังยืนยันความปลอดภัยและไม่มีผลข้างเคียงที่จะทำให้โรคหัวใจแย่ลงแต่อย่างใด มีรายงานการแพ้ยารุนแรงแต่ก็ไม่ได้มากกว่าวัคซีนชนิดอื่นๆ ที่มีใช้ที่ผ่านมา และจากรายงานวัคซีนโควิด-19 ยังไม่พบว่ามีการเกิดปฏิกิริยาระหว่างวัคซีนกับกลุ่มยารักษาโรคหัวใจจากข้อมูลทั้งหมด ในกลุ่มที่ทานยาต้านเกล็ดเลือดและ/หรือยาละลายลิ่มเลือด มีเพียงรายงานการเกิดอาการช้ำหรือปวดบริเวณที่ฉีดเพิ่มขึ้นเล็กน้อ&amp;rdquo; นพ. อชิรวินทร์ อ้างอิงข้อมูลการวิจัย&amp;nbsp;
สำหรับข้อปฏิบัติตัวสำหรับกลุ่มที่รับประทานยาต้านเกล็ดเลือดและ/หรือกลุ่มยาละลายลิ่มเลือดก่อนและหลังรับวัคซีน คือ 1.กลุ่มที่ทานยาดังกล่าวก็ยังจำเป็นที่ต้องฉีดวัคซีนและสามารถรับประทานยาโดยไม่ต้องหยุดก่อนรับการฉีดวัคซีนโควิด-19 โดยแจ้งทีมแพทย์พยาบาลว่าทานยากลุ่มดังกล่าว 2.การฉีดวัคซีนจะใช้เข็มที่เล็กกว่าปกติและกดบริเวณที่ฉีดนานกว่าปกติ เนื่องจากมีโอกาสการเกิดรอยฟกช้ำหรือห้อเลือดได้สูงกว่าคนทั่วไปแต่มักจะหายได้เอง (ขอเรียนให้ทราบว่าวัคซีนโควิด-19 นั้นปัจจุบันยังไม่สามารถบริหารยาแบบฉีดใต้ผิวหนังได้เหมือนวัคซีนไข้หวัดใหญ่บางชนิด ต้องฉีดเข้ากล้ามอย่างเดียวเท่านั้น)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ. อชิรวินทร์ เพิ่มเติมว่า ในส่วนความกังวลเรื่องลิ่มเลือดที่เกิดในวัคซีนบางประเภท สามารถทานยาละลายลิ่มเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือดก่อนการฉีดวัคซีนโควิด-19 นั้น ไม่แนะนำอย่างยิ่งและมีโอกาสเกิดอันตรายจากการใช้ยากลุ่มดังกล่าวโดยไม่จำเป็น และข้อมูลกลไกการเกิดลิ่มเลือดหลังจากการฉีดวัคซีนโควิด-19 ก็ไม่สามารถป้องกันด้วยการทานยากลุ่มดังกล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103674</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉีดวัคซีน..เอาที่สบายใจ, โรคหัวใจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210521/image_big_60a738ab79a86.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76954</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กิน“เต้าหู้”โปรตีนจากถั่ว ตัวช่วยป้องกันโรคหัวใจได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการศึกษาพบว่า &amp;ldquo;การกินเต้าหู้&amp;rdquo; จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจลงได้ งานวิจัยใหม่ของสหรัฐอเมริกาพบว่า การกินอาหารเช่นเต้าหู้ ที่อุดมไปด้วยไอโซฟลาโวน อาจลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้การวิจัยดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นในโรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ด และโรงพยาบาลบริกแฮม ที่ได้ศึกษาข้อมูลจากผู้ที่เข้าร่วมทดสอบจำนวน 200,000 คน ที่ไม่ป่วยเป็นโรคมะเร็งและโรคหัวใจ ซึ่งได้บอกเหตุผลในการใช้ชีวิตที่ทำให้ปราศจากทั้ง 2 โรคดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำคัญนั้นผู้เข้าร่วมทดสอบยังได้รับการสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับการบริโภคอาหารของพวกเขาด้วยเช่นกัน ภายในระยะเวลา 2-4 ปี เพื่อตรวจว่าการบริโภคอาหารมีผลกระตุ้นการเป็นโรคหัวใจหรือไม่อย่างไร โดยข้อมูลดังกล่าวนั้น ฝ่ายเวชระเบียนจะเป็นผู้รวบรวมข้อมูลเอาไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ผลวิจัยที่เกี่ยวกับระบบไหลเวียนโลหิตในร่างกายที่ตีพิมพ์ในวารสาร American Heart Association ชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่บริโภคเต้าหู้มากกว่าสัปดาห์ละ 1 ครั้งนั้น จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจลงได้ 18% เมื่อเทียบกับผู้บริโภคเต้าหู้เพียง 1 เดือนครั้ง ที่พบว่าสามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจได้ 12% ที่น่าสนใจนั้นยังพบข้อมูลว่า ผู้หญิงสาวและสตรีวัยหมดประจำเดือนที่ไม่ได้รับฮอร์โมนเพศหญิง เมื่อบริโภคเต้าหู้เป็นประจำจะทำให้ร่างกายแข็งแรง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านตัวแทนจากทีมวิจัยข้อมูลดังกล่าวก็ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลลัพธ์ดังกล่าว ซึ่งสอดคล้องกับสถิติจากประเทศต่างๆ เช่น จีนและญี่ปุ่น โดยเฉพาะคนทั่วไปที่กินอาหารที่อุดมไปด้วยสารไอโซฟลาโวนสูงซึ่งพบได้ในเต้าหู้ จะมีแนวโน้มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจลดน้อยลง เมื่อเทียบกับผู้ที่กินอาหารที่มีเนื้อสัตว์เป็นส่วนประกอบในปริมาณสูงเช่นเดียวกับผักก็ตาม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทีมนักวิจัยก็ได้กล่าวว่า สำหรับประโยชน์ของสารไอไซฟลาโวนในเต้าหู้ก็ยังจำเป็นต้องได้รับการวิจัยเพิ่มเติมอีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และแม้ว่าการค้นพบข้อดีดังกล่าวในการบริโภคเต้าหู้ แต่ทว่ามันก็ไม่ได้มีปัจจัยเดียวที่ป้องกันโรคหัวใจได้ เพราะอันที่จริงแล้วการบริโภคอาหารครบหมู่และหลากหลายก็สามารถป้องกันการเกิดโรคได้เช่นกัน แต่ถึงกระนั้นเต้าหู้ก็เป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพของทุกคน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการทดลองในมนุษย์และสัตว์เกี่ยวกับคุณสมบัติของสารไอโซฟลาโวนที่พบได้ในเต้าหู้ ซึ่งเป็นสิ่งที่บ่งชี้ว่าสามารถลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดได้นั้น แม้ว่าผลลัพธ์ที่ออกมาจะเป็นเรื่องบวกที่อาหารชนิดดังกล่าวสามารถช่วยได้ แต่คุณก็ต้องให้ความใส่ใจเกี่ยวกับอาหารชนิดอื่นๆ ด้วยเช่นกัน เพราะหากว่าคุณยังกินอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพชนิดอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น เนื้อแดง เครื่องดื่มรสหวาน และข้าวขาว หรือข้าวที่ผ่านการขัดสี ก็อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงก็จะดีที่สุด ดังนั้นการหันมาบริโภคเต้าหู้ที่เต็มไปด้วยสารไอโซฟลาโวน ถือเป็นโปรตีนชั้นเยี่ยมที่ได้จากพืชตระกูลถั่ว ซึ่งเป็นทางเลือกในการดูแลสุขภาพ นอกจากการบริโภคเนื้อสัตว์เพื่อให้ได้โปรตีน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้สิ่งที่คนรักสุขภาพลืมไม่ได้ นั่นคือยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่กระตุ้นให้คุณเป็นโรคหัวใจได้ เช่น การที่คุณมีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ อีกทั้งการออกกำลังกายอย่างหักโหมที่เสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ ตลอดจนไลฟ์สไตล์อย่างการกินอยู่ที่ทำให้คุณเสี่ยงต่อการเจ็บป่วย หรือทำให้อาการป่วยรุนแรงมากยิ่งขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับคุณสาวๆ ที่อายุยังน้อยที่มักจะมีความกระฉับกระเฉงทางร่างกาย เนื่องจากเป็นวัยหนุ่มสาวนั้น ก็มักจะให้ความใส่ใจกับการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพต่างๆ รวมถึงเต้าหู้ที่มีสารไอโซฟลาโวน แต่ทั้งนี้เมื่อทุกอย่างมีข้อดี แต่คุณก็ต้องบริโภคอย่างเหมาะสมและไม่มากไม่น้อยจนเกินไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการวิจัยพบว่า เต้าหู้สีเหลืองจะมีสารไอโซฟลาโวนในปริมาณสูง โดยเฉพาะในถั่วเหลืองทั้งเมล็ด เช่น ถั่วแระญี่ปุ่น แต่ยังไม่มีการศึกษาวิจัยที่เชื่อมโยงว่านมถั่วเหลืองที่มีน้ำตาลสูงจะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจลงได้ สำหรับแหล่งที่มาของสารไอโซฟลาโวน ได้แก่ ถั่วชิกพี หรือถั่วลูกไก่ ถั่วปากอ้า ถั่วพิสตาชิโอ และถั่วลิสง.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76954</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก้อนเต้าหู้, คุณภาพชีวิต, โรคหัวใจ, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200909/image_big_5f58bc8ae5e5b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75858</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/08/2020 00:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/08/2020 00:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เพลง กวิตา&#039;เผย&#039;แม่อ้อย&#039;ป่วยโรคหัวใจและมีมะเร็งแทรกซ้อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นักแสดงสาว เพลง-ภตภร สีบุญเรือง หรือ กวิตา จินดาวัฒน์ ทายาทนักแสดงผู้ล่วงลับ อ้อย-กาญจนา จินดาวัฒน์&amp;nbsp; ได้เผยถึงสาเหตุที่ทำให้คุณแม่ของเธอต้องจากไปก่อนวัยอันควร ว่าเป็นเพราะโรคหัวใจและมีมะเร็งแทรกซ้อนเข้ามาอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;คุณแม่ป่วยเป็นโรคหัวใจมา 10 ปี พอช่วงปีกว่าๆ เกือบสองปี มาตรวจเจอว่าเป็นมะเร็งแทรกซ้อนเข้ามาอีก คือคุณแม่เป็นโรคหัวใจกล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นโรคที่รักษาไม่หาย ต้องกินยาเพื่อปรับสภาพร่างกาย&amp;nbsp; เอาอวัยวะอื่นมาช่วยเป็นพลังเสริมร่างกาย จนวันนึงพลังงานสำรองหมดไป และบวกกับว่ามาเจอโรคแทรกซ้อนอีก ตอนที่เจอมะเร็ง เจอที่เยื้อหุ้มปอดกับกระดูก เป็นระยะที่ลุกลามแล้ว คุณแม่ก็ทำงานปกติ สั่งห้ามเพลงไม่ให้บอกใคร ไม่อยากให้ใครเป็นห่วง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม่คิดจะสู้ จะหาย แต่เรื่องโรคหัวใจเพลงก็ขอว่าต้องบอกบางคน เพราะต้องฝากพี่ๆ ที่กองถ่ายให้ดูแล จะได้ทราบว่าแม่ต้องมีข้อระวังอะไรบ้าง ถ้าจำไม่ผิด ตรวจเจอมะเร็งน่าจะเกือบๆ 2 ปีแล้วค่ะ คุณแม่โชคดีที่มะเร็งมีการรักษาแบบใหม่ ที่ไม่ต้องทำคีโม แต่ราคาสูงหน่อย ก็ต่อสู้กันมาตลอด &amp;nbsp;อาการจะดีมากในช่วงแรกๆ มาทรุดหนักๆ ช่วงประมาณ 3-4 เดือนที่ผ่านมา มีเอฟเฟ็กต์ที่ต้องเปลี่ยนตัวยา เบื่ออาหาร ผอมลงเกือบ 10 กิโลกรัม &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ที่ทรุดหนักจริงคือรอบสุดท้ายที่เข้าโรงพยาบาล เขาอาการหายใจติดขัด แล้วโรคหัวใจมันจะมาคู่กับน้ำท่วมปอด มันก็อันตราย คุณพ่อเลยพาไปส่งที่แผนกฉุกเฉิน&amp;nbsp; จริงๆ คุณแม่รักษาอยูที่โรงพยาบาลจุฬาฯ แต่ครั้งสุดท้ายฉุกเฉินจริงๆ ก็เลยไปที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ครั้งนี้ไม่คิดว่าเข้าไปแล้วจะไม่ได้ออกมาอีก&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณภาพจากอินสตาแกรม @plengpatapohn&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75858</URL_LINK>
                <HASHTAG>กวิตา จินดาวัฒน์, นักแสดงรุ่นใหญ่, มะเร็ง, อ้อย กาญจนา, เพลง, โรคหัวใจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200831/image_big_5f4be62e5a092.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39448</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/06/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/06/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กินพอเพียง..ช่วยสมอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; การทานอาหารมากเกินไป นอกจากจะทำให้คุณมีน้ำหนักเกินมาตรฐานแล้ว ก็ยังส่งผลให้เกิดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจ โรคเบาหวาน ซึ่งล้วนแต่เป็นปัจจัยที่ทำให้มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคเกี่ยวกับสมอง ดังนั้นคุณควรทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และทานในปริมาณที่เหมาะสมค่ะ.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39448</URL_LINK>
                <HASHTAG>เล็กๆน้อยๆ, โรคหัวใจ, โรคเบาหวาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/5a3767e7341e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27159</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/01/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/01/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อากาศเย็นกับหัวใจ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โรคหัวใจ เมื่ออยู่ในสภาพอากาศที่หนาวเย็น หัวใจอาจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อทำให้ร่างกายอบอุ่น ซึ่งทำให้อัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งอากาศเย็นยังอาจทำให้หลอดเลือดตีบแคบลงจนเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจได้ โดยผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย หรือมีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจอยู่ก่อนแล้ว อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคนี้มากยิ่งขึ้นด้วย.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27159</URL_LINK>
                <HASHTAG>เล็กๆน้อยๆ, โรคหัวใจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/5a3767e7341e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
