<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>19967</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/10/2018 17:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/10/2018 17:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ป๋าเต็ด&#039;เล่านาทีเฉียดตาย &#039;แพทย์&#039;ลั่นมาช้าอาจเสียชีวิต!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จู่ๆก็แน่นหน้าอกจนต้องหามส่งโรงพยาบาล แต่ล่าสุดอาการของ ป๋าเต็ด-ยุทธนา บุญอ้อม พ้นวิกฤตแล้ว โดยเจ้าตัวพร้อมกับ นายแพทย์ ไพฑูรย์ จองวิริยะวงศ์ ได้ออกมาแถลงข่าวถึงอาการป่วยดังกล่าว ที่เล่นเอาเจ้าตัวเกือบเอาชีวิตไม่รอด&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ก่อนอื่นขอบคุณทุกท่านที่เป็นห่วง เหตุการณ์คือเมื่อวันเสาร์ผมเพิ่งอาบน้ำเสร็จลงมาทำกิจวัตรประจำวัน คือจะลงมาชงกาแฟกิน พอลงมาถึงห้องครัว ก็รู้สึกได้ว่ามีเหงื่อซึม ทั้งที่เปิดตู้เย็นอยู่ อาการไม่ร้อน แต่ยังไม่ได้รู้สึกว่าเป็นอะไรมากนะ ก็ปิดตู้เย็น ไปเปิดเครื่องชงกาแฟ จังหวะนั้นเริ่มรู้สึกว่าแน่นหน้าอกมาก เหงื่อไหลเยอะขึ้น มีอาการวิงเวียนรู้สึกบ้านหมุน ตอนนั้นก็ไม่แน่ใจว่าเป็นอะไร คิดว่าคงขาดอากาศ เลยรีบเดินออกไปหน้าบ้านเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ ปรากฎไม่ดีขึ้น กลับรู้สึกแน่นหน้าอกมากขึ้น เหมือนมีคนมานั่งทับหน้าอก เลยตัดสินใจโทรหาเพื่อนที่เป็นหมอ ชื่อหมอเอี้ยง ซึ่งก็ทำงานที่สมิติเวชที่นี่ด้วย ผมเล่าอาการให้ฟัง หมอเขาก็บอกให้ไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดและให้เขาตรวจคลื่นหัวใจทันที เพราะเชื่อว่ามีอาการผิดปกติในเรื่องหัวใจแน่ๆ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ตอนนั้นผมวางสายปุ๊บก็ตะโกนเรียกภรรยาให้รีบขับรถไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด บ้านผมอยู่แถวสุขาภิบาล3 คือก็มีโรงพยาบาลที่ใกล้กว่านั้น แต่พอตอนนั้นผมขึ้นมาบนรถแล้วภรรยาบอกอาการผมแย่มาก หน้าซีด เดินขึ้นรถยังจะแทบไม่ไหว มองไม่ค่อยเห็น ภรรยาเลยตัดสินใจมาสมิติเวชที่สุขุมวิทแล้วกัน เพราะมีประวัติเรารักษาที่นี่เป็นประจำ ถึงแม้จะไกลหน่อย แต่โชคดีที่ มันวันหยุดยาวแล้วเส้นทางที่วิ่งมันสวนทางกับคนส่วนใหญ่ที่จะออกนอกเมือง เลยมาถึงที่นี่ในเวลาประมาณ 20 นาที ตอนแรกผมยังงงๆ ว่าตกลงเราเป็นอะไร แต่เพื่อนบอกให้มาตรวจคลื่นหัวใจเราก็มา ไม่ได้เป็นแผนกฉุกเฉินด้วยนะ เป็นแผนกหัวใจ จำได้ว่าเข้ามาตอนนั้นคนน้อย ผมอาจจะเป็นผู้ป่วยคนเดียว แล้วภรรยาอาจจะโทรมาแจ้งไว้ก่อน มาถึงปุ๊บเขาก็พาผมไปในห้องตรวจคลื่นหัวใจ เขาเอาเครื่องมือต่างๆมาติดตามตัวแล้วต่อไปที่จอ ผมรู้สึกได้ว่า เหมือนพอเขาเห็นตัวเลขบางอย่างบนจอ ทั้งภรรยาและหมอที่ดู อาการเปลี่ยนเลยจากตอนแรกที่ดูชิลชิลมาก กลายเป็นทุกอย่างรีบหมด โทรสั่งนู่นนี่เต็มไปหมด ต้องเปิดห้องนี่ ติดต่อคุณหมอคนนั่น มันเหมือนดูหนังอยู่แล้วกลายเป็นกดกรอให้เร็วขึ้น มีคนเต็มไปหมด เอาอะไรมาติดผม แล้วยกเราเปลี่ยนเตียง และเข็นผมออกจากห้องนั้นอย่างรวดเร็ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่างที่ผมเขียนในเฟซบุ๊กว่าเหมือนรถเมล์สาย 8 เลย ผมไม่เคยเห็นเจ้าหน้าที่เข็นเตียงวิ่งสุดฝีเท้า จนตอนนั้นผมห่วงเรื่องหัวใจน้อยลง แต่ห่วงว่าเตียงจะคว่ำมากกว่า ช่วงเข้าโค้ง แล้วเขาไม่ลดความเร็วเลย ก็ปลอดภัยนะครับ เชื่อว่าพนักงานท่านนั้นมีประสบการณ์ในการทำอะไรรวดเร็วอย่างนี้อย่างดี ผมก็โดนเข็นมาที่ห้องสวนหัวใจ ตอนแรกผมก็ยังงงอยู่ว่าเขาจะทำอะไร แล้วให้ผมเซ็นเอกสารเต็มไปหมด แล้วตอนนี้ผมจะต้อบถูกทำอะไรครับ คุณหมอไพฑูรย์ก็มาบอกผมว่ากำลังจะเจาะเส้นเลือดใหญ่ที่ต้นขาเพื่อฉีดสี เพื่อดูความผิดปกติของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ ถ้าเกิดมันแย่ก็ต้องทำการบอลลูน พอรู้แค่นั้นผมก็โอเคครับ เริ่มทำได้เลย ซึ่งทำอย่างรวดเร็วมาก&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; พอกระบวนการนั้นเกิดขึ้น อาการแน่นหน้าอกก็หายไปอย่างรวดเร็ว หายไปตอนอยู่บนเตียงที่ห้องผ่าตัดเลย หลังจากนั้นก็ออกมาพักที่ห้อง icu อาการดูปกติมากแค่ว่าคุณหมอไม่ให้ขยับขาขวาซึ่งเป็นช่องทางที่เครื่องมือเข้าไป เป็นเวลา8ชั่วโมง ผมถึงได้โพสต์ในเฟซบุ๊กว่าไม่รู้สึกว่าตัวเองกำลังผ่านช่วงเฉียดตายเลย รู้สึกแค่ว่าโชคดี โชคดีที่มีเพื่อนเป็นหมอ โทร.หาเพื่อนได้ ถ้าไม่มีเพื่อนเป็นหมอผมก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อ อาจจะนั่งพักอยู่ที่บ้านเฉยๆ โชคดีที่ภรรยาตัดสินใจขับรถมาที่สมิติเวช โชคดีที่เจ้าหน้าที่ทีมโรคหัวใจของสมิติเวชทำงานเร็วมาก จนทำพิธีการบอลลูนใช้เวลาแค่ 40 กว่านาที ถ้ามันช้ากว่านั้นมันจะแย่เลยทีเดียว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เหตุการณ์นี้ค่อนข้างเตือนเราทุกอย่างมันส่งผลหมดเลยทุกสิ่งที่เราสนุกกับการทานอาหารอร่อย ข้าวขาหมูติดมันเยอะๆชอบมาก ทานก๋วยเตี๋ยวเรือต้องใส่กากหมู เราทานเนื้อกะทะก็อยากได้เนื้อที่มันมีมันแทรกอยู่ มันคือของอร่อยทั้งนั้นเลย คนที่มีอาการแบบนี้ไม่ได้จำเป็นต้องเป็นคนรูปร่างใหญ่ บางคนก็รูปร่างปกติแต่ว่าก็สามารถมีคอเลเตอรอลสูงได้ มันดีกว่าแน่ถ้าเราค่อยๆปรับ ไม่ต้องรอให้โดนเตือนหนักๆ แต่อย่างที่บอกขณะที่พูดยังไม่กล้ารับปากคุณหมอต่อไปนี้จะทำได้ตามคุณหมอสั่งหรือเปล่าจะพยายามคิดสูตรว่าทานข้าวหมูไม่ติดมันให้อร่อย รับประทานก๋วยเตี๋ยวอย่างไรไม่ต้องปรุงแต่ยังอร่อยอยู่ ผมว่าต้องอยู่กับมันให้ได้ เพราะว่ามันเป็นวิธีที่ควรจะเป็น เพียงแต่ว่าเราไปทำอะไรที่มันเว่อร์โดยตลอด ซึ่งมันเลยทำให้เราติดกับการกินข้าวขาหมูต้องติดมันเยอะๆ กินนู่น กินนี่ ต้องเติมน้ำตาลเข้าไปอีกมันไม่จำเป็นหวังว่าจะทำได้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เรื่องงาน ปลายอาทิตย์คงต้องเริ่มมีการประชุมอะไรที่ค้างคาอยู่ พยายามไม่เดินเยอะ ซึ่งงานส่วนใหญ่ผมคือนั่งในห้องประชุม แต่ก็จะพยายามเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับงานใหญ่ปลายปี บิ๊กเมาส์เท่น แต่อาจจะเดินน้อยกว่าปีที่แล้ว ปัจจัยเรื่องความเครียดก็มีผลทำให้หัวใจขาดเลือดเฉียบพลันได้ แต่ในเรื่องของอาหารเราจะเห็นว่าบางคนกินเท่าเราแต่ไขมันไม่สูง อันนี้ขึ้นอยู่กับพันธุกรรม อาการของโรคนี้เกิดขึ้นได้กับทุกคน ฉะนั้นควรตรวจร่างกายประจำปี ถ้าไขมัน คอลเลสเตอรอล น้ำตาล สูงนิดหน่อยก็อาจจะลองปรับพฤติกรรม ลดอาหารไขมันสูงลงก่อน ถ้าตรวจไปหลายทีแล้วก็ยังสูงอยู่ก็น่าจะมีปัจจัยทางพันธุกรรมเข้ามาเกี่ยว ถ้ามีข้อบ่งชี้ว่าต้องเริ่มใช้ยาก็เริ่มไป&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้าน หมอไพฑูรย์ ก็เล่าถึงอาการของป๋าเต็ดว่า &amp;quot;ทางทีมแพทย์เรามีคุณหมอหลายท่าน อย่างแรกตัองแสดงความดีใจกับทางคนไข้ที่ผลการรักษาเป็นไปได้ด้วยดี ถ้าพูดกันตามจริงแล้วด้วยภาวะที่คนไข้มามาด้วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน แล้วก็มีภาวะช็อคมาด้วย ความดันตอนนั้นน้อยกว่า 90/60 ตอนแรกเราคุยกันว่าจะเข้าทางแขนขวาด้วยซ้ำ อาการแย่ลงแล้วความดันต่ำมากจนหมอต้องเข้าที่ตรงขาหนีบข้างขวา เพราะว่ามันจะมีอุปกรณ์บางอย่างที่สามารถเพิ่มความดันได้ ตอนนั้นชีพจรก็เริ่มช้าลงมาก พวกนี้เวลาที่คนไข้มาด้วยอาการเจ็บหน้าอก โรงพยาบาลทุกโรงพยาบาลจะมีโปรโตคอลสำหรับคนไข้ที่เจ็บหน้าอกเฉียบพลัน เวลาเจ็บแน่นหน้าอกเฉียบพลัน ไม่ว่าจะมีกี่คิวก็ตาม เจ็บหน้าอกเฉียบพลันจะทำการใช้คลื่นไฟฟ้าหัวใจก่อน แล้วคุณหมอก็จะดูเลยก็ใช้เวลาประมาณ5นาที ตั้งแต่คนไข้มาเราก็วินิจฉันแล้วว่าเป็นหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน แล้วเราจะมีโปรโตรคอลสำหรับสวนหัวใจทันทีเลย คนไข้มาถึง 12.30น.เราก็เริ่มทำกันตอน 13.00น. สุดท้ายเราก็เปิดสำเร็จในเวลา15นาที รวมเวลาทำเคสนี้ก็ประมาณ 45 นาที ก็ได้รับผลการรักษาที่ดีสำหรับที่จะเป็นประโยชน์ในอนาคต&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; คนไทยเราจะมีพวกความดัน ไขมัน การสูบบุหรี่ ที่เรายังมีอยู่ แล้วก็บางทีเราจะคิดว่าความดันสูง หรือไขมันในเลือดสูง อาจจะไม่ต้องรักษา เพราะอาการมันไม่มีอะไร แต่ว่า มันก็สามารถมีอาการ เจ็บหน้าอกเฉียบพลัน หัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หรือสมองขาดเลือดเฉียบพลันในอนาคตได้ เพราะฉะนั้น คำแนะนำในทีมของหมอก็อยากจะให้ตรวจร่างกายประจำ ดูเรื่องความดัน ไขมัน ถ้ามีการรักษาก็จะช่วยป้องกันเหตุการณ์ในอนาคตได้ เรื่องบุหรี่ด้วย ก็ต้องพยายามหยุดสูบบุหรี่ ส่วนประเด็นในเฟซบุ๊กที่บอกว่ารีบร้อนมากโกนขนแค่ครึ่งเดียว สาเหตุคือเวลาที่มันเสียไปคือกล้ามเนื้อของคนไข้ที่ตายไปเรื่อยๆ ความดันก็ต่ำลงมาก ทีมของหมอก็เป็นคนสั่งเองว่าต้องรีบแล้ว เอาแค่นี้พอ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปกติ สมมติว่าเป็นกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน แบบคุณยุทธนา ก็ตั้งแต่ทำคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือมาโรงพยาบาล จนถึงได้รับการสวนหัวใจ น้อยกว่า 60 นาที ในโรงพยาบาลที่มีศักยภาพ ในการสวนหัวใจฉุกเฉินได้ แต่ถ้าเป็นโรงพยาบาลที่ ต้องส่งคนไข้ต่อ ก็ขอน้อยกว่า 90 นาที ถ้าคุณยุทธนามาไม่ทันโอกาสที่จะเสียชีวิตก็ 50-60 เปอร์เซ็นต์ เพราะตอนนั้นความดันต่ำมาก
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; หลังจากนี้เราวางแผนวันพฤหัสก็จะให้คนไข้กลับบ้านได้ ส่วนต่อไปก็ต้องทานยาให้สม่ำเสมอ ในเวลาหลังใส่ขดลวดมันก็มีโอกาสเหมือนกันที่ขดลวดจะตัน ก็จะมียาต้านเกร็ดเลือด ปัจจัยเสี่ยงอื่นที่เราจะต้องป้องกันไม่ให้หัวใจขาดเลือดเฉียบพลันในอนาคต ความดันสูง ไขมันสูง แล้วก็เรื่องเบาหวาน บุหรี่ ทั้งหมดนี้เราก็พยายามงดปัจจัยของคนไข้เพื่อจะได้ไม่เป็นอีก ส่วนเรื่องกาแฟช่วงแรกอาจจะต้องงดไปก่อน หัวใจเพิ่งจะขาดเลือด หมอไม่อยากให้หัวใจเต้นเร็วอีก&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;คลิกเพื่ออ่านข่าวก่อนหน้านี้ &amp;gt;&amp;nbsp;&amp;rsquo;ป๋าเต็ด&amp;rsquo;ผ่าตัดฉุกเฉินหลังเกิดภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19967</URL_LINK>
                <HASHTAG>บิ๊กเมาท์เทน, ป๋าเต็ด, ป๋าเต็ด-ยุทธนา บุญอ้อม, สมิติเวช, โรคหัวใจขาดเลือด, โรงพยาบาลสมิติเวช, ไอซียู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181015/image_big_5bc46d0d1557c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10344</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รพ.ราชวิถีเปิดตัว&#039;คลินิกสุขภาพผู้สูงอายุ&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จากข้อมูลพบว่าในปี 2568 จะมีสัดส่วนประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 ทำให้กลายเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ทั้งนี้ ผู้สูงอายุจะมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่เสื่อมลงทั้งร่างกาย จิตใจ และสังคม โดยมักพบโรคประจำตัวอย่างน้อย 1 โรค และประสบปัญหาทางด้านจิตใจที่เกิดจากการสูญเสียบุคคลใกล้ชิด รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงบทบาทหน้าที่ทางสังคม ทำให้ผู้สูงอายุเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ที่ต้องรับบริการด้านสุขภาพ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ปัจจุบันกลุ่มผู้สูงอายุมักจะเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ ซึ่งเกิดจากความเสื่อมของร่างกาย ได้แก่ 1.โรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน 2.โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด 3.โรคข้อต่อเสื่อมและโรคกระดูกพรุน 4.โรคที่เกี่ยวข้องกับระบบสมองและระบบประสาท เช่น ภาวะสมองเสื่อม โรคพาร์กินสัน 5.โรคที่เกี่ยวกับปัญหาทางจิตเวช เช่น ภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ และ 6.โรคติดเชื้อ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญที่หน่วยงานสาธารณสุขต้องเตรียมความพร้อมในการให้บริการทางสังคมและสุขภาพ สอดคล้องกับแผนพัฒนาผู้สูงอายุแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2545-2564) ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 พ.ศ.2552 และนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข ในการปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุในปัจจุบันและอนาคต โดยผู้สูงอายุสามารถเข้าถึงการบริการที่มีคุณภาพ เท่าเทียม เพื่อให้ผู้สูงอายุเข้าสู่ภาวะวัยสูงอายุอย่างมีคุณภาพ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.มานัส โพธาภรณ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี กล่าวเพิ่มเติมว่า โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ เป็นโรงพยาบาลหนึ่งที่มีผู้สูงอายุมารับบริการเป็นจำนวนมาก ทั้งแผนกผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน ซึ่งในปี 2558-2560 แผนกผู้ป่วยนอกมีผู้สูงอายุมาใช้บริการมากกว่า 3 แสนรายต่อปี สำหรับแผนกผู้ป่วยในมีผู้สูงอายุมาใช้บริการกว่า 1 หมื่นรายต่อปี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นทั้งสองแผนก โรงพยาบาลราชวิถีเล็งเห็นถึงความสำคัญของการดูแลผู้สูงอายุ จึงได้จัดตั้ง &amp;ldquo;คลินิกสุขภาพผู้สูงอายุ&amp;rdquo; เพื่อให้บริการรักษาและดูแลผู้สูงอายุแบบองค์รวม โดยเน้นการให้บริการผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งป่วยด้วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ภาวะสมองเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน ตลอดจนผู้สูงอายุที่ป่วยและทานยามากกว่า 4 ชนิดขึ้นไป สำหรับคลินิกสุขภาพผู้สูงอายุ โรงพยาบาลราชวิถี เปิดให้บริการในทุกวันพฤหัสบดี เวลา 08.00-16.00 น. ณ ห้องตรวจอายุรกรรม ชั้น 9 อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร.0-2354-8108 ต่อ 2128 หรือ 06-1951-9426
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ผู้สูงอายุควรให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพตนเอง โดยการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ลดอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล และไขมัน เน้นอาหารโปรตีนจากเนื้อสัตว์โดยเฉพาะปลา เพิ่มแร่ธาตุที่ผู้สูงอายุมักขาด ได้แก่ แคลเซียม สังกะสี และเหล็ก ซึ่งมีอยู่ในนม ถั่วเหลือง ผัก ผลไม้ ธัญพืชต่างๆ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ สัมผัสอากาศที่บริสุทธิ์ หลีกเลี่ยงอบายมุข ได้แก่ บุหรี่และสุรา ควบคุมน้ำหนักตัว ลดความอ้วน หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ไม่เหมาะสม เช่น การซื้อยามากินเอง หรือกินยาเดิมที่เก็บไว้ หรือรับยามาจากผู้อื่น และหมั่นตรวจสุขภาพประจำปี หากพบอาการผิดปกติต่างๆ ควรรีบพบแพทย์ และนอกจากการดูแลสุขภาพกายแล้ว สุขภาพใจเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน ควรทำจิตใจให้แจ่มใส มองโลกในแง่ดี ไม่เครียดหรือวิตกกังวลกับเรื่องต่างๆ มากเกินไป เพียงเท่านี้จะช่วยให้เป็นผู้สูงอายุที่สุขภาพดีอย่างแท้จริง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10344</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, นพ.มานัส โพธาภรณ์, นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์, ภาวะสมองเสื่อม, โรคความดันโลหิตสูง, โรคพาร์กินสัน, โรคระบบหัวใจ, โรคหัวใจขาดเลือด, โรคเบาหวาน, โรคเรื้อรัง, โรงพยาบาลราชวิถี, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180530/image_big_5b0ea15fb705f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
