<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>10344</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รพ.ราชวิถีเปิดตัว&#039;คลินิกสุขภาพผู้สูงอายุ&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จากข้อมูลพบว่าในปี 2568 จะมีสัดส่วนประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 ทำให้กลายเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ทั้งนี้ ผู้สูงอายุจะมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่เสื่อมลงทั้งร่างกาย จิตใจ และสังคม โดยมักพบโรคประจำตัวอย่างน้อย 1 โรค และประสบปัญหาทางด้านจิตใจที่เกิดจากการสูญเสียบุคคลใกล้ชิด รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงบทบาทหน้าที่ทางสังคม ทำให้ผู้สูงอายุเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ที่ต้องรับบริการด้านสุขภาพ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ปัจจุบันกลุ่มผู้สูงอายุมักจะเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ ซึ่งเกิดจากความเสื่อมของร่างกาย ได้แก่ 1.โรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน 2.โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด 3.โรคข้อต่อเสื่อมและโรคกระดูกพรุน 4.โรคที่เกี่ยวข้องกับระบบสมองและระบบประสาท เช่น ภาวะสมองเสื่อม โรคพาร์กินสัน 5.โรคที่เกี่ยวกับปัญหาทางจิตเวช เช่น ภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ และ 6.โรคติดเชื้อ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญที่หน่วยงานสาธารณสุขต้องเตรียมความพร้อมในการให้บริการทางสังคมและสุขภาพ สอดคล้องกับแผนพัฒนาผู้สูงอายุแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2545-2564) ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 พ.ศ.2552 และนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข ในการปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุในปัจจุบันและอนาคต โดยผู้สูงอายุสามารถเข้าถึงการบริการที่มีคุณภาพ เท่าเทียม เพื่อให้ผู้สูงอายุเข้าสู่ภาวะวัยสูงอายุอย่างมีคุณภาพ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.มานัส โพธาภรณ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี กล่าวเพิ่มเติมว่า โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ เป็นโรงพยาบาลหนึ่งที่มีผู้สูงอายุมารับบริการเป็นจำนวนมาก ทั้งแผนกผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน ซึ่งในปี 2558-2560 แผนกผู้ป่วยนอกมีผู้สูงอายุมาใช้บริการมากกว่า 3 แสนรายต่อปี สำหรับแผนกผู้ป่วยในมีผู้สูงอายุมาใช้บริการกว่า 1 หมื่นรายต่อปี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นทั้งสองแผนก โรงพยาบาลราชวิถีเล็งเห็นถึงความสำคัญของการดูแลผู้สูงอายุ จึงได้จัดตั้ง &amp;ldquo;คลินิกสุขภาพผู้สูงอายุ&amp;rdquo; เพื่อให้บริการรักษาและดูแลผู้สูงอายุแบบองค์รวม โดยเน้นการให้บริการผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งป่วยด้วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ภาวะสมองเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน ตลอดจนผู้สูงอายุที่ป่วยและทานยามากกว่า 4 ชนิดขึ้นไป สำหรับคลินิกสุขภาพผู้สูงอายุ โรงพยาบาลราชวิถี เปิดให้บริการในทุกวันพฤหัสบดี เวลา 08.00-16.00 น. ณ ห้องตรวจอายุรกรรม ชั้น 9 อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร.0-2354-8108 ต่อ 2128 หรือ 06-1951-9426
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ผู้สูงอายุควรให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพตนเอง โดยการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ลดอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล และไขมัน เน้นอาหารโปรตีนจากเนื้อสัตว์โดยเฉพาะปลา เพิ่มแร่ธาตุที่ผู้สูงอายุมักขาด ได้แก่ แคลเซียม สังกะสี และเหล็ก ซึ่งมีอยู่ในนม ถั่วเหลือง ผัก ผลไม้ ธัญพืชต่างๆ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ สัมผัสอากาศที่บริสุทธิ์ หลีกเลี่ยงอบายมุข ได้แก่ บุหรี่และสุรา ควบคุมน้ำหนักตัว ลดความอ้วน หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ไม่เหมาะสม เช่น การซื้อยามากินเอง หรือกินยาเดิมที่เก็บไว้ หรือรับยามาจากผู้อื่น และหมั่นตรวจสุขภาพประจำปี หากพบอาการผิดปกติต่างๆ ควรรีบพบแพทย์ และนอกจากการดูแลสุขภาพกายแล้ว สุขภาพใจเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน ควรทำจิตใจให้แจ่มใส มองโลกในแง่ดี ไม่เครียดหรือวิตกกังวลกับเรื่องต่างๆ มากเกินไป เพียงเท่านี้จะช่วยให้เป็นผู้สูงอายุที่สุขภาพดีอย่างแท้จริง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10344</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, นพ.มานัส โพธาภรณ์, นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์, ภาวะสมองเสื่อม, โรคความดันโลหิตสูง, โรคพาร์กินสัน, โรคระบบหัวใจ, โรคหัวใจขาดเลือด, โรคเบาหวาน, โรคเรื้อรัง, โรงพยาบาลราชวิถี, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180530/image_big_5b0ea15fb705f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7613</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/04/2018 21:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ใช้ชีวิตวัยเกษียณอย่างมีสุข อย่าลืมปฏิบัติตามหลัก 3 อ.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(เพื่อให้พ่อแม่มีความสุขช่วงวัยเกษียณ ลูกหลานควรพาผู้สูงอายุไปตรวจสุขภาพเป็นประจำ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หนึ่งคำถามที่ผุดขึ้นท่ามกลางสังคมไทยที่กำลังจะก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุอย่างเต็มตัวในอีกไม่กี่ปี อย่าง &amp;ldquo;การเป็นผู้สูงอายุที่มีความสุขจะต้องทำอย่างไร??&amp;rdquo; เพราะเมื่อเลี่ยงตัวเลขของอายุที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนความเสื่อมของร่างกายไม่ได้ ดังนั้นการใช้ชีวิตอยู่อย่างไม่เป็นทุกข์ถือเป็นมุมมองที่น่าสนใจ เพราะเมื่อไรก็ตามที่เราเข้าสู่วัยชราอย่างภาคภูมิใจ แน่นอนว่าชีวิตก็จะยืนยาว โดยที่คุณตาคุณยายสามารถอยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้กับลูกหลานได้แบบยาวๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(&amp;nbsp;พญ.พลอยลดา ธนาไพศาลวรกุล)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พญ.พลอยลดา ธนาไพศาลวรกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและเวชศาสตร์ชะลอวัย ให้ความรู้ว่า &amp;ldquo;การใช้ชีวิตให้มีความสุขเมื่ออายุมากขึ้น หมอแนะนำว่าต้องดูแลสุขภาพแบบองค์รวม 3 ประการ เริ่มที่ &amp;ldquo;อวัยวะ&amp;rdquo; ซึ่งถือเป็นเรื่องพื้นฐานที่สำคัญมาก เพราะหากผู้สูงอายุมีสุขภาพดี ทุกอย่างก็จะดีตามไปด้วย ทั้งนี้ ลูกหลานควรหมั่นพาคุณพ่อคุณแม่ไปตรวจสุขภาพเพื่อตรวจหาโรคเรื้อรังอย่าง โรคความดันโลหิตสูง, โรคเบาหวาน ฯลฯ ซึ่งหากพบว่าผู้สูงวัยไม่ได้ป่วยเป็นโรคก็ให้ไปตรวจสุขภาพ 8 เดือน-1 ปีครั้ง แต่ถ้าหากท่านมีโรคประจำตัวทุกๆ 2-3 เดือนก็ต้องไปพบแพทย์ หรือไปหาคุณหมอตามนัด เพราะอย่าลืมว่าผู้สูงอายุทั่วๆ ไปมักจะมีอาการป่วยโรคเกี่ยวกับดวงตา อาทิ ต้อหิน, ต้อลม หรือแม้แต่โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงที่กล่าวมา การตรวจสุขภาพประจำปีและการไปพบแพทย์ตามนัดจึงถือเป็นเรื่องสำคัญมากค่ะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(หากผู้สูงอายุมีอารมณ์หงุดหงิดฉุนเฉียว ให้ลูกหลานเข้าไปพูดคุยและชวนทำกิจกรรมคลายเครียด เช่น ออกกำลังกายร่วมกัน หรือพาท่านไปเข้าชมรมผู้สูงอายุ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองลงมาคือ &amp;ldquo;อารมณ์&amp;rdquo; เป็นปัจจัยที่สำคัญ เพราะหากผู้สูงอายุมีภาวะหงุดหงิดฉุนเฉียวง่าย อาจกระทบต่อจิตใจ และทำให้เกิดโรคทางจิตประสาทได้ ลูกหลานควรหมั่นสังเกตว่าคุณพ่อแม่กำลังเครียดอยู่หรือไม่ และถ้าหากพบอาการดังกล่าวก็ให้ร่วมกันหาสาเหตุโดยการถามไถ่ หรือชวนท่านออกกำลังกายที่เหมาะสมกับวัยเพื่อช่วยคลายเครียด หรือหากอาการหงุดหงิดยังไม่ทุเลาลง ก็ควรพาไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อรับประทานยาในการปรับอารมณ์ เป็นต้น ที่สำคัญหากสภาพแวดล้อมในบ้านไม่ปลอดภัย ซึ่งเอื้ออำนวยให้ผู้สูงอายุประสบอุบัติเหตุ เช่น อาการหกล้ม, เดินสะดุด กระทั่งให้ท่านรู้สึกโกรธหรือโมโห ลูกหลานก็ต้องรีบปรับปรุงภายในบ้านให้มีความปลอดภัย เช่น เก็บของให้ระเบียบ ป้องกันท่านเดินสะดุดและหกล้มกระดูกหัก กระทั่งการติดไฟที่มีแสงสว่างเพียงพอ เพื่อช่วยในการมองเห็นยามค่ำคืน เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ในส่วนของผู้สูงอายุที่ต้องอยู่เพียงลำพัง หรือบ้านไหนที่ลูกหลานต้องออกไปทำงานนอกบ้าน ซึ่งอาจทำให้ท่านรู้สึกเหงาและว้าเหว่ หมอแนะนำให้ลองหาเพื่อนบ้านใกล้เคียงที่มีผู้สูงอายุอาศัยอยู่ โดยการแนะนำให้คุณแม่คุณพ่อรู้จัก เพื่อสร้างสังคมเพื่อนวัยเดียวกัน ทั้งนี้ เพื่อนำไปสู่การชักชวนกันเข้าชมรมผู้สูงอายุ เช่น สภากาชาดไทย ที่จัดตั้งชมรมนี้ขึ้น ซึ่งภายในชมรมจะมีกิจกรรมมากมาย เช่น เล่นโยคะ, เล่นดนตรี, จับกลุ่มพูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิตร่วมกัน, พาไปไหว้พระ ท่องเที่ยว ฯลฯ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับประเด็นที่ลูกหลานหลายคนกลัวและเป็นกังวลว่า ผู้สูงอายุมักจะเกิดความเครียดจากการรับมือกับภาวะสูงวัยไม่ค่อยได้??? นั้น อันจริงแล้วเรื่องนี้ไม่เป็นอุปสรรค เนื่องคนสูงวัยก็มักจะรับมือกับความชราได้ แต่สิ่งสำคัญลูกหลานต้องหมั่นสังเกตว่าท่านมีปัญหาสุขภาพ หรือเจ็บป่วยทางกายอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ เช่น ภาวะเหงาและโดดเดี่ยว ก็สามารถแก้ไขด้วยการหาเพื่อนให้ท่าน หรือพาท่านไปเข้าชมรมผู้สูงอายุอย่างที่เรียนไว้ข้างต้น หรือหากพบว่าท่านมีโรคเรื้อรังอย่าง &amp;ldquo;โรคอัลไซเมอร์&amp;rdquo; โดยให้สังเกตว่าหากพ่อแม่ถามคำถามเดิมซ้ำๆ หลายรอบ อาทิ &amp;ldquo;กินข้าวเช้าหรือยังนะ???&amp;rdquo; ทั้งที่เพิ่งรับประทานไป ก็ให้สันนิษฐานว่าท่านอาจป่วยโรคจำเสื่อม ก็ต้องรีบพาท่านไปพบแพทย์ เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(เสริมสร้างสุขภาพที่ดีให้คนวัยเกษียณด้วยอาหารครบ 5 หมู่ ที่ประกอบด้วยข้าวกล้องและปลา อาหารที่ช่วยป้องกันโรคเหน็บชาได้ดี)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปิดท้ายกันที่การใช้ชีวิตหลังวัยเกษียณให้มีความสุข อย่างการปรับเรื่อง &amp;ldquo;อาหาร&amp;rdquo; เป็นที่รู้กันว่าการบริโภคอาหารดีๆ ก็ไม่ได้ส่งผลดีต่อสุขภาพเสมอไป เพราะการที่ผู้สูงอายุจะมีสุขภาพดีต้องรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ที่สำคัญแนะนำให้ท่านรับประทานข้าวกล้องมากกว่าข้าวขาวที่ขัดสี เนื่องจากคนสูงอายุส่วนใหญ่มักชอบรับประทานข้าวขาว ซึ่งจะทำให้เป็นโรคเหน็บชาหรือตะคริวกิน และไม่ได้หมายว่าห้ามรับประทานอาหารถุง แต่ให้เลือกเมนูที่มีผักสดและปลาเป็นส่วนประกอบหลัก อีกทั้งต้องใส่น้ำมันน้อยที่สุด และต้องไม่ใช่เป็นอาหารสำเร็จรูปประเภททอดๆ พูดง่ายๆ ว่าต้องเลี่ยงอาหารกลุ่มนี้ ที่สำคัญให้เพิ่มผลไม้สดปลอดสารพิษให้ท่านรับประทาน เพียงเท่านี้ก็ทำให้ท่านได้บริโภคอาหารครบ 5 หมู่แล้ว หรือหากคุณพ่อคุณแม่มีปัญหาเกี่ยวกับการบดเคี้ยว ก็ควรปรับเมนูอาหารให้นิ่มอ่อนลง เพื่อให้ท่านรับประทานได้ง่ายขึ้น&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7613</URL_LINK>
                <HASHTAG>การใช้ชีวิตให้มีความสุข, คุณภาพชีวิต, พญ.พลอยลดา ธนาไพศาลวรกุล, ภาวะเหงาและโดดเดี่ยว, วัยสูงอายุ, สภากาชาดไทย, อาหาร5หมู่, โรคเรื้อรัง, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180422/image_big_5adc92dcc3dcc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7438</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/04/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปรับสมดุลร่างกายลดหวาน-เค็ม เทคนิคสู้หน้าร้อน-ต้านละอองฝน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(กัลยา กาลสัมฤทธิ์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ว่ากันด้วยเรื่อง &amp;ldquo;อาหารปรับสมดุลผู้สูงอายุ&amp;rdquo; โดยเฉพาะช่วงอากาศเปลี่ยน เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวฝน ไหนจะเรื่องการบริโภคอาหารช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ซึ่งมีทั้งรสหวาน, มัน, เค็ม ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดและกระตุ้นให้โรคเรื้อรังอย่าง เบาหวาน ความดัน และโรคหัวใจ ทวีความรุนแรงแล้ว เมื่อวันปีใหม่ไทยผ่านพ้นไป การเลือกบริโภคอาหารที่เหมาะสมและช่วยดูแลสุภาพที่ดี พูดให้ถูกคือการบริโภคอาหารเพื่อล้างพิษในทางแพทย์แผนปัจจุบันให้กับคุณตาคุณยายนับเป็นเรื่องที่สำคัญ งานนี้ กัลยา กาลสัมฤทธิ์ นักกำหนดอาหาร คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ให้ข้อมูลไว้น่าสนใจว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(เติมความสดชื่นด้วยผลไม้ตามฤดูกาลที่ไม่หวานมากอย่าง &amp;ldquo;มังคุด&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;แตงโมแช่เย็น&amp;rdquo;)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;นอกจากการบริโภคอาหารคลายร้อนอย่าง &amp;ldquo;ข้าวแช่&amp;rdquo; แบบระมัดระวัง โดยการเลือกบริโภคเครื่องเคียงที่มีความเค็มและรสหวานให้น้อยลง ซดน้ำลอยดอกมะลิให้มากแล้ว หลักของการบริโภคอาหารในช่วงหน้าร้อนเพื่อปรับสมดุลให้ร่างกายจากการกินอาหารรสหวาน, มัน, เค็ม ในช่วงวันสำคัญที่ผ่านมา แนะนำว่าเริ่มจากการบริโภค &amp;ldquo;ผลไม้หน้าร้อน&amp;rdquo; อย่าง &amp;ldquo;มังคุด&amp;rdquo;, &amp;ldquo;แตงโม&amp;rdquo;, &amp;ldquo;มะยงชิด&amp;rdquo; &amp;nbsp;หากต้องการให้ดีต่อสุขภาพสามารถปอกเปลือกและแช่เย็น เพื่อที่จะทำให้ร่างกายสดชื่น หรือรับประทานเพื่อลดอุณหภูมิความร้อนในร่างกาย ก็เป็นวิธีที่ช่วยเพิ่มความกระปรี้กระเปร่าให้ร่างกายจากความหวานธรรมชาติค่ะ ทั้งนี้ ผลไม้ตามฤดูกาลควรเลือกชนิดที่ไม่หวานจัดและมีน้ำเป็นส่วนประกอบเยอะ ก็จะช่วยเติมน้ำและดีสุขภาพคุณตาคุณยายทางหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(&amp;ldquo;น้ำต้มใบเตย&amp;rdquo; ไม่ใส่น้ำตาล เครื่องดื่มเติมน้ำและสร้างความสดชื่นที่ดีต่อสุขภาพผู้สูงอายุป่วยโรคเบาหวาน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เนื่องจากใน 1 วันกำหนดให้ดื่มน้ำไม่ต่ำว่า 8-10 แก้ว แต่ทั้งนี้ ผู้สูงอายุมักจะไม่ค่อยชอบดื่มน้ำในช่วงอากาศร้อนจัด แนะนำให้ดื่ม &amp;ldquo;น้ำต้มใบเตย&amp;rdquo; โดยไม่จำต้องใส่น้ำตาล แต่ให้นำไปแช่เย็น และด้วยสรรพคุณของใบเตยเป็นยาเย็นและมีกลิ่นหอมชื่นใจ ก็สามารถกระตุ้นให้ผู้สูงอายุ ดื่มน้ำได้มากขึ้นเช่นกัน ที่สำคัญไม่เพียงเป็นการเติมน้ำและลดความร้อนในร่างกาย แต่ยังช่วยป้องกันการได้รับความหวานจากเครื่องดื่มรสหวานอีกด้วย ที่ลืมไม่ได้สำหรับคุณตาคุณยายที่ดื่มน้ำปั่น ซึ่งตัดรสชาติด้วยการเติมเกลือ ก็อาจส่งผลให้ผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคไต หรือโรคหัวใจ เกิดอาการกำเริบจากการได้รับโซเดียมหรือความเค็มในการปรุงเครื่องดื่มดังกล่าว ดังนั้นควรเปลี่ยนจากการเติมเกลือมาเป็นการใส่น้ำมะนาวแทน จะทำให้น้ำผลไม้ปั่นมีรสชาติอร่อยและกลมกล่อมยิ่งขึ้น และปลอดภัยต่อสุขภาพ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(เพิ่มการขับถ่ายให้กับผู้สูงอายุที่มีปัญหาเรื่องบดเคี้ยว ให้ดื่ม &amp;ldquo;น้ำแอปเปิลปั่นหวานน้อย&amp;rdquo; แบบไม่แยกกาก)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนในรายของผู้สูงอายุที่มีปัญหาบดเคี้ยว แนะนำว่าให้ดื่ม &amp;ldquo;น้ำแอปเปิลปั่น&amp;rdquo; โดยการล้างผลไม้ให้สะอาด เลือกใช้ลูกขนาด 1 กำมือ (คิดง่ายๆ คือหั่นได้ 7-8 ชิ้นพอคำ) หั่นเป็นชิ้น จากนั้นเติมน้ำเปล่าและปั่นให้ละเอียด และดื่มโดยไม่ต้องแยกกาก ทั้งนี้ เพื่อช่วยเรื่องระบบย่อยอาหาร ทำให้การขับถ่ายดียิ่งขึ้น และหากต้องการให้ดีต่อสุขภาพไม่จำเป็นเติมน้ำตาล หรือหากต้องการความหวาน ก็ให้ใส่น้อยที่สุด ตรงนี้จะช่วยให้ผู้สูงอายุบริโภคน้ำผลไม้ปั่นที่ดีต่อสุขภาพได้ ทั้งนี้ คุณตาคุณยายยังสามารถดื่มน้ำเปล่าหรือน้ำเย็นได้เช่นเดียวกัน แต่จะต้องไม่เย็นจัดจนเกินไป เพราะอาจทำให้เป็นหวัดในช่วงอากาศร้อนได้ ที่ลืมไม่ได้คือข้อควรระวังอย่างการ &amp;ldquo;ดื่มน้ำสุมนไพร&amp;rdquo; เช่น น้ำกระเจี๊ยบ, น้ำต้มใบย่านาง ที่บางครั้งอาจจะมีทั้งน้ำตาลและเกลือเป็นส่วนประกอบที่ช่วยชูรสชาติ ตรงนี้หากผู้สูงอายุป่วยโรคความดันโลหิตสูง หัวใจ โรคไต และเบาหวาน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน เนื่องจากผู้ป่วยบางโรคอาจต้องหลีกเลี่ยงน้ำสมุนไพรที่กล่าวมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(&amp;ldquo;ต้มโคล้งใบมะขามอ่อน&amp;rdquo; เมนูปรับสมดุล-ล้างพิษ และป้องกันโรคหวัดในผู้สูงอายุช่วงครึ้มฟ้าครึ้มฝนในฤดูร้อน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขยับมาที่การบริโภคอาหารปรับสมดุลในช่วงฝนพรำที่เกิดจากพายุฤดูร้อน หรือกลุ่ม &amp;ldquo;อาหารป้องกันไข้หัวลม&amp;rdquo; อย่าง &amp;ldquo;แกงเลียง&amp;rdquo;, &amp;ldquo;ต้มโคล้งใบมะขามอ่อน&amp;rdquo;, &amp;ldquo;ต้มจิ๋ว&amp;rdquo; (คล้ายกับต้มจืดและต้มยำรวมกัน ใส่มันเทศ หรือเนื้อสัตว์อย่าง เนื้อวัว, เนื้อหมู, ไก่) ซึ่งอาหารเหล่านี้จะมีหอมแดงและสมุนไพรรสเผ็ดร้อนอย่าง พริกไทย, กระชาย และโหระพา ซึ่งสมุนไพรเหล่านี้จะช่วยป้องกันโรคหวัดให้กับผู้สูงอายุได้ค่อนข้างดีในช่วงอาการเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ ที่สำคัญอาหารดังกล่าวไม่มีส่วนผสมของกะทิและน้ำมัน จึงนับว่าช่วยเพิ่มการขับถ่าย และป้องกันการสะสมไขมันไปด้วยในตัว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7438</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัลยา กาลสัมฤทธิ์, คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล, ความดันสูง, คุณภาพชีวิต, ต้มโคล้งใบมะขามอ่อน, น้ำต้มใบเตย, น้ำแอปเปิลปั่น, ปัญหาบดเคี้ยว, อากาศเปลี่ยน, อาหารปรับสมดุลผู้สูงอายุ, โรคเบาหวาน, โรคเรื้อรัง, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180419/image_big_5ad87c164f2de.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
