<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114773</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/08/2021 20:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/08/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>3 อ. ห่างไกลโรคความดันโลหิตสูง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โรคความดันโลหิตสูง ได้ชื่อว่าเป็นเพชฌฆาตแห่งความเงียบ เนื่องจากส่วนใหญ่มักไม่มีอาการหรืออาการแสดงให้เห็น แต่มักตรวจพบโดยบังเอิญ ในกรณีที่มีความดันโลหิตสูงมากผู้ป่วยอาจจะมีอาการมึนบริเวณท้ายทอย วิงเวียนศีรษะหรือมีอาการแน่นหน้าอก คลื่นไส้ อาเจียน ผู้มีความดันโลหิตสูงเรื้อรังที่ไม่สามารถควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติเป็นระยะเวลานานอาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่ออวัยวะสำคัญ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจหนาตัว หลอดเลือดแดงแข็ง จอประสาทตาเสื่อม ไตเสื่อม โรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายอย่างยิ่ง&amp;nbsp; เสี่ยงต่อการเกิดอัมพาต โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ไตวายและโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบตัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; หากมีภาวะความดันโลหิตสูงนานๆไม่ได้รับการรักษาอย่างสม่ำเสมอและถูกต้องเหมาะสม หัวใจต้องทำงานหนักมากขึ้น กล้ามเนื้อของหัวใจจะหนาขึ้น หัวใจจะโตขึ้น อาจทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดห้องบนเต้นพริ้ว (Atrial Fibrillation) หรือเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้ ดังนั้นเราควรให้ความสำคัญกับการเกิดภาวะความดันโลหิตสูง การป้องกันและการรักษา เพื่อที่จะสามารถชะลอการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.เอนก กนกศิลป์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคความดันโลหิตสูง เป็นภาวะโรคที่ตรวจพบว่าค่าความดันโลหิตอยู่ในระดับที่สูงกว่าปกติ คือ มีค่าความดันตัวบน (systolic: ค่าความดันเลือดในขณะที่หลอดเลือดหัวใจบีบตัว) สูงกว่า 140 มิลลิเมตรปรอท และความดันตัวล่าง (diastolic : ค่าความดันเลือดในขณะที่หลอดเลือดหัวใจคลายตัว) สูงกว่า 90 มิลลิเมตรปรอท ความดันโลหิตสูงมักจะพบร่วมกับปัจจัยเสี่ยงอื่นๆของกลุ่มอาการผิดปกติทางเมตาบอลิซึม เช่น ไขมันในเลือดสูงหรือระดับน้ำตาลในเลือดสูง นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น ขาดการออกกำลังกาย โรคอ้วน มีภาวะเครียดเรื้อรัง ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ รับประทานอาหารที่มีรสเค็มจัดเป็นประจำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อีกทั้ง โรคความดันโลหิตสูงอาจมีสาเหตุมาจากภาวะไตวาย เนื้องอกของต่อมหมวกไต โรคของต่อมไทรอยด์หรือต่อมพาราไทรอยด์ โรคทางเดินหายใจถูกอุดกลั้นขณะนอนหลับหรือการใช้ฮอร์โมนบางชนิด ในการรักษาผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงควรมีการประเมินความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ และผลกระทบต่ออวัยวะต่างๆที่เป็นผลมาจากความดันโลหิตสูงเป็นระยะเวลานาน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่น กล้ามเนื้อหัวใจหนา ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง ไตเสื่อมหรือมีโปรตีนรั่วในปัสสาวะ และจอประสาทตาเสื่อมจากความดันโลหิตสูง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดังนั้นเพื่อป้องกันการเกิดโรคความดันโลหิตสูงเราควรดูแลตนเอง ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้เหมาะสม โดยการใส่ใจ 3 อ. คือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 1) อ.อาหาร กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพหรือ DASH Diet (Dietary Approaches to Stop Hypertension Diet) คือ ลดการบริโภคอาหารที่มีเกลือโซเดียม ไขมันอิ่มตัว ไขมันรวมและคอเรสเตอรอลลง และเพิ่มการรับประทานที่มีใยอาหาร โปรตีน แคลเซียม แร่ธาตุต่างๆอย่างโปแตสเซียมและแมกนีเซียม ได้แก่ ผัก ถั่ว ผลไม้ ธัญพืชที่ไม่ผ่านกระบวนการขัดสี (Whole Grains) ปลา ไขมันไม่อิ่มตัว และลดการบริโภคเนื้อแดง งดการรับประทานน้ำหวานและน้ำอัดลม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2) อ.ออกกำลังกาย ลดเวลานั่ง เพิ่มเวลายืน ยืดเวลาเดิน ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ ให้หัวใจ ปอด ระบบหมุนเวียนโลหิตแข็งแรง ควบคุมน้ำหนักตัว และควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 3-5 ครั้ง/สัปดาห์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 3) อ.อารมณ์ ทำอารมณ์ให้แจ่มใส ไม่เครียด นอกจากนี้ควรงดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด ฉะนั้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หันมาใส่ใจสุขภาพ รู้จักออกกำลังกายให้เหมาะสม และรู้จักเสริม สร้างสุขภาพจิตที่ดีเป็นหนทางสู่การมีสุขภาพดี ย่อมช่วยให้ตัวเราห่างไกลจากโรคความดันโลหิตสูงได้เช่นกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114773</URL_LINK>
                <HASHTAG>3 อ., 3 อ. ห่างไกลโรค, Atrial Fibrillation, DASH Diet, Dietary Approaches to Stop Hypertension Diet, กรมการแพทย์, กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ, ขาดการออกกำลังกาย, นพ.เอนก กนกศิลป์, น้ำตาลในเลือดสูง, ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต, ภาวะหัวใจล้มเหลว, สถาบันโรคทรวงอก, หัวใจเต้นผิดจังหวะ, อ.ออกกำลังกาย, อ.อารมณ์, อ.อาหาร, โรคความดันโลหิตสูง, โรคอ้วน, โรคไขมันในเลือดสูง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210827/image_big_6128e831d2d15.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103739</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/05/2021 21:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/05/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทยฟิตติดบ้านต้านโควิด-19 รอดไปด้วยกัน ชวน “กินดี-มีขยับ-หลับสบาย-คลายเครียด”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;สสส.-เครือข่ายคนไทยไร้พุง-สมาคมโรคเบาหวานฯ ชวนคนไทย &amp;ldquo;ฟิตติดบ้านต้านโควิด-19&amp;rdquo; หยุดอ้วนห่างไกลโควิด และมหันตภัยโรค NCDs ยิ่งช่วง work from home แนะปรับวิถีชีวิตใหม่รอดไปด้วยกัน &amp;ldquo;อยู่บ้าน กินดี มีขยับ หลับสบาย คลายเครียด&amp;rdquo; กินครบ 5 หมู่ ปรุงเอง เพิ่มผักผลไม้ ใช้ 2 สูตร ชู 6:6:1 ลดหวาน-มัน-เค็ม และ 2:1:1 สไตล์ไทยผสมเมดิเตอร์เรเนียน เดินหมื่นก้าวต่อวัน มีวินัยเคลื่อนไหวตัวเองบ่อยๆ ออกกำลังกาย เปิดเกมท้าทายแข่งกันทำกิจกรรมตัวเลขเบรกโรคเฟส 1 เฟส 2&amp;nbsp; อยู่บ้านหุ่นดีช่วงโควิด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เครือข่ายคนไทยไร้พุง สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย จัดงานเสวนาความรู้และแถลงข่าวกิจกรรมไทยฟิตติดบ้านต้านโควิด-19 ตอน &amp;ldquo;รอดไปด้วยกัน&amp;rdquo; ผ่านทาง facebook เครือข่ายคนไทยไร้พุง และ facebook สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย ข้อมูลความรู้ที่จะได้รับ ความสำคัญของการดูแลสุขภาพในภาวการณ์ระบาดของโควิด-19 เหตุใดผู้ที่เป็นโรคอ้วน อ้วนลงพุงและโรคเรื้อรังจึงเกิดผลกระทบรุนแรงเมื่อติดเชื้อโควิด-19 เราควรใช้ชีวิตขณะอยู่บ้าน Work From Home อย่างไรให้มีสุขภาพแข็งแรง ห่างไกลโรค การตรวจประเมินสุขภาพตนเองด้วยวิธีง่ายๆ คำแนะนำด้านการออกกำลังกายง่ายๆ ในบ้าน คำแนะนำด้านการปรุงอาหาร/สั่งอาหารกินที่บ้านให้ดีต่อสุขภาพ เสริมภูมิต้านทานโรค &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ร่วมสนุกกับกิจกรรมต่อเนื่องในช่วงเดือน พ.ค.64-มิ.ย.64 &amp;ldquo;ตัวเลขเบรกโรค&amp;rdquo; การตรวจประเมินสุขภาพตนเองและตั้งเป้าหมายด้านสุขภาพ &amp;ldquo;ฟิตติดบ้าน&amp;rdquo; การออกกำลังกายง่ายๆ ในบ้าน &amp;ldquo;กินที่บ้าน ต้านโรค&amp;rdquo; การเลือกกิน/สั่งอาหารให้ดีต่อสุขภาพ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท์ ประธานเครือข่ายคนไทยไร้พุง ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย เปิดประเด็นข้อสงสัยว่าทำไมเราต้องมาคุยเรื่องโรคอ้วนเกี่ยวข้องกับโควิด-19 อย่างไร? ดูจากกราฟตั้งแต่ปี 2563 ช่วงเดือน ม.ค.เราต้องเผชิญและผจญกับโรคโควิด-19 ระบาดรอบแรก ต่อมาเดือน ส.ค.-ก.ย.-ต.ค.ระบาดรอบที่ 2 พบการระบาดใน จ.สมุทรสาคร คลัสเตอร์ จ.อ่างทอง ใน จ.ระยอง จ.ชลบุรี พอเริ่มซาลงก็ระบาดในรอบที่ 3 เมื่อเดือน มี.ค.2564 โดยเฉพาะระลอกที่ 3 การระบาดหลังสงกรานต์ เรื่องมาตรการปิดสถานบันเทิง ในช่วงนี้เป็นช่วงที่เราตระหนก ทำไมสถานการณ์ติดเชื้อแต่ละวันพุ่งสูงขึ้นมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในช่วงวันที่ 13 ม.ค.2563-16 ม.ค.2564 ตรวจพบผู้ป่วยโควิดเสียชีวิตเป็นชาย 55 คน หญิง 15 คน อายุ 28-87 ปี เสียชีวิต 70 ราย โรคที่พบ NCDs สูงสุด 58.3% โรคอื่นๆ 18.1% ไม่มีโรค 16.7% ไม่ทราบผู้เสียชีวิตมีปัญหาอะไรเป็นสาเหตุ 6.9% ในกลุ่มโรค NCDs มีโรคเบาหวาน 65% ความดันโลหิตสูง 55% หัวใจ 12.5% มีอัมพาต ไตเรื้อรัง ปอดเรื้อรัง ทั้งหมดรวมเรียกว่าโรค NCDs ในกราฟจะเห็นว่าบางคนมีมากกว่า 1 โรค เบาหวาน ความดัน โรคหัวใจ โรคไต &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในช่วงวันที่ 1 เม.ย.-6 พ.ค. พบว่ามีคนไข้เสียชีวิต 242 ราย เป็นจำนวน 3-4 เท่าของช่วงแรก จำนวน 75.6% อายุ 60 ปีขึ้นไป เป็นผู้สูงอายุและมีโรคประจำตัว เป็นกลุ่มเสี่ยงมาก อัตราเสียชีวิตร้อยละ 0.51 ในช่วงวันที่ 9 พ.ค.64 ติดเชื้อ 54,512 ราย เสียชีวิต 305 ราย คิดเป็น 0.56% ตัวเลขล่าสุดเมื่อวันที่ 9 พ.ค.มีผู้เสียชีวิต 417 ราย ตัวเลขผู้เสียชีวิตในช่วงนี้สูงจริงๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; วงจรกลุ่มโรคไม่ติดต่อและวิธีการบริหารจัดการ ช่วงคนปกตินั้นถ้ามีพฤติกรรมไม่ดีทำให้มีโอกาสเสี่ยงเกิดโรค NCDs มีโรคแทรกซ้อนตามมาเสมอ โรคแทรกซ้อนคุกคามเรามากๆ จนถึงระยะสุดท้ายจะต้องมีคนเข้ามาดูแล ไม่สามารถจะพึ่งพาตนเองได้เมื่อเจ็บป่วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ถ้าเราปกติ ไม่ป่วย เราควรป้องกันตัวเองเพื่อไม่ให้เกิดโรคกลายเป็นความเสี่ยง เพราะเมื่อเราเกิดโรค NCDs ภัยเงียบ แต่ถ้าเราเริ่มป่วยเป็นโรค NCDs กลุ่มโรคไม่ติดต่อ ย่อมมีปัจจัยเสี่ยงจากบุหรี่ เหล้า ไม่ออกกำลังกาย ไม่มีกิจกรรมทางกาย สัมผัสกับมลพิษ ถ้าเราไม่ได้ตรวจก็จะไม่มีทางรู้ได้ว่าเราเป็นโรค NCDs แล้วหรือยัง ต้องตรวจค้นตั้งแต่เริ่มต้น เราจะไม่รู้ว่ามันจะมาเมื่อไหร่ เมื่อเป็นแล้วเราต้องรักษาให้ดี ต้องปรับเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม กินยา รักษาให้ดี มิฉะนั้นจะมีโรคแทรกซ้อนเข้ามาเกี่ยวข้อง ต้องพึ่งพาคนอื่น อยู่คนเดียวจะลำบาก แต่ถ้าเรามีสุขภาพดี ถึงแม้จะมีโรค ยังทำงานได้ ช่วยตัวเองได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทำไมถึงมีคำว่าอ้วน อ้วนคือบ้านของโรค NCDs คนที่อ้วนมีความดันผิดปกติ มีน้ำตาลผิดปกติ มีไขมันผิดปกติในเลือด สิ่งเหล่านี้จะเปลี่ยนเป็นโรคได้ เราต้องดูแลสุขภาพให้ดี มิฉะนั้นในระยะสุดท้าย เราจะกลายเป็นคนทุพพลภาพ เสียชีวิตก่อนวัยอันควร การมีสุขภาพที่ดี เงินซื้อไม่ได้ ต้องทำด้วยตัวเอง ใครทำให้เราก็ไม่ได้ด้วย แม้จะมีโรค เราก็ต้องมีสุขภาพดี วงจรที่จะเกิดโรค NCDs คือพันธุกรรมและการปฏิบัติของตัวเอง ดังนั้นต้องรีบแก้ไขเรื่องการดูแลสุขภาพก่อนที่จะมีอายุมากขึ้น การดูแลพื้นฐานเป็นปัจจัยทำให้เกิดโรค NCDs เราต้องดูแลอาหารการกิน มีกิจกรรมที่ออกแรง อย่านั่งๆ นอนๆ มากจนเกินไป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การปรับวิถีชีวิตของตัวเอง กินให้ถูกต้อง ออกกำลังกายอย่างไร นอนให้ครบ 7 ชั่วโมงอย่างน้อยสำหรับผู้ใหญ่ ถ้าเป็นเด็กนอน 8-10 ชั่วโมง ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ไม่สูบบุหรี่ ทำจิตใจให้สบาย ต้องมีการเคลื่อนไหวตัวเองอยู่ตลอดเวลา ตัวต้องเคลื่อน ไม่ใช่นั่งเล่นมือถือแต่เพียงอย่างเดียวโดยที่ตัวเองไม่ได้เคลื่อนไหว เราต้องฉีดวัคซีนเพิ่มภูมิในตัวเองให้แข็งแรงให้เพียงพอด้วย เราอยากให้รอดไปด้วยกัน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ดร.สง่า ดามาพงษ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.สง่า ดามาพงษ์ ที่ปรึกษาเครือข่ายคนไทยไร้พุงและผู้ทรงคุณวุฒิ สสส. ตั้งข้อสังเกตที่ท้าทายว่า เมื่อโควิดยังไม่ไป เราจะกินอยู่อย่างไรเพื่อให้ลดความเสี่ยงต่อการติดโควิด เรื่องนี้หมอทั้งโลกก็บอกไม่ได้ว่าโควิดจะไปเมื่อไหร่ เมื่อโควิดยังอยู่กับเรา เคล็ดลับในการกินเพื่อลดความเสี่ยง 3:2:1 เคล็ดไม่ลับ 3อ:2ส:1พ. อ.1 เลือกกิน &amp;ldquo;อาหาร&amp;rdquo; ที่ถูกหลักโภชนาการ อ.2 &amp;ldquo;ออกกำลังกาย&amp;rdquo; หรือเคลื่อนไหวร่างกาย อ.3 ควบคุม &amp;ldquo;อารมณ์&amp;rdquo; ส.1 งดสูบบุหรี่ ส.2 งดดื่มสุรา 1พ. คือ พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อาหารสร้างภูมิคุ้มกันโรค กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นผักและผลไม้ สมุนไพร ไม่หวาน ไม่มัน ไม่เค็ม ไม่เผ็ด องค์การ FAO สนับสนุนให้คนไทยกินผักผลไม้ที่มีไฟเบอร์เยอะๆ กินอาหารให้ครบ 5 หมู่สู้กับโรคและสร้างภูมิคุ้มกันโรค การที่เราได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ ทำให้เซลล์ร่างกายแข็งแรง มีภูมิต้านทานโรคได้เป็นอย่างดี เรากินเพื่อให้ได้อาหาร ร่างกายได้รับสารอาหาร 5 ตัว และน้ำ เข้าไปอยู่ในเซลล์แข็งแรง ร่างกายมีภูมิต้านทาน โปรตีนสร้างสารแอนติบอดี โปรตีนในอาหารสร้างเซลล์แข็งแรง เซลล์เม็ดเลือดขาว วิตามินซีได้จากผัก ผลไม้ ช่วยเม็ดเลือดขาวกระตุ้นร่างกายสร้างแอนติบอดี ผัก คะน้า ไม่เปรี้ยว ถั่วงอก ได้วิตามินซีต้านโรค วิตามินเอ สังกะสีเพิ่มอีมูนให้ร่างกาย โปรไบโอติกส์ เรากินนมเปรี้ยว ผักหมักดอง ช่วยทำให้ลำไส้ย่อยดูดซึมสารอาหารได้ดี เซลล์แข็งแรง ในนมก็มีพฤกษาเคมี เป็น ศ.ทั่วโลกฮือฮามาก ผัก ผลไม้ มีพฤกษาเคมีลดความเข้มขันอนุมูลอิสระ สร้างภูมิต้าน บรรเทาการอักเสบได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อาหารเนื้อ นม ไข่ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน แร่ธาตุ สร้างสารแอนติบอดีป้องกันไวรัสเข้าสู่ร่างกาย มีโปรตีนใยอาหารสร้างเซลล์ให้แข็งแรง เม็ดเลือดขาวมีภูมิต้านทาน วิตามินซีได้จากผักผลไม้ ช่วยทำให้เม็ดเลือดขาวสร้างแอนติบอดีได้เป็นอย่างดี วิตามินเอ อี สังกะสีช่วยสร้างระบบภูมิคุ้มกัน Probiotics Prebiotics กินผักดอง โยเกิร์ตทำให้ลำไส้ย่อยและดูดซึมสารอาหารได้ดี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; คนกินหวานจัด มันจัด เค็มจัด เกลืออย่าเกิน 1 ช้อนชา เรากินอาหาร ถ้าเราต้องการลดน้ำหนัก กินตามสูตร 2:1:1 เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ข้าว ถ้าเรากิน 2:1:1 เราจะไม่อ้วน วันนี้เราอยู่บ้าน เปิดตู้เย็นตลอดเวลาหรือเปล่า ต้องกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ไม่ว่าจะสั่งอาหาร หรือทำอาหารกินเอง เน้นพริก ขิง กระชาย กระเทียมให้ได้ พยายามหาโอกาสทำอาหารกินเองที่บ้าน วัยรุ่นติดอยู่กับบ้านเปิดยูทูบ ทำกับข้าวกินเองที่บ้าน ควบคุมคุณภาพ โภชนาการ รสชาติหวานจัด การสั่งอาหารนอกบ้านเข้ามาให้ครบ 5 หมู่ ต้องกินผักผลไม้ด้วย ถึงเวลาต้องปฏิวัติตู้เย็นให้คนเข้าถึงอาหารว่างให้ดีด้วย มื้อเที่ยงถึงเย็นทำตู้เย็นในบ้านมีผลไม้พร้อมกิน หยิบเข้าถึงได้ดีขึ้นด้วย วางส้มอยู่บนโต๊ะกินข้าว พริกมีสารต้านอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบ ระบบไหวเวียนโลหิตดีขึ้น ขิงมีสารแอนติออกซิแดนต์ลดการอักเสบได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; กินให้ฟิตเมื่ออยู่ติดบ้าน เน้นกินอาหารไทยครบ 5 หมู่ ที่มีพริก ขิง กระชาย พริก กระชายกินจากขนมจีน พริกกินจากสมุนไพร พยายามทำอาหารกินเองที่บ้าน พริกสร้างภูมิคุ้มกัน มีสาร capsaisin ต่อต้านอนุมูลอิสระและออกฤทธิ์ต้านไวรัส รา แบคทีเรีย ลดการอักเสบ ทำให้ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น มีวิตามินเอ ซี และแร่ธาตุหลายชนิด ขิงมีสาร jinjerol และ shoganol ต้านอนุมูลอิสระ และลดการอักเสบ กินแบบธรรมชาติ กระชายขาว รพ.รามาธิบดีทดลองในห้องทดลองสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตไวรัสโควิด และยังยั้งการเซลล์ในการผลิตไวรัส แต่ต้องวิจัยต่อเพื่อให้ได้คำตอบ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เสวนาให้ความรู้และแถลงข่าวกิจกรรมรอดไปด้วยกัน เรากำลังกังวลเรื่องวัคซีนฉีดดีหรือไม่ฉีดดี ชวนฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิต้านทาน หลายคนหลงลืมไปว่าการฉีดวัคซีนให้กับตัวเอง เพื่อสร้างภูมิต้านทานให้กับตัวเองอย่างดีด้วย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;ลดนั่ง เพิ่มยืน เดิน ไม่เพลิน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;&amp;ldquo;นั่งกินนอนกิน&amp;rdquo; ละบุหรี่ เลิกเหล้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;ผศ.นพ.สมเกียรติ แสงวัฒนาโรจน์&amp;nbsp;คณะกรรมการเครือข่ายคนไทยไร้พุง&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สโลแกนไทยฟิตติดบ้านต้านโควิด กับเครือข่ายคนไทยไร้พุง กินดี มีขยับ หลับสบาย คลายเครียด ทำไมคนอ้วนจึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับโควิด คนที่มี BMI เกินหรือคนที่อ้วน ทำไมคนอายุน้อยๆ ไม่มีปัจจัยเสี่ยงที่จะเสียชีวิตจากการติดโควิด ความอ้วนทำให้ภูมิคุ้มกันบกพร่องทำให้เซลล์ต่างๆ ทำงานผิดปกติ เซลล์การป้องกัน มีการอักเสบเรื้อรัง ยิ่งอ้วนมากขึ้นเท่าไหร่จะพบปัญหาการอักเสบมากยิ่งขึ้น เยื่อบุหลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดสมองทำงานผิดปกติ ไม่ขยายตัว ติดเชื้อได้ง่ายขึ้น ระบบการเกิดลิ่มเลือดมากกว่าปกติ เลือดข้นกว่าปกติ ระบบภูมิคุ้มกันคอมพิเมนต์ผิดปกติ กระตุ้นระบบอาร์เอเอสเอ การอักเสบรับเชื้อโรค คนอ้วนไม่ออกแดดจะรับเชื้อในเนื้อเยื่อไขมัน การนั่งนอนขยับลำบาก เวลาป่วยเป็นโควิดนอนลำบาก นอนคว่ำก็ลำบาก คนอ้วนน้อยเนื้อต่ำใจไม่กล้าไป รพ. เบาหวาน ความดัน ไตวาย อ้วนทั้งคณะ ไขมันพอกตับ โรคปอด นอนกรนหยุดหายใจ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อาหารที่สัมพันธ์กับลดการตายจากทุกสาเหตุและการตายจากโรคทางเดินหายใจ อ.อาหารย่อยง่าย ไกลโรคคือ 2-1-1(เฉลี่ย/มื้อ) 2 (พริก ผัก ถั่ว งา) 1 (ปลา) 1 (ข้าวกล้อง)+(ผลไม้)+ชาเขียวร้อนไม่ปรุงรส งดอาหารย่อยยาก มากโรค คือหวานแรง เนื้อแดง ปรุงแต่ง ปนเปื้อน : งดอาหารสำเร็จรูป ปรุงแต่งสุดๆ ของเบเกอรี่ อาหารหวานเกิน น้ำตาลเทียม ลดเนื้อสัตว์ใหญ่&amp;nbsp; (100-120 กรัม/วัน) เนื้อปรุงแต่ง (30-50 กรัม/วัน) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในประเทศสเปน อาหารที่ชาวสเปนรับประทาน อาหารชาวกรีกโบราณ อาหารชาวเมดิเตอร์เรเนียน ดีต่อสุขภาพมากขึ้น การศึกษาที่เมืองจีน กินพริกสดมากกว่า 6 วัน/สัปดาห์ สัมพันธ์กับการลดความตายจากโรคทางเดินหายใจ 30% ทุก 10 กรัม ถั่วลิสงที่กิน/วัน สัมพันธ์กับลดการตายจากโรคทางเดินหายใจ 31% ทุก 30 กรัมที่กินปลา (ไม่ทอด)/วัน สัมพันธ์กับลดการตายจากโรคทางเดินหายใจ 23% ข้าวกล้องทุก 90 กรัมที่กินธัญพืช (ไม่ขัดสี)/วัน สัมพันธ์กับลดการตายจากโรคทางเดินหายใจ 22% หญิงญี่ปุ่นดื่มชาเขียว 5 แก้ว/วัน สัมพันธ์กับลดการตายจากโรคทางเดินหายใจ 34%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;Sallis R.Br J Sports Med 2021 จากการศึกษาคนไข้ผู้สูงวัยจำนวน 48,440 ถึงปัจจัยเสี่ยงเมื่อป่วยเป็นโควิด-19 พบว่า 2 ปีก่อนผู้ป่วยชาวอังกฤษที่มีดัชนีมวลกาย (BMI) มากกว่าหรือเท่ากับ 40 กก./ตร.ม. สัมพันธ์กับเพิ่มการป่วยหนัก (ต้องนอนไอซียู) และการตายจากโควิด-19 พฤติกรรม &amp;ldquo;นั่งนอนมาก&amp;rdquo; (กิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ ไม่ฟิต ติดเตียง) หรือฟิตแต่ไม่สม่ำเสมอ สัมพันธ์กัน เพิ่มการนอนไอซียูและการตายจากโควิด-19 ดังนั้นบ้านเราใครที่มีพฤติกรรมนั่งๆ นอนๆ ทั้งวัน ผู้ป่วยที่นอนติดเตียงโอกาสที่จะติดโควิด-19 สูง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ถ้าจะให้คำแนะนำ ลดนั่ง เพิ่มยืน เดิน ไม่เพลิน &amp;ldquo;นั่งกินนอนกิน&amp;rdquo; การละบุหรี่ เลิกเหล้า กับเครือข่ายคนไทยไร้พุง ต้องเห็นโทษ โดยความเป็นโทษ เห็นประโยชน์เกื้อกูล รู้ทางเลือก ขอตั้งจิตอธิษฐานสาบานพระ ว่าลูกจะละเลิกบุหรี่เหล้า เข้าพรรษาไม่สูบไม่มึนเมา หนักก็เอาเบาก็สู้ ไม่ถอยเลย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;ไทยจ่ายค่าดูแลรักษาโรคอ้วน&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;และสัมพันธ์โรคอ้วนมากกว่าปีละแสนล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาสุขภาพจากโรควิถีชีวิตที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อโรค แต่เป็นมหันตภัยเงียบที่กำลังทำร้ายสุขภาพของคนไทยอย่างร้ายแรง คือโรคอ้วน มีสาเหตุหลักจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารหวาน มัน เค็ม เพิ่มมากขึ้น กินผักและผลไม้น้อยลง ดื่มสุรา สูบบุหรี่ และขาดการออกกำลังกาย ส่งผลให้คนไทยกำลังถูกโรคอ้วนซึ่งเป็นมหันตภัยเงียบคุกคามอยู่ในขณะนี้ก่อให้เกิดโรค เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หัวใจ หลอดเลือดสมอง มะเร็ง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; คนไทยเป็น &amp;ldquo;โรคอ้วน&amp;rdquo; ติดอันดับที่ 5 ของทวีปเอเชียแปซิฟิก ประเทศไทยมีประชากรที่มีรูปร่างท้วมจนถึงอ้วนมากกว่า 17 ล้านคน คนไทยเป็น &amp;ldquo;โรคอ้วน&amp;rdquo; เพิ่มขึ้นปีละ 25% (4.2 ล้านคน/ปี) คนไทยเสียชีวิตจากโรคอ้วนปีละ 20,000 คน ประเทศไทยเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาโรคอ้วนและโรคต่างๆ ที่สัมพันธ์กับโรคอ้วนมากกว่าปีละ 100,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้ป่วย 7 กลุ่มโรคเรื้อรังที่จะต้องได้รับการฉีดวัคซีน 7 มิ.ย.ถึง 31 ก.ค.นี้ ผู้ป่วยทางเดินหายใจเรื้อรังรุนแรง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตวายเรื้อรัง (ระยะสุดท้ายระยะที่ 5) โรคหลอดเลือดสมอง โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคอ้วน (น้ำหนัก 100 กก.ขึ้นไป) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ข้อมูลกระทรวงสาธารณสุข โครงการรณรงค์ทำความดีเข้าพรรษา ลดน้ำหนักสร้างสุขภาพดีวิถีชีวิตไทย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103739</URL_LINK>
                <HASHTAG>กินที่บ้าน ต้านโรค, ดร.สง่า ดามาพงษ์, ตัวเลขเบรกโรค, ผศ.นพ.สมเกียรติ แสงวัฒนาโรจน์, รอดไปด้วยกัน, ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท์, สมาคมโรคเบาหวานฯ, สสส., สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, หยุดอ้วนห่างไกลโควิด, องค์การ FAO, อยู่บ้าน กินดี มีขยับ หลับสบาย คลายเครียด, เครือข่ายคนไทยไร้พุง, โรค NCDs, โรคอ้วน, ไทยฟิตติดบ้านต้านโควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210521/image_big_60a7bc8843e66.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72226</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/07/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/07/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โรคอันตรายภัยจากWork from Home</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การทำงานอยู่ที่บ้าน (Work from Home) นั่งๆ นอนๆ เพราะเราสามารถทำตัวตามสบายได้ นั่งก็อาจนั่งเลื้อยๆ อยากนอนได้ก็นอน นั่งๆ นอนๆ อยู่แบบนี้ เคลื่อนไหวน้อย วันๆ หนึ่งคงเดินไม่กี่ก้าว สภาพนี้เรียกกันว่า Inactivity ซึ่งก็คือภาวะขี้เกียจไม่เคลื่อนไหว กลายเป็นพฤติกรรมเนือยนิ่ง (Sedentary behavior) เป็นการวัดพลังงาน-อัตราการเผาผลาญในร่างกายที่เกิดขึ้นน้อยมาก ซึ่งเรียกว่า ค่า MET (Metabolic Equivalent of task) ถ้าค่านี้น้อยกว่า 1.5 MET ก็คือพฤติกรรมเนือยนิ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณเพ็ญพิชชากร แสนคำ นักกายภาพบำบัดจากคลินิกกายภาพบำบัดอริยะ ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) ได้อธิบายความหมายเพิ่มเติมของค่า MET ว่า &amp;quot;ค่า MET คือการใช้พลังงานในการทำกิจกรรมทางกาย (Physical Activity) เปรียบเทียบกับการใช้พลังงานขณะนั่งนิ่งๆ ซึ่งภาวะนี้เมื่อสะสมนานจะทำให้ร่างกายทุกระบบย่ำแย่ เนื่องจากร่างกายต้องการการเคลื่อนไหว การขยับทำให้กล้ามเนื้อได้ทำงาน เพื่อให้เกิดการไหลเวียนและเป็นการกระตุ้นทุกระบบ ทั้งเลือด น้ำเหลือง ระบบเส้นประสาท และการทำงานของอวัยวะภายในให้เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับอาการที่ส่งผลต่อร่างกายจากการ Work from Home นั้นได้แก่ 1.เยื่อหุ้มกล้ามเนื้อคออักเสบเรื้อรัง (Myofascial Pain Syndrome) เป็นกลุ่มอาการที่พบได้บ่อยจากการอยู่ในท่าก้มคอมากกว่าปกติ เช่น ท่านั่ง ทำงานนานๆ หลังค่อม ไหล่ห่อ คองุ้ม จะทำให้กล้ามเนื้อตรงก้านคอ หรือตรงฐานกะโหลกศีรษะเกร็งตัวมาก และเรื้อรังจนทำให้มักมีอาการปวดร้าวเข้ากระบอกตา ปวดร้าวขึ้นหัว มึนๆ หัว บางเคสอาการคล้ายๆ ไมเกรน แต่ตึงๆ มึนทั้งหัว ไม่สดชื่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.ปวดหลัง/กล้ามเนื้ออักเสบ (Low Back Pain/Muscle Strain) เมื่อนั่งนานและนั่งในท่าที่ผิด เสมือนกล้ามเนื้อทำงานมากขึ้นหลายเท่า เป็นธรรมดาที่จะต้องมีอาการปวดเกร็งขึ้นมา และยิ่งนั่งแบบเดิมๆ ต่อเนื่องกันหลายวันยิ่งเพิ่มความเรื้อรัง ปวดหลังจากกล้ามเนื้ออักเสบธรรมดาก็อาจเป็นเหตุให้เกิดโรคหมอนรองกระดูกเคลื่อน (Herniated Nucleus Pulposus) ได้ด้วย เพราะเวลานั่งคงนั่งหลังค่อม มีโอกาสให้หมอนรองกระดูกเคลื่อนได้ง่าย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.ท้องอืดท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย (Indigestion หรือ Dyspepsia) โรคนี้คุณอาจไม่คิดว่าจะเกิดจาก WFH ซึ่งเมื่อทำงานที่บ้าน ทำให้เราทำตัวตามสบาย อาจรับประทานอาหารไม่เป็นเวลา รับประทานเสร็จแล้วก็นั่งทำงานเลยโดยไม่ได้ขยับตัว ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้ทำให้การหลั่งน้ำย่อย และการบีบตัวของกระเพาะอาหารลดลง ประสิทธิภาพการย่อยลดลง เกิดลมคั่งในช่องท้อง ทำให้ท้องอืด อาหารไม่ย่อยได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.ท้องผูก (Constipation) โดยปกติลำไส้คนเราจะบีบตัวได้ดีเมื่อร่างกายเรามีการเคลื่อนไหว มีการขยับเขยื้อน WFH ทำให้เราเคลื่อนไหวน้อย การทำงานหรือการบีบตัวของลำไส้ลดลง หรือบางเคสอาจไม่เคลื่อนเลย ผลจากการไม่เคลื่อนไหวร่างกายและไขมันที่พอกพูนมากขึ้นในช่องท้อง สาเหตุดังกล่าวทำให้ลำไส้บีบตัวน้อยลง กากใยอาหารคั่งค้างนิ่งๆ ในลำไส้จนกลายเป็นท้องผูกได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;5.โรคอ้วน (Obesity) หลายท่านเจอปัญหานี้โดยเลี่ยงไม่ได้เลย ช่วง 2-3 เดือนจาก WFH ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว การไม่เคลื่อนไหว กินๆ นอนๆ อยู่กับบ้าน เดินกันไม่กี่ก้าว มีผลทำให้อัตราการเผาผลาญของร่างกายลดลง บวกกับการนั่งๆ นอนๆ นี้ใช้พลังงานน้อยมาก จึงทำให้อาหารที่รับประทานเข้าไปถูกดึงไปพอกพูนในรูปแบบของไขมันจนกลายเป็นโรคอ้วน ซึ่งโรคนี้เป็นเหตุให้เป็นโรคร้ายๆ อื่นตามมามากมายเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นโรคไขมันในเลือดสูง โรคความดันสูง รุนแรงเข้าก็อาจเป็นเหตุให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันในสมอง หรือเป็นสาเหตุของหัวใจวายได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72226</URL_LINK>
                <HASHTAG>กล้ามเนื้ออักเสบ, คุณภาพชีวิต, ท้องผูก, ท้องอืดท้องเฟ้อ, ปวดหลัง, เพ็ญพิชชากร แสนคำ, โรคอ้วน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200722/image_big_5f1824a3e27b5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45012</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/09/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/09/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โรคอ้วนกับขาดอาหาร น่าห่วงไม่แพ้กัน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โรคอ้วนเป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ โรคนี้มักนำมาซึ่งโรคอื่นๆ หรืออาจเกิดขึ้นพร้อมกับโรคอื่นๆ อีกหลายโรค อย่างไรก็ตาม ปัญหาอีกอย่างหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ ปัญหาทุพโภชนาการ (ขาดสารอาหาร) ในผู้สูงอายุ ซึ่งปัญหาดังกล่าวมีผลมาจากความเสื่อมทางด้านสรีระ โดยเฉพาะระบบการย่อยและดูดซึมอาหารของผู้สูงอายุเอง ภาวะการเปลี่ยนแปลงทางการดำรงชีวิต เช่น สภาพทางเศรษฐกิจด้อยลง กิจกรรมในชีวิตประจำวัน หรือการพบปะสังสรรค์ทางสังคมน้อยลงก็ทำให้ผู้สูงอายุเกิดอารมณ์เศร้าซึม หรือแม้กระทั่งปัญหาการเบื่ออาหาร เนื่องจากรับรู้รสอาหารด้อยลง การเลือกรับประทานอาหารโดยไม่คำนึงถึงประเภทที่หลากหลาย และความครบถ้วนของสารอาหารที่ควรได้รับ หรือไม่ควรได้รับมากน้อยเกินไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45012</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขาดสารอาหาร, เล็กๆน้อยๆ, โรคอ้วน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/5a3767e7341e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16497</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/08/2018 20:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/08/2018 20:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อ้างก่อโรคอ้วน อังกฤษเล็งห้ามขายเครื่องดื่มชูกำลังให้เด็ก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัฐบาลอังกฤษเล็งออกกฎหมายห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มชูกำลังให้เด็ก เนื่องจากมีน้ำตาลและกาเฟอีนสูง ทำให้เด็กเป็นโรคอ้วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เครดิตภาพ South China Morning Post &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคม นายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ ของอังกฤษ เผยว่า รัฐบาลต้องการออกกฎหมายห้ามผู้ค้าปลีกจำหน่ายเครื่องดื่มชูกำลัง เช่น กระทิงแดง, มอนสเตอร์ และรีเลนท์เลส ให้กับเด็ก เนื่องจากเครื่องดื่มเหล่านี้มีปริมาณน้ำตาลและกาเฟอีนสูงมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากถ้อยแถลงของเมย์ระบุว่า โรคอ้วนในเด็กเป็นหนึ่งในปัญหาด้านสุขภาพสำคัญที่ประเทศเผชิญอยู่ในขณะนี้ ปัจจุบันมีเด็กและเยาวชนหลายหมื่นคนดื่มเครื่องดื่มชูกำลังเป็นประจำ เนื่องจากมีราคาถูกกว่าน้ำอัดลม รัฐบาลจึงขอหารือเพื่อห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มชูกำลังให้กับเด็ก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลอังกฤษประเมินว่า เด็กอังกฤษอายุระหว่าง 10-17 ปี มากกว่า 2 ใน 3 ที่ดื่มเครื่องดื่มชูกำลัง และราว 1 ใน 4 ของเด็กอายุระหว่าง 6-9 ปี ดื่มเครื่องดื่มชูกำลัง ซึ่งนำไปสู่ปัญหาสุขภาพและพฤติกรรม ได้แก่ ปวดศีรษะ, ฟันผุ, โรคอ้วน, นอนไม่หลับ, ปวดท้องและอยู่ไม่นิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลอังกฤษประกาศเรื่องนี้ครั้งแรกเมื่อเดือนมิถุนายน และตั้งเป้าที่จะลดอัตราเด็กที่เป็นโรคอ้วนให้ได้ครึ่งหนึ่งภายในปี 2573&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การขอหารือ 12 สัปดาห์ของรัฐบาลอังกฤษครั้งนี้ จะสอบถามความคิดเห็นว่าควรห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มชูกำลังกับเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี หรือ 18 ปี หรือควรจะแก้ไขกฎหมายห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มชูกำลังกับเด็กในทุกกรณี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ร่างกฎหมายที่เตรียมเสนอจะห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มชูกำลังที่มีปริมาณกาเฟอีนมากกว่า 150 มิลลิกรัม/ลิตร ให้กับเด็ก ข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขอังกฤษระบุว่า เครื่องดื่มชูกำลัง 1 กระป๋อง ขนาด 250 มิลลิกรัม มีกาเฟอีนเกือบเท่ากับน้ำดื่มโคล่า 3 กระป๋อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขอังกฤษ สตีฟ ไบรน์ เผยว่า เด็กอังกฤษดื่มเครื่องดื่มชูกำลังมากกว่าประเทศอื่นในยุโรปถึง 50% นอกจากส่งผลเสียต่อสุขภาพของเด็กแล้ว ครูกังวลว่าการดื่มเครื่องดื่มชูกำลัง น่าจะเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมที่ไม่ดีของนักเรียนในชั้นด้วย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16497</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาเฟอีน, ห้ามขาย, อังกฤษ, เครื่องดื่มชูกำลัง, เด็ก, โรคอ้วน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180830/image_big_5b87f52849313.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11691</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อยากอายุยืน...เน้นป้องกันโรคแต่เนิ่นๆ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ยุคนี้หลายคนให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพมากขึ้น เกิดเป็นกระแสเมกะเทรนด์ของคนยุคใหม่ที่ใส่ใจรักสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ กระแสอาหารคลีน, การออกกำลังกายในรูปแบบใหม่ๆ หรือการตรวจสุขภาพในโปรแกรมต่างๆ แต่มีคนจำนวนไม่น้อยที่ยังคงใช้ชีวิตแบบประมาท ฉลองหรือคลายเครียดด้วยอาหารที่ไม่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ อีกทั้งมีความเชื่อว่ายังอายุน้อย มีเวลาอีกมาก ยังไม่ต้องป้องกันดูแลสุขภาพตั้งแต่เนิ่นๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก จำกัด เปิดเผยว่า &amp;ldquo;ปัจจุบันการรักษาสุขภาพส่วนใหญ่จะเป็นไปในรูปแบบ Conventional Medicine คือการรอจนป่วยแล้วจึงมารักษา หรือการรักษาที่ปลายเหตุ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา BDMS ในฐานะผู้นำเครือข่ายการแพทย์ ได้เล็งเห็นความสำคัญของคุณภาพชีวิตของผู้คนเป็นอันดับหนึ่ง จึงเกิดแนวคิดที่จะเปลี่ยนวิถีในการรักษาให้เป็นการป้องกัน เพราะเชื่อว่า &amp;lsquo;การป้องกันคือการรักษาที่ดีที่สุด (Prevention is the Key)&amp;rsquo; BDMS จึงเปิด BDMS Wellness Clinic - ศูนย์ความเป็นเลิศของการมีสุขภาพดี ที่เน้นให้บริการทางการแพทย์ด้วยวิธี Preventive Medicine หรือการป้องกันก่อนที่จะเจ็บป่วย เพื่อชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ และป้องกันความเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคต่างๆ โดย BDMS Wellness Clinic เปิดให้เข้าชมครั้งแรกในงาน BDMS Wellness Clinic Private Sneak Preview โดยเปิดให้ชมทั้งหมด 2 คลินิก ได้แก่ Regenerative Clinic และ Musculoskeletal and Sports Clinic&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในอดีตอัตราการเสียชีวิตของประชากรมาจากโรคติดเชื้อ แต่ในปัจจุบันการแพทย์และยาปฏิชีวนะได้พัฒนาก้าวไกล อัตราผู้เสียชีวิตจากโรคติดเชื้อจึงลดลง ทว่าอัตราการเสียชีวิตของประชากรมาจากโรคประเภท NCD (Non-Communicable Diseases) หรือกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังกลับเพิ่มสูงขึ้นถึงกว่า 80% เลยทีเดียว สำหรับ &amp;ldquo;โรคในกลุ่ม NCD&amp;rdquo; หลักๆ แล้วมีอยู่ 5 โรคที่พบมากในหมู่คนไทย ได้แก่ โรคเบาหวาน, โรคความดัน, โรคไขมันในเลือดสูง, โรคอ้วนและโรคมะเร็ง ซึ่งล้วนเกิดจากความเครียด ต้นเหตุของโรคมาจากตนเองทั้งสิ้น เช่น ถ้าวันนี้เรามีเรื่องน่ายินดี อยากฉลอง เราก็ไปทานของที่มักจะไม่มีประโยชน์ ซึ่งเป็นการทำร้ายสุขภาพตนเอง แต่ถ้าเราเครียด เราก็ทานอีก โดยน้ำตาลและความเค็มถือเป็นสารดับเครียดชนิดถูก หมอไม่ได้จะบอกว่าห้ามกินอะไรเลย เพราะเป็นไปไม่ได้ แต่อยากให้ตระหนักถึงสิ่งที่นำเข้าร่างกายและมีสติอยู่เสมอ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับ &amp;ldquo;BDMS Wellness Clinic&amp;rdquo; ชูหลักการของการมีสุขภาพดี มาจากการป้องกันตัวและรู้จักรักตัวเอง โดยในปัจจุบันมีนวัตกรรมทางการแพทย์ที่สามารถตรวจสอบหาสาเหตุ เพื่อหาวิธีป้องกันและแนวทางการรักษาสุขภาพเฉพาะบุคคลได้ละเอียดและลงลึกยิ่งขึ้น ซึ่ง BDMS Wellness Clinic มีอุปกรณ์ที่ทันสมัย สามารถมอบให้บริการทางการแพทย์ให้แก่ผู้ที่ดูแลสุขภาพตนเองแล้วในระดับหนึ่ง แต่ต้องการตรวจวิเคราะห์หาทางป้องกันเฉพาะบุคคลอย่างละเอียด รวมถึงให้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาดูแลและให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด ด้วยการระดมเครือข่ายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลในเครือกรุงเทพดุสิตเวชการ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ศ.นพ.จีรี ดโวชัค)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ศ.นพ.จีรี ดโวชัค แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกล้ามเนื้อและประสาทวิทยาระดับโลก ฯลฯ ที่ดำรงตำแหน่งแพทย์ที่ปรึกษาประจำแผนกระบบกล้ามเนื้อและกระดูก และเวชศาสตร์การกีฬา จาก &amp;ldquo;BDMS Wellness Clinic&amp;rdquo; กล่าวว่า &amp;ldquo;BDMS Wellness Clinic&amp;rdquo; ยังมีพื้นฐานบนความเชื่อที่ว่า &amp;ldquo;Movement is your medicine&amp;rdquo; การออกกำลังกายมีความสำคัญ ถือเป็นการรักษาที่มีประสิทธิผลมาก และประชากรกว่าครึ่งในสหภาพยุโรปไม่เคยออกกำลังกายเลย และมีจำนวนเพียง 1 ใน 3 เท่านั้นที่ออกกำลังกายเป็นประจำ จากสถิติพบว่า ชายอายุ 70 ปีที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอมีสุขภาพแข็งแรงเทียบเท่ากับชายอายุ 30 ปีที่ไม่เคยออกกำลังกายเลย จะเห็นได้ว่าตัวเลขอายุไม่ใช่การบอกว่าคนคนนั้นจะเป็นคนหนุ่มหรือแก่ ดังนั้นไม่สายเกินไปที่คนอายุ 30 ปีขึ้นไปจะหันมาออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดีในอนาคต เพราะออกกำลังกายเพียงวันละ 15 นาที สามารถเพิ่มอายุขัยเฉลี่ยได้อีกถึง 3 ปี&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11691</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, บริษัท บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก จำกัด, อาหารคลีน, โรคความดัน, โรคมะเร็ง, โรคอ้วน, โรคเบาหวาน, โรคไขมันในเลือดสูง, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180619/image_big_5b28ff3564a1a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9166</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/05/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หลักการบริโภคของผู้สูงวัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ง่ายๆ ในการปฏิบัติสำหรับผู้สูงวัยคือ รับประทานอาหารให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกายครบ 5 หมู่ ให้น้ำหนักอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ควรรับประทานโปรตีนวันละ 1 กรัมต่อน้ำหนักตัวกิโลกรัม หากได้รับโปรตีนมากเกินไป ร่างกายจะนำไปสะสมในรูปของไขมัน ทำให้เกิดโรคอ้วน ไม่ควรรับประทานมากเกิน เพราะจะทำให้เกิดโรคอ้วน รับประทานอาหารครั้งละน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง (4-5 มื้อ) และหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดแก๊สและท้องผูก.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9166</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผู้สูงวัย, รับประทานอาหารครบ 5 หมู่, รับประทานโปรตีน, อาหารที่ทำให้เกิดแก๊สและท้องผูก, เล็กๆน้อยๆ, โรคอ้วน, ไขมัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/5a3767e7341e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
